‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

'กรมการข้าว' ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กรมการข้าว เดินหน้าผลักดันเกษตรกรไทยให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน

พี่-น้องเกษตรกร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อนได้ โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นางอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เชิญรับชมองค์ความรู้ เพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/lLYStOYqEi8?si=5L49rYL29aW2ni-V

-(016)

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.08 น.

ข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ จัดทำโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร

ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการผลิตข้าวคุณภาพให้แก่เกษตรกรในชุมชน พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการทำนา ผลที่ได้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

– 006

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.04 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ ดำเนินโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคและความยั่งยืนทางการเกษตรเป็นหลักสำคัญ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนา พร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรรายอื่น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/PwGGaSGBsSM

– 006

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

'กรมการข้าว'ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

“กรมการข้าว”ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง หวังลดภาวะโลกร้อน เพิ่มผลิต เพิ่มรายได้ให้ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายคริสเตียน ดูกัล รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง กรมการข้าว และบริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด โดยมี นายสมหมาย เลิศนา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว นางสาวอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด และนางสาวณชญาภา วุฒิภัทรโสภณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับย่อยสลายเศษข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าว และเศษพืชอื่นๆ ในระยะเวลาสั้น เพื่อลดการเผา ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาข้าววัชพืชอันเป็นปัญหาหลักของการทำนา และช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย ช่วยแก้ปัญหาของชาวนาไทย อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา ทดสอบใช้ในพื้นที่นาข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวนาต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การย่อยเศษซากข้าววัชพืช จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาหลักของชาวนาไทยที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากวัชพืชข้าวที่ขึ้นแทนข้าวดีจะทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตที่ลดลง ทำให้ชาวนามีรายได้ที่ไม่เพียงพอ ชาวนาในปัจจุบันทะยอยเลิกทำนาข้าว ส่งผลให้ปริมาณนาข้าวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในขณะที่การย่อยฟางและเศษวัสดุทางการเกษตรในนาข้าว จะช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นความท้าทายสำคัญระดับชาติที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อการเตรียมพื้นที่ปลูก เช่น ตอซังและฟางข้าว เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การเผาทำลายเศษวัสดุทางการเกษตรไม่เพียงแต่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ยังสร้างผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้ดินขาดแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช ทำให้ชาวนาต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและก่อปัญหาต่อชั้นบรรยากาศ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการประชุมวิชาการการปรับตัวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย Climate Smart Agriculture ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเวทีเสวนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ พร้อมด้วย Dr.Nana Kuenkel ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการด้านการเกษตรและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) คุณขจีพรรณ บุญศิริ ผู้จัดการการจัดการสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน บริษัท Mars Petcare (ผู้แทนภาคเอกชน) และคุณกิตติ มั่นกตัญญู เจ้าของสวนทุเรียนลุงสมพงษ์ (ผู้แทนเกษตรกร) โดยมี ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้อำนวยการโครงการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) เป็นผู้ดำเนินรายการ

– 006

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการปลูกทุเรียนแบบปลอดภัย ณ สวนสมชาย สวนเกษตรปลอดสารพิษ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยนายสมชาย จันทะสระ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านป่ากล้วย เกษตรกรต้นแบบด้านการปลูกทุเรียนต้นแบบตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) และเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 

สวนสมชายทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุเรียนร่วมกับยางพารา กาแฟ หญ้าอาหารสัตว์ ผักยกแคร่ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์และแปลงวนเกษตร โดยมีนายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 นายวีระพจน์ เรืองมี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมลงพื้นที่และรายงานข้อมูลเพิ่มเติม

ในแปลงมีการจัดการแบบเกษตรยั่งยืน โดยปลูกทุเรียนร่วมกับพืชอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา กาแฟ และทองหลางน้ำ สร้างระบบรากลอย หรือ  Reborn roots นำเศษใบทุเรียนและใบไม้ในสวนมาคลุมใต้ทรงพุ่ม เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคไฟทอปธอรา (Phytophthora) และฟิวซาเรียม (Fusarium) พร้อมทั้งมีการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการใช้ พด.3 และ พด.14 สำหรับแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

จากการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ทำให้คุณภาพดินในแปลงมีความร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืชลดลง เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสม ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ พด. ให้แก่สมาชิกเครือข่ายนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ส่งผลให้ผลผลิตในแปลงดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพดี ปลอดภัย ปลอดสารพิษ สามารถจำหน่ายในตลาดอินทรีย์ ตลาดเกษตรของโรงพยาบาล และตลาดเกษตร ม.อ. สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

'หนองฟ้า'ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

“หนองฟ้า”ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ พร้อมช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (1 ก.ย.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ รวมกันทั้งสิ้น 53,401 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 23,105 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,651 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 6,220 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในระยะนี้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันหนองฟ้า ที่ส่งผลกระทบบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน  รวมไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสะสม 8,147 ล้าน ลบ.ม. (86% ของความจุอ่างฯ) กรมชลประทาน ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมมีมติให้เขื่อนสิริกิติ์คงการระบายน้ำในเกณฑ์ 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 68  เพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น  จึงได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดการระบายน้ำลงเหลือในอัตรา 33 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อลดภาระด้านท้ายน้ำ ทั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาปรับการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสัก ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุดิเปรสชันหนองฟ้า ส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมเขตชุมชน ในเทศบาลเมืองหล่มสัก กรมชลประทาน ได้ลดการระบายน้ำจากทางตอนบน พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเข้าสูบระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่เมื่อระบายน้ำกลับเข้าสู่ตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง คาดว่าหากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มในพื้นที่ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ในขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนไหลลงมาสมทบ ประกอบกับมีฝนตกกระจายตัวในพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,628 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทาน ได้ทำการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ตามศักยภาพของลำคลอง พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตรา 1,350 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 13.00 น.ของวันนี้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ (1 – 7 ก.ย.68) ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล อิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังคงพัดปกคลุม ยังต้องเฝ้าระวังน้ำหลากจากฝนที่ยังตกสะสมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์) จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที  ตลอดจนร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีฝนหลวงฯ”สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย พร้อมปรับแผนตั้งหน่วยปฏิบัติการฯเดือนกันยายน เพิ่มอากาศยาน ช่วยเหลือพื้นที่ให้ตรงความต้องการก่อนหมดฤดูฝน

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม 2568) ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับทราบถึงเรื่องความต้องการน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตร พบว่า บริเวณพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น วางแผนปฏิบัติการให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย และได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังพื้นที่รอยต่อ พื้นที่คาบเกี่ยวที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรของประชาชน และในเช้าวันนี้ หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น ได้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในเวลา 09.45 น. ใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ – อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม – อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และในเวลา 10.15 น. ใช้เครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และบริเวณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่การเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภูมิภาคอื่นๆ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน โดยในช่วงนี้บริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติการฯ ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำตะคองและหากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขให้เร่งเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนลำตะคอง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 17.13% (ข้อมูล ณ 29 ส.ค. 68)  สำหรับภาคใต้ตอนบนให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขัน์ และเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณภาคใต้ ยังคงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน กรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการน้ำ โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดลพบุรี วันที่ 1-15 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ AU-23 จำนวน 2 ลำ และ BT-67 จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 1-10 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ และหน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 2 ลำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้วและพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา 'หญ้าแฝก' สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” สนองพระราชดำริ พร้อมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ประโยชน์หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ พร้อมด้วย ดร.พิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน นางสาวกมลาภา วัฒนประพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการจัดการดิน กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน และข้าราชการในสังกัดฯ ร่วมพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ “โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวทางป้องกันกรณีเกิดภัยพิบัติดินถล่ม ประจำปี 2568” โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2568 โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธาน นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการ กปร. กล่าวรายงาน คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายหญ้าแฝก และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

การสัมมนาฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการและแนวทางพระราชดำริ ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปลูกหญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันปัญหาภัยพิบัติดินถล่ม จากภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการนี้เพื่อสนับสนุนการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 8 (The Eighth International Conference on Vetiver: ICV-8) ที่จะจัดขึ้น ณ สาธารณรัฐอินเดีย ในช่วงเดือนเมษายน 2570

กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านหญ้าแฝกและดินถล่ม การบรรยายพิเศษโดยนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ โอกาสนี้ ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ได้ร่วมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทหญ้าแฝกต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ” ป้องกันภัยดินถล่ม สร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ ซึ่งหญ้าแฝกมีรากที่หยั่งลึกและแผ่กระจายช่วยยึดเกาะดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน สร้างขั้นบันไดตามแนวระดับ ลดความเร็วของน้ำไหลบ่า กรองตะกอน และรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดี รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “หญ้าแฝกกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต” โดยจัดแสดงโมเดลรากหญ้าแฝก และพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ที่ดำเนินการปลูกภายในศูนย์ฯ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ การควบคุมร่องน้ำ กระจายน้ำอย่างทั่วถึง เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านภัยพิบัติดินถล่ม ควบคู่กับการดำเนินงานโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

29 สิงหาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ณ ค่ายลูกเสือนีโอ บ้านเหล่าน้อย ตำบลวังสามัคคี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)