‘กรมหม่อนไหม’หนุนเกษตกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่งเอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาหกรรม

'กรมหม่อนไหม'หนุนเกษตกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่งเอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาหกรรม

‘กรมหม่อนไหม’หนุนเกษตกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่งเอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.37 น.

กรมหม่อนไหมหนุนเกษตกร ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่งเอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาหกรรม สร้างทางเลือกใหม่ ที่มั่นคงให้เกษตรกรเมืองชัยภูมิ มีรายได้เดือนละกว่า 90,000 บาท ต่อครัวเรือน

21 กันยายน 2568 นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย กรมหม่อนไหมจึง กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า “อาชีพเลี้ยงไหม” จะไม่ใช่เพียงอาชีพเสริมอีกต่อไป แต่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในฐานะอาชีพหลัก เนื่องจากความต้องการของตลาดยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างยั่งยืน กรมหม่อนไหม จึงได้ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม พร้อมทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลผลิตมีตลาดรองรับแน่นอน กับบริษัทผู้รับซื้อโดยตรง โดยแตกต่างจากไหมหัตถกรรมที่เกษตรกรต้องสาวไหมเอง ไหมอุตสาหกรรมสามารถขายเป็นรังไหมทั้งรัง หรือรังปาดให้กับภาคเอกชนได้โดยตรง

ทั้งนี้การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคง สำเร็จ และยั่งยืนได้นั้น เกษตรกรจำเป็นต้องรักษามาตรฐาน ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้สนับสนุนและส่งเสริมอย่างใกล้ชิด โดยจังหวัดชัยภูมิถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศ ผลผลิตรังไหมกว่า 376 ตันต่อปี สร้างรายได้กว่า 91 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ‘อาชีพนี้’ ไม่ใช่เพียงการสืบสานวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว

ปัจจุบัน บริษัทจุลไหมไทย จำกัด ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้รับซื้อรังไหมมีจุดรับซื้อกระจายใกล้พื้นที่ ดังนั้นเวลาส่งไหมใบอ่อนจะส่งได้ง่ายเวลาขายรังไหมก็เอาไปขายได้ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ตัวเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมระบบคอนแทคฟาร์มมิ่งกับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด  ที่ช่วยการันตีรายได้ขั้นต่ำครัวเรือนละ 15,000 บาทถึง 30,000บาทต่อเดือน และบางครัวเรือนที่บริหารจัดการดีๆ สร้างรายได้มากกว่า 90,000 บาทต่อเดือน จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่มั่นคง

“แต่ก่อนเราเลี้ยงไหมแล้วก็สาวเป็นเส้นแล้วเอาไปทอเป็นผ้าไหมแต่วันนี้ไม่ใช่แล้วเขาขายรังไหมให้เอกชนไปสาวเองและบางครั้งบริษัท ฯ  ก็ซื้อไปก็ไม่ได้ขายในรูปแบบของเส้นไหมอย่างเดียวเขาขายแบบรังปาดที่จะส่งไปยังต่างประเทศ  เพื่อที่จะเอาไปทำพวกสารสกัดป้องกันรักษาความสดของผักผลไม้แล้วก็เนื้อสัตว์  นอกจากนี้ยังมีการสกัดโปรตีนจากรังไหมอีกหนึ่งรูปแบบเพื่อเอาไปทำเครื่องสำอาง วันนี้นับว่า ตลาดกว้างขึ้นทำให้ความต้องการของตลาดมากขึ้นไปด้วย เกษตรกรจึงไม่พบปัญหากับราคาแต่อย่างใด” “นายนวนิตกล่าว

ด้านนางษมาพร คงควร ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ชัยภูมิ กล่าวว่า ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ชัยภูมิ มีภารกิจสำคัญในการหางบประมาณจากกรมหม่อนไหม เพื่อนำมาสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรม การจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรที่จำเป็น รวมทั้งส่งเสริมการปลูกต้นพันธุ์หม่อนที่ให้ผลผลิตสูง เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมของเกษตรกรได้กลายเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรในการสร้างเศรษฐกิจระดับอุตสาหกรรม  

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมในอ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จะเลี้ยงไหมในเชิงพาณิชย์ ที่เกษตรกรจะไม่สาวเส้นเอง แต่ขายรังไหมให้โรงงานนำไปสาวด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ ทำให้ได้เส้นไหมปริมาณมากและคุณภาพสม่ำเสมอ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการเลี้ยงไหมเพื่ออุตสาหกรรมของที่นี่ คือระบบเกษตรแบบพันธสัญญา ที่มีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อในราคาที่เป็นธรรมและแน่นอน เกษตรกรจึงมั่นใจได้ว่า ความทุ่มเทและแรงกายแรงใจที่ลงทุนไป จะเปลี่ยนเป็นรายได้ที่มั่นคงอย่างแท้จริง  ปัจจุบัน มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมประมาณ 1,400 ราย ซึ่งหากทุกครัวเรือนเลี้ยงไหมครบถ้วน จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเมื่อพื้นที่ปลูกหม่อนขยายมากขึ้น ปริมาณรังไหมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีเกษตรกรรายใหม่ ๆ ที่สนใจเข้ามาทำไหมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นในทุกปี

ด้านนางบุญโฮม และนายคำผลาญ มีสำราญ 2 สามีภรรยา เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า เดิมปลูกอ้อยและข้าวมาก่อน แต่มักประสบปัญหาด้านราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้ต้องมีการศึกษาหาวิธีที่จะสร้างรายได้เพื่อเอาตัวรอดให้กับครอบครัว เนื่องจากมีลูกที่กำลังศึกษา เมื่อทางกรมหม่อนไหมได้เข้ามาแนะนำให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจึงเข้ามาศึกษาและหวังว่า จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยทดลองเริ่มต้นเลี้ยงไหมเพียงถาดเดียว และเริ่มปลูกหม่อนในพื้นที่ไม่กี่ไร่เมื่อ 6 ปี ก่อน  

ปัจจุบันขยับขยายเพิ่มมากขึ้น จนทุกวันนี้มีรายได้เข้าบ้านไม่น้อยกว่าหมื่นบาทต่อเดือน โดยตนวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน ว่าจะยึดอาชีพเลี้ยงไหมเป็นหลักเพราะเป็นอาชีพที่ค่อนข้างสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีตลาดขยายตัวต่อเนื่อง ขณะนี้มีเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น หลังจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งได้ทยอยปิดตัว  จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีของแรงงานคืนถิ่น

ด้านนายศุภณัฏฐ์ เกิดวงศ์ลี รองผู้จัดการฝ่ายส่งเสริม บริษัท จุลไหมไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท จุลไหมไทย จำกัด รับซื้อรังไหมจากเกษตกร จะซื้อในราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม  โดยจะตีราคาตามเปอร์เซ็นต์เปลือกรังหรือความหนาของรัง ถ้าความหนา20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะซื้อในราคา 250 บาท  แต่ถ้าคุณภาพดีขึ้นเกษตรกรดูแลดี รังใหญ่รังมีคุณภาพดีก็สามารถซื้อในราคาที่สูงขึ้นปัจจุบันมี 300 กว่าบาทต่อกิโลกรัม
วันนี้ “อาชีพเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานอนุรักษ์ภูมิปัญญา หากแต่เป็นอีกหนึ่งพลังเศรษฐกิจที่สร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย และชัยภูมิก็กำลังเป็นต้นแบบของการพลิกอาชีพดั้งเดิม สู่ธุรกิจการเกษตรที่มั่นคงในระดับอุตสาหกรรม.

กรมหม่อนไหม สร้าง ‘บุรีรัมย์โมเดล’ ยกระดับคุณค่าผ้าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ

กรมหม่อนไหม สร้าง 'บุรีรัมย์โมเดล' ยกระดับคุณค่าผ้าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ

กรมหม่อนไหม สร้าง ‘บุรีรัมย์โมเดล’ ยกระดับคุณค่าผ้าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

กรมหม่อนไหม หนุน “กลุ่มต้นหม่อนซิลล์” บ้านหัวตะพาน พุทไธสง สร้าง “บุรีรัมย์โมเดล“ยกระดับคุณค่าผ้าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ พร้อมดึงเทคโนโลยี นวัตกรรม ปรับวิถีการเลี้ยงดั้งเดิม ทำให้สามารถสร้างผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในพื้นที่บ้านหัวสะพาน อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ “กลุ่มต้นหม่อนซิลล์” เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตั้งแต่ดั้งเดิมมาหลายชั่วอายุคนและถือว่าการเลี้ยงไหมอยู่ในสายเลือดตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายมาได้ประมาณ 200 กว่าปี ที่มีอาชีพเลี้ยงไหมอยู่ในชุมชน ขณะเดียวกันในพื้นที่ยังมีการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงไหมค่อนข้างเข้มแข็งในนามกลุ่ม  “กลุ่มต้นหม่อนซิลล์” ล่าสุดกรมหม่อนไหม ได้มีการสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไหม ในพื้นที่นี้ ให้เป็น แหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพื้นบ้านวิถีดั้งเดิม เพื่อผลิตผ้าไหมคุณภาพ และสร้างให้เป็นพื้นที่แหล่งผลิตไหมพื้นบ้านต้นแบบ ของ “บุรีรัมย์โมเดล

ทั้งนี้ในการส่งเสริมกลุ่มผู้เลี้ยงไหมและนำไปสู่ “บุรีรัมย์โมเดล”จากผืนผ้าไหมในครั้งนี้เนื่องจากกรมหม่อนไหมเห็นว่าผ้าไหมที่มีการผลิตในพื้นที่ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงภูมิปัญญาในครัวเรือนน่าจะถึงวันแปรเปลี่ยนเป็นพลังชุมชนที่เข้มแข็งสร้างรายได้ สร้างโอกาส และยกระดับคุณค่าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศเพราะการทอผ้าไหมหนึ่งผืนต้องอาศัยเวลาและความประณีตในการทออย่างต่อเนื่องหลายวัน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจของชุมชน ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมอย่างจริงจังในพื้นที่ดังกล่าว แต่มาถึง ณ วันนี้ กลุ่มมีการพัฒนามากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม มาใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทำให้เกษตรกรที่เคยเลี้ยงแบบเดิมก็พัฒนามาเลี้ยงแบบที่ใช้เทคโนโลยีใช้นวัตกรรม ทำให้เขามีผลผลิตมากขึ้นเลี้ยงได้หลายรุ่นมากขึ้นต่อปีนั่นก็คือส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรที่เป็นต้นแบบต่อเกษตรกรที่จะเลี้ยงไหมใหม่ หรือพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงไหมมาดั้งเดิมแต่ยังไม่มีการพัฒนาที่สามารถเรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบได้ทันที เพราะหัวใจของ บุรีรัมย์โมเดล คือพลังแห่งการรวมใจของชาวบ้าน ที่ช่วยกันทำงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสาวไหม ทอผ้า ไปจนถึงการย้อมสีทุกกระบวนการร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ดุจเส้นด้ายที่ถักทอเป็นผืนผ้าเดียวกันและเส้นทางของไหมไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น กรมหม่อนไหมได้เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เริ่มจากการส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดี เพื่อเลี้ยงไหมพันธุ์คุณภาพ สร้างผลผลิตเส้นไหมที่นุ่มเงางาม และเหมาะแก่การทอผ้าที่สะท้อนลวดลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อก้าวไกลสู่เวทีที่ใหญ่กว่า ซึ่งเมื่อปริมาณและคุณภาพเดินไปพร้อมกัน ตลาดก็เปิดกว้าง ผ้าไหมบุรีรัมย์ไม่เพียงป้อนตลาดในประเทศ จึงควรพัฒนาไปสู่เวทีแฟชั่นระดับนานาชาติและจะสะท้อนภาพชัดเจนของการรวมกลุ่มคิดพลังที่เปลี่ยนผืนผ้า ให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงได้ในอนาคต

นายนวนิตบอกด้วยว่าในการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมครั้งนี้ กรมหม่อนไหม ได้ตระหนักในเรื่อง BCG  จึงนำมาใช้โดยคำนึงถึงภาวะโลกร้อน ด้วยการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ ตั้งแต่การปลูกหม่อนโดยมีการนำเรื่องมูลไหม มาเป็นปุ๋ย นำฟางข้าวจากการทำนา มาคลุมดินในแปลงหม่อนเพื่อลดการระเหยของน้ำในดิน และยังแก้ปัญหาวัชพืชในแปลงหม่อนถือเป็นการเอาของเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่ การพัฒนาพันธุ์ไหมที่ดี พันธุ์ต้นหม่อนที่ดี รวมทั้งนวัตรกรรมเครื่องสาวที่ทันสมัยมากขึ้นลดขั้นตอน ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงจูงให้ เกษตรกรหันมายึดอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในอนาคตด้วย ทั้งหมดคือการนำหลัก BCG มาประยุกต์ใช้

ด้านนายศุภวิชญ์ สนไธสง ประธานกลุ่มหม่อนซิลล์ (Tonmon Silk) กล่าวว่า ไหมเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนหัวสะพาน อ.พุทไธสง ซึ่งเข้ามาอยู่ในสายเลือดก็ว่าได้เพราะว่าในชุมชนแห่งนี้เลี้ยงไหมตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายมา  ตามที่สืบหาค้นประวัติได้ประมาณสองร้อยกว่าปีแล้วครับที่มีอาชีพเลี้ยงไหมอยู่ในชุมชน ซึ่งในส่วนของ “กลุ่มต้นหม่อนซิลล์”  เรามีการส่งเสริมและเรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าไหมยังคงเป็นทั้งอาชีพที่มั่นคงและเป็นความภาคภูมิใจของคนรุ่นใหม่ ในอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองที่เส้นไหมไม่ได้เพียงถักทอเป็นผืนผ้า แต่ยังถักทอเป็นรากวัฒนธรรมที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้ด้วยกันอย่างสวยงาม  จากการสนับสนุนของกรมหม่อนไหมปัจจุบันสมาชิกมีรายได้จากการเลี้ยงไหมเฉลี่ยราว 40,000 บาทต่อเดือน ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาสนใจ ลูกค้าหลายรายถึงกับต้องจองเส้นไหมล่วงหน้าเป็นปี เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพของเรา อาชีพนี้ไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาที่สืบทอด แต่คือ โอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่นคง และสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้เจตนารมณ์ของกลุ่มที่ว่า “สืบสานไหมไทยไว้ ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน”

ขณะที่นางนุรี อาญาเมือง นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมหม่อนไหม กล่าวว่า “ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอพุทไธสง ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์ ได้ส่งเสริมให้ปลูกหม่อนคุณภาพดี คือพันธุ์ บุรีรัมย์ 60 เพื่อใช้เลี้ยงไหมพันธุ์ น่าน 72 ซึ่งมีศักยภาพการผลิตที่โดดเด่น จากการทดสอบการเลี้ยงในพื้นที่ พบว่าสามารถผลิตรังไหมคุณภาพสูง โดยมีเปอร์เซ็นต์เปลือกรังอยู่ที่ 22% ในช่วงฤดูหนาว และสามารถสาวเส้นไหมได้สูงสุดถึง 6 กิโลกรัมต่อแผ่น

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการเลี้ยงไหมหัตถกรรมโดยใช้ใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 เลี้ยงไหมลูกผสมพันธุ์ใหม่ น่าน 72 ยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรในบ้านหัวสะพาน อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งนี้ ศูนย์หม่อนไหมฯ บุรีรัมย์ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ หันมาสนใจการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้น ผลลัพธ์คือ เส้นไหมและผ้าไหมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงภูมิปัญญาในครัวเรือน ได้ก้าวสู่การเป็น พลังชุมชนที่เข้มแข็ง สร้างรายได้ สร้างโอกาส และยกระดับคุณค่าไหมไทย ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศในอนาคตเพราะผืนผ้าไหมหนึ่งผืนนั้น อาศัยทั้งเวลาและความประณีตในการทอหลายวัน แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจของชุมชน”

-(016)

มกอช. ร่วมเปิดเวที EUDR ผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดยุโรป

มกอช. ร่วมเปิดเวที EUDR ผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดยุโรป

มกอช. ร่วมเปิดเวที EUDR ผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดยุโรป

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.04 น.

มกอช. ร่วมเปิดเวที EUDR ผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดยุโรป

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นประธานร่วมกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “จากการสร้างการรับรู้สู่การปฏิบัติ – ความพร้อมต่อ EUDR ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศไทย” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ พร้อมด้วย Dr. Michael Bucki, Counsellor for Environment, Agriculture & Health สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และ Mr. Johannes Kerner, Economic and Commercial Counsellor, German Embassy

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนต่อกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ผ่านการเสวนาจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การวิจัย การพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ และการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศสำหรับการระบุ Geolocation เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้สามารถนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ โดยมีนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้อำนวยการกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และผู้แทนจากกนม. ร่วมเวทีการเสวนา

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการผลักดันการผลิตที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสินค้ายางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะต้นแบบการปฏิบัติตามข้อกำหนด EUDR ของภูมิภาค และการก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ฉะเชิงเทราดำเนินโครงการทำหมันสุนัข-แมว

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ฉะเชิงเทราดำเนินโครงการทำหมันสุนัข-แมว

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ฉะเชิงเทราดำเนินโครงการทำหมันสุนัข-แมว

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.19 น.

“รมว.เกษตรฯ” ลุย ฉะเชิงเทรา ทำหมันสุนัข-แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความปลอดภัยให้ ปชช. ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ตั้งเป้าขยายผลโครงการเพิ่ม 30%

วันนี้ (18 ก.ย.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ 2568 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่วัดบางไทร ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัดเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งต่อสุขอนามัย ความปลอดภัยของประชาชน และที่สำคัญคือความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีรายงานพบโรคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 รายในปีนี้ สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

“การทำหมันสุนัขและแมวถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดจำนวนประชากรสัตว์ที่ไร้ที่พึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อระหว่างสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน อีกทั้งยังส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน และเพื่อให้ประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ผมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง การดูแลสัตว์ที่มีอยู่ในครัวเรือน และการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์จรจัด เพื่อช่วยกันสร้างชุมชนปลอดภัยอย่างแท้จริง“ นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้เข้าร่วมการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งรับมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นได้ร่วมปฏิบัติจริง โดยทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สัตว์เลี้ยงที่เข้ารับบริการ พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันและการฉีดวัคซีนในสัตว์ อีกทั้งยังมอบอาหารสุนัขและแมวให้กับเกษตรกรที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการอีกด้วย

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเสริมว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ เชื่อมั่นว่าจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าได้ในระยะยาว พร้อมยืนยันว่ากรมปศุสัตว์จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

015

‘เกษตร’กำชับ’กรมชลฯ’บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

'เกษตร'กำชับ'กรมชลฯ'บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

‘เกษตร’กำชับ’กรมชลฯ’บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.10 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์น้ำวันนี้ (18 ก.ย.68) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวม 55,117ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ78 ของความจุอ่างรวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 15,810 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 22 ของความจุอ่างรวมกัน

โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 10แห่ง คือ สิริกิติ์ แม่งัดสมบูรณ์ชล แควน้อยบำรุงแดน แม่มอก ห้วยหลวง น้ำอูน ศรีนครินทร์วชิราลงกรณ บางพระและประแสร์

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 16 แห่ง คือ ภูมิพล แม่กวงอุดมธารา กิ่วลม กิ่วคอหมา น้ำพุง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำปาว ลำแชะ สิรินธร ป่าสักชลสิทธิ์ขุ นด่านปราการชล หนองปลาไหล แก่งกระจาน นฤบดินทรจินดา และรัชชประภา

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่าง 31 – 50%ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 5แห่ง คือ ลำพระเพลิง มูลบน กระเสียว ปราณบุรีและบางลาง

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 4แห่ง คือ ลำตะคองลำนางรอง ทับเสลาและคลองสียัด

ทั้งนี้ สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ จำนวน 470 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 59,112 ล้าน ลบ.ม. (77% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 35,163 ล้าน ลบ.ม. (67% ของความจุอ่างฯรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 17,395 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นรายภาค ดังนี้

ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 21,351 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 14,514 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 4,619* ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 7,495 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้5,674 ล้าน ลบ.ม. (65% ของความจุอ่างฯรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 2,995ล้าน ลบ.ม.

ภาคกลาง มีปริมาณน้ำในอ่าง รวมกันทั้งสิ้น 1,131 ล้าน ลบ.ม. (62% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 1,045 ล้าน ลบ.ม. (60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 707 ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 21,628 ล้าน ลบ.ม. (81% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  เป็นน้ำใช้การได้ 8,340 ล้าน ลบ.ม. (62% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 5,141 ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันออก มีปริมาณในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 1,678 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้1,528 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 846 ล้าน ลบ.ม.

ภาคใต้มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 5,829 ล้าน ลบ.ม. (65% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 4,064 ล้าน ลบ.ม. (57% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 3,086 ล้าน ลบ.ม.

นายเอกภาพ กล่าวว่า ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ปัจจุบัน (18 ก.ย. ) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 20,360ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  ปริมาณน้ำใช้การได้13,664 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 153.91 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำออกจากอ่างฯ66.33ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 4,511 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น

เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,758 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 55.12 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 10.00 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนสิริกิติ์ปริมาณน้ำใช้การได้5,507ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุอ่างฯรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 28.09 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 19.99 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำใช้การได้734 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 16.37 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 10.37 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำใช้การได้665 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 54.34 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 25.97 ล้าน ลบ.ม

ส่วนแม่น้ำปิง ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ วัดได้526 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 615 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 2.71 เมตร

แม่น้ำน่าน ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ วัดได้1,244 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 1,244 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 0.88 เมตร

สำหรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา (ณ 06.00 น.) สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,200 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 17.04 ม. ระดับน้ำท้ายเขื่อน 15.23 ม. (ต่ำกว่าตลิ่ง 1.11 ม.) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายเอกภาพ ย้ำ กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาด้วยการหน่วงน้ำไว้ด้านเหนือ พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ตามศักยภาพของคลอง เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

“รมว.อรรถกร”ลุยฉะเชิงเทรา ทำหมันสุนัข-แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความปลอดภัยให้ ปชช. ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ตั้งเป้าขยายผลโครงการเพิ่ม 30%

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ วัดบางไทร ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัดเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งต่อสุขอนามัย ความปลอดภัยของประชาชน และที่สำคัญคือความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีรายงานพบโรคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 รายในปีนี้ สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

“การทำหมันสุนัขและแมวถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดจำนวนประชากรสัตว์ที่ไร้ที่พึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อระหว่างสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน อีกทั้งยังส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน และเพื่อให้ประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ผมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง การดูแลสัตว์ที่มีอยู่ในครัวเรือน และการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์จรจัด เพื่อช่วยกันสร้างชุมชนปลอดภัยอย่างแท้จริง” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้เข้าร่วมการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งรับมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นได้ร่วมปฏิบัติจริง โดยทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สัตว์เลี้ยงที่เข้ารับบริการ พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันและการฉีดวัคซีนในสัตว์ อีกทั้งยังมอบอาหารสุนัขและแมวให้กับเกษตรกรที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการอีกด้วย

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเสริมว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ เชื่อมั่นว่าจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าได้ในระยะยาว พร้อมยืนยันว่ากรมปศุสัตว์จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

– 006

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน-มังคุด และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย ร่วมลงนามความร่วมมือภายใต้โครงการ “Chanthaburi Green Smart City สร้างเมืองผลไม้เพื่อการส่งออกด้วยมาตรฐานสากล” สร้างความเข้าใจ และยกระดับมาตรฐานในทุกด้าน ให้กับผู้ประกอบการทุเรียนในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หลังพบว่าฤดูกาลส่งออกที่ผ่านมา ประเทศคู่ค่าสำคัญ ประเทศจีน ตรวจพบสารปนเปื้อน แคดเมียม และ BY2 และตีกลับสินค้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออก และเกษตรกรจำนวนมาก 

โดยเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างความตระหนัก ในการตรวจมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการในทุกขั้นตอน ได้แก่ ดิน น้ำ ปุ๋ย , การตรวจประเมินสวน (GAP), การตรวจสารเคมีตกค้างในผลผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการยืนยันถึงผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก เซ็นทรัลแล็บไทย ในฐานะห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 

นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ด้วยปัญหาส่งออกทุเรียนหลักที่พบในขณะนี้ คือ การถูกเข้มงวดจากตลาดจีนเรื่องสารตกค้าง (เช่น สาร BY2 และแคดเมียม) ทำให้เกิดการปนเปื้อนและส่งผลให้ถูกตีกลับ รวมถึงการที่ทุเรียนเวียดนามมีต้นทุนต่ำกว่าและส่งออกได้มากขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีน นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้ง สภาพอากาศที่แปรปรวน และการพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป ก็เป็นปัจจัยท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนไทยด้วย  สาเหตุและปัญหาหลักการปนเปื้อนสารตกค้าง เนื่องจากตลาดจีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสารตกค้าง เช่น สาร BY2 (สารชุบสี) และแคดเมียม ซึ่งพบว่าทุเรียนไทยบางส่วนมีการปนเปื้อน ทำให้เกิดการตีกลับและระงับการส่งออก
โดยภาครัฐได้หาแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตทุเรียนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยจากสารตกค้าง โดยการควบคุมและบทลงโทษที่ชัดเจน โดยกรมวิชาการเกษตรต้องเร่งตรวจสอบที่มาที่ไปของสารตกค้าง และมีระบบตรวจสอบพร้อมบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับล้งหรือโรงคัดบรรจุที่ละเมิดมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง และระบบ QR Code เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ

ด้าน นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการทุเรียน-มังคุด กล่าวว่า โครงการ “Chanthaburi Green Smart City สร้างเมืองผลไม้เพื่อการส่งออกด้วยมาตรฐานสากล” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในจังหวัดจันทบุรีให้ได้รับรองตามมาตรฐานที่กำหนด นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการส่งออกในเวทีโลก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และความยั่งยืน เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนผ่านจากการขายผลไม้ในรูปแบบสินค้าเกษตรทั่วไป ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในฐานะ ‘อุตสาหกรรมผลไม้’ ที่มีระบบมาตรฐานสากลรองรับ ทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับ การรับรอง GAP / Global GAP การใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data เพื่อจัดการข้อมูลสวนและผลผลิต ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมในโรงคัดบรรจุที่สะท้อนภาพลักษณ์สินค้ามูลค่าสูง

นายชาคริต  เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการเซ็นทรัลแล็บไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านเซ็นทรัลแล็บไทย มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ในการเป็นห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสอบสารตกค้าง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสารตกค้าง เช่น สาร BY2 (สารชุบสี) ทางเซ็นทรัลแล็บไทย ได้ดำเนินการ พัฒนาวิธีการทดสอบ เพื่อให้ทันสถานการณ์ 

ทั้งนี้ การสุ่มตรวจตัวอย่างดิน โดยเซ็นทรัลแล็บไทย ได้ร่วมกับ อบจ.จันทบุรี และสมาคมฯลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินในทุกอำเภอ ของจังหวัดจันทบุรี สุ่มตัวอย่างจำนวน 450 ตัวอย่าง เข้าตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GAP DOA ตามที่กรมวิชาการเกษตร กำหนดไว้ ที่ 0.15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  พบปัญหาเพียง 15 ตัวอย่าง คิดเป็น 3 % ที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐาน แต่อยู่ในระดับที่สามารถแก้ไขได้เพื่อให้กลับไปอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ในการปรับปรุงดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี หรือ ปลูกพืชล้มลุก ที่มีคุณสมบัติในการดูดสารแคดเมียมได้ เช่น พืชตระกูลผักกาด และ กะหล่ำ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี และเซ็นทรัลแล็บไทย มีแผนในการบูรณาการความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ผลักดันการส่งออกผลไม้ ไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร และส่งเสริมรายได้กลับคืนสู่ประเทศอย่างยั่งยืน

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’ ร่วมกับ‘ซีพีเอฟ’เดินหน้าปล่อยปลานักล่า 10,000 ตัว

จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานประมงจังหวัด ร่วมกับอำเภอบางปะกง องค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ชุมชนในพื้นที่ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “กิน คุม ฟื้น” ผ่านกิจกรรมปล่อยลูกปลากะพงขาวขนาด 4–5 นิ้ว จำนวนกว่า 10,000 ตัว ลงในแม่น้ำบริเวณท่าน้ำวัดไตรสรณาคม ใช้ “ปลานักล่า” เป็นกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว

นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โมเดล “กิน คุม ฟื้น” เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงและสร้างคุณค่าได้ โดยไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนผ่านการจับปลาขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย

การปล่อยปลานักล่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ด้วยการระดมพลังชุมชนร่วมจับปลาหมอคางดำในคลองสายต่างๆ อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้เริ่มเห็นชัดเจน ลูกปลาหมอคางดำตัวเล็กลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปลาพื้นถิ่น เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลานิล และปลาเกล็ดขาว เริ่มกลับคืนมาในแม่น้ำ ซึ่งถือเป็น “ดัชนีธรรมชาติ” ที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของระบบนิเวศ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสามารถจับปลากะพงที่เคยปล่อยไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย เพิ่มรายได้และเสริมความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน

“สิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักให้ชาวฉะเชิงเทราเห็นว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ใช่เพียงการกำจัด แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง การนำปลามาบริโภคหรือจำหน่ายเป็นกลไกช่วยควบคุมปริมาณให้ลดลงอย่างยั่งยืน พร้อมกับฟื้นจำนวนปลาพื้นถิ่นไปด้วยกัน” นายคนึงกล่าว

นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำของประมงจังหวัดฉะเชิงเทราได้รับแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรเอกชน โดยเฉพาะบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ได้สนับสนุนพันธุ์ปลากะพงขาว พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์จับปลาและวัสดุที่จำเป็นสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

มาตรการ “กิน คุม ฟื้น” ของฉะเชิงเทรานับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิถีธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำเกิดผลอย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” ช่วยสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชุมชน

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’และคณะ ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.นราธิวาส’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'และคณะ ตรวจเยี่ยม'ส.ป.ก.นราธิวาส'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’และคณะ ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.นราธิวาส’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.นราธิวาส โดยมี นายประเสริฐ กองสง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกลุ่ม/หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.นราธิวาสร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนราธิวาส

ในการนี้ ส.ป.ก.นราธิวาส ได้รายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติราชการ อาทิ การจัดที่ดิน การออกโฉนดเพื่อการเกษตร รายงานปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานต่างๆ โดยเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานสำเร็จตามแผนงาน และสร้างประโยชน์สุขให้แก่เกษตรกรได้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

'สอน.'เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4 เพื่อจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกล แก้ PM2.5

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จึงได้มีการเสนอขอขยายโครงการอีกเป็นปี 2568 – 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย MRR 6.725% รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3.50% ให้ชาวไร่อ้อยจ่าย 2% เท่าเดิม โดยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร หรือสถาบันชาวไร่อ้อย หรือกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยที่ผ่านมา สอน. ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรรวมแล้วกว่า 4,654 ราย เป็นเงิน 11,162.91 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการบริหารจัดการในไร่อ้อย ปรับพื้นที่ปลูกอ้อย จัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการปลูกอ้อย และการเก็บเกี่ยวอ้อยให้มากขึ้น ทดแทนการขาดแคลนแรงงาน และทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย