อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ติดตามคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและมอบนโยบาย พร้อมมอบปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ

ซึ่งในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ โดยการแจกไข่ไก่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรที่มาร่วมงานฯ และได้นำเสนอรถตู้ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) ในการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดง   โดยมีผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์เขต  ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ตาก ปศุสัตว์อำเภอ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

กรมปศุสัตว์ เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยอาหาร ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยในการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะการปราบปรามการใช้ ‘สารเร่งเนื้อแดง’

‘สารเร่งเนื้อแดง’ เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-agonist) เช่น ซาลบูทามอล, เคลนบูเทอรอล, และแรคโตพามีน ซึ่งถูกนำไปผสมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมัน แม้จะเป็นสารต้องห้ามในประเทศไทย แต่ยังมีบางรายลักลอบใช้

กรมปศุสัตว์ชี้ว่า หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และเบาหวาน โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดศีรษะ, มือสั่น, กล้ามเนื้อกระตุก, หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, และคลื่นไส้

โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘ประเทศปลอดสารเร่งเนื้อแดง’ โดยมีการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงสัตว์, ไปจนถึงโรงฆ่าสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศและคู่ค้ากว่า 160 ประเทศทั่วโลก

สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้สังเกต สัญลักษณ์ ‘ปศุสัตว์ OK’ ซึ่งเป็นโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน และสินค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายได้

ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 8,400 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายรับรองทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อเป็ด , เนื้อโค , ไข่ไก่สด , ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด

ดังนั้น ทุกครั้งที่เลือกซื้อเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อย่าลืมมองหาสัญลักษณ์ ‘ปศุสัตว์ OK’ เพื่อความมั่นใจว่าอาหารที่รับประทานปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ///-026

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” โผล่ขึ้นมาในหน้าข่าวและโลกออนไลน์ราวกับเป็นภัยพิบัติชนิดใหม่ หลายคนหวั่นเกรงว่ามันจะกลืนกินระบบนิเวศของไทย ซึ่งถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกและจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของมนุษย์ กับสิ่งที่เรียกว่า “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น  

รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงที่มาของการนำเข้าปลาต่างถิ่นว่าในเชิงวิชาการมีวิธีเข้ามาได้ 2 รูปแบบ  ได้แก่

+ การเข้ามาอย่างจงใจ ซึ่งมีทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย 

กรณีที่ถูกกฎหมาย เช่น การขออนุญาตนำเข้าเพื่อทำการเพาะเลี้ยง เพื่อเป็นปลาสวยงาม กรณีนี้ง่ายต่อการควบคุม มีที่มาที่ไปชัดเจน ตลอดจนมีมาตรการกำจัดกำกับไว้เรียบร้อย

กรณีที่ผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบนำเข้า ซึ่งเห็นทั่วไปตามตลาดปลา กรณีนี้ไม่ใช่แค่ที่ไทยแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นการนำเข้าที่ ไม่สามารถหาได้เลยว่าเอาเข้ามาแล้วไปอยู่ที่ไหน ซึ่งกลุ่มนี้มีมากที่สุด

+ การเข้ามาอย่างไม่จงใจ เช่น ติดมากับใต้ท้องเรือ หรือ ติดมากับน้ำอับเฉาในเรือ

จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีของ ดร.สุชนา เธอระบุว่า  “ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่สามารถกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ระบาดแล้วให้หมดสิ้นได้” เนื่องจากเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหลุดรอดเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันก็จะเติบโต ขยายพันธุ์ และปรับตัวอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจะจัดการให้หมดไปได้ นี่คือความจริงที่จำต้องยอมรับ

ประเทศไทยอยู่กับพืชและสัตว์ต่างถิ่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำ เต่าญี่ปุ่นที่เคยฮิตเลี้ยงกัน หรือแม้แต่กุ้งขาวที่เพาะเลี้ยงและส่งออกจนกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่เข้ามาและหยั่งรากในสังคมไทยจนแทบไม่มีใครคิดถึงต้นกำเนิดของมันอีกต่อไป การตื่นตระหนกกับปลาหมอคางดำ จึงสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่เพิ่งตระหนักปัญหาที่อยู่มานานนับศตวรรษ เพียงเพราะวันนี้มีโซเชี่ยลมีเดียมาช่วยกระพือข่าว

ถ้ากำจัดไม่หมด แล้วทางออกอยู่ตรงไหน? หลายประเทศเลือกที่จะอยู่ร่วม และหาทางใช้ประโยชน์จากมันแทน เช่น สหรัฐฯ ที่เคยเผชิญกับปลาสิงโตจากไทย ก็ใช้วิธีควบคุมด้วยการส่งเสริมการจับ และบริโภคปลาสิงโต รวมถึงจัดแข่งขันตกปลา เรียกว่าใช้วัฒนธรรมการบริโภคมาเป็นเครื่องมือควบคุม และอาจเป็นแนวทางที่นำมาปรับใช้กับปลาหมอคางดำได้เช่นกัน

เพราะในท้ายที่สุด ปลาหมอคางดำ ก็เป็นปลาที่กินได้ เป็นโปรตีนที่จับต้องได้  หมายความว่า แม้จะมีปัญหาปลาหมอคางดำ ระบาดแต่ก็มีโอกาสซ่อนอยู่ด้วย ปลาหมอคางดำอาจถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เป็นปุ๋ยชีวภาพ หรือกลายเป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยาที่ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ สิ่งที่สำคัญคือการปรับมุมมอง จากการมองมันเป็น “ศัตรู” ไปสู่การเห็นว่าเป็น “ทรัพยากร”

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้เพียงการกินอย่างเดียว หากไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รัฐจำเป็นต้องเข้มงวดกว่านี้ โดยเฉพาะกับการลักลอบนำเข้า กฎหมายไทยยังอ่อนแรงเมื่อเทียบกับประเทศที่เคร่งครัดอย่างออสเตรเลีย ที่แม้แต่ผู้โดยสารยังไม่สามารถนำผลไม้สดติดเข้าประเทศได้ ความเข้มแข็งของกฎเกณฑ์จึงเป็นปราการด่านแรกที่จะช่วยลดความเสี่ยง ไม่ให้ปัญหาบานปลายเหมือนทุกวันนี้

แต่ในจังหวะที่ปัญหาปลาหมอคางดำเกิดขึ้นแล้ว การจะกำจัดให้หมดอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ควรถามตัวเองว่าจะอยู่กับมันอย่างไรโดยไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศเกินควร และในเวลาเดียวกันสามารถดึงประโยชน์กลับคืนมาได้อย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ เพราะสุดท้ายแล้วความจริงที่เลี่ยงไม่พ้นก็คือ “ไม่มีใครกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์ให้หมดได้” สิ่งที่ทำได้คือยอมรับมัน ปรับตัว และหันมาใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด บางทีการอยู่ร่วมอย่างชาญฉลาด อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการทำสงครามที่ไม่รู้จบ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2568

วันนี้ (9 ต.ค.) นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตร์และสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2568 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ 1.อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และโครงการการเพิ่มศักยภาพโคเนื้อเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคขุนบ้านดอนยาง จังหวัดชุมพร

2.ขอปรับแผนการปฏิบัติงาน แผนการส่งเงินคืนและขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการ โครงการเลี้ยงโคเนื้อบ้านชอนพลู ของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อแบบผสมผสานบ้านชอนพลู จังหวัดนครสวรรค์ 3.ขออนุมัติปรับโครงสร้างหนี้และแผนการจ่ายชำระหนี้โครงการแพะ-แกะล้านนาของกรมปศุสัตว์ และ 4.ขอความเห็นชอบให้ฟ้องร้องดำเนินคดีโครงการเลี้ยงแพะแบบยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะภูพาน

015

‘ธรรมนัส’เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

'ธรรมนัส'เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

‘ธรรมนัส’เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

‘ธรรมนัส’ เคาะ 90 วันต่อเวลาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ลูกหนี้ 4 ธนาคารรัฐ กำชับการจัดสรรงบประมาณ “ต้องใช้อย่างคุ้มค่า สร้างประโยชน์จริง”

วันนี้ (9 ต.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134-135)

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินพี่น้องเกษตรกร ซึ่งสิ้นสุดการดำเนินโครงการฯ ไปแล้ว เมื่อวันที่   5 กันยายน 2568 หลังมีการขยายเวลาการดำเนินงานโครงการฯ 150 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ซึ่งปัจจุบันยังมีพี่น้องเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายคงเหลือประมาณ 18,000 ราย ที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง รวมถึงมีกรอบวงเงินชดเชยคงเหลืออยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลา การดำเนินโครงการฯ เพิ่มเติม 90 วัน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรคงเหลือ โดยได้มอบหมายหน่อยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทบทวนและวางแผนแนวทางการดำเนินโครงการฯ ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

“ทุกการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ต้องมีการวางแผนและกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน บนพื้นฐานความสมเหตุสมผลและความเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานอย่างคุ้มค่า และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาวาระสำคัญอื่น ๆ อาทิ 1.เห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่เป็นหนี้ NPA (เพิ่มเติม) จำนวน 11 ราย และอนุมัติซื้อทรัพย์ NPA ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555

2.เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการดำเนินการเงินรับฝากรอสะสาง พ.ศ. .. 3.เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรดำเนินการจัดการหนี้ตามอำนาจหน้าที่ให้กับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ 4.เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

015

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

มกอช. ครบรอบ 23 ปี เน้นย้ำ “ความปลอดภัย-ความมั่นคง-ความยั่งยืน” พร้อมเปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

9 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “23 years ACFS : From Farm to Future : Safety / Security / Sustainability-23 ปี มกอช. จากฟาร์มสู่อนาคต : มุ่งมั่นความปลอดภัย สร้างความมั่นคง สู่ความยั่งยืน” โดยมี พร้อมเปิดตัว ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภค

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา มกอช. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและยกระดับ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ บทบาทของ มกอช. ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริม การตรวจสอบ การรับรอง และการกำกับดูแล ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสินค้า

นอกจากความปลอดภัยแล้ว มกอช. ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร โดยเน้นย้ำว่าการผลิตอาหารของไทยต้องมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรให้มุ่งสู่ ความยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ความสำเร็จตลอด 23 ปี สะท้อนผ่าน การยอมรับของต่างประเทศ ต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ผ่านระบบการตรวจสอบรับรอง โดยมีคำกล่าวว่า “สินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรโลก” ซึ่งในปี 2567 ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินค้าไทย

เลขาธิการ มกอช. กล่าวถึงภารกิจสำคัญในการ ปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าว่า เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เข้ามาบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกตกต่ำ ซึ่งเป็นการทำลายเกษตรกรโดยตรง มกอช. จึงได้จัดตั้ง “ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน” ขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย โดยการดำเนินการนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว และได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตั้งแต่ปี 2566 และมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมศุลกากร, ตำรวจ, ทหาร, ฝ่ายปกครอง, ปปง. และอัยการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามและปกป้องคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร

สำหรับเป้าหมายและภารกิจในปี 2569 มกอช. จะมุ่งเน้นการยกระดับ มาตรฐานสินค้าเกษตร อย่างเข้มข้น โดยจะเน้นหนักในการ สืบหาข่าว เฝ้าระวัง และเข้าตรวจค้นจับกุม โรงงานหรือส่วนที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หากสินค้าเหล่านี้หลุดรอดไปต่างประเทศจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับ การทำงานจะบูรณาการกับหน่วยเฉพาะกิจพญา นาคราช เพื่อเสริมปฏิบัติการในการหาพยานหลักฐาน การจัดทำสำนวนฟ้อง รวมถึงการขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดในทุกมิติ ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าหรือสินค้าผิดกฎหมายลดลงเหลือน้อยที่สุด ตามเจตนารมณ์ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

“ขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค มั่นใจในระบบตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรของไทย มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการในและนอกกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน องค์กรเกษตรกร รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทย มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

-(016)

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

กรมปศุสัตว์ส่งด่วนหญ้าแห้ง 8 ตัน ช่วยโค-กระบือชายแดน จ.สระแก้ว เหตุเกษตรกรไม่สามารถปล่อยไปกินหญ้าในพื้นที่ไม่สงบได้ พร้อมจัดทำแผนส่งหญ้าแห้งสัปดาห์ละ 4 ตันให้โค-กระบือกว่า 300 ตัว วางแผนจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

กรมปศุสัตว์ส่งมอบหญ้าแห้ง 8 ตัน ให้แก่เกษตรกรบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วทันที หลังสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ร่วมคณะของผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่สามารถปล่อยโค –กระบือออกไปเลี้ยงในพื้นที่ได้

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนพืชอาหารสัตว์จากผลกระทบสถานการณ์ชายแดน ทำให้โค–กระบือกว่า 330 ตัวได้รับผลกระทบโดยตรง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้ความช่วยเหลือโดยจัดส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 8,000 กิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานไปแล้ว รวม 64 ตัน ครอบคลุมเกษตรกร 518 ราย โค–กระบือ 5,508 ตัว และล่าสุดได้มอบหญ้าแห้งจำนวน 8 ตัน (400 ฟ่อน) ให้เกษตรกรใน 3 หมู่บ้าน รวม 106 ราย โค–กระบือ 1,404 ตัว พร้อมจัดทำแผนส่งหญ้าแห้งเพิ่มเติมสัปดาห์ละ 4 ตัน (200 ฟ่อน) ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) สนับสนุนหญ้าแห้งและหญ้าสดอย่างต่อเนื่อง ระยะกลาง สร้างแปลงหญ้าสาธารณะในพื้นที่ร่วมกับชุมชน ระยะยั่งยืน จัดตั้ง “หมู่บ้านพืชอาหารสัตว์ชุมชนยั่งยืน” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในระยะยาว

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้จัดหาพื้นที่ว่างเปล่าของชุมชนเพื่อจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ โดยมีสำนักพัฒนาอาหารสัตว์และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร่วมดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก และสร้างระบบพึ่งพาตนเองในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สามารถดำรงชีพได้อย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวในตอนท้ายว่า “กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านปศุสัตว์ตามแนวทาง ‘เกษตรเข้มแข็ง เกษตรกรมั่นคง’ ของรัฐบาล”

-(016)

‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

'เอกภาพ พลซื่อ'เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ได้เป็นประธานมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ต.พลับพลา อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมงาน

ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง ทำให้น้ำจากลำน้ำชี เอ่อล้นผนังกั้นน้ำ ทำให้พื้นริมน้ำได้รับความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่ง ข้าวนาจมน้ำหลายร้อยไร่ และมีผลกระทบต่อปศุสัตว์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ต.พลับพลาย ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีหญ้าให้วัวควายกิน วันนี้ นายเอกภาพ พลซื่อ จึงได้นำปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นำหญ้าอาหาร พร้อมด้วย นายเดชา นาใจตอง ปลัดอาวุโสอำเภอโพนทอง ไปมอบให้ประชาชน วังยาว บ้านวังเจริญ และบ้านหนองแก่ง อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดี เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่  นอกจากนี้ได้มีการประชุมขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.29 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

7 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมพบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกว่า 2,000 ชุด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์น้ำ

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำบริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 (สะพานเสรีประชาธิปไตย) เมื่อเวลา 06.00 น. ระดับน้ำอยู่ที่ +113.45ม.รทก. มีปริมาณน้ำไหลอัตราประมาณ 3,124.00 ลบ.ม./วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 0.05 ม. ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤต

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม ระดับน้ำอยู่ที่ +101.78 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1.12 ม. ยังคงระบายน้ำจากแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขงได้ดี

ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ Hydro flow ขนาด 24 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง บริเวณหาดทรายแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมทั้ง Standby เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 60 เครื่อง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล (แก่งสะพือ) อำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 และโครงการชลประทานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร – เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และบุคลากร ในพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขัง ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือสถานการณ์น้ำหลาก เพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด