เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ ณ จังหวัดราชบุรี

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้บริหารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำโดย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมต้อนรับและจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอจอมบึง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี

– 006

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

'รมช.นเรศ'เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.43 น.

“รมช.นเรศ”เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมจัดโซนนิ่งข้าวทั่วประเทศ หวังเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมกล่าวมอบนโยบายและข้อเสนอแนะการพัฒนาการผลิตและการตลาดข้าวของไทย โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชิงนโยบายและปฏิบัติในภาคการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตผ่านการตลาดจนถึงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกร โดยมีสาระสำคัญ คือ 1) เพื่อถ่ายทอดทิศทางนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับอย่างชัดเจน 2) เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา วิเคราะห์อุปสรรคในระดับพื้นที่ และร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา 3) เพื่อพัฒนาศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ให้มีความเข้มแข็งและสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง 4) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ในภาคการผลิตข้าว เช่น เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล การลดต้นทุน และการเชื่อมโยงตลาด และ 5) เพื่อพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรม

นายนเรศ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาและช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ด้วยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ ยกระดับภาคเกษตร และการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลภาคเกษตรกรรมของประเทศ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อสร้างรายได้ สร้างตลาด และสร้างโอกาส ให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง หลุดพ้นจากเส้นความยากจน จึงได้มอบหมายกรมการข้าวในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและการผลิตข้าว ต้องช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหา และวางแนวทางร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยให้ทำงานเชิงบูรณาการให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ต้องช่วยผลักดันให้เกิดตลาดก่อนการผลิต โดยเร่งการปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เป็นการผลิตข้าวเชิงคุณภาพ เช่น การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low carbon rice) ข้าวโภชนาการสูง ข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวที่มีข้าวพันธุ์ดี ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำงานในเชิงรุก ทั้งในเรื่องการเชื่อมโยงด้านตลาด โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการตลาดข้าวคุณภาพ และสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร การใช้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นเป้าหมายการดำเนินงานหลักในภาคเกษตร การขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรของกรมการข้าว โดยการปรับบทบาทจากเจ้าหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจและเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สามารถให้คำแนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งเรื่องพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีและการตลาด ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการสร้างความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานทั้งในด้านการเพาะปลูกและการตลาด ซึ่งนอกจากการผลิตข้าวคุณภาพและข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ข้าวโพดหรือพืชตะกูลถั่ว ก็เป็นนโยบายที่ต้องเร่งขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ ทั้งด้านการเพาะปลูกและการตลาด  และได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำโครงการนี้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวจะต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูก เพื่อเพิ่มผลิตผลต่อไร่ได้ต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เกิดความเข้มแข็ง มีความยั่งยืนในอาชีพ ยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ข้าวคุณภาพ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวแห่งอนาคต (Thai Premium & Low-Carbon Rice 2030) โดยข้าวไทยต้องเปลี่ยนจากระบบผลิตแบบเดิมสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ภายใน 3 – 5 ปี เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งรัดการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การขับเคลื่อนตามแนวนโยบายยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืนนี้มีวิสัยทัศน์ให้ “ข้าวไทยเป็นสินค้ามูลค่าสูง มีคุณภาพโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนภายในปี 2573” โดยมีนโยบายหลักสำคัญ 5 ด้านในการยกระดับข้าวไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด พัฒนา “ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด” ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่และฐานข้อมูล Demand-Supply เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ทันฤดูกาลและตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 2) ระบบข้าวมูลค่าสูงจากคุณภาพและนวัตกรรม ขับเคลื่อน “ข้าวมูลค่าสูง” ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ พร้อมส่งเสริม Soft Power และนวัตกรรมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก 3) การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ ปรับระบบการผลิตข้าวสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยี Smart Farming และระบบ MRV พร้อมส่งเสริมการจัดการฟางแบบงดเผา (No -Burn) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากฟางและเครดิตคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน 4) การตลาดและอุตสาหกรรมเชื่อมโยงโลก สร้าง “ระบบตลาดข้าวเชื่อมโยงโลก” โดยบูรณาการการผลิต-แปรรูป-การค้า ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Rice Value และ Thai Rice Digital Exchange เพื่อให้ข้าวไทยเข้าถึงตลาดพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐาน Traceability และ การรับรองคุณภาพ 5) ปฏิรูปนโยบายและแรงจูงใจ ปฏิรูประบบนโยบายและแรงจูงใจภาครัฐด้วยการจ่ายตามผลลัพธ์ (Result-Based Incentive) และกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบข้าวคุณภาพ พร้อมพัฒนา Big Data Dashboard และการวางแผนระยะยาวแบบ Foresight เพื่อความยั่งยืนของระบบข้าวไทย

– 006

‘กรมการข้าว’ เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ ‘หอมสยาม’ ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

'กรมการข้าว' เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ 'หอมสยาม' ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

‘กรมการข้าว’ เตือนชาวนา ข้าวพันธุ์ ‘หอมสยาม’ ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

กรมการข้าว หวั่นใจชาวนาที่กำลังคิดจะปลูกข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ในรอบใหม่ แนะควรพิจารณาถึงผลกระทบเรื่องราคาขายที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทย และถูกปฏิเสธการรับซื้อจากโรงสีข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนเช่นรอบที่ผ่านมา

 “ข้าวหอมมะลิไทย” เป็นข้าวที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นข้าวที่ดีและอร่อยที่สุด โดยข้าวหอมมะลิไทยประกอบด้วยข้าว 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และกข15 มีพื้นที่ปลูก 23 จังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) รวม 20 จังหวัด และภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา

 “ข้าวหอมสยาม” เป็นพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรองพันธุ์ และไม่ใช่พันธุ์ข้าวในกลุ่ม “ข้าวหอมมะลิไทย” ดังนั้นหากชาวนานำพันธุ์ข้าวหอมสยามไปปลูกในพื้นที่การผลิตข้าวหอมมะลิไทยจะทำให้เกิดปัญหาการปลอมปนกับข้าวหอมมะลิไทยและเมื่อนำมาตรวจดีเอ็นเอจะทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก ดังนั้นผลผลิตข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ที่เก็บเกี่ยวในรอบนี้จึงไม่ได้รับการยอมรับจากสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมโรงสีข้าวไทย ส่งผลกระทบต่อเรื่องการรับซื้อในราคาต่ำและถูกปฏิเสธการรับซื้อจากโรงสีที่ส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปจำหน่ายในตลาดโลก

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าวพันธุ์  “หอมสยาม”

1. ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ โดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ในเดือน มีนาคม 2569  ดังนั้นข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” จึงไม่ใช้ข้าวพันธุ์รับรองของทางราชการเหมือนข้าวพันธุ์ต่างๆ ของกรมการข้าว ที่มีชื่อเรียก ขึ้นต้นว่า “กข” และตามด้วยหมายเลข (ทั้งเลขคู่ หรือเลขคี่) โดยหลักการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว “กข” หมายถึง กรมการข้าว ยกตัวอย่าง กข15 (เป็นเลขคี่) เป็นพันธุ์ข้าวเจ้า ส่วน กข6 (เป็นเลขคู่) เป็นพันธุ์ข้าวเหนียว     

2. ผ่านการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ทำให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายในเชิงการค้า แต่ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ควบคุมจากกรมวิชาการเกษตรก่อน และต้องผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องเป็นพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ดังนั้นชาวนาควรซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ถึงจะได้เมล็ดพันธุ์แท้ ตรงตามพันธุ์ มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

3.ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ปีการผลิต 2567-2568 พบมีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศไทยรวม 195.07 ไร่ (ปีการผลิต 2567) และพื้นที่ปลูกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2,684.55 ไร่ (ปีการผลิต 2568) โดยพบว่าในปีการผลิต 2568 จังหวัดที่มีพื้นที่การผลิตมากกว่า 100 ไร่ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา (209.33 ไร่) ขอนแก่น (279.35 ไร่) มหาสารคาม (301.25 ไร่) และจังหวัดพิจิตร (683.50 ไร่)    

4. ปัจจุบัน (ปีการผลิต 2568) โรงสีข้าวทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับซื้อข้าวพันธุ์ “หอมสยาม” ในราคาที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทย และโรงสีที่ผลิตข้าวหอมมะลิไทยเพื่อการส่งออกปฏิเสธการรับซื้อข้าวพันธุ์ “หอมสยาม”

-(016)

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

การแพร่ระบาดของ “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย กำลังเป็นปัญหาหลักที่คุกคามระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการ “ลักลอบนำเข้า” ที่ถูกระบุเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเร่งอุดให้ได้ตั้งแต่ต้นทางไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุถึงการพบปลาต่างถิ่นหลายชนิด อาทิ ปลาหมอบัตเตอร์, ปลาหมอมายัน, ปลาซักเกอร์, และปลาอโรวาน่า แพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงความเร่งด่วนที่ กรมประมง ต้องเร่งวางมาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการจัดการปัญหาที่ต้นตอคือ การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำเหล่านี้

ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า เปิดเผยว่า ในเชิงวิทยาศาสตร์ “เอเลี่ยน” คือสัตว์หรือพืชต่างถิ่นที่ไม่ใช่สายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย แม้จะมีเอเลี่ยนสปีชีส์จำนวนมากถูกนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายเพื่อการวิจัยหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่มาจาก “การลักลอบนำเข้า” สัตว์น้ำเหล่านี้

“ตามข้อมูลที่เราตรวจสอบ การลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดหลุดรอดและแพร่พันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจกรมประมงที่มีหน้าที่กำกับดูแล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า การควบคุมการลักลอบนี้มีความซับซ้อนไม่ต่างจากการปราบปรามยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย

เครือข่ายเสียงจากป่าเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างสัตว์ต่างถิ่นที่เป็นประโยชน์และที่เป็นโทษ โดยยอมรับว่าทุกการนำเข้าเป็น “ดาบสองคม” แต่สำหรับสัตว์น้ำที่ถูกลักลอบนำเข้าและไม่สามารถค้นหาที่มาที่ไปได้ชัดเจนนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างที่สุด จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดที่หน่วยงานรัฐไม่มีหลักฐานการนำเข้าถึงร้อยละ 50 ซึ่งอนุมานได้ว่าเกิดจากการลักลอบเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยภัฏได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังเป็นข่าวอย่าง “ปลาหมอคางดำ” ว่า ข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาทางสื่อโซเชียลจำนวนมากมักสร้างความเข้าใจผิดว่ามันเป็นปลานักล่าที่ทำลายสัตว์น้ำอื่น “เราไปหลงเชื่อตั้งแต่ต้นว่ามันอันตราย ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลจาก FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำ วงศ์ Cichlidae มีลักษณะการกินเน้นเศษอินทรียวัตถุ, สาหร่าย, และแพลงก์ตอนเป็นหลัก” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเสริมว่า โครงสร้างฟันและทางเดินอาหารของมันเหมาะสำหรับการ “กรอง” มากกว่าการ “กัด” และมีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลายในพื้นที่น้ำกร่อยหรือน้ำเสีย

ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือการ เพิ่มความเข้มงวดและมีเอกสารที่ชัดเจนในการตรวจสอบการนำเข้าและการส่งออก เพื่อลดปัญหาการลักลอบให้ได้มากที่สุด แม้ว่าการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่การขาดการควบคุมดูแลที่ทั่วถึงและปัญหาการลักลอบคืออุปสรรคสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทางเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างแท้จริง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ 'รองฯธรรมนัส' ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรม หน่วยงานภายใต้กระทรวง  ผู้บริหารหน่วยงานร่วมภารกิจ และผู้แทนเครือข่ายชุมชน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนในครั้งนี้ และมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ ทั้งนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ รูปธรรมสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์จากชุมชนบุกรุกสู่การพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจ และมอบบ้านมั่นคง จำนวน 59 หลัง  ณ เทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

-(016)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

17 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมหารือแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 134-135

-(016)

‘โฆษกกระทรวงเกษตรฯ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ’ข้าวเปลือกนาปี’

'โฆษกกระทรวงเกษตรฯ'ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ'ข้าวเปลือกนาปี'

‘โฆษกกระทรวงเกษตรฯ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ’ข้าวเปลือกนาปี’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.45 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อสอบถามราคาซื้อข้าวเปลือกนาปี

โดยจุดแรก ที่โรงสีบัวสมหมาย ตั้งอยู่ที่ ต.เหนือ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสถานที่รับซื้อข้าวรายใหญ่ ได้สอบถาม นายสมหมาย สมทรัพย์ เจ้าของโรงสี แจ้งว่า วันที่ 14 พ.ย.รับซื้อข้าวหอมมะลิสด ความชื่น 25% กก.ละ 12.50 บาท วันนี้ (15 พ.ย.) รับซื้อ กก.ละ 12.80 บาท และมีแนวโน้มราคาจะสูงขึ้นกว่านี้ ซึ่งนายสมหมายแจ้งว่า ข้าวหอมมะลิมีเท่าไหร่รับซื้อทั้งหมด

จุดที่ 2 จุดรับซื้อบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด อ.เชียงขวัญ ณ วันที่ 15 พ.ย.รับซื้อข้าวมะลิสด ความชื้น 25% ในราคา กก.ละ 12.50 บาท และจุดที่ 3 ลานรับซื้อเกษตรวิสัยไรซ์ ซี่งมาตั้งจุดรับซื้อที่ลานตลาด อบต.ม่วงลาด ได้พบ น.ส.สุวิดา อาพัฒน์ ตัวแทนบริษัทผู้รับซื้อ แจ้งว่า เมื่อวาน (14 พ.ย.) รับซื้อข้าวหอมมะลิสด ความชื้น 25% กก.ละ 12.80 บาท วันนี้ (15 พ.ย.) รับซื้อข้าวหอมมะลิข้าวสด ความชื้น 25% กก.ละ 13.20 บาท เนื่องวันนี้ความชื้นจะน้อยกว่าเมื่อวาน เมล็ดข้าวจะแห้งกว่า สาเหตุจากน้ำในแปลงนาเริ่มแห้ง ความชื้นน้อยกว่า และมีแนวโน้มราคาจะเพิ่มขึ้นอีก

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ นายณฐกร บริบูรณ์ วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการและครอบครัว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทำร้ายคณะกรรมการตรวจรับงานปรับปรุงอาคารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ณ โรงพยาบาลกระบี่ และเป็นตัวแทนมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

จากนั้น ได้เดินทางไปยังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและคณะได้เดินทางไปยังวัดแก้วโกรวาราม ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายปราโมทย์ แซ่ตั๋น สถาปนิกปฏิบัติการ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่ และที่วัดคลองท่อม ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายชาญณรงค์ ถิ่นลิพอน พนักงานโยธา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมคณะ'รองฯธรรมนัส'ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ตรวจราชการในจังหวัดนครปฐม ณ จุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน เชื่อมคลองสูบ หมู่ 2 โรงพยาบาลห้วยพลู ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และตรวจสถานที่ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย บริเวณหน้าวัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะได้พบปะประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ด้วย

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการวิจัย ‘การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง’ โดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะ มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (อ.หัวไทร, อ.ปากพนัง, อ.เมือง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลายเป็นแหล่งผลิตปูขาวที่มีคุณภาพ

โดยโครงการนี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยเดิมที่ชื่อว่า ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างชุดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมที่มีอัตรารอดต่ำเพียง 15-20% ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

ซึ่งโครงการได้พัฒนาชุดความรู้ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เห็นได้จาก 1.)อัตราการรอดตาย (ปูไซส์ตลาด) จากเดิมอยู่ที่ 15–20% กลายเป็น 60–80% และ 2.)รายได้ผู้ประกอบการจากเดิมที่ไม่แน่นอน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากโดยรวมของกระบวนการโครงการวิจัยดังกล่าว จะพบว่าในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จะอยู่ในระดับที่สูงถึง 522.15% ขณะที่ผลกระทบทางสังคม (SROI) ก็อยู่ในระดับสูงถึง 4.1

ในปี 2568 โครงการได้เข้าสู่ระยะขยายผล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบเครือข่ายแม่ข่าย-ลูกข่าย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบชุมชนขับเคลื่อน (Community-Driven Technology Transfer) ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ และมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน (แม่ข่าย 16 ครัวเรือน และลูกข่าย 104 ครัวเรือน)

โดยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จากโครงการเดิม (แม่ข่าย/นวัตกร) ทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่ม ถ่ายทอดชุดความรู้ Standard Operating Procedure (SOP) การผลิตปูขาว และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น (เช่น การเลี้ยงแบบใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง) ให้แก่เกษตรกรรายใหม่ (ลูกข่าย) ซึ่งเกษตรกรลูกข่ายสามารถบรรลุรายได้สุทธิเกิน 60,000 บาทต่อปี ขณะที่แม่ข่ายคาดว่าจะมีรายได้สุทธิสูงถึง 350,000 บาทต่อปี (คำนวณจาก 2 รอบการเลี้ยง)

ซึ่งข้อมูลชุดความรู้และ SOP การผลิตปูขาวได้รับการยอมรับจาก สำนักงานประมงจังหวัด และกรมประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะการปรับนากุ้งทิ้งร้างมาเป็นบ่อเลี้ยงปูขาว และสอดคล้องกับแนวทางการกำหนดปูขาวเป็นสัตว์เป้าหมายของกรมประมง นอกจากนี้รูปแบบการเลี้ยงเน้นการรักษาสมดุลทางนิเวศ โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก ทำให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ผลจากงานวิจัยได้ก่อให้เกิด ‘นิเวศธุรกิจปูขาว’ ที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ปูขาวกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน และคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมในห่วงโซ่ธุรกิจปูขาวไว้ที่ประมาณ 19-20 ล้านบาทต่อปี

////-026