ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

‘รมว.นฤมล’ นำ ศธ.เซ็น MOU ร่วมมือ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย 

2 ต.ค.68 ที่อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีตลาดรองรับอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เฟอร์นิเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนของรัฐบาล
 

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

กระทรวงเกษตรฯ จับมือ 3 กระทรวง ลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในประเทศ เตรียมนำร่องใช้ยางเพื่องานชลประทาน เป็นอันดับแรก

วันนี้ (2 ต.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรฯ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.ศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการยางแห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ การสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชน ผ่านการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ 

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ยางพาราไทยนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นรูปธรรม และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากที่สุดและต้องมีความยั่งยืน ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านเกษตร การศึกษา กีฬา การท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทย

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังวางนโยบายขยายตลาดยางพาราไทย ไปยังเป้าหมายหลักในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างประเทศจีน ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานภายใต้ MOU จะมีการรับซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ที่จะให้ใช้ยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เท่านั้น โดยลำดับแรกจะเร่งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยางพาราจากของ กยท. เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“ความร่วมมือ 4 กระทรวง ครั้งนี้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายาง ลดพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่พี่น้องชาวสวนยาง ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานยางพาราทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของไทยให้มีความยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังลงนาม MOU แล้ว การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมรับซื้อน้ำยางสดทันที เพื่อส่งไปยังโรงงานในกำกับใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยางล้อ และใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตท่อ และทุ่นลอยน้ำเพื่อใช้ในงานระบบระบายน้ำชลประทาน ซึ่งจะเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในตลาดและทำให้ราคายางขยับสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน ในส่วนความร่วมมือจากกระทรวง พม. เตรียมแผนนำยางไปใช้ผลิตเป็นไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ นำยางไปผลิตเป็นอุปกรณ์กีฬา และของชำร่วยสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะที่กระทรวงศึกษาฯ เตรียมแผนนำไปผลิตเป็นหมอนยางพาราเพื่อใช้ในโรงเรียนประจำ รวมถึงผลิตเป็นอุปกรณ์ใช้ในการศึกษาอีกด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายทันที โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเครือข่ายงานวิจัย ทดสอบและวิเคราะห์คุณภาพ ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย กับกรมชลประทาน เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานวิจัย และบูรณาการงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งเน้นการศึกษาคุณสมบัติ วิเคราะห์ และพัฒนาวัสดุที่มีส่วนผสมของยางเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านชลประทาน

015

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

'ธรรมนัส'ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

“รมว.ธรรมนัส” พร้อมด้วย 2 รมช.เกษตรฯ จับมือเดินหน้านโยบายควิกวิน เร่งสางปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

วันนี้ (2 ต.ค). ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ ร่วมในพิธี ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้กล่าวต้อนรับ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายประจำ) ได้นำเสนอภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการมอบนโยบายดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางและนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายภาคเกษตรที่สำคัญ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจาก ปริมาณ ไปสู่การสร้าง มูลค่า อาทิ การบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การยกระดับสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น Food for the Future และ Bio-industry) การจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM2.5) และการขยายโอกาสทางการตลาดด้วยการจัดตั้งทีมไทยแลนด์

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ คือ การยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub) การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์

2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อจากนี้ไป คือความมุ่งมั่นที่จะดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้ที่มั่นคง เพื่อเสริมสร้างให้ภาคเกษตรไทยแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำ แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิตพร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และ เรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว

4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็น ผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร ของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม

5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG / Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิต พลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้าง อาชีพทดแทน ให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ

6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตาม สต็อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล , นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา , นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ , นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต้อนรับ และมีผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายฯ โดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

พร้อมนี้ได้ประชุมผ่านระบบ Video conference เพื่อให้มีการรับฟังอย่างทั่วถึง นโยบายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึดหลักการทำงาน คือ มุ่งมั่นจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง และจะสานต่อนโยบายเดิม ได้แก่

– เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

– ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง

– บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

– จัดการทรัพยากรทางการเกษตร

– ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

– การทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน

การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน คือ

– สร้างรายได้ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

– สร้างตลาด โดยขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว

– สร้างโอกาส โดยยกระดับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานมุ่งขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างผลงานได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม ร่วมกันผลักดันและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

'ธรรมนัส'นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ สู่การยกระดับรายได้เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพยางพาราไทยอย่างยืนยืน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ

โดยมีนายอามินทร์ มะยูโซะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายองอาจ ปานประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 4 กระทรวง เข้าร่วม ณ กรมชลประทาน เขตสามเสน กรุงเทพฯ โดยร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นกระทรวงที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในระยะเวลาที่จำกัดในการบริหารราชการของรัฐบาล ที่ต้องมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ด้วยการนำยางพารามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรมมีความต่อเนื่องโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสร้างความมั่นคงด้านรายได้และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมกล่าวด้วยว่า นอกจากการส่งเสริมการใช้ยางล้อรถยนต์ที่ผลิตจากยางพาราไทยของหน่วยงานราชการที่ได้ลงนามร่วมกันแล้ว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน ร่วมพัฒนางานวิจัยทางวิชาการเพื่อทดสอบ และวิเคราะห์คุณภาพคุณสมบัติวัสดุที่มีส่วนผสมของยางพาราเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านชลประทานในทันทีอีกด้วย 

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  สำหรับในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดในการนำผลิตยางพาราไทยเข้ามาใช้ในการทำสื่อการเรียนการสอน หรืออุปกรณ์การกีฬาในโรงเรียน รวมไปถึงการศึกษาวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนทเพื่อพัฒนาอาชีพอีกด้วย

ด้านนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ยางพาราไทยจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย ได้เป็นอย่างดี

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวด้วยว่า
ในส่วนของกระทรวงฯ จะนำยางพาราเข้ามาเป็นอุปกรณ์การกีฬา ที่จะเป็นการพัฒนามาตรฐานอุปกรณ์การกีฬาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสามารถ รวมไปถึงการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ทำจากยากพารา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพยางพาราของไทยทั้งในด้านราคาและปริมาณในตลาด เพิ่มโอกาสและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางภายในประเทศผ่านการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
 

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

1 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  และนายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

1 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่สุพรรณบุรี จำกัด สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบหารือเพื่อวางแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และร่วมแสดงความยินดีกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ชั้น 2 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา ‘ราคาพุ่ง’ เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา 'ราคาพุ่ง' เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา ‘ราคาพุ่ง’ เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลาชุกชุม ราคาพุ่งถึง 350 บาทต่อ กก. เรืออวนปูทำรายได้งามเป็นกอบเป็นกำ

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา โดยเฉพาะเรือที่ออกไปทำการประมงจับสัตว์น้ำด้วยเรืออวนปูม้า ซึ่งชาวประมงได้นำเรือออกไปเก็บอวนปูที่วางทิ้งไว้ห่างจากฝั่งประมาณ 7 – 8 กิโลเมตร ตั้งแต่เวลา 03.00 น. และกลับเข้าฝั่งในช่วงเช้า พบว่าเรือประมงพื้นบ้านแต่ละลำสามารถจับปูม้าได้ระหว่าง 5 – 10 กิโลกรัม

สาเหตุที่ชาวประมงทำรายได้เป็นกอบเป็นกำในวันนี้ เนื่องจากในช่วงนี้บริเวณทะเลชายฝั่งจังหวัดสงขลามี ปูม้าชุกชุมกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกทั้งราคาปูม้ายังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยขนาดใหญ่ ราคา 280 บาทต่อกิโลกรัม , ขนาดกลางและเล็ก ราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม และปูม้ามีไข่ ราคาสูงถึง 300 – 350 บาทต่อกิโลกรัม

นายเส็น ชาวประมงอวนปู อายุ 50 ปี ในชุมชนบ้านเก้าเส้ง เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ปูม้าประมาณ 6 – 7 กิโลกรัม ทั้งตัวผู้และตัวเมีย โดยระบุว่าต้องวิ่งเรือออกไปจากฝั่งเกือบชั่วโมง เพื่อไปเก็บอวนที่วางไว้เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา และนำอวนชุดใหม่ไปวางทิ้งไว้แทน

นายเส็น ยังเล่าถึงความยากลำบากในการแกะปูม้าว่า การแกะปูม้าออกจากอวนบริเวณชายหาดนั้น ยากกว่าการแกะกุ้งและปลามาก อีกทั้งปูม้าจะต้องขายปูเป็นๆจึงจะได้ราคาดี ดังนั้นเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะต้องรีบนำไปใส่ถุงตาข่ายและ แช่น้ำในทะเล เพื่อรักษาความสดไม่ให้ปูตายก่อนนำไปจำหน่าย ///-026

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร 

อ่านบทความของ ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่อง “โอกาสของรัฐบาลใหม่ ปกป้องเกษตรกรไทยจากแรงกดดันมาตรการภาษีทรัมป์” แล้วรับรู้ได้ทันทีถึงสถานการณ์อันยากลำบากของคนเลี้ยงหมูไทยที่ต้องเผชิญหลากหลายเหตุการณ์ประดังประเดเข้ามากระทบไม่เว้นแต่ละวัน ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ไม่เคยต้องพึ่งพาให้รัฐเข้ามาประกันราคาหรือประกันรายได้เหมือนเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ นับเป็นกลุ่มที่มีความพยายามพัฒนาตนเองที่จะยืนหยัดทำหน้าที่ผลิตอาหารให้ผู้บริโภคต่อไปอย่างมั่นคงด้วยลำแข้งของตน

หลายๆ ครั้งที่ราคาหมูตกต่ำเข้าเนื้อจนต้องร่วมตัวกันทุกภูมิภาคเพื่อแก้ปัญหา พอหมูแพงจากเหตุปัจจัยโรคระบาดก็เจอแรงกดดันจากผู้บริโภค  ต่อมาก็เจอขบวนการหมูเถื่อนลักลอบเข้ามาเล่นงานหมูไทยจนอ่วม ล่าสุด ยังเจอแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯที่ต้องการส่งหมูเข้ามาเบียดตลาดหมูไทย…แต่ละมื้อแต่ละเดย์หนักหนาสาหัสทั้งนั้น

ดร.สุวรรณา ระบุว่าสถานการณ์หมูในประเทศไทยปรับตัวลดลงรุนแรงมาก ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ราคาหน้าฟาร์มปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังที่มีข่าวราคาเนื้อหมูแพงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกาศรายงานข้อมูลราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 15 กันยายน 2568 เหลือ 52 – 64 บาท/กก. ราคาลูกสุกรขุนเล็ก 1,400 บวก สะท้อนอุปทานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจนเกิดอุปทานส่วนเกิน สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวอย่างมาก

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อพยุงราคาสุกรออกมาหลายมาตรการ และความที่ประเทศไทยผลิตหมูได้เพียงพอกับความต้องการบริโภค อุปทานและอุปสงค์เนื้อหมูภายในประเทศไม่แตกต่างกันมากนัก และการขึ้นลงของราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด ดังนั้น ดร.สุวรรณา จึงประเมินว่า การปรับตัวของราคาจะเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมภายในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน

สำหรับผู้เขียน มองว่าหนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจคือ โครงการ “หมูหัน” ที่จะนำหมูขนาด 4-7 กิโลกรัมไปทำเมนูหมูหัน เพื่อตัดวงจรลูกหมูเข้าขุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1 แสนตัว ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความสมดุล และช่วยผลักดันเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมูแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารหรู “หมูหัน” ในราคาที่จับต้องได้ เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เกิดประโยชน์ทั้งภาคผู้ผลิตและภาคประชาชน

ที่สำคัญยังได้รับความร่วมมือจากช่องทางการค้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคหรือภัตตาคารร้านอาหาร สามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยห้างค้าส่งแม็คโครและโลตัส ได้ร่วมเปิดตลาดค้าส่งหมูหันแก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นการร่วมกันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย

เมื่อกลไกตลาดทำงาน ปริมาณหมูเข้าสู่ภาวะปกติ ตามมาตรการต่าง ๆ ที่คนเลี้ยงหมู โมเดิร์นเทรด ภาครัฐ และผู้บริโภค ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือในการบริหารจัดการ ราคาหมูจะขยับเข้าสู่สมดุลเช่นกัน ภาคผู้ผลิตมีเรี่ยวแรงพอที่จะผลิตเนื้อหมูให้ผู้บริโภคมีโปรตีนคุณภาพดีบริโภคได้อย่างเพียงพอในราคาสมเหตุสมผล เรียกง่ายๆได้ว่า เมื่อถึงวันที่ตลาดกลับสู่สมดุล ผู้ผลิตอยู่ได้ ผู้บริโภคก็ไม่เดือดร้อน

#ลักขณา นิราวัลย์ นักวิชาการอิสระ

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

30 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายนีโอ พลซื่อ เป็นประทานในพิธีแจกหญ้าพระราชทานร่วมกับกรมปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด แก่ประชาชน บ้านปากปลาค้าว ตำบลดอนโอง ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำในลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว ได้รับความเสียหายประมาณ 3,000ไร่ ทำให้ไม่มีหญ้าเลี้ยงวัวควายเพราะทุ่งนาและทุ่งหญ้าถูกน้ำท่วมดังกล่าว