รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

วันที่ 6 กันยายน 2568 ที่อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดเลย ติดตามความคืบหน้าโครงการชลประทานในพื้นที่ รวมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือ พร้อมพบปะเกษตรกร รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงมอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร และเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดเลยมีแหล่งน้ำที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเลย แม่น้ำพอง และห้วยน้ำหมาน ช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมาก แต่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทาน จึงได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ อาทิ โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 59,100 ไร่ รวมถึงผลักดันโครงการก่อสร้างฝายยางบ้านท่ามะนาว โดยมีแผนก่อสร้าง 3 ปี (2568 – 2570) ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มศักยภาพการกักเก็บและส่งน้ำ เพื่อการเกษตรฤดูฝน 2,500 ไร่ และฤดูแล้ง 1,700 ไร่ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงจำนวน 827 ครัวเรือน

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย แม่น้ำเลย ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ มีอ่างเก็บน้ำ จำนวน 59 โครงการ ปริมาณเก็บกัก 85.42 ล้าน ลบ.ม. ฝายทดน้ำ จำนวน 65 โครงการ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จำนวน 27 โครงการ มีพื้นที่ชลประทาน 57,171 ไร่ และพื้นที่รับประโยชน์ 140,948 ไร่ ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานเร่งพิจารณาโครงการก่อสร้างฝายยางบ้านปากหมาก ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ได้รับประโยชน์ รวมถึงการปรับปรุงประตูระบายน้ำศรีสองรัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จากอิทธิพลของพายุหนองฟ้า ช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2568 ทำให้เกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดเลยประสบปัญหาน้ำท่วมและเกิดความเสียหายต่อการเกษตร กรมชลประทาน ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งการจัดส่งเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปสนับสนุนการระบายน้ำ และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันและแผนฟื้นฟู เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน”เขื่อนแม่กลอง”รับมือภัยแล้งปี 2569

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน”เขื่อนแม่กลอง”รับมือภัยแล้งปี 2569

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

5 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุม 50 ปี อาคารสำนักงานชลประทานที่ 13 นายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วย นายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง นายยงยุทธ จุลานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และนายสันติศักดิ์ ศรีวารินทร์ ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน สำนักงานชลประทานที่ 13 นำคณะสื่อมวลชน เข้ารับฟังการบรรยายการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลอง พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังแผนการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งของแต่ละโครงการ

เขื่อนแม่กลอง ถือเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำ โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร

นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และยังมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็มเพื่อควบคุมความเค็ม รวมถึงการป้องกันน้ำเสียและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก

กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภคบริโภค 492 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการบริหารจัดการ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.00 น.

5 กันยายน 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 60 ตัว ณ บ้านพลับพลา  ต.พลับพลา อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว มีนโยบายการลดต้นทุนการผลิตข้าวผ่าน โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าวชัยภูมิ ได้ดำเนินงานในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ ตำบลท่าคร้อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ยกระดับการทำนา พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

โดยโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก เช่น ค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนเงินช่วยเหลือต่อไร่ ผ่านการลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากลดต้นทุน ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและวิธีการปลูกข้าวที่ทันสมัย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ภาครัฐยังมีแผนขยายผลโครงการในระยะยาวเพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.51 น.

กรมชลประทาน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระยะนี้ยังคงมีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,900 – 2,300 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาอีกประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประมาณ 2,000 – 2,400 ลบ.ม./วินาที

ดังนั้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำดังกล่าว กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา แบบขั้นบันไดในอัตราประมาณ 1,500 – 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยได้รับความเห็นชอบจาก คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30 – 110 เซนติเมตร

มีพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ คลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.ลาดชิด และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา และชุมชนที่ติดกับแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จะเร่งแจ้งให้ต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่ wmsc.rid.go.th และ bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

-(016)

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.33 น.

กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569
 
วันนี้ (4 กันยายน 2568) สำนักงานชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน นำโดยนายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง นายสัญญา สุริวรรณ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และนายยงยุทธ จุลานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังการบริหารจัดการระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
 
เขื่อนแม่กลองถือเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำ โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ความจุอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และยังมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็มเพื่อควบคุมความเค็ม รวมถึงการป้องกันน้ำเสียและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก 
 


นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้านลูกบาศก์เมตร การอุปโภคบริโภค 492 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการบริหารจัดการ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ระดมชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดงจากสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง” เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

โดยล่าสุด กรมปศุสัตว์มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ พร้อมชุดเฉพาะกิจของกรมฯ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ บูรณาการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง ณ อาคารตลาดเนื้อสัตว์ ตลาดไท ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากการตรวจสอบ ไม่พบเนื้อสัตว์ที่มีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง โดยกรมฯ จะขยายผลการตรวจสอบในพื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนึ้นายสัตวแพทย์ยุทธนา บอกว่า สารเร่งเนื้อแดงที่พบว่ามีการลักลอบใช้อย่างผิดกฎหมาย ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) แรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมัน ทำให้เนื้อมีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง เป็นที่ต้องการของตลาด แต่หากสารเหล่านี้ตกค้างในผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคได้รับเข้าสู่ร่างกาย จะก่อให้เกิดอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างหญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคหัวใจ

การใช้สารเร่งเนื้อแดงมีความผิดตาม ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2559 กำหนดให้สารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุต้องห้าม หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 71 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและยังผิดตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ หากตรวจพบถือว่า อาหารนั้นผิดมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (3) มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือจากผู้จำหน่ายและผู้บริโภคร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบเบาะแสการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ : สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888 หรือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-(016)

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.39 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการประมงอาสาพาปลาคืนถิ่น ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตร และนายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ณ ที่ว่าการอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว 'ปรับยุทธศาสตร์' สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.59 น.

กรมการข้าว”ปรับยุทธศาสตร์” สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหาร “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของเกษตรกรไทย ข้าวไม่เพียงแต่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ยังเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน หากสามารถต่อยอดด้วยมาตรฐานการผลิตที่ลดคาร์บอน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดโลก

กรมการข้าว เร่งผลักดัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แปลงต้นแบบ “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สำหรับผลิตข้าวแบบรักษ์โลก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวตั้งแต่การปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/V29Xzb_wJE0

– 006

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

'กรมการข้าว'ผลักดัน'นาเปียก-สลับแห้ง' หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.56 น.

กรมการข้าวผลักดัน“นาเปียก-สลับแห้ง” หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

กรมการข้าว ผลักดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในการทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในนา ควบคุมระดับน้ำให้มีช่วงน้ำขังและช่วงที่ดินแห้งสลับกัน เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากข้าวและลดการปล่อยก๊าซมีเทน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ขอให้พี่-น้องเกษตรกรชาวนาไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน มาเรียนรู้กับแปลงต้นแบบ กับ นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/wMP5NIvkQnc

– 006