วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ'ปลาหมอคางดำ'ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกของไทยได้ผลจริง

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่แพร่ระบาดว่า ข้อมูลสำรวจล่าสุดเดือนกันยายน 2568 ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอีกต่อไป ขณะที่พื้นที่กันชน เช่น จังหวัดตราดและปัตตานียังคงปลอดภัยเช่นเดียวกับทะเลสาบสงขลาที่ไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด จำนวนจังหวัดที่พบการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัดจากเดิม 19 จังหวัด ความชุกชุมของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลงอยู่ในระดับปานกลางและระดับน้อย

กรมประมงประเมินความชุกชุมของปลาหมอคางดำโดยใช้จำนวนปลาในพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับมากคือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลางคือ 10 ถึง 100 ตัว และระดับน้อยคือต่ำกว่า 10 ตัว ผลสำรวจเดือนกันยายนพบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมปลาหมอคางดำเป็นไปตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.8 ล้านกิโลกรัม ขณะที่การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา รวมกว่า 1.14 ล้านตัว ถูกปล่อยลงทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อควบคุมประชากรตามกลไกธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกได้แก่ การผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ และการแปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการควบคุมประชากร นอกจากนี้กรมประมงยังสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำแบบเรียลไทม์ พร้อมทีมสำรวจตรวจสอบทันที

ด้านการวิจัย กรมประมงกำลังศึกษาชุดโครโมโซม 4n ของปลาหมอคางดำเพื่อทำให้เป็นหมัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมประชากรในระยะยาว และมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศมีการปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกว่า 82 ล้านตัว เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลระบบนิเวศ

นางสาวทิวารัตน์ สรุปว่า มาตรการทั้งหมดกำลังสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความร่วมมือของชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วาระสำคัญคือ การพิจารณามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่เก็บสต็อก หารือมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และส่งเสริมการปลูกพืชอื่นทดแทนข้าวนาปรัง รวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้ นบข.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการผลิต การตลาด และยุทธศาสตร์ข้าวไทย ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

– 006

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่ หนุนตลาดคึกคัก พร้อมชี้ราคายังมีโอกาสขึ้นต่อ หลังประชุม‘นบข.’

18 พฤศจิกายน 2568 นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ข่าวดีสำหรับราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงที่ผลผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก โดยปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการนำเข้าข้าวไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะออเดอร์จากจีนจำนวน 500,000 ตัน และจากสิงคโปร์อีก 100,000 ตัน ซึ่งเป็นแรงซื้อที่ช่วยพยุงตลาดข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นายบรรจงระบุว่า การที่ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ตัดสินใจสั่งซื้อในช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด “ถือเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวปีนี้กลับปรับตัวดีขึ้นสวนทางกับฤดูกาล” ส่งผลให้ผู้ส่งออก โรงสี และเกษตรกรต่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าวงจรข้าวปีนี้จะเป็นปีที่ดี

ด้านสถานการณ์ราคา พบว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ข้าวเปลือกหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น บางพื้นที่ราคาขยับขึ้นถึงตันละ 700 บาท จากเดิม 15,100 บาทต่อตัน เป็น 15,800 บาทต่อตัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้าเองก็ปรับขึ้นเล็กน้อย จากราคา 6,100–6,800 บาทต่อตัน เป็น 6,100–6,900 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเหนียวคละและข้าวปทุมธานีแม้ทรงตัวในกรอบเดิม แต่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายบรรจง มองว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดต่างประเทศครั้งนี้สะท้อนความต้องการข้าวไทยที่ยังแข็งแรงเกินคาด และทำให้ราคาภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ยังเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการสูง

“วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมนบข. ซึ่งจะมีการพิจารณามาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2568/69 เพิ่มเติม หากมีมาตรการออกมาหนุนเสถียรภาพตลาด ก็จะยิ่งทำให้ทิศทางราคาข้าวไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก” นายบรรจง กล่าว

ราคาข้าวเปลือกจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 14,300–15,800 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,900 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

สำหรับราคาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 13,900–15,100 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,800 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

18 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 69,438 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของความจุรวมทุกอ่าง สะท้อนให้เห็นว่าปีนี้ประเทศไทยมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปริมาณฝนที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 พฤศจิกายน 2568 มีปริมาณน้ำสะสมรวมกันกว่า 53,680 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 16 ปี ถึง ร้อยละ 33

ทั้งนี้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 24,562 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 99 ของความจุอ่างฯรวมกัน

ในส่วนของสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เวลา 12.00 น. ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,856 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพ รวม 647 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปัจจุบันระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณไหลผ่าน 2,688 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2568 จะสามารถ ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ลงเหลือ 2,400 – 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ลดลงเพิ่มอีก 0.40 – 0.75 เมตร

กรมชลประทาน ได้เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง มีการใช้โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงจังหวะน้ำทะเลลง ออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เข้าสู่ฤดูการส่งน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 แล้ว ได้มีการกำหนดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อให้การใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพียงพอและยั่งยืน ครอบคลุมด้านอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า การเกษตร  อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว

กรมชลประทาน ยังคงติดตามและบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล เครื่องมือ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

'ธรรมนัส'ผนึก 3 กระทรวง ดัน'บี7'รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.03 น.

“ธรรมนัส”ผนึก 3 กระทรวง ดัน”บี7″รองรับผลผลิตปาล์มปี 69 พร้อมไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้า 3 ปี สนับสนุนการใช้พลังงานในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน , นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ในที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญและมีมติมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งทบทวนหลักเกณฑ์และขอความร่วมมือในการพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 ซึ่งการเร่งรัดมาตรการดังกล่าว มีขึ้นเพื่อเตรียมรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้น และอาจกระทบต่อราคาผลปาล์มน้ำมันให้ปรับตัวลดลง รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการแนวทางส่งเสริมการส่งออกปาล์มน้ำมัน และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมหารือแนวทางพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงจากปาล์มน้ำมัน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 จะเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ อีกทั้งยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ (เช่น โรงสกัดฯ ผู้ผลิตไบโอดีเซล) พร้อมทั้งผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในประเทศ ซึ่งจากการประชุม GACC ที่ผ่านมา ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำให้ประเทศไทยยกระดับสินค้าเกษตร GI ของแต่ละพื้นที่ให้ทันสมัยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน พร้อมผลักดันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างศักยภาพใหม่ให้ภาคเกษตรไทยบนเวทีนานาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ปี 2568 และเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม 2) คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และ 3) คณะอนุกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ รวมถึงประเด็นการค้าระหว่างประเทศให้เปิดตลาดน้ำมันปาล์มและน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และบริหารการนำเข้าคราวละ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้เงื่อนไขตามข้อผูกพันของกรอบการค้าต่างๆ โดยให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และมอบหมายให้ องค์การคลังสินค้า เป็นผู้นำเข้าและกระจายสินค้าให้ผู้ผลิตภายในประเทศตามที่สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มเป็นผู้จัดสรร

สำหรับกรอบการค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงการค้าเสรีไทย – ชิลี (TCFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (AJCEP) (เฉพาะน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ทั้งนี้ ยกเว้นความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ที่ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและปฏิบัติตามมาตรการการบริหารการนำเข้า

ทั้งนี้ สถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ปี 2568 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ ตุลาคม 2568) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผล 6.44 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 6.32 ล้านไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9) ผลผลิต 19.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 18.55 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.88) และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 3,049 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 2,934 กก./ไร่ (ร้อยละ 3.92) ปัจจัยบวกมาจากพื้นที่ที่ปลูกทดแทนยางพารา พื้นที่นา และพื้นที่รกร้าง ในปี 2565 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปี 2568 ทำให้ปาล์มน้ำมันได้รับปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ส่งผลให้น้ำหนักทะลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับราคาผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลายคละที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 6.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจาก 5.72 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงเดียวกันของปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.20

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ ณ จังหวัดราชบุรี

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้บริหารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำโดย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมต้อนรับและจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอจอมบึง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี

– 006

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

'รมช.นเรศ'เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.43 น.

“รมช.นเรศ”เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมจัดโซนนิ่งข้าวทั่วประเทศ หวังเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมกล่าวมอบนโยบายและข้อเสนอแนะการพัฒนาการผลิตและการตลาดข้าวของไทย โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชิงนโยบายและปฏิบัติในภาคการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตผ่านการตลาดจนถึงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกร โดยมีสาระสำคัญ คือ 1) เพื่อถ่ายทอดทิศทางนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับอย่างชัดเจน 2) เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา วิเคราะห์อุปสรรคในระดับพื้นที่ และร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา 3) เพื่อพัฒนาศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ให้มีความเข้มแข็งและสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง 4) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ในภาคการผลิตข้าว เช่น เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล การลดต้นทุน และการเชื่อมโยงตลาด และ 5) เพื่อพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรม

นายนเรศ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาและช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ด้วยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ ยกระดับภาคเกษตร และการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลภาคเกษตรกรรมของประเทศ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อสร้างรายได้ สร้างตลาด และสร้างโอกาส ให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง หลุดพ้นจากเส้นความยากจน จึงได้มอบหมายกรมการข้าวในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและการผลิตข้าว ต้องช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหา และวางแนวทางร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยให้ทำงานเชิงบูรณาการให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ต้องช่วยผลักดันให้เกิดตลาดก่อนการผลิต โดยเร่งการปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เป็นการผลิตข้าวเชิงคุณภาพ เช่น การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low carbon rice) ข้าวโภชนาการสูง ข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวที่มีข้าวพันธุ์ดี ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำงานในเชิงรุก ทั้งในเรื่องการเชื่อมโยงด้านตลาด โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการตลาดข้าวคุณภาพ และสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร การใช้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นเป้าหมายการดำเนินงานหลักในภาคเกษตร การขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรของกรมการข้าว โดยการปรับบทบาทจากเจ้าหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจและเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สามารถให้คำแนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งเรื่องพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีและการตลาด ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการสร้างความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานทั้งในด้านการเพาะปลูกและการตลาด ซึ่งนอกจากการผลิตข้าวคุณภาพและข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ข้าวโพดหรือพืชตะกูลถั่ว ก็เป็นนโยบายที่ต้องเร่งขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ ทั้งด้านการเพาะปลูกและการตลาด  และได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำโครงการนี้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวจะต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูก เพื่อเพิ่มผลิตผลต่อไร่ได้ต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เกิดความเข้มแข็ง มีความยั่งยืนในอาชีพ ยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ข้าวคุณภาพ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวแห่งอนาคต (Thai Premium & Low-Carbon Rice 2030) โดยข้าวไทยต้องเปลี่ยนจากระบบผลิตแบบเดิมสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ภายใน 3 – 5 ปี เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งรัดการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การขับเคลื่อนตามแนวนโยบายยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืนนี้มีวิสัยทัศน์ให้ “ข้าวไทยเป็นสินค้ามูลค่าสูง มีคุณภาพโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนภายในปี 2573” โดยมีนโยบายหลักสำคัญ 5 ด้านในการยกระดับข้าวไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด พัฒนา “ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด” ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่และฐานข้อมูล Demand-Supply เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ทันฤดูกาลและตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 2) ระบบข้าวมูลค่าสูงจากคุณภาพและนวัตกรรม ขับเคลื่อน “ข้าวมูลค่าสูง” ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ พร้อมส่งเสริม Soft Power และนวัตกรรมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก 3) การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ ปรับระบบการผลิตข้าวสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยี Smart Farming และระบบ MRV พร้อมส่งเสริมการจัดการฟางแบบงดเผา (No -Burn) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากฟางและเครดิตคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน 4) การตลาดและอุตสาหกรรมเชื่อมโยงโลก สร้าง “ระบบตลาดข้าวเชื่อมโยงโลก” โดยบูรณาการการผลิต-แปรรูป-การค้า ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Rice Value และ Thai Rice Digital Exchange เพื่อให้ข้าวไทยเข้าถึงตลาดพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐาน Traceability และ การรับรองคุณภาพ 5) ปฏิรูปนโยบายและแรงจูงใจ ปฏิรูประบบนโยบายและแรงจูงใจภาครัฐด้วยการจ่ายตามผลลัพธ์ (Result-Based Incentive) และกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบข้าวคุณภาพ พร้อมพัฒนา Big Data Dashboard และการวางแผนระยะยาวแบบ Foresight เพื่อความยั่งยืนของระบบข้าวไทย

– 006

‘กรมการข้าว’ เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ ‘หอมสยาม’ ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

'กรมการข้าว' เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ 'หอมสยาม' ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

‘กรมการข้าว’ เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ ‘หอมสยาม’ ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

กรมการข้าว หวั่นใจชาวนาที่กำลังคิดจะปลูกข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ในรอบใหม่ แนะควรพิจารณาถึงผลกระทบเรื่องราคาขายที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทย และถูกปฏิเสธการรับซื้อจากโรงสีข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนเช่นรอบที่ผ่านมา

 “ข้าวหอมมะลิไทย” เป็นข้าวที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นข้าวที่ดีและอร่อยที่สุด โดยข้าวหอมมะลิไทยประกอบด้วยข้าว 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และกข15 มีพื้นที่ปลูก 23 จังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) รวม 20 จังหวัด และภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา

 “ข้าวหอมสยาม” เป็นพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรองพันธุ์ และไม่ใช่พันธุ์ข้าวในกลุ่ม “ข้าวหอมมะลิไทย” ดังนั้นหากชาวนานำพันธุ์ข้าวหอมสยามไปปลูกในพื้นที่การผลิตข้าวหอมมะลิไทยจะทำให้เกิดปัญหาการปลอมปนกับข้าวหอมมะลิไทยและเมื่อนำมาตรวจดีเอ็นเอจะทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก ดังนั้นผลผลิตข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ที่เก็บเกี่ยวในรอบนี้จึงไม่ได้รับการยอมรับจากสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมโรงสีข้าวไทย ส่งผลกระทบต่อเรื่องการรับซื้อในราคาต่ำและถูกปฏิเสธการรับซื้อจากโรงสีที่ส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปจำหน่ายในตลาดโลก

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าวพันธุ์  “หอมสยาม”

1. ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ โดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ในเดือน มีนาคม 2569  ดังนั้นข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” จึงไม่ใช้ข้าวพันธุ์รับรองของทางราชการเหมือนข้าวพันธุ์ต่างๆ ของกรมการข้าว ที่มีชื่อเรียก ขึ้นต้นว่า “กข” และตามด้วยหมายเลข (ทั้งเลขคู่ หรือเลขคี่) โดยหลักการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว “กข” หมายถึง กรมการข้าว ยกตัวอย่าง กข15 (เป็นเลขคี่) เป็นพันธุ์ข้าวเจ้า ส่วน กข6 (เป็นเลขคู่) เป็นพันธุ์ข้าวเหนียว     

2. ผ่านการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ทำให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายในเชิงการค้า แต่ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ควบคุมจากกรมวิชาการเกษตรก่อน และต้องผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องเป็นพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ดังนั้นชาวนาควรซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ถึงจะได้เมล็ดพันธุ์แท้ ตรงตามพันธุ์ มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

3.ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ปีการผลิต 2567-2568 พบมีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศไทยรวม 195.07 ไร่ (ปีการผลิต 2567) และพื้นที่ปลูกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2,684.55 ไร่ (ปีการผลิต 2568) โดยพบว่าในปีการผลิต 2568 จังหวัดที่มีพื้นที่การผลิตมากกว่า 100 ไร่ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา (209.33 ไร่) ขอนแก่น (279.35 ไร่) มหาสารคาม (301.25 ไร่) และจังหวัดพิจิตร (683.50 ไร่)    

4. ปัจจุบัน (ปีการผลิต 2568) โรงสีข้าวทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับซื้อข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ในราคาที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทย และโรงสีที่ผลิตข้าวหอมมะลิไทยเพื่อการส่งออกปฏิเสธการรับซื้อข้าวพันธุ์ “หอมสยาม”

-(016)

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

การแพร่ระบาดของ “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย กำลังเป็นปัญหาหลักที่คุกคามระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการ “ลักลอบนำเข้า” ที่ถูกระบุเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเร่งอุดให้ได้ตั้งแต่ต้นทางไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุถึงการพบปลาต่างถิ่นหลายชนิด อาทิ ปลาหมอบัตเตอร์, ปลาหมอมายัน, ปลาซักเกอร์, และปลาอโรวาน่า แพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงความเร่งด่วนที่ กรมประมง ต้องเร่งวางมาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการจัดการปัญหาที่ต้นตอคือ การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำเหล่านี้

ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า เปิดเผยว่า ในเชิงวิทยาศาสตร์ “เอเลี่ยน” คือสัตว์หรือพืชต่างถิ่นที่ไม่ใช่สายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย แม้จะมีเอเลี่ยนสปีชีส์จำนวนมากถูกนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายเพื่อการวิจัยหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่มาจาก “การลักลอบนำเข้า” สัตว์น้ำเหล่านี้

“ตามข้อมูลที่เราตรวจสอบ การลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดหลุดรอดและแพร่พันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจกรมประมงที่มีหน้าที่กำกับดูแล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า การควบคุมการลักลอบนี้มีความซับซ้อนไม่ต่างจากการปราบปรามยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย

เครือข่ายเสียงจากป่าเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างสัตว์ต่างถิ่นที่เป็นประโยชน์และที่เป็นโทษ โดยยอมรับว่าทุกการนำเข้าเป็น “ดาบสองคม” แต่สำหรับสัตว์น้ำที่ถูกลักลอบนำเข้าและไม่สามารถค้นหาที่มาที่ไปได้ชัดเจนนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างที่สุด จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดที่หน่วยงานรัฐไม่มีหลักฐานการนำเข้าถึงร้อยละ 50 ซึ่งอนุมานได้ว่าเกิดจากการลักลอบเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยภัฏได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังเป็นข่าวอย่าง “ปลาหมอคางดำ” ว่า ข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาทางสื่อโซเชียลจำนวนมากมักสร้างความเข้าใจผิดว่ามันเป็นปลานักล่าที่ทำลายสัตว์น้ำอื่น “เราไปหลงเชื่อตั้งแต่ต้นว่ามันอันตราย ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลจาก FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำ วงศ์ Cichlidae มีลักษณะการกินเน้นเศษอินทรียวัตถุ, สาหร่าย, และแพลงก์ตอนเป็นหลัก” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเสริมว่า โครงสร้างฟันและทางเดินอาหารของมันเหมาะสำหรับการ “กรอง” มากกว่าการ “กัด” และมีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลายในพื้นที่น้ำกร่อยหรือน้ำเสีย

ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือการ เพิ่มความเข้มงวดและมีเอกสารที่ชัดเจนในการตรวจสอบการนำเข้าและการส่งออก เพื่อลดปัญหาการลักลอบให้ได้มากที่สุด แม้ว่าการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่การขาดการควบคุมดูแลที่ทั่วถึงและปัญหาการลักลอบคืออุปสรรคสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทางเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างแท้จริง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ 'รองฯธรรมนัส' ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรม หน่วยงานภายใต้กระทรวง  ผู้บริหารหน่วยงานร่วมภารกิจ และผู้แทนเครือข่ายชุมชน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนในครั้งนี้ และมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ ทั้งนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ รูปธรรมสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์จากชุมชนบุกรุกสู่การพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจ และมอบบ้านมั่นคง จำนวน 59 หลัง  ณ เทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

-(016)