‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในโครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากโครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อไป ณ ห้องประชุม เดซี ชั้น 9 อาคาร 2 โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ

– 006

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

13 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน รายงานถึงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ในพื้นที่ตอนบน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนทยอยไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด(ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย.68) ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,999 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ

กรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  เหลือในอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที  พร้อมเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลออกสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ฝนทางตอนบนเริ่มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลายตามลำดับ

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

กรมการข้าวรับข้อเสนอของ “ชาวนา” เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีศักยภาพผลผลิตต่อไร่สูง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ร่วมหารือกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นำโดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมฯ นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมฯ พร้อมด้วยกรรมการสมาคมฯจังหวัด อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ นครนายก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และจังหวัดปทุมธานี และนายสามารถ อัดทอง นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยการหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาการผลิตข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

จากการรับฟังข้อมูลของสมาคมฯ ทำให้กรมการข้าวได้รับทราบว่า สมาคมฯมีความต้องการให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับชาวนาไทยด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่มีศักยภาพด้านผลผลิตต่อไร่สูง 1,200-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ควรเป็นพันธุ์ข้าวที่ตลาดในและต่างประเทศมีความต้องการ รวมถึงเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลง อีกทั้งเป็นพันธุ์ที่ใช้ปุ๋ยน้อยและตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันนี้พันธุ์ข้าวของไทยยังไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้ พร้อมกันนี้สมาคมฯได้เสนอแนะให้เร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เน้นจำนวนเมล็ดต่อรวงและย่นระยะเวลาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ภายใน 1-2 ปี และให้สามารถประกาศรับรองพันธุ์ใหม่ได้

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ กรมการข้าว สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ได้มีความเห็นร่วมกันว่าจะดำเนินการจัดตั้งทีมทำงานวิจัยร่วมกัน ในรูปแบบสมาพันธ์หรือสมาคม โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ นักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบัน/กลุ่มเกษตรกร เพื่อดำเนินการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวตามที่สมาคมฯได้ให้ข้อมูล และกรมการข้าวพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.42 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี

ในการนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าวยังได้ร่วมปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อเป็นที่ระลึก และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่

–  006

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

'สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ'ขอบคุณ'ครม.' เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.18 น.

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขอบคุณ ครม. เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง – ข้าวโพด พร้อมดูแลเกษตรกรเช่นเดิม

(12 พฤศจิกายน 2568) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยหลังทราบข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง ปี 2569-2571 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคธุรกิจปศุสัตว์จะได้คลายความกังวลต่อการวางแผนการนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยเฉพาะในช่วงรอยต่อประกาศหมดอายุที่จะถึงในสิ้นปีนี้” พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กรุณาเร่งรัดการดำเนินการให้ประกาศดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนขอบคุณคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

นายพรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้กระจายข่าวดังกล่าวไปยังสมาชิกสมาพันธ์ฯ ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินการบริหารจัดการการนำเข้ากากถั่วเหลืองสำหรับปี 2569 ที่จะถึงนี้เรียบร้อยแล้ว  “การนำเข้ากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องพึ่งพิงการนำเข้าทุกปี การกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นคราวละ 3 ปี จะช่วยลดภาระงานของภาครัฐ และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารจัดการการนำเข้าระหว่างปี ให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์สามารถวางแผนดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเห็นชอบมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และข้าวสาลีสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ ปี 2569 โดยกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO ในโควตา ในอัตราภาษี ร้อยละ 0 จำนวนปริมาณ 1 ล้านตัน และให้องค์กรคลังสินค้า (อคส.) และผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าได้ เป็นไปตามมติที่ประชุมจากคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 และสอดคล้องกับ ข้อตกลงไทย-สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งได้รับการปรับลดภาษีส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเหลือ 19% การเปิดตลาดในครั้งนี้ได้มีการหารือกันอย่างเข้มข้นภายใต้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายตั้งต้นไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงได้มี มาตรการที่จะสร้างหลักประกันให้แก่เกษตรกรทั้งในเชิงปริมาณและราคา เช่น

1.ผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วนก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ทั้งหมด

2.จำนวนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ซื้อจากเกษตรกรไทยมาแล้ว จะสามารถนำไปใช้ในการประกอบการนำเข้าได้ หากมีการรับซื้อในราคาที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568/2569 ซึ่งกำหนดให้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ณ หน้าโรงงานกรุงเทพปริมณฑล ในราคา 9.80 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมจะต้องรับซื้อข้าวโพดความชื้น 30% ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในราคา 7.05 บาท/กิโลกรัม โดยจังหวัดอื่นให้ลดหย่อนไปตามระยะทางและค่าขนส่ง

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละกว่า 9 ล้านตัน ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไทยมีเพียง 4.5-5 ล้านตัน ทำให้ที่ผ่านมาต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยปีละ 1.5-2.0 ล้านตัน นำเข้าข้าวสาลีเฉลี่ย ปีละ 1.5-1.6 ล้านตัน เมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาบวกกันแล้ว ถือว่าประเทศไทยยังขาดแคลนข้าวโพดอีกจำนวน 0.4-1.0 ล้านตันต่อปี

ข้อกำหนดที่ให้ผู้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วนก่อนนำเข้า 1 ส่วน ไม่ได้เป็นการเพิ่มจำนวนการนำเข้าให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพียงแต่เป็นทางเลือกให้นำเข้าระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวสาลี ในจำนวนที่เคยนำเข้าอยู่แล้ว กล่าวคือ เพียงแค่เปลี่ยนการนำเข้าข้าวสาลีไปนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกรอบ WTO แทน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอสนับสนุนการบังคับใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อทั้งในส่วนของโรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาเกษตรกร “ประกาศฉบับนี้เป็นหลักประกันราคาข้าวโพดของเกษตรกรไทย ซึ่งมีที่มาจากต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด บวกค่าขนส่ง และบวกผลกำไร ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ได้ และไม่เป็นภาระต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  จึงอยากให้มีการดำเนินการลักษณะนี้ในทุกปี” และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อดูแลเกษตรกรข้าวโพดภายในประเทศดังเช่นที่ได้ดำเนินการเสมอมา

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

'กรมปศุสัตว์' ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชเข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ พบจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ มูลค่ารวมกว่า 135,000 บาท ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.​ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000–60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป​./

-(016)

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

'กรมการข้าว'ห่วง'ข้าววัชพืช'ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

กรมการข้าว ห่วง “ข้าววัชพืช” ระบาดหนักภาคอีสาน และ ภาคกลาง แนะ 10 วิธี ป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

ข้าววัชพืช คือ ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติกับข้าวปลูก

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ ปลายเมล็ดมีหางยาว ออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูก เมล็ดสุกแก่ก่อน และร่วงเกือบหมดก่อนเวลาเก็บเกี่ยว โดยจะสังเกตได้จากสีของข้าวเปลือกและสีของเยื่อหุ้มเมล็ด ที่จะมีสีแดงน้ำตาล สีแดง และอาจมีสีขาวได้ ข้าววัชพืช สามารถจำแนกตามลักษณะภายนอกของข้าววัชพืชได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ข้าวหางหรือข้าวนก ข้าวแดงหรือข้าวลาย และข้าวดีดหรือข้าวเด้ง

ในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ข้าววัชพืชได้มีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการระบาดขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยในปัจจุบัน ข้าววัชพืชได้ระบาดรุนแรงเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวของพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมาก กรมการข้าวหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับข้าวและชาวนา จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ให้แก่ชาวนาถึงวิธีป้องกันและกำจัดข้าววัชพืช โดยพี่น้องชาวนาสามารถดำเนินการตามคำแนะนำของกรมการข้าวได้ ดังนี้

1. เลื่อนเวลาปลูกไปเป็นช่วง กลางเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ช่วยลดจำนวนข้าววัชพืชได้มาก

2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีคุณภาพเทียบเท่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว

ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมล็ดพันธุ์มีมาตรฐาน ไม่มีพันธุ์ปน ความงอกสูง แข็งแรงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

3. ล่อให้งอกแล้วไถกลบ โดยการเตรียมดิน – ปล่อยให้งอก แล้วไถกลบ 1–3 ครั้ง จะสามารถลดข้าววัชพืชได้มากกว่า 50% นอกจากนี้ให้ปลูกปอเทืองร่วมด้วย จะช่วยปรับดินและกำจัดวัชพืชไปพร้อมกัน

4. เตรียมดินให้ดี โดยการไถ พรวน ตีดิน 1 รอบ แล้วคราดทำเทือกให้เรียบ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนปลูก

5. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยการ ปักดำ : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 7 – 10 กก./ไร่

ส่วนนาหว่าน : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 18 – 24 กก./ไร่ ซึ่งการใช้อัตราที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้าวโตเร็ว แข่งกับวัชพืชได้

6. เปลี่ยนวิธีปลูกจาก “นาหว่าน” ให้เปลี่ยนเป็น “ปักดำ” หรือ “โยนกล้า” แทน

7. ใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกวิธี โดยนาหว่านแห้ง : ไม่ควรใช้สารเคมี ควรใช้วิธีล่อให้งอกแล้วไถกลบแทน ส่วนนาหว่านน้ำตม : ให้ใช้สาร ออกซาไดอะซอน หลังหว่าน 3 วัน อัตรา 500 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลังหว่าน 8 –10 วัน และนาปักดำ : ใช้ ไดเมธทีนามิด หลังปักดำ 3 วัน ในอัตรา 100 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลัง 10 วัน

8. ลูบรวงข้าววัชพืชด้วยสารเคมีเฉพาะจุด โดยใช้ กลูโฟซิเนต – แอมโมเนียม อัตรา 100 – 200 มล./น้ำ 1 ลิตรลูบช่วงข้าววัชพืชเริ่มออกรวง และตากเกสรไม่เกิน 3 วัน

9. ถอนหรือตัดข้าววัชพืชเป็นระยะ โดยถอนหรือใช้เครื่องตัดหญ้า 3 ครั้ง ในระยะต้นกล้า แตกกอ และตั้งท้องที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่า 80%

10. จัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม โดยหากขังน้ำในนาไว้ประมาณ 1 เดือน จะช่วยลดเมล็ดข้าววัชพืชในดินได้ราว 30%

สำหรับขั้นตอนกระบวนการทั้ง 10 ข้อนี้ จะสามารถป้องกันและกำจัดข้าววัชพืชได้ โดยกรมการข้าว จะนำเสนอและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเหล่านี้ให้พี่น้องชาวนาได้รับทราบต่อไป โดยเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานกรมการข้าวใกล้บ้านท่าน

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบโดย : โครงการเทคโนโลยีการจัดการข้าววัชพืชแบบบูรณาการ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

#กรมการข้าว #ข้าววัชพืช

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป ณ หน้าเสาธง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม กรมฝนหลวงและการบินเกตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามอย่างเป็นระบบของหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมให้บุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

-(016)

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘กรมชลประทาน’ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรงปลอดภัย คลื่นลมแรงทำให้‘น้ำกระฉอก’ ไม่ใช่น้ำล้นเขื่อน

12 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล ชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ Tiktok ระบุว่า “น้ำล้นเขื่อนขุนด่านปราการชล” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.53 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาณน้ำในเขื่อน ประมาณ 220 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ (224 ล้านลูกบาศก์เมตร) ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พื้นที่บริเวณน้ำตกเหวนรก (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) มีฝนตกสะสม ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 4.21 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนฯ อยู่ที่ +110.35 ม.รทก. หรือเต็มความจุฯอ่างพอดี ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชลได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับน้ำได้ถึงระดับเก็บกักสูงสุด (Maximum Capacity) ที่ 226 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงยังมีความปลอดภัยและมั่นคงแข็งแรง ภาพหรือคลิปที่เห็นว่าน้ำล้นเขื่อนนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากแรงลมและคลื่นภายในอ่างเก็บน้ำ ทำให้น้ำกระฉอกออกมาทางช่องระบายน้ำล้น (Spillway) เล็กน้อย นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบได้ในเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อระดับน้ำเต็มอ่างฯ

ปัจจุบัน (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.67 ม.รทก. ปริมาณน้ำในเขื่อนฯ 220.74 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.24 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และไม่มีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่เหนือเขื่อน

กรมชลประทานขอยืนยันว่า เขื่อนขุนด่านปราการชลยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยทุกด้าน โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานและเฝ้าระวังระดับน้ำตลอดทั้งปี จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กองพัฒนาเกษตรกร และกองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ณ อาคาร CP ALL Academy และอาคารเดอะธารา

การประชุมครั้งนี้ มีคณบดีคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (อาจารย์มนตรี คงตระกูลเทียน) พร้อมด้วยทีมฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิจัย ร่วมกันแนะนำสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ แนะนำคณะเกษตรนวัตและการจัดการ นำเยี่ยมชม 7-Eleven Demonstration Store และชมห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการจัดการเกษตร ซึ่ง PIM มีการเรียนการสอนแบบ Work-based Education ที่เน้นประสบการณ์จริง เป็นแนวทางที่กรมฯ สามารถนำมาต่อยอดในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมสำหรับ ยุวเกษตรกร และเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีทักษะพร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยกระดับองค์ความรู้ หรือนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการเยี่ยมชม โดยเฉพาะด้านการจัดการและนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ประชุมหารือความร่วมมือกับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณชลิกา แสงอุดมเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สํานักบริหารเครือข่าย พร้อมด้วยทีมผู้บริหารสํานักประสานรัฐกิจ ผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ และผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ ได้แนะนำภารกิจและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านธุรกิจเกษตร งานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรสำคัญ นับเป็นการสานความร่วมมือในมิติของการศึกษา การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร และการเชื่อมโยงงานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร กับภาคธุรกิจและเครือข่ายของ CP ALL ในอนาคต

– 006