‘ซีพีเอฟ’ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809313

'ซีพีเอฟ'ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

‘ซีพีเอฟ’ย้ำเลี้ยงหมูตามมาตรฐานสากล ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.38 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นผลิตอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ ควบคู่การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างรับผิดชอบและสมเหตุผล ผลิตเนื้อหมูปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบสารตกค้าง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการวิชาการสุกร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและการมีสุขภาพดีของผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการตามมาตรฐานสากล ปลอดภัยต่อการบริโภค และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแนวทางปฏิบัติตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารโปรตีนและดูแลสัตว์ในฟาร์มให้มีความเป็นอยู่สุขสบาย มีอาหารและน้ำพอเพียงตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ และได้รับการตรวจประเมิน ทั้งจากหน่วยงานภายในและหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อให้มั่นใจถึงการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างเหมาะสมและมีมนุษยธรรม สอดคล้อง ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดและข้อบังคับของประเทศผู้ผลิตและประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์การใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างรับผิดชอบและเหมาะสม ครอบคลุมทั้งฟาร์มของบริษัทและฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม โดยสัตวแพทย์จะต้องมีใบสั่งยาจึงจะทำการร้กษาสัตว์ได้ ไม่มีการใช้สารใดๆ ที่เป็นข้อห้ามทางกฎหมายทั้งหมด และมีการควบคุมกำกับอย่างเข้มงวด มีข้อกำหนด มีระยะหยุดยาที่เหมาะสม และผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า เนื้อหมูจากฟาร์มสุกรของ ซีพีเอฟ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ปลอดภัยต่อการบริโภค ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อลดภาวะเชื้อดื้อยา

สำหรับการเลี้ยงสุกร ของ ซีพีเอฟ ให้สุกรมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ มีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ

– สายพันธุ์สุกรที่ดี แข็งแรงเติบโตได้ดี โดยที่ไม่ต้องใช้สารเร่งการเจริญเติบโต

– อาหารที่ดี คุณค่าทางโภชนาการตรงตามความต้องการ เหมาะกับแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้สุกรเจริญเติบโตเต็มที่ พร้อมเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับสุกรมีสุขภาพแข็งแรงด้วย โปรไบโอติก

– โรงเรือนที่ดี โรงเรือนระบบปิด ปรับอากาศให้โรงเรือนเย็นสบายด้วยการระเหยของน้ำ (Evaporative Cooling System : EVAP) พร้อมใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาช่วยในการเลี้ยง เพื่อให้สุกรอยู่อย่างสุขสบาย และมีสุขภาพดี เติบโตเต็มที่ ไม่เครียดไม่เจ็บป่วย

– การจัดการฟาร์มที่ดี ยึดหลักมาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ โดยการเลี้ยงดูทุกขั้นตอนมีสัตวแพทย์ และสัตวบาลคอยควบคุมดูแล

– ระบบการป้องกันโรคในสุกรที่ดี ซีพีเอฟ ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค ปลอดจากโรคระบาดสัตว์และโรคระบาดในมนุษย์

“กระบวนการผลิตของ ซีพีเอฟ ทั้งหมด มุ่งเน้นการควบคุมและป้องกันโรคทุกชนิด นอกจากมีสัตวบาลคอยดูแลสุกร ยังมีสัตวแพทย์คอยควบคุมดูแลเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคในฟาร์มทั้งหมด ทุกขั้นตอนควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทุกส่วน เมื่อสัตว์ไม่มีโรค สุขภาพดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฎิชีวนะเพื่อรักษา ซึ่งเป็นผลดีส่งถึงผู้บริโภค” น.สพ.ดำเนิน กล่าว

สำหรับหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ ประกอบด้วย 1. ปราศจากความหิว กระหาย และการให้อาหารที่ไม่ถูกต้อง 2. ปราศจากความไม่สะดวกสบาย อันเนื่องมากจากสภาวะแวดล้อม 3. ปราศจากความเจ็บปวดและโรคภัย ต้องมีระบบการป้องกันโรคที่เหมาะสม หรือหากได้รับการวินิจฉัยว่าเจ็บป่วยจะได้รับการรักษาที่จำเป็น 4. ปราศจากความกล้วและความทุกข์ทรมาน และภาวะเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ 5. มีอิสระในการแสดงออกในพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ เช่น พฤติกรรมการขุดคุ้ย

อ.ส.ค.คว้ารางวัลนมUHT ได้รับความไว้ใจจากผู้บริโภคสูง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809098

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า จากความมุ่งมั่นของอ.ส.ค.ในการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ คู่กับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คใหม่ที่มีคุณภาพ และมีรสชาติหลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อ.ส.ค.เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลงานวิจัย Thailand’s Most Admired Brand ประจำปี 2024 ที่โรงแรมพูลแมนคิง เพาเวอร์ กทม.จัดโดยนิตยสาร BrandAge และ BrandAge Online โดยปีนี้อ.ส.ค.ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้ารับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand หรือแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคสูงสุดในหมวดสินค้าบริโภคกลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชที ประจำปี 2567 และได้รับรางวัลพิเศษ Thai Brand Award ซึ่งได้รับผลคะแนนจากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand and Why We Buy โดยจัดทำโครงการสำรวจความน่าเชื่อถือ ด้านแบรนด์ของประเทศไทยเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคผ่านนิตยสาร BrandAge และ BrandAge Online

“อ.ส.ค. ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค รู้สึกเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่ได้รับรางวัลที่ได้รับความน่าเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภค จากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2024 ในหมวดสินค้าบริโภคกลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชทีในครั้งนี้” นายสมพร กล่าว

รมว.เกษตรฯถกคกก.พัฒนาโคเนื้อฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809099

รมว.เกษตรฯถกคกก.พัฒนาโคเนื้อฯ

รมว.เกษตรฯถกคกก.พัฒนาโคเนื้อฯ

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เร่งถก : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 1/2567 เร่งผลักดันส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์โคขุน-เนื้อโค เห็นชอบส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อกับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ตั้ง 3 คณะทำงาน ดำเนินการ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 1/2567 ว่าอยู่ระหว่างเจรจาผลักดันการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นไปในทิศทางบวก รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์โคขุนและโคเพื่อการทำพันธุ์ เนื้อโค เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อเพิ่มรายได้สำหรับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย” (โคเพิ่มรายได้) เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้รับแม่โคเป็นของตนเอง กระตุ้นฟื้นฟูตลาดการซื้อขายโคภายในประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ
ปีงบประมาณ 2567-2569 โดยของบกลางสนับสนุนค่าจัดซื้อแม่พันธุ์โคให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 4,000 ราย โดยเตรียมหารือกับสำนักงบประมาณ และเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ อีกทั้งเพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาราคาตกต่ำ เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ประชุมจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพิ่มเติม 3 คณะ ดังนี้ 1.ยกเลิกคำสั่งเดิม ที่ 648/2561 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 และแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ–กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติขึ้นใหม่ โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นรองประธาน ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการรักษาตลาดการบริโภคเนื้อโค-กระบือและผลิตภัณฑ์ และ 3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตโคเนื้อ-กระบือ เพื่อจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต สำหรับประกอบการกำหนดนโยบายด้านโคเนื้อและกระบือของประเทศไทยได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ตรวจผลไม้จันทบุรี คัดคุณภาพทุเรียน เตรียมส่งออกไปจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809095

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี พร้อมด้วยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร พบปะผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้เกษตรกร และให้กำลังใจทุกภาคส่วนในการดูแล ควบคุมคุณภาพผลไม้ให้มีความปลอดภัยสูง ชูแบรนด์ “ผลไม้ไทย ผลไม้คุณภาพ” (Premium Thai Fruits) พร้อมส่งออกทุเรียนคุณภาพไปจีน

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ปี 2566 “ทุเรียนไทย” ครองส่วนแบ่งตลาดทุเรียนสดในจีน ร้อยละ 65.15 ด้วยปริมาณการนำเข้า 928,976 ตัน การวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่าแม้ว่าทุเรียนไทยจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น แต่การส่งออกทุเรียนของไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่ง รมว.เกษตรฯ กำหนดนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” โดยสั่งการให้นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นำหลักการดังกล่าวมาวางแผนในการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก ร่วมกับหน่วยงานฝ่ายปกครอง ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยใช้ “จันทบุรีโมเดล” เป็นต้นแบบในการควบคุมคุณภาพทุเรียน และแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ได้มีการกำชับให้นายตรวจพืช ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนตามพิธีสารการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน ไม่ให้มีศัตรูพืชกักกัน เช่น เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ติดไปกับทุเรียนส่งออกอย่างเด็ดขาด จนราคาทุเรียนหมอนทองปีนี้มีราคาสูงถึง 200-250 บาท/กิโลกรัม

‘จอมขวัญ’ลงพื้นที่แก้ปัญหา ปตร.ชำรุด-เร่งมือป้องกันน้ำท่วม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809096

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และผู้บริหารในสังกัดกรมชลประทาน ลงพื้นที่ประตูน้ำคลองรางส้มป่อย ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยมีผู้นำและประชาชนใน ต.บางแก้ว ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม มารอให้ข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำคลองรางส้มป่อย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

ดร.จอมขวัญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ข้อมูลความคิดเห็นและข้อเท็จจริง นำไปรายงานให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับทราบและพิจารณา ซึ่งตนได้รับการประสานจาก นายปฐมพงษ์สูญจันทร์ อดีต สส.นครปฐม และได้รับหนังสือจากนางนภาภัช นัดสูงวงศ์ นายก อบต.บางแก้วฟ้า ขอให้ช่วยแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี โดยสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) และสถานีสูบน้ำคลองรางส้มป่อย ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน ปากคลองอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ความยาว 1.2 กิโลเมตร มีประตูระบายน้ำที่ก่อสร้างโดยประชาชนแล้วเสร็จในปี 2555 ปัจจุบันอยู่ในสภาพชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงฤดูฝน ปริมาณในแม่น้ำท่าจีนจะมีระดับที่สูง ประกอบกับช่วงน้ำขึ้น ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นไหลย้อนเข้าคลอง ลอดใต้บานระบายน้ำและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ รพ.หลวงพ่อเปิ่น วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)ต้องร่วมกันนำกระสอบทรายและวัสดุมาปิดกั้น ไม่ให้น้ำท่วมสถานที่ราชการบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรมทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองรางส้มป่อย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล สำนักงานชลประทานที่ 11 แต่หน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้าง คือ โครงการชลประทานนครปฐม สำนักงานชลประทานที่ 13 แบบก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำ คลองรางส้มป่อย มีขนาดบานระบาย 3.00×3.00 เมตร 1 ช่อง พร้อมเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 1 เครื่อง ออกแบบเสร็จแล้ว ได้บรรจุแผนงานก่อสร้างปรับปรุงระบบชลประทานปี 2566-2567 แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยโครงการส่งน้ำฯ พระพิมล จะประสานกับโครงการส่งน้ำฯ นครปฐม เพื่อพิจารณาในข้อมูลเพิ่มเติม ทบทวนในเรื่องการปรับปรุงแบบก่อสร้าง และเร่งดำเนินการตามระเบียบวิธีการงบประมาณ เสนอกรมชลประทาน พิจารณาต่อไป

‘กรมการข้าว’รวมพลคนศูนย์ข้าว ระดมความคิดขับเคลื่อนศูนย์ข้าวชุมชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808977

'กรมการข้าว'รวมพลคนศูนย์ข้าว ระดมความคิดขับเคลื่อนศูนย์ข้าวชุมชน

‘กรมการข้าว’รวมพลคนศูนย์ข้าว ระดมความคิดขับเคลื่อนศูนย์ข้าวชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.49 น.

กรมการข้าว รวมพลคนศูนย์ข้าว ระดมความคิดขับเคลื่อนศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมมอบรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น 67

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศและองค์กรชาวนา พร้อมทั้งมอบรางวัลให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2567 ได้แก่ รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ทั้งสิ้น 58 รางวัล ณ โรงแรมซัมมิท ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ จังหวัดปทุมธานี

สำหรับการสัมมนาฯ ดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2567 มีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้น 296 ราย ประกอบด้วย ประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่จากสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของกรมการข้าว โดยได้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว นวัตกรรมจากข้าว ในรูปแบบต่างๆ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 ตลอดจนร่วมกันวางแผนการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชนในระดับเขตและประเทศ และระดมความคิดเพื่อหาแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์ข้าวชุมชนต่อไป

– 006

กรมชลฯขยายพื้นที่ ทำนาเปียกสลับแห้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808809

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้เตรียมขยายผลการทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นผลงานที่กรมชลประทาน ได้วิจัยและนำเสนอต่อที่ประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 และได้รับรางวัล WatSave Awards ในปี 2559 นำไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก โดยแนวทางการส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้งเป็นการประหยัดน้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่นำแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ได้นำเอาความรู้และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับทรัพยากรชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตรหรือที่เรียกว่า “ทำน้อย แต่ได้มาก” ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งยังสามารถลดการใช้น้ำ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

‘ธรรมนัส’ลุยIGNITEไทย มุ่งสู่ศูนย์กลางเกษตร-อาหารโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808811

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อน IGNITE THAILAND
“จุดประกายเกษตรไทย สู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของโลก” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก” ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ว่า สำหรับวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) แน่นอนว่าประเทศไทยมีศักยภาพ โดยรัฐบาลมีเป้าหมาย 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ เป้าหมายด้านการเกษตร และเป้าหมายด้านอาหาร

สำหรับเป้าหมายภาคการเกษตร มีเป้าหมาย คือรายได้สุทธิ 3 เท่า ใน 4 ปี ซึ่งจากผลสำเร็จสินค้าเกษตรที่ราคาดี ไม่ว่าจะเป็นยางพารา และข้าว เกิดจากการทำเกษตรแม่นยำ นำเทคโนโลยีมาใช้ การใช้พันธุ์พืชที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัย รวมถึงแหล่งน้ำที่ต้องมีพื้นที่ชลประทานมากขึ้น ระบบบริหารจัดการน้ำที่ดี แก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งมีการบริหารระบบตลาดสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรที่เหมาะสม และแก้ปัญหา PM2.5 ที่เกิดจากภาคการเกษตร

ขณะที่ เป้าหมายด้านอาหาร ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ มีวัตถุดิบสินค้าการเกษตรที่ดีมากมายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ มีอาหารที่มีชื่อประเทศเป็นชื่อ “ผัดไทย” มี Story ที่จะยกระดับได้อีกมากมายหลายชนิด และนอกจากอาหารทั่วไปแล้ว ประเทศไทยยังสามารถสร้าง “ตลาดใหม่” ผ่านนวัตกรรมด้านอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหาร Plant-based อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในศักยภาพอย่างเต็มที่สมดังคำกล่าว “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และเป้าหมายที่สำคัญนั่นคือ “ในกระเป๋าต้องมีเงิน”

สำหรับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก กระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายด้วย 9 นโยบายสำคัญ ส่วนการจุดประกายให้ประเทศไทยเป็น Hub การเกษตรและอาหารของโลกจำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนทั้งในด้านการผลิต และการตลาด ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรฯ คือด้านการผลิต (Supply-side) ต้องขับเคลื่อนกลไกสำคัญ (Engine) ซึ่งเป็นหัวใจของภาคการผลิต คือ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร และ 2. มาตรการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกรและคนในภาคการเกษตร

สำหรับการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเพิ่มรายได้ สามารถแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีการผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด และกลุ่มสินค้าเกษตรที่ผลิตน้อยกว่าความต้องการ ขณะที่มาตรการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกร เช่น มาตรการการวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสมหรือแนวทางการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันภัยภาคการผลิต การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เป็นต้น

รมว.เกษตรฯสั่งการ ตั้งศูนย์บัญชาการฯ รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808812

รมว.เกษตรฯสั่งการ  ตั้งศูนย์บัญชาการฯ  รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ  ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

รมว.เกษตรฯสั่งการ ตั้งศูนย์บัญชาการฯ รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วยเหลือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณสถานีสูบน้ำท่าถั่ว และสถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร จ.ฉะเชิงเทรา โดยสั่งให้ตั้งศูนย์บัญชาการกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาน้ำเค็ม บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณสถานีสูบน้ำท่าถั่ว และสถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร จ.ฉะเชิงเทรา โดย ร.อ.ธรรมนัส สั่งการ

ให้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มในคลองประเวศบุรีรมย์ เป็นกรณีฉุกเฉิน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด เพื่อการแก้ปัญหาอย่างทั่วถึงและตรงจุด ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทาน ได้แก้ปัญหาดังกล่าวโดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำเค็มออกจากคลองประเวศฯ และคลองสาขาออกสู่แม่น้ำบางปะกงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้ลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนมาช่วยเจือจางน้ำเค็มอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจความเสียหายของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านพืช
และด้านประมง เพื่อการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด อีกทั้งให้มีการระดมรถบรรทุกน้ำสำหรับแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภค เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากระบบประปาหมู่บ้านที่ไม่สามารถสูบน้ำจากคลองมาผลิตน้ำประปาได้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย รวมถึงเตรียมวางแผนแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

หม่อนไหมรับรองพันธุ์‘ศรีสะเกษ72’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808808

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านชนิดลูกผสมเดี่ยว ตั้งแต่ปี 2549 โดยรวบรวมสายพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านจากเกษตรกรใน จ.ศรีสะเกษ ใช้เวลา 2 ปี (2550-2551) ในการคัดเลือกพันธุ์จนได้พันธุ์แท้ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ กระทั่งปี 2552 จึงนำไหมไทยพื้นบ้านที่คัดเลือกพันธุ์ได้ มาผสมพันธุ์เพื่อสร้างไหมพันธุ์ใหม่ และทำการเปรียบเทียบพันธุ์ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ พื้นที่ต่างๆ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ, แพร่, น่าน, ตาก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร, ชุมพร, สุรินทร์ และนครราชสีมา จากนั้นได้มีการทดสอบพันธุ์ในภาคการเกษตร (Farmer test) ใน จ.พิษณุโลก, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, กำแพงเพชร, ศรีสะเกษ, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร และชุมพรจึงได้ไหมไทยพื้นบ้าน “ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์”

ในปี 2560 นำไหมไทยพื้นบ้าน“ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์”มาเลี้ยงทดสอบการผลิตกระดาษใยไหมหรือแผ่นใยไหมประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรที่ผลิตแผ่นใยไหม พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจ ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์หม่อนไหม ครั้งที่ 1/2567 จึงมีมติเห็นชอบให้รับรองพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน “ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์” เป็นพันธุ์ไหมแนะนำ โดยใช้ชื่อ “พันธุ์ศรีสะเกษ 72” ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Si Sa Ket 72 และมีชื่อย่อคือ ทับทิมวนา คุณสมบัติเด่นของไหมพันธุ์ศรีสะเกษ 72 คือเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไหมมีความแข็งแรง เลี้ยงง่าย โดยมีการฟักออกสูงถึง ร้อยละ 95.80 การเข้าทำรังร้อยละ 97.27 ดักแด้สมบูรณ์ ร้อยละ 90.07 ให้ผลผลิตรังไหมและเส้นไหมมีสีเหลืองเข้ม และเมื่อนำมาผลิตเป็นแผ่นใยไหมจะได้แผ่นใยไหมมีความละเอียด เงางาม สีเหลืองเข้ม และเส้นใยมีความสม่ำเสมอ โดยกรมหม่อนไหมสามารถผลิตไข่ไหมพันธุ์ศรีสะเกษ 72 มากว่าปีละ 30,000 แผ่น