‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

21 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร การประชุมดังกล่าวเพื่อทราบมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คู่มือโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ การใช้งานระบบสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ในการดำเนินงานโครงการฯ การใช้สื่อประชาสัมพันธ์โครงการฯ การจัดสรรงบประมาณโครงการฯ (ค่าบริหารจัดการโครงการ) ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และควรระวังในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนข้อควรระวังในการดำเนินโครงการฯ โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือเป้าหมายของโครงการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

-(016)

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

'กรมส่งเสริมการเกษตร'เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลความคืบหน้าการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐ โดยผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 พบว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานลดการเผาในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศปี 2568 ส่งสัญญาณบวกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรลดลง 12.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงมีนาคม 2566 – 2567 ลดลงสูงถึง 27% สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของมาตรการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนและส่งเสริมการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก – ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ฟางเลี้ยงสัตว์ และการสร้างรายได้จากการจำหน่ายเศษวัสดุชีวมวล เป็นต้น ทำให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว 29.7 ล้านตัน จากทั้งหมด 48.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 61 สร้างมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท ช่วยลดต้นทุนการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยในด้านการมีส่วนร่วม มีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมความรู้ด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วกว่าแสนราย เกิดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผาหลายพันราย และมีชุมชนต้นแบบขยายผล เช่น ชุมชนบ้านโนนงิ้ว อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ จำนวน 168 ครัวเรือน พื้นที่ 2,160 ไร่ สร้างเงื่อนไขและกฎร่วมกันของชุมชน ดำเนินการปลอดการเผาอย่างเข้มแข็ง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดทิศทางขับเคลื่อน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการเผาในพื้นที่การเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร โดยเน้นให้ทุกพื้นที่จัดทำแผนที่ที่แสดง ระดับความเสี่ยงการใช้ไฟหรือการเผาในพื้นที่เกษตร โดยอ้างอิงจากข้อมูล hot spot และ burn scar ย้อนหลัง 3-5 ปี ประกอบกับข้อมูลชนิดพืช เพื่อให้ชุมชนเห็นภาพร่วมกันว่าพื้นที่ใดเผาบ่อย เผาซ้ำ รวมถึงร่วมกับชุมชนในการวิเคราะห์สาเหตุ และออกแบบทางเลือกแทนการเผา และศึกษาวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าวัสดุชีวภาพ เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ รวมถึงการจัดการระดับแปลงและระดับพื้นที่ เช่น ไถกลบ ปุ๋ยหมัก สับย่อยเชื้อเพลิง และการออกแบบโมเดลธุรกิจชุมชน และขยายการรณรงค์ผ่านโครงการ Green Gain และการสร้างเกษตรกรต้นแบบ รวมถึงชุมชนเกษตรปลอดเผา  ครอบคลุม 62 จังหวัด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังสนับสนุนการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ เช่น กลุ่มแปลงใหญ่สหกรณ์โคนมโคกก่อ จ.มหาสารคาม ที่รวบรวมฟางข้าวและปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์กว่า 200 ตัน รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการไฟอย่างถูกต้องผ่านแอพพิลเคชั่น Burn Check ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก ประกาศมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ภาคการเกษตร พ.ศ.2568 (ฉบับที่ 2) โดยเกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร ช่วงที่ผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 – 31 มีนาคม 2571 จะหมดสิทธิ์เข้าร่วม โครงการสนับสนุนจากรัฐทุกรายการ ยกเว้นการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 ในภาคเกษตรต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้การผลิตปลอดการเผาเป็นมาตรฐานใหม่ของเกษตรไทย และสร้างอากาศที่ดีให้ทุกคนอย่างยั่งยืน

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก 5-9 ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน “วันดินโลก 2568” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” และเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันนี้ (20 พ.ย.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพ พระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของดินสุขภาพดีซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ที่มีการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างอาหารที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยมี นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 2801 กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

นายนเรศ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้า เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ จนเกิดเป็นศาสตร์พระราชาแห่งการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศจะจัดงานวันดินโลกพร้อมกัน เพื่อรณรงค์ตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์ การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็นวันดินโลก เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร สร้างการรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลก เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทรัพยากรดิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำการเกษตรที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันดินโลก ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. ที่กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งได้รวบรวมผลงานภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินด้านการจัดการทรัพยากรดินทั้งหมดมาจัดแสดงให้ได้เรียนรู้ อบรม และฝึกปฏิบัติจนสามารถกลับไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินให้มีความสวยงามที่จัดแสดงตัวอย่างการทำการเกษตรในเมืองให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชม สัมผัส มาศึกษา เรียนรู้ ในบรรยากาศเหมือนเที่ยวสวนสาธารณะ งานเดียวที่รวมความรู้เรื่องดินงานนี้ต้องห้ามพลาด ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมรำลึกถึง “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล “ดิน” เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการดินและน้ำ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน น้ำและชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการดินโลกแสดงรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award นิทรรศการวิชาการเป็นไฮไลท์ ที่จะพาทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของดินและผลกระทบของดินต่อชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียหน้าดิน พื้นที่เกษตรที่ลดลง และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง พร้อมชวนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสม การจัดการดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงนิทรรศการรูปแบบใหม่ “ดินดี เมืองดี สุขภาพดี” ที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่า ดินคืออะไร ทำไมเราต้องดูแลและแนวทางฟื้นฟูอย่างไรจึงยั่งยืน นิทรรศการมีชีวิตออกแบบเพื่อให้ทุกคนสามารถ “สัมผัส เรียนรู้และลงมือทำจริง ” เช่น แปลงนาสาธิต แปลงผักอินทรีย์บนแคร่ สวนผักดาดฟ้า สวนเกษตรในเมือง ปลูกผักแนวตั้ง ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรม Workshop อบรม และสาธิตเทคนิคต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน นอกจากนี้ ยังมีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมบรรยายพิเศษ

นอกจากนี้ ภายในงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ดินโฉมใหม่” ที่พัฒนาเข้าสู่การเรียนรู้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยสื่อมัลติมีเดีย อินเทอร์แอ็กทีฟ และการนำเสนอข้อมูลแบบทันสมัย ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจระบบดิน ลักษณะดินของประเทศไทย การจัดการดินเพื่อการเกษตร และประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ดินได้อย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดช่วงการจัดงาน งานนี้ยังเป็นเวทีที่ภาคีเครือข่ายด้านดินมารวมพลังนำเสนอผลงาน งานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหมอดินอาสา เช่น แข่งขันหมอดินตรวจวิเคราะห์ดิน และกิจกรรม D.I.Y งานศิลป์จากดินและวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำกลับบ้านได้ ภายในงานยังมีโซน จำหน่าย ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร/อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลผลิต สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตร จากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงฟู้ดทรัคหลากหลายร้าน เดินทางสะดวก โดยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีเสนานิคม

ในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะจัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมเช่นกัน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวันดินโลก ปี 2568 ร่วมเรียนรู้ พัฒนา และรักษาดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้คงอยู่อย่างยาวนานต่อไป

015

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.04 น.

เกษตรฉะเชิงเทรานำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตที่ปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

////-026

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมคณะ'ธรรมนัส'เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมคณะ”ธรรมนัส”เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ฯ พร้อมมอบปัจจัยการผลิต เพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ วัดนามูลพุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

จากการลงพื้นที่ฯ ในครั้งนี้ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ และได้มอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเหนียว ซึ่งมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมการข้าวประสานผู้ประกอบการให้เข้ามารับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม ส่วนพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เป็นสาเหตุให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ได้สั่งการ ฉก.พญานาคราช ตรวจจับและดำเนินคดีอย่างเข้มข้น รวมทั้งการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิขณะนี้ขยับขึ้นอยู่ที่ตันละ 13,800 บาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณดี แต่ปัญหาใหญ่ของภาคอีสานคือราคาข้าวเหนียวที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องประสานโรงสีให้รับซื้อข้าวเหนียวจากชาวนาโดยตรง ห้ามกดราคา ห้ามเอาเปรียบ พร้อมตั้งระบบติดตามราคาแบบวันต่อวัน เพื่อไม่ให้พ่อค้าคนกลางกดราคาในพื้นที่ ส่วนปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง และผลไม้ต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นำทีม ฉก.พญานาคราช ตรวจจับอย่างเข้มงวด ดำเนินคดีเด็ดขาดกับกลุ่มลักลอบนำเข้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

“ในส่วนของกรมการข้าวนั้น ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ ให้จัดหาโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวเหนียวกับเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องชาวนาผู้ปลูกข้าว ให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นต่อไป” นายอานนท์ กล่าว

โดยในโอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จากกรมการข้าว จำนวน 1,566 ตัน โคเนื้อสายพันธุ์ผสมพื้นเมือง พันธุ์ปลา-พันธุ์กุ้งก้ามกราม มอบสระเก็บน้ำในไร่นา สระเก็บน้ำพร้อมระบบสูบน้ำโซล่าเซลล์ เมล็ดพันธุ์ปอเทือง เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ รวมทั้งมอบใบรับรอง GAP ทุเรียน และมอบเงินสนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วย

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.34 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วัดนามูล พุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายเร่งรัดการจัดที่ดินทำกิน และแนวทางการจัดที่ดินนิคมสหกรณ์คงมูล เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงมูล ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง แนวทางการพัฒนาและผลักดันทุเรียนดูนสาดสู่การส่งออก และการจัดการน้ำทั้งระบบ และติดตามความคืบหน้าการขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองชัย หมู่ที่ 8 ตำบลดูนสาด พร้อมทั้งได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนปัจจัยการผล ประกอบด้วย ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง เมล็ดพันธุ์กวางตุ้ง และเมล็ดพันธุ์คะน้า

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอกระนวน พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ให้กำลังใจ และมอบแนวทางในการปฏิบัติงานในโอกาสนี้ด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมการประชุมเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (VCS) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ระดับพื้นที่ การลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และการมอบนโยบายและข้อสั่งการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2569 ดังนี้ ด้วยในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูร้อนของทุกปี จะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน คุณภาพสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2568 – 2569 เป็นไปตามกฎหมายและแผนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 -2570 และระยะ 5 ปีต่อไป ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยจังหวัด และกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการกำกับและควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร โดยให้ตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการของรัฐ หากพบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ขัดต่อแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ให้มีการส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าแทนการเผาอย่างจริงจัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว'69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน กล่าวรายงาน การประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงแนวทางการดำเนินโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการโครงการ ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่วางไว้ ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีระพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

โครงการสร้างฝายชะลอน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นโครงการที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2568 จำนวน 1,216 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 46 จังหวัด มีการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเกษตรกร ส.ป.ก. 15,105 แรงงาน และยังสามารถสร้างความชุ่มชื้น โดยระบบฝายจะแพร่กระจายน้ำไปในพื้นที่ประมาณ 128,359 ไร่

โดยในปีงบประมาณ 2569 ส.ป.ก. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2569  ประเภทงบดำเนินงาน งบประมาณ 8,849,800 บาท (แปดล้านแปดแสนสี่หมื่นเก้าพันแปดร้อยบาทถ้วน) ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 19 จังหวัด จำนวน 116 แห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของพี่น้องเกษตรกรในชุมชน ถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมประชุม'นบข.' เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

โดยการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย อธิบดีกรมการข้าวได้รายงานผลการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 ในส่วนของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก อนุมัติเงินแล้ว 1 แห่ง 2 สัญญา 500 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร อนุมัติวงเงินแล้ว 8 แห่ง 33 สัญญา รวม 1,418.33 ล้านบาท

อีกทั้งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาในหลายประเด็น เช่น การทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69, การขอขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 มาตรการดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปีการผลิต 2568/69 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต (โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง) โดยกรมการข้าวได้รับมอบหมายให้พัฒนาพันธุ์ข้าว และเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาดโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทบทวนกฎระเบียบการนำเข้าข้าวตามพันธกรณี WTO และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบข. 5 คณะ (ด้านการผลิต ด้านการตลาด พิจารณาชดเชยดอกเบี้ยฯ ติดตามกำกับดูแลฯ ระดับจังหวัด และจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย)

– 006

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง ให้ข้อมูลจากงานเสวนาล่าสุด “น้องหมอคางดำ พระเอก? หรือผู้ร้าย?” ว่า จากการที่กรมประมงได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ผลสำรวจล่าสุด แสดงให้เห็นว่า จังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดแล้ว ส่งผลให้พื้นที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลดลงเหลือ 17 จังหวัด ขณะที่จังหวัดตราดและปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่กันชนที่กรมประมงให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง ก็ยังไม่พบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ยังคงไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด

สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความชุกชุมของปลาหมอคางดำ กรมประมงใช้เกณฑ์ชี้วัด “จำนวนปลา” ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับความชุกชุมมาก คือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลาง 10–100 ตัว และระดับน้อย พบปลาต่ำกว่า 10 ตัว ซึ่งจากผลการสำรวจเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สอดคล้องกับแนวโน้มการลดลงของประชากรปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้านความคืบหน้าการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 4.8 ล้านกิโลกรัม

ส่วนมาตรการที่ 2  มีการปล่อยปลาผู้ล่า รวมแล้วกว่า 1.14 ล้านตัว ปล่อยปลาขนาด 4–5 นิ้ว  ตามความเหมาะสมกับระบบนิเวศ

ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา เป็นต้น  เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามกลไกธรรมชาติควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเลี้ยงปลาผู้ล่าในบ่อเพาะเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนและควบคุมประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการที่ 4 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออก ซึ่งกรมประมงยืนยันว่าปลาหมอคางดำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ รวมถึงการแปรรูปเป็นอาหารเมนูต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับมาตรการที่ 5 กรมประมงยังสร้างการรับรู้และความตระหนักสร้างการมีส่วนร่วมชุมชน และได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก โดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำได้แบบเรียลไทม์ และมีทีมสำรวจเข้าตรวจสอบทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ในส่วนมาตรการที่ 6 กรมประมงเดินหน้าการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการควบคุมปลาหมอคางดำในระยะยาว โดยเฉพาะการศึกษาชุดโครโมโซม 4n เพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและถือเป็นอีกแนวทางสำคัญที่มีศักยภาพในการควบคุมประชากรในเชิงวิทยาศาสตร์

ขณะทีมาตรการที่ 7 ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ กรมประมงได้ปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกลับคืนสู่ธรรมชาติรวมกว่า 82 ล้านตัว ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลของระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นางสาวทิวารัตน์ เสริมว่า ข้อมูลล่าสุดทั้งหมดสะท้อนชัดว่ามาตรการควบคุมปลาหมอคางดำของกรมประมงกำลังสร้างผลลัพธ์ในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง และกรมประมงยังคงร่วมกับชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างโอกาสให้กับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน