‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

'รองนายกฯธรรมนัส'เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.51 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ จ.พัทลุง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ จ.พัทลุง เพื่อพบปะประชาชน รับฟังปัญหา และมอบนโยบาย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนผู้บริหารกรมชลประทาน ได้แก่ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐิติกร ศรีนิติวรวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 นายโอฬาร ทองขาวเผือก ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพัทลุง และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ พร้อมบรรยายสรุป ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

จ.พัทลุง มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 858,613 ไร่ คิดเป็น 55% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ปริมาณฝนเฉลี่ยรอบ 30 ปี อยู่ที่ 2,251 มิลลิเมตรต่อปี คิดเป็นปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 5,201 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้านการชลประทาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ถึงปี พ.ศ.2568 รวม 76 ปี มีโครงการชลประทานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งสิ้น 149 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ 142.20 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2.73% ของน้ำท่า ในขณะที่มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี มีแผนการพัฒนาด้านชลประทาน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะปานกลาง ตั้งแต่ปี 2569 – 2572 รวมทั้งหมด 75 รายการ  จะมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 198,973 ไร่ คิดเป็น 68% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำคลองลำเบ็ด ตั้งอยู่ที่บริเวณหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง ขณะนี้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว ลักษณะโครงการเป็นงานก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 3 ช่อง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำคลอง เพื่อเป็นน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการเกษตรของราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่10 บ้านนอก หมู่ที่ 11 บ้านสวน และหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง พื้นที่การเกษตร ประมาณ 500 ไร่ (พื้นที่นาข้าว) ได้อย่างพอเพียง

ทั้งนี้ มีโครงการชลประทานที่รองนายกฯ ธรรมนัส ได้เร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำคลอง 3R-LMC ควนกุฎิ พร้อมอาคารประกอบ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง มีศักยภาพในการระบายน้ำ 33 ลบ.ม./วินาที และโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคลอง RMC2 กม.7+980 (นาท่อม) ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง เป็นการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ความกว้าง 9.00 เมตร ความยาว 12.00 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวพัทลุงต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ยืนยัน’น้ำนมโคสดไทย’ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ยืนยัน'น้ำนมโคสดไทย'ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ยืนยัน’น้ำนมโคสดไทย’ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ยืนยัน”น้ำนมดิบไทย”ปลอดภัยทุกหยด ภายใต้การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน เดินหน้าส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่นๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแลและส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทย สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง”

– 006

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! ‘ธรรมนัส’มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! 'ธรรมนัส'มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! ‘ธรรมนัส’มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

“ธรรมนัส”มอบ 100,000 บาท หนุนทีมหมอนทองวิทยา ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนและชุมชน สร้างต้นแบบนักกีฬาไทยรุ่นใหม่ พร้อมชู”นราธิวาสโมเดล”ขับเคลื่อนทุกมิติพัฒนาใต้สุดแดนสยาม

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีที่ มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้กับทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมทั้งตัวนักเรียน โค้ช และครู ที่ได้หล่อหลอมเยาวชนให้สร้างชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเมื่อวานนี้ที่แฟนบอลล้นสนามอย่างที่เราเห็น ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เฝ้าติดตามเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ อ.วังน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ของท่านอรรถกร ที่ได้รายงานให้ทราบมาโดยตลอดว่าโรงเรียนนี้มีความเข้มแข็งมาก เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนในสังคม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล มีเจตนารมณ์ในการสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนให้มีโอกาสในสังคม โดยเมื่อวานนี้ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท ตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าว และจะยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

“ผมได้กำชับไปยัง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็รับนโยบายไปแล้ว รวมถึงท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะส่งเสริมและต่อยอดกิจกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นต้นแบบที่ดีของเยาวชนและโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ควรได้รับความสำคัญ”

ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนา “นราธิวาสโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สังคมของจังหวัดนราธิวาสเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งพี่น้องชาวไทยมุสลิม คนจีน และคนไทยพุทธ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ผมเองโตมาจากที่นี่ และพยายามแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนราธิวาสมาโดยตลอด สิ่งที่ผ่านมาคือเราขาดอำนาจในการขับเคลื่อน แต่วันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมติดตามและดูแลการบริหารจัดการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนราธิวาสถือเป็นบ้านของผม ผมจึงตั้งใจจะใช้จังหวัดนี้เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนงานทุกมิติ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนา จ.นราธิวาส ครอบคลุมทุกด้าน ทั้ง สวัสดิการทางสังคม การศึกษา การท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ พร้อมระบุว่า ได้มอบหมายให้ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนจังหวัดนราธิวาส ทำหน้าที่ประธานขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เราจะขับเคลื่อนทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน เพื่อให้พี่น้องชาวนราธิวาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผมจะใช้บ้านเกิดของผมเป็นต้นแบบการพัฒนา ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำ

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมลงใต้ ติดตาม‘รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการปัตตานี-ยะลา

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมลงใต้ ติดตาม‘รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการปัตตานี-ยะลา

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมลงใต้ ติดตาม‘รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการปัตตานี-ยะลา

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.36 น.

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมลงใต้ ติดตาม‘รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการปัตตานี-ยะลา

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวและเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และเนื้อวัว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่นาร้าง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ได้มีการมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยกรมการข้าวร่วมสนับสนุนภายใต้ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ในโอกาสเดียวกัน อธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารได้พบปะกับ กำนันศรวี ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ เพื่อหารือแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการปลูกข้าวพื้นถิ่น การผลิตข้าวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคใต้มีข้าวพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ อาทิ ข้าวซีบูกันตัง 5 (นราธิวาส), ข้าวมะจานู 69 (ปัตตานี), ข้าวสังข์หยด (พัทลุง), ข้าวหอมมือลอ (ยะลา), ข้าวหอมกระดังงา 59 (นราธิวาส), ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮ์ 4 (สตูล), ข้าวลูกปลา (สงขลา), ข้าวเบายอดม่วง (ตรัง), ข้าวดำดาษ 20 และข้าวเม็ดฝ้าย 62 (นครศรีธรรมราช), ข้าวหอมไชยา (สุราษฎร์ธานี), ข้าวไร่ดอกข่า 50 (พังงา) และข้าวหอมหัวบอน (กระบี่)”

กรมการข้าวมีเมล็ดพันธุ์ดีของข้าวแต่ละชนิด พร้อมส่งเสริมให้พัฒนาเป็นข้าวพรีเมียม โดยจะเร่งขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ “เรื่องราวของข้าวพื้นถิ่นภาคใต้” เพื่อสร้างคุณค่าและความน่าสนใจแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ กรมการข้าวมุ่งผลักดันให้ข้าวพื้นถิ่นภาคใต้ก้าวสู่การเป็น ข้าวพรีเมียมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฟ ร่วมติดตามคณะรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ปัตตานี เยี่ยมเยียนเกษตรกร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฟ ร่วมติดตามคณะรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ปัตตานี เยี่ยมเยียนเกษตรกร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฟ ร่วมติดตามคณะรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ปัตตานี เยี่ยมเยียนเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.52 น.

“อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฟ”ร่วมติดตามคณะรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ปัตตานี เยี่ยมเยียนเกษตรกร

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยนายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดี ร่วมติดตามการมอบนโยบายและรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 2 จุด ได้แก่ โรงเรียนดรุณศาสตร์วิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี  ในการนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดปัตตานี นำเสนอนิทรรศการรูปแบการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจคลัสเตอร์ผักปลอดภัย จังหวัดปัตตานี ด้วย BCG โมเดล

‘เขื่อนเจ้าพระยา’คงระบาย 2,700 ลบ.ม./วินาที น้ำทะเลหนุน ทำน้ำระบายลงทะเลช้า

‘เขื่อนเจ้าพระยา’คงระบาย 2,700 ลบ.ม./วินาที น้ำทะเลหนุน ทำน้ำระบายลงทะเลช้า

‘เขื่อนเจ้าพระยา’คงระบาย 2,700 ลบ.ม./วินาที น้ำทะเลหนุน ทำน้ำระบายลงทะเลช้า

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.45 น.

‘เขื่อนเจ้าพระยา’คงระบาย 2,700 ลบ.ม./วินาที น้ำทะเลหนุน ทำน้ำระบายลงทะเลช้า

8 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า จากปริมาณฝนสะสมรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า ทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังมีฝนตกหนัก วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 3 อันดับ ดังนี้ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ปริมาณฝน 107.6 มิลลิเมตร (มม.) อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ปริมาณฝน 103.6 มม. และ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ปริมาณฝน 103.6 มม. ส่งผลให้ยังคงมีน้ำหลากไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เวลา 06.00 น. มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,948 ลบ.ม./วินาที ก่อนไหลสมทบกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง โดยได้มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพ  ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +17.51 ม.รทก. และยังคงอัตราการระบายน้ำที่ 2,700 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากยังมีปริมาณน้ำจากตอนบนไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พื้นที่บริเวณลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีน้ำท่วมขังบางจุด และมีระดับน้ำสูงขึ้นในบางช่วง  สาเหตุจากในระยะนี้เป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลช้ากว่าปกติ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน เดินเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำในหลายพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โฆษก ก.เกษตร ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด มอบกระชังเลี้ยงปลาและพันธุ์ปลา ต่อยอดคุณภาพชีวิตคนพื้นที่

โฆษก ก.เกษตร ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด มอบกระชังเลี้ยงปลาและพันธุ์ปลา ต่อยอดคุณภาพชีวิตคนพื้นที่

โฆษก ก.เกษตร ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด มอบกระชังเลี้ยงปลาและพันธุ์ปลา ต่อยอดคุณภาพชีวิตคนพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจามินวัศณ์ พิลาศเอมอร ประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ลงพื้นที่บ้านดอนแก้ว ตำบลบึงงาม อำเภอทุ่งเขาหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อมอบกระชังเลี้ยงปลาและพันธ์ปลาดุก 20,000 ตัว ปลานิลแปลงเพศ 20,000 ตัวพร้อมอาหารเลี้ยงเพื่อเลี้ยงในกุดแกแซ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เนื่องจากบ้านดอนแก้ว เป็นหมู่บ้านติดลำน้ำชี อยู่ในพื้นที่ท่วมซ้ำซาก สำนักงานประมงจังหวัดร้อยเอ็ด

ทั้งนี้ โครงการต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นมี่รับประโยชน์ (จากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสองฝั่งลำน้ำชี)ในพื้นที่จังหวัดขัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดร้อยเอ็ด) กิจกรรมเลี้ยงปลาในกระชัง ณ กุดแขแซ บ้านดอนแก้ว ตำบลบึงงาม อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 35 คน

โดยสำนักงานประมงจังหวัดร้อยเอ็ด มอบปัจจัยการผลิต กระชัง จำนวน 20 กระชัง ปลาดุก จำนวน 20,000 ตัว ปลานิล จำนวน 2,000 ตัว อาหารปลาดุก จำนวน 120 กระสอบ อาหารปลานิล จำนวน 120 กระสอบ

-(016)

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงาน ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงาน 'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง' น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงาน ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”14 พฤศจิกายน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ภายใต้แนวคิด “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา”

7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 โดยมี นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ระหว่างวันที่ 14–16 พฤศจิกายน 2568 ณ Jewel Hall (จีเวล ฮอลล์) ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โดยจุดเริ่มต้น ความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง และความสำคัญของวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เริ่มต้นจากย้อนไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระองค์ทรงรับทราบถึงความทุกข์ยากของราษฎรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร จึงทรงมีพระราชดำริให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานแนวพระราชดำริในการทำฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือประชาชน จนเกิดเป็นโครงการพระราชดำริฝนหลวงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตั้งแต่นั้นมา      

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ “นับเป็นเวลา 70 ปีแล้วที่โครงการพระราชดำริฝนหลวงได้สร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ยังทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริฝนหลวงให้ดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงานภายใต้แนวคิด ‘70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา’ โดยแบ่งการจัดงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลางจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 พฤศจิกายน 2568 ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และในส่วนภูมิภาค สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด จะร่วมจัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะพระบิดาแห่งฝนหลวง ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธี

สำหรับในส่วนกลางจะมีพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะพระบิดาแห่งฝนหลวง ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐ และอาสาสมัครฝนหลวงเข้าร่วม พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล “อาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับภูมิภาค” เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินภารกิจฝนหลวง

ส่วนไฮไลต์ของงานปีนี้ นายราเชนกล่าวว่า มีการจัดนิทรรศการ ‘70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา’ ซึ่งจะพาผู้ชมย้อนรอยประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำและป่าไม้ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในรูปแบบเครื่องบินจำลอง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนขึ้นบินไปปฏิบัติภารกิจจริง ประกอบด้วย 4 โซน ได้แก่

1. ภารกิจฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ นำเสนอการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อน อ่างเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

2. การตรวจสภาพอากาศฝนหลวง แสดงเครื่องมือเรดาร์และระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์

3. นักบินและอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ เปิดให้ทดลองขับเครื่องบินเสมือนจริงผ่าน Flight Simulator

4. ฝนหลวงกับความยั่งยืน นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมนิทรรศการ “อาสาสมัครฝนหลวง” ที่สะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในการประสานข้อมูลความต้องการน้ำในพื้นที่ และภายในงานยังมีจุดถ่ายภาพ “Landmark สายธารแห่งพระเมตตา” ให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 14–16 พฤศจิกายนนี้ ที่สยามพารากอน เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเรียนรู้ภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านที่ทำงานเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนทุกคน และสำหรับในส่วนภูมิภาค ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมพิธีถวายราชสักการะในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อร่วมรำลึกถึงพระบิดาแห่งฝนหลวงไปด้วยกัน”

-(016)

ฝนถล่มเหนือ-ปิงน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ

ฝนถล่มเหนือ-ปิงน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ

ฝนถล่มเหนือ-ปิงน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.56 น.

ฝนถล่มเหนือ-ปิงน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ

6 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า เนื่องจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2568 มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ตาก และกำแพงเพชร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำปิงและลำน้ำสาขามากกว่าปกติ เพื่อเป็นการชะลอน้ำจากพื้นที่ตอนบนไม่ให้ไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้รวดเร็วจนเกินไป กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ตอนบนช่วยกักเก็บน้ำให้มากที่สุด โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก (แม่น้ำปิง) และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (แม่น้ำน่าน) โดยปริมาณน้ำส่วนหนึ่งจากแม่น้ำปิงตอนบนจะถูกกักเก็บไว้ในเขื่อนภูมิพล ซึ่งช่วยหน่วงน้ำจากพื้นที่ตอนบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีปริมาณน้ำอีกส่วนหนึ่ง ฝนที่ตกหนักท้ายเขื่อนภูมิพล ทำให้แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น และไหลมาสมทบกับน้ำในแม่น้ำปิงตอนล่าง จะไหลไปรวมกับน้ำที่มาจากแม่น้ำน่าน และแม่น้ำสะแกกรัง บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ประกอบกับมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง จึงส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทานได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่อ่าวไทย รวมไปถึงประสานงานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำร่วมกัน มีการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.26 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เข้าตรวจสอบ บริษัท ธราทรัพย์ แบงค็อก จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 998 ม.6 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ

จากการตรวจสอบพบว่า ประกอบกิจการ ผลิตสายรัดสินค้า และผลิตเม็ดพลาสติกจากพลาสติกเก่า พบเครื่องจักรในการประกอบกิจการ 500กว่าแรงม้า วัตถุดิบ และคนงานจำนวนหนึ่ง แต่ไม่พบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ ใบ รง. 4  จึงมีคำสั่งปิดโรงงานดังกล่าวทันที พร้อมทั้งดำเนินคดีกับข้อหาประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต มีบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ได้ลงพื้นที่ต่อไปยัง บริษัท อาคิเอโว แมชชีนเนอรี่ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ประกอบกิจการทำชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ผลิตโลหะ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการติดตั้งเครื่องจักรในการประกิจการหลายประเภท อาทิ เครื่องกลึง รถโฟร์คลิฟท์ เครื่องปั๊มโลหะ ชุดห้องพ่นสี ชุดปั๊มลม เป็นต้น รวมกว่า 680 แรงม้า แต่ไม่พบใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งประกอบกิจการ เช่นเดียวกันจึงสั่งปิดโรงงาน และดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

นายฐาปกร กล่าวว่า การดำเนินงานของทีมเต็มเหนี่ยว จะไม่ปล่อยปละให้มีการดำเนินการที่กระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าทั้งสองโรงงานยังไม่ได้รับการร้องเรียนเรื่องจากประชาชน แต่เมื่อพบข้อผิดพลาด ก็ต้องมีคำสั่งให้ปิดทันที และเรื่องการขอใบอนุญาตดำเนินกิจการเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เรารู้ถึงข้อมูลผู้ประกอบการ วัตถุดิบ และที่มาที่ไปของการดำเนินกิจการ แต่เมื่อสั่งปิดแล้ว หากผู้ประกอบการมีการแก้ไขการดำเนินการให้ถูกต้องก็สามารถสั่งเปิดดำเนินการต่อได้ เพื่อให้ไม่กระทบกับภาคเศรษฐกิจในพื้นที่