กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดสรรงบ 2,800 ล้านบาท เร่งช่วยเหลือชาวสวนยางโค่นปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนอนุมัติ ไร่ละ 16,000 บาท อนุมัติคำขอครบ 100% แล้ว เดินหน้าจ่ายเงินฯ เสร็จสิ้น ภายใน 15 ก.ย. นี้ หวังลดต้นทุน-เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างความยั่งยืนแก่อาชีพชาวสวนยาง

วันนี้ (11 ก.ย.) ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากซึ่งได้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนโดยใช้ทุนของเกษตรกรก่อนได้รับการอนุมัติจาก กยท. โดยบางส่วนได้ดำเนินการโค่นและปลูกด้วยทุนส่วนตัวล่วงหน้าก่อนการได้รับอนุมัติจาก กยท. ทั้งนี้ กยท. ได้ดำเนินการรวบรวมคำขอคงค้างดังกล่าว และกำหนดแผนให้การโค่นและปลูกแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีเกษตรกรยื่นแบบคำขอ (กยท. 4) รวมทั้งสิ้น 36,283 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 346,685.90 ไร่ โดย กยท. ได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2568 จากกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49(2) เป็นวงเงินรวม 2,860,431,552.20 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้อนุมัติคำขอฯ ครบ 100% แล้ว และได้ดำเนินการจ่ายเงินส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปแล้วเป็นเงิน 501,703,659.23 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2568) โดยคาดว่าจะจ่ายเงินได้ครบจำนวนภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้

ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ถือเป็นโครงการสำคัญของ กยท. ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตยางพาราไทย โดยการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเลือกแนวทางการปลูกที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกยางพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มผลผลิต การปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ทางเลือก หรือการทำสวนยางยั่งยืนที่ผสมผสานกับกิจกรรมเกษตรอื่น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพและความยั่งยืนแก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาวต่อไป

 “กยท. ยังคงเดินหน้าโครงการโค่นและปลูกยางแทนในทุกปี พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการปลูกต้นยางรุ่นใหม่ และช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการสวนยางได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” ดร.เพิก กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนในปีงบประมาณ 2569 สามารถยื่นคำขอรับการปลูกแทน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ได้ที่ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสิทธิ์ในที่ดินสวนยาง หรือเป็นผู้ครอบครองที่ดินสวนยางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสวนยางอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือมีสภาพทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางได้ผลน้อย โดยสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เบอร์ 0-2433-2222 ต่อ 251 หรือ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน

015

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.29 น.

กรมฝนหลวงฯ ช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!! วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย และปฏิบัติการเชิงรุกช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำก่อนหมดฤดูฝนนี้

วันนี้ (11 ก.ย.) นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 10-11 กันยายน 2568 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย และในช่วงวันที่ 12 – 16 กันยายน 2568 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักมากบริเวณภาคตะวันออก จากสถานการณ์ดังกล่าวได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงวางแผนการทำงานอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบกับพื้นที่ที่อาจะเสี่ยงเกิดอุทกภัย และพื้นที่การเกษตรที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว

นายราเชน กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำสำหรับเพาะปลูกในช่วงห้วงสุดท้ายก่อนหมดฤดูฝนปีนี้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่การเกษตร เขื่อนและอ่างเก็บน้ำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดยโสธร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดชัยภูมิ ยังต้องการน้ำสำหรับข้าวและอ้อยในระยะแตกกอ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระยะเจริญเติบโต รวมถึงสถานการณ์น้ำของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังขอรับบริการฝนหลวง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 60% (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2568) ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง (19.81%) เขื่อนลำพระเพลิง (35.03%) เขื่อนมูลบน (39.35%) และเขื่อนลำนางรอง (23.67%) ส่วนพื้นที่ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนทับเสลา (10%) เขื่อนกระเสียว (26%) เขื่อนศรีนครินทร์ (50%) สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี (37.39%) ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว และพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ผลการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 9 กันยายน 2568 ปฏิบัติการไปจำนวน 175 วัน 2,185 เที่ยวบิน ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือ 63 จังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ตาก พะเยา กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร อุดรธานี ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ สงขลา โดยมีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวง คิดเป็น 96% ปฏิบัติการเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 29 แห่งและอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก จำนวน 190 แห่ง พื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 144 ล้านไร่ และมีปริมาณฝนสะสมจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 471.28 ล้านลูกบาศก์เมตร

015

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว มีนโยบายการลดต้นทุนการผลิตข้าวผ่าน โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าวชัยภูมิ ได้ดำเนินงานในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ ตำบลท่าคร้อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ยกระดับการทำนา พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

โดยโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก เช่น ค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนเงินช่วยเหลือต่อไร่ ผ่านการลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากลดต้นทุน ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและวิธีการปลูกข้าวที่ทันสมัย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ภาครัฐยังมีแผนขยายผลโครงการในระยะยาวเพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/gOOCVvawe0c

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กรมหม่อนไหมร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมทางวิชาการและข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งยกระดับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อมไหม และนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมทางวิชาการและข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ระหว่างกรมหม่อนไหม และ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อบูรณาการความร่วมมือ

โดยนายนวนิต กล่าวว่า กรมหม่อนไหมมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งการลงนามร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สามารถเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีอยู่กว่า 80,000 รายทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิตมากขึ้นผ่านเครือข่ายของทั้ง 2 หน่วยงานอีกด้วย

ทั้งนี้ปัจจุบัน กรมมันไหมมีเจ้าหน้าที่ทั้งกรมอยู่ประมาณ 360 อัตราที่เป็นข้าราชการซึ่งไม่สามารถทำงานอัตราที่เป็นข้าราชการซึ่งไม่สามารถทำงานในด้านการส่งเสริมครุมในทุกพื้นที่ จึงจำเป็น จึงจำเป็นที่จะต้อง อาศัยความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยกรมส่งเสริมมีเจ้าหน้าที่ที่มีทั้งเกษตรตำบล โดยกรมส่งเสริมมีเจ้าหน้าที่ที่มีทั้งเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอและที่สำคัญทั้งสองกรมเคยเป็นหน่วยงานเดียวกันมาก่อน และมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการส่งเสริมจึงต้องขอความร่วมมือในเรื่องการส่งเสริมและให้ความรู้ด้านหม่อนไหม ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อที่จะทำงาน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อที่จะทำงานบูรณาการร่วมกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

” กรมหม่อนไหมมีบุคลากรค่อนข้างน้อยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่ที่มีเจ้าหน้าที่ทั้งเกษตรตำบล กรมหม่อนไหมมีบุคลากรค่อนข้างน้อยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่ที่มีเจ้าหน้าที่ทั้งเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ จึงได้มีการลงนามความร่วมมือร่วมกัน เพื่อที่จะทำงาน เพื่อที่จะทำงานบูรณาการด้านการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร“นายนวนิต

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะยังช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีกว่า 8 ล้านครัวเรือนได้เข้าถึงองค์ความรู้และได้รับการส่งเสริมด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมซึ่งจะเป็นการสร้างความหลากหลายในการทำการเกษตร รวมถึงเป็นแนวทางการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตสูงอีกด้วย

-(016)

‘ARDA AGRINEXT THAILAND’ โชว์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาภาคการเกษตรไทย

‘ARDA AGRINEXT THAILAND’ โชว์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาภาคการเกษตรไทย

‘ARDA AGRINEXT THAILAND’ โชว์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาภาคการเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานวิจัยคือพลังสำคัญที่จะนำพาภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนและการแข่งขันในระดับโลก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทุน (PMU) เพื่อสนับสนุนและบริหารจัดการทุนวิจัยด้านการเกษตรและอาหารของประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคการเกษตร สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการพัฒนาภาคธุรกิจ แสดงให้เห็นว่างานวิจัยและนวัตกรรมสามารถเปลี่ยนเกษตรไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ไปสู่ระบบเกษตรที่มั่นคงยั่งยืน และแข่งขัน  ARDA จึงจัดงานประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัย “ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” ขึ้น ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2568  ภายใต้แนวคิด SMART-SUSTAINABLE -GLOBAL AGRICULTURE ณ Hall 5-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการจัดตั้งสำนักงานฯ เพื่อเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของ ARDA โดยร่วมกับงาน “TOYOTA FARM EXPO 2025” ซึ่งเป็นมหกรรมเกษตรในร่มที่ยิ่งใหญ่แห่งปี รวมทุกเทคโนโลยีล้ำสมัย เครื่องจักรอัจฉริยะ และนวัตกรรมเพื่ออนาคตเกษตรไทย   

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดความสำเร็จจากการทำงานของ ARDA ตลอด 22 ปีที่สร้างเครือข่ายนักวิจัยและผู้ประกอบการ มุ่งผลักดันผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับผลงานวิจัยจริงและนวัตกรรมจริงมากกว่า 40 ผลงาน ครอบคลุมทั้งการเพิ่มผลผลิตยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ โดยแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ ARDA Showcase-งานวิจัยคุณภาพที่ต่อยอดใช้จริง ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกร Agri Tech-เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต Agri Next-นวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต อาทิ ระบบเตือนภัย หุ่นยนต์การเกษตร และแพลตฟอร์มดิจิทัล และ Agri Colorful-ผลิตภัณฑ์เกษตรสร้างมูลค่า ที่นำเสนอความหลากหลายและสีสันใหม่ของตลาดไทย

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว ผอ.ARDA  ยังได้นำชมตัวอย่างผลงานวิจัยบางส่วน ที่นำมาจัดแสดงล่วงหน้า เพื่อสะท้อนถึงความก้าวหน้าที่จับต้องได้ อาทิ “โดรนขนส่งผัก-ผลไม้” ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรพื้นที่สูง โดยโดรนรับน้ำหนักผักผลไม้ได้กว่า 100 กก.  ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ผักใบสลัด63% และพืชผลทั่วไป 36% ลดการช้ำ เสียหายระหว่างขนส่ง ได้ถึง 10% และ คุ้มทุนเมื่อบิน > 2,173 เที่ยวบิน/ปี  ราคาบริการเฉลี่ย ต่ำกว่า 250 บาท/เที่ยวบิน ซึ่งนายอัศวิน โรมประเสริฐ จากบริษัท อีซี่ (2018) จำกัด ในฐานะนักวิจัยผู้ได้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA ได้ให้ข้อมูลว่า ได้ดำเนินโครงการ “การใช้เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการขนส่งผลิตผลเกษตรพื้นที่สูง” มุ่งหวังให้โดรนสามารถขนส่งผลผลิตมูลค่าสูงได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา ส่งถึงผู้บริโภคในสภาพที่สดใหม่ สร้างโอกาสการปลูกพืชพื้นที่สูงที่มีมูลค่า เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น โดยมีต้นทุนเริ่มต้นในการลงทุนโดรนเพื่อการเกษตรอยู่ที่ 200,000-450,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ซึ่งจะมีเที่ยวบินมากกว่า 2,173 เที่ยวบิน/ปี

และหากสามารถทำการบินขนส่งได้สูงกว่า 2,200 เที่ยวบิน/ปี จะมีต้นทุนขนส่งต่ำกว่าการขนส่งรูปแบบเดิมที่ใช้รถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยหากเป็นการขนส่งพืชผลจะมีต้นทุนค่าขนส่งลดลงไม่น้อยกว่า 36% และหากเป็นการขนส่งผักใบสลัด จะมีต้นทุนค่าขนส่งลดลงไม่น้อยกว่า 63% สามารถลดความสูญเสียของผลผลิตพื้นที่สูงได้ถึง 10% จึงเป็นโอกาสของเกษตรไทยที่จะหันมาเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีโดรน ช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มมูลค่าให้เกษตรพื้นที่สูงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างแนวทางเกษตรกรรมอัจฉริยะที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรม “ปุ๋ยเสื้อเกราะ” ที่ใช้เศษวัสดุชีวภาพเคลือบเม็ดปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มสารอาหารให้พืชได้มากขึ้นถึงร้อยละ 30 ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 และลดต้นทุนการผลิตลงได้กว่าร้อยละ 30-40 ซึ่ง ฝนธิป ศรีวรัญญู จากบริษัท ไอออนิค จำกัด ผู้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA เปิดเผยว่า นวัตกรรมปุ๋ยเสื้อเกราะ เป็นการต่อยอดทางวิทยาศาสตร์ โดยปุ๋ยเสื้อเกราะเป็นปุ๋ยเคมี ที่ถูกเคลือบด้วยสารอินทรีย์ชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากงา กากกาแฟ กากตะกอนนม และวัสดุชีวภาพจากระบบบำบัดสารชีวภาพเหล่านี้ นำหน้าที่เปรียบเสมือน “เสื้อเกราะ” ห่อหุ้มเม็ดปุ๋ย ควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้พืชได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน พร้อมทั้งป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารจากการชะล้างและระเหย จึงช่วยเพิ่มคุณค่าทางชีวภาพ ทั้งสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

ซึ่งจากการทดลองใช้จริง พบว่า ปุ๋ยเสื้อเกราะช่วยเพิ่มสารอาหารให้พืชได้มากถึง 30% ส่งผลให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 25% และที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ 30-40% เทคโนโลยีนี้จึงถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นที่เป็นต้นเหตุของปัญหาดินเสื่อมโทรมอีกด้วย

ดร.วิชาญ กล่าวอีกว่า ภายในงาน ARDA AGRINEXT THAILAND 2025 ยังมีเวทีเสวนาวิชาการ ที่จะมาเปิดมุมมองการทำเกษตรเชิงวิชาการพร้อมไอเดียธุรกิจใหม่ เน้นการประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเวทีให้ร่วมแลกเปลี่ยนและสอบถามปัญหาการทำเกษตรกับผู้เชี่ยวชาญแบบใกล้ชิด ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการประชาชนที่สนใจ รวมถึงเยาวชนที่อยากเห็นว่าเกษตรสมัยใหม่ทำได้จริง เช่น วันที่ 25 ก.ย. 2568 เวลา 14.15-15.00 น. พบกับการเสวนาหัวข้อ “Local to Global เส้นทางเกษตรจากบทเรียนสู่พื้นที่จริง” และวันที่ 26 ก.ย. 2568 เวลา 11.30 -12.30 น. พบกับการเสวนาหัวข้อ “Agri-Next : เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเกษตรไทยก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย” การจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักลงทุน ระหว่างภาคเกษตร นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อการทำข้อตกลงร่วมทุนหรือการซื้อขายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี คลินิกวิจัย ให้คำปรึกษาในการขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย และนิทรรศการจากภาคีเครือข่าย

“อยากเชิญชวนผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ประกอบการด้านการเกษตร รวมถึงอาจารย์ และนักวิชาการ ให้มาร่วมสัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ เพราะนี่คือเวทีที่เราจะได้เห็นว่า งานวิจัยไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่คือคำตอบจริงของการพัฒนาภาคการเกษตรไทย กว่า 40 ผลงานวิจัยคุณภาพที่นำมาจัดแสดง จะสะท้อนให้เห็นถึงพลังของนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย แล้วเราจะได้เห็นไปพร้อมกันว่า งานวิจัยและนวัตกรรม จะเป็นพลังที่พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” ผอ.ARDA กล่าวและว่า ผู้สนใจเชิญลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://app.register.farmexpo.co.th

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

10 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเอกรัฐ พลซื่อ
ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานใน ‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ  ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ณ องค์การบริหาร ส่วนตำบลปาฝา ต.ปาฝา อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.01 น.

จังหวัดนครปฐมจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ 2568 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนำข้าราชการและประชาชนร่วมปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวและปลาตะเพียนทองรวม 200,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณท่าน้ำวัดแหลมมะเกลือ สำนักงานประมงจังหวัดนครปฐมได้จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องใน “วันประมงแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี

ในงานมีหัวหน้าส่วนราชการ, นายนภเดช เกลียวศิริกุล นายอำเภอดอนตูม, นายสมรัก มีใจดี นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากน้ำใสฟาร์มและกัญญาฟาร์ม โดยเป็นการปล่อย พันธุ์ปลาตะเพียนขาว 100,000 ตัว และ พันธุ์ปลาตะเพียนทอง 100,000 ตัว รวมทั้งหมด 200,000 ตัว เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของทรัพยากรสัตว์น้ำ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ’คาจิกิ’อย่างเต็มที่

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ'คาจิกิ'อย่างเต็มที่

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ’คาจิกิ’อย่างเต็มที่

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ”คาจิกิ”อย่างเต็มที่ พื้นที่ 12 จังหวัด มอบหญ้าอาหารสัตว์ อพยพสัตว์ รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ พร้อมเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกหนักจากพายุ “คาจิกิ” ล่าสุดกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” ครอบคลุม 12 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และร้อยเอ็ด ครอบคลุมพื้นที่ 27 อำเภอ 74 ตำบล 358 หมู่บ้าน มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 11,828 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,237,598 ตัว แบ่งเป็น โค 47,845 ตัว กระบือ 12,905 ตัว สุกร 45,838 ตัว แพะ/แกะ 2,134 ตัว และสัตว์ปีก 1,128,876 ตัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย 310.25 ไร่ มีสัตว์ตาย/สูญหาย รวมจำนวน 2,034 ตัว แบ่งเป็น โค 24 ตัว กระบือ 16 ตัว สุกร 8 ตัว แพะ 5 ตัว และสัตว์ปีก 1,981 ตัว ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย น่าน ลำปาง และพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการแจกจ่ายเสบียงพืชอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 71,020 กิโลกรัม ระดมเจ้าหน้าที่อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,108 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ จำนวน 35,023 ชุด และแจกถุงยังชีพสัตว์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการรักษาสัตว์ป่วยและเฝ้าดูแลฟื้นฟูสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิดจนกว่าอาการจะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตนได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพสัตว์และอาชีพเกษตรกร พร้อมดำเนินการเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง รวมถึงกำชับให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ เพื่อรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด เพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม หากเกษตรกรท่านใดต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือขอรับความช่วยเหลือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร พิจารณาร่างกฎกระทรวงผู้ผลิต นำเข้า ส่งออกตามมาตรฐานบังคับ พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ความปลอดภัยด้านอาหาร รวมทั้งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสังคม พร้อมพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 5 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1. การผลิตพืชโดยปลอดการเผา 2. มันเทศ 3. หลักปฏิบัติสำหรับป้องกันและลดการปนเปื้อนสารหนูในข้าว 4. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 2 ว่าด้วยเรื่องอาหารแปรรูปจากพืช 5.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์ผลิตน้ำเชื้อปศุสัตว์

– 006

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่าร่องมรสุมได้พาดผ่านหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นแห่งๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก ด้านพายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

สำหรับปริมาณฝนตก 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณฝนสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ อ.บึงสามพัน วัดปริมาณฝนได้ 166 มิลลิเมตร (มม.), จังหวัดอุบลราชธานี ที่ อ.วารินชำราบ วัดปริมาณฝนได้ 138.5 มม.และจังหวัดระยอง ที่ อ.บ้านค่าย วัดปริมาณฝนได้ 131.5 มม.

จากฝนที่ตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีน้ำล้นตลิ่งบางแห่ง (เวลา 06.00 น.) ของลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน และพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 56,280 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 20,200 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 19,439 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 5,400 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve: URC) ซึ่งกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการติดตามและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด มีอยู่ 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร, เขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร, เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ, เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น,  เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี และ เขื่อนนฤบดินทรจินดา จังหวัดปราจีนบุรี

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท (เมื่อเวลา 06.00 น.) พบว่าที่สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,982 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขา ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมชลประทาน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ในอัตราไม่เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อน และระบายน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด

– 006