ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

วันนี้ (29 ส.ค 68) นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 พร้อมด้วยผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) มุ่งบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถสนับสนุนทุกกิจกรรมได้เพียงพอตลอดทั้งปี

นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (29 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,339 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน

จนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้

1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้าน ลบ.ม.

2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.53 ล้าน ลบ.ม.

3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.74 ล้าน ลบ.ม.

4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 9.11 ล้าน ลบ.ม.

5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.16 ล้าน ลบ.ม.

6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.69 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ตามมาตรการรับมือฤดูฝนที่วางไว้ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ให้อ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในเดือนตุลาคมนึ้ จะมีปริมาณน้ำเก็บกักตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศควบคุมความเค็ม การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

– 006

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ'ไทย–มาเลเซีย' เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

2 กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ผนึกกำลังเดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก เสริมความร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

29 สิงหาคม 2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ณ ห้องประชุม Napalai B โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานฝ่ายไทย และ Ir. Haji Mohd. Azmin bin Hussin รองอธิบดีกรมชลประทานและการระบายน้ำ ประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานฝ่ายมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานการประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Technical Working Group: JTWG) ครั้งที่ 41 โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ผู้แทนจากทั้งสองประเทศ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

การประชุมครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่

• การรายงานผลการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลปากแม่น้ำโก-ลก
• การสอบเทียบร่วมกันของสถานีสำรวจอุทกวิทยาแม่น้ำโก-ลก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันใช้ Rating Curve ของฝ่ายไทยในการพยากรณ์อุทกภัย
• การพัฒนาระบบติดตามข้อมูลในลุ่มน้ำโก-ลก และการจัดทำเว็บไซต์ร่วม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเรื่องการขุดลอกปากแม่น้ำโก-ลก ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการทับถมของตะกอนเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลานาน โดยฝ่ายมาเลเซียได้นำเสนอข้อมูลทางเทคนิคประกอบด้วย รายงานการสำรวจภูมิประเทศใต้น้ำ วิธีการขุดลอก และมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้นำเสนอแผนก่อสร้างคันกันคลื่นและเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่งและระบบนิเวศของแม่น้ำโก-ลก

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามรับรองรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานีสูบน้ำบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน.

012

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

28 สิงหาคม 2568 เวลา 11.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร พร้อมด้วยนายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนบน)  นางสาวหนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วง ในบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ  สหกรณ์การเกษตร อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สาขานกเหาะ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และในการติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในครั้งนี้  มีการวางแผนเพื่อขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง และเนื่องจากสภาพที่เหมาะสม มีสภาพเมฆที่สามารถปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่องได้ จึงทำให้เริ่มมีฝนตกบริเวณอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

หนึ่งในเงื่อนไขเจรจาของไทย กรณีสหรัฐใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) คือเพิ่มปริมาณสินค้านำเข้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยผลการเจรจาในเบื้องต้น ไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3 ล้านตัน กากถั่วเหลือง 3 ล้านตัน และกากข้าวโพดอีก 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ชาวไร่ข้าวโพดเกิดความกังวลว่าอาจทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำและการผลิตจะลดลง ที่สำคัญ คือ ข้าวโพดจากสหรัฐฯเกือบทั้งหมดเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และรวมถึงถั่วเหลือง ที่ยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในความเป็นจริง การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งมีความต้องการสูง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลประมาณการ ปริมาณความต้องการอาหารสัตว์ในปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 21.8 ล้านตันมีความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 9.2 ล้านตัน แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.59 ล้านตัน หรือผลิตได้เพียงร้อยละ 49.89 (ปี 2567/2568) และมีความต้องการใช้กากถั่วเหลืองอยู่ที่ 4.6 – 4.7 ล้านตัน แต่กากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศมีเพียง 0.010 – 0.012 ล้านตัน หรือไทยผลิตได้เพียงร้อยละ 2.17 ดังนั้น การนำเข้าข้าวโพด และกากถั่วเหลือง เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจัดเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีการนำเข้ามาเป็นเวลานานแล้ว และจากข้อมูลในปี พ.ศ. 2567 มีการนำเข้าข้าวโพด จำนวน 2.01 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือเมียนมา ลาว และกัมพูชา มีส่วนน้อยนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่กากถั่วเหลือง จำนวน 2.83 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก บราซิล สหรัฐอเมริกา และ อาร์เจนตินา ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้า เกือบทั้งหมดจะเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม และปลูกอยู่ในแหล่งปลูกเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมมากที่สุดที่ 630.62 ล้านไร่ รองลงมาคือข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งมีพื้นที่ 433.12 ล้านไร่

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์เป็นสมาคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ความปลอดภัยทางชีวภาพ และรวมถึงการกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) อาการแพ้ : ไม่มีอาหารใดที่ปลอดภัย 100% ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไป อาหารดัดแปลงพันธุกรรม หรืออาหารออร์แกนิก และการแพ้อาหารส่วนใหญ่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบในอาหารเพียง 9 ชนิด ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง หอย งา และปลา กรณีถั่วเหลืองที่พบว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และมีจำหน่ายในรูปแบบของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม หากแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม และหากไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม

2) ความเป็นพิษ : จากข้อมูลของขององค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา สรุปแล้วว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีพิษต่อมนุษย์  แม้แต่สารบีทีในข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมบางสายพันธุ์ ก็จะมีฤทธิ์เพียงต้านทานแมลงศัตรูพืชเท่านั้น

3) การดื้อยาปฏิชีวนะ : พืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดื้อยาของมนุษย์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่ายีนจากพืชเหล่านี้ไม่ได้ถ่ายทอดสู่มนุษย์หรือสัตว์โดยตรงจนทำให้เกิดการดื้อยา และมีโอกาสต่ำมากที่แบคทีเรียในลำไส้จะได้รับยีนเหล่านี้ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุชัดเจนว่า ดีเอ็นเอจากอาหารทั้งอาหารปกติและอาหารดัดแปลงพันธุกรรม ส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายในระบบย่อยอาหาร

4) การเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางโภชนาการ : ก่อนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบปริมาณสารอาหารโดยใช้หลัก “คุณค่าทางโภชนาการที่เปรียบเทียบได้” ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

อีกประการสำคัญคือ ก่อนที่อาหารดัดแปลงพันธุกรรมจะถูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งผลการตรวจสอบจำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้นแสดงให้เห็นว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ไม่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือมีความเป็นพิษ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ไม่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม รวมทั้งไม่มีการดื้อยาปฏิชีวนะและไม่มีผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นต่อปริมาณสารอาหาร กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ไม่พบสิ่งใดบ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ”

เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มีความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของมนุษย์ องค์กรทางวิทยาศาสตร์อิสระกว่า 275 แห่งทั่วโลก และผู้ได้รับรางวัลโนเบลกว่า 110 คน จึงได้สรุปเป็นฉันทามติว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีความปลอดภัยในการรับประทานเช่นเดียวกับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

#สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

ยะลาฮับทุเรียน! ดาโต๊ะมาเลเซียบุกเจาะลึกเคล็ดลับ ‘ทุเรียนเบตง’ คุณภาพระดับพรีเมียม-จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดาโต๊ะ ฮัจญ์ มูฮัมหมัด บิน อับดุลเลาะห์ จากรัฐเนกรีเซมบิลัน ประเทศมาเลเซีย พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนทุเรียนของนายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ เกษตรกรแปลงใหญ่ในตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับชมการสาธิตการเก็บเกี่ยวทุเรียน ซึ่งเบตงถือเป็นแหล่งปลูกผลไม้คุณภาพแห่งใหม่ของไทย

นายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ หรือที่รู้จักในนาม ‘เฮียเต๋อ’ เจ้าของสวนทุเรียนเบตง เผยว่าความสำเร็จในการปลูกทุเรียนคุณภาพของที่สวน เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของอำเภอเบตง ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีอากาศหนาวเย็น มีสายหมอก และพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,900 ฟุต ซึ่งทำให้ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด หรือเงาะ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยในฤดูกาลที่ผ่านมา ทุเรียนที่ส่งออกกว่า 18 ตัน พบหนอนเพียง 7-8 ลูกเท่านั้น

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและลูกค้า ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์ดังอย่างมูซานคิง สามารถขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600 บาท และยังคงหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเขาต้องการให้เกษตรกรรายอื่นๆ หันมาผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างแบรนด์ ‘ทุเรียนเบตง’ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา ระบุว่าในปี 2567 จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 105,401 ไร่ เพิ่มขึ้น 9.53% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในอำเภอเบตงที่เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนแทนยางพาราและผลไม้ชนิดอื่น เนื่องจากราคาดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตทุเรียนจะออกสู่ตลาดไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ///-026

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

กรมชลประทานเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำ เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและเร่งระบายน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดในหลายพื้นที่ อาทิ

– โครงการชลประทานน่าน บริเวณ ท่าสูบใต้สะพานภาคเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

– โครงการชลประทานแพร่ บริเวณ ประตูน้ำข้างวัดสวรรคนิเวศ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ , บริเวณ อ่างเก็บน้ำแม่ถาง ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

– สำนักงานชลประทานที่ 3 บริเวณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก , บริเวณ หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และบริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

– สำนักงานชลประทานที่ 6 บริเวณ จุดติดตั้ง คลองระบายน้ำบึงทุ่งสร้าง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บริเวณ หจก ตงจิตพืชผล จำกัด และบริเวณ หน้าที่ทำการไปรษณีย์ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ

– สำนักงานชลประทานที่ 9 บริเวณ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

– สำนักงานชลประทานที่ 10 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล บริเวณ หมู่ 8 ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

– 006

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ สองทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายไพโรจน์ เตชะเจริญสุขจีระ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายสุรชัย หลักทองคำ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี นายสุนัย กุณฑลจินดา ผู้อำนวยการส่วนกิจกรรมพิเศษ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการศึกษาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง นอกจากนี้ ยังพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากใช้น้ำจากห้วยสะตือและใช้เครื่องสูบน้ำที่มีค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสูง ระบบท่อซีเมนต์ใยหินที่ใช้งานมานานเกิดชำรุดทำให้น้ำไหลได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของครูและนักเรียน กรมชลประทานจึงได้ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำใหม่เป็นท่อพีวีซี ระยะทางรวม 6.68 กิโลเมตร ก่อสร้างถังเก็บน้ำขนาด 780 และ 480 ลูกบาศก์เมตร ซ่อมแซมตอม่อระบบท่อส่งน้ำ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำที่ฝายหุบเสือโฮกด้วยการยกความสูงสันฝายเป็น 3 เมตร ความยาว 18 เมตร ทำให้โรงเรียนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ลดภาระค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียน ครู และชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง รวมทั้งพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นมะพร้าวพันธุ์น้ำหอม และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

ทั้งนี้ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ประสบปัญหาสระเก็บน้ำภายในโรงเรียนทรุดโทรมและรั่วซึม ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน กรมชลประทานจึงได้จัดทำแผนการปรับปรุงสระเก็บน้ำ เพื่อให้โรงเรียนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อไป

– 006

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

27 สิงหาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ดินนำ น้ำตาม นวัตกรรมก้าวล้ำ นำสู่เกษตรไทยยั่งยืน” โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานภาคี นักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน  ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการที่ดิน ที่ผ่านมามีการนำผลงานวิชาการและองค์ความรู้จากผลงานวิจัยกรมพัฒนาที่ดินที่สำคัญไปใช้ประโยชน์ในเชิงประจักษ์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงฯ และช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยหลักการ “ดินนำ น้ำตาม” ด้วยการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน พัฒนาที่ดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้เกษตรกรสามารถจัดการดินได้เหมาะสมกับพืช รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา โดยมีเครือข่ายหมอดินอาสาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและจัดการที่ดิน รองรับเกษตรสมัยใหม่ และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพเกษตร

และหลักการ “นวัตกรรมก้าวล้ำ” ที่สร้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ในพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการดิน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติภาคการเกษตร เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ปัญหาหมอกควัน หรือฝุ่น PM 2.5 ต่อยอดนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตั้งรับ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ โดยนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรดิน รวมถึงหลักการ “นำสู่เกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ที่ส่งเสริมและขยายผลงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงบูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่ก่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการขับเคลื่อนภารกิจ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 นโยบายที่สำคัญ พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งให้เกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้มีการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่นในสาขาต่าง ๆ และเป็นเวทีพบปะของนักวิชาการกรมฯ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัย ให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาเครือข่ายงานวิจัยร่วมกัน ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ การบรรยายพิเศษและการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อที่เป็นประเด็นสำคัญทางด้านการพัฒนาที่ดินและทางด้านการเกษตร รวมทั้งการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่น ภาคบรรยาย และภาคนิทรรศการ โดยแบ่งตามสาขาวิชาการ 7 สาขา ได้แก่ สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน สาขาการจัดการดินปัญหา สาขาปรับปรุงบำรุงดิน สาขาจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดิน/ที่ดินและการประยุกต์ใช้ สาขาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สาขานโยบายเศรษฐสังคมและการบริหารจัดการภาครัฐซึ่งผลงานวิจัยสาขาต่าง ๆ จะนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ของเกษตรกร ถ่ายทอดเป็นความรู้แก่เกษตรกรโดยนักวิชาการของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด และหมอดินอาสา นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการสร้างสัมพันธภาพและเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดินเป็นส่วนสำคัญในการลดต้นทุนและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถแบ่งปันได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดินที่น่าสนใจ สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่งานวันดินโลก ปี 2568 “Healthy soils for healthy cities ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.55 น.

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ 

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร – โลตัส” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับกรมปศุสัตว์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายที่เป็นธรรม ควบคู่การพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการยกระดับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ((Traceability System) และการรับรองมาตรฐานคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า “จากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร จึงร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายเนื้อโคพร้อมยกระดับมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย”

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัย  และการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่มั่นคง  ตามแนวทางแพลตฟอร์มแห่งโอกาส  ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  ผ่านการนำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ i-Trace มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพ”

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ และสนับสนุนเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการตลาด การพัฒนากระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ในงานนี้ ได้มีการแนะนำระบบ “iTrace” (ไอ-เทรซ) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค โดยเพียงสแกน QR Code บนสินค้า ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงตัดแต่ง โรงคัดบรรจุ จนถึงข้อมูลโภชนาการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อาหารไทย ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ แต่ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน 

ความร่วมมือนี้ ตอกย้ำบทบาทของซีพี แอ็กซ์ตร้า ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานอาหาร การสนับสนุนเกษตรกรไทย และการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อความโปร่งใสและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหารไทย

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ'คาจิกิ'

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับพายุ “คาจิกิ” ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงลุ่มน้ำยม – น่าน ทำให้มีน้ำเอ่อในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการระบายน้ำทำได้ช้ากว่าปกติ

นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

นายชวลิต สุราราช ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้มีฝนตกหนักกระจายทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะบริเวณท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำไหลเข้าเสริม (side flow) จากน้ำปาด และการผันน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดผลกระทบต่อประชาชน กรมชลประทานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และได้กำหนดแผนการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 26–31 สิงหาคม 2568 โดยปรับลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร (หรือประมาณ 347 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบมติคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ลุ่มน้ำยม–น่าน ที่กำหนดเพดานการระบายไม่เกิน 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

ทั้งนี้ จะมีการเฝ้าระวังและควบคุมระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ N7B อำเภอเมืองพิจิตร อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิน 997 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร พร้อมสามารถปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำได้ตามสถานการณ์ในพื้นที่

สรุปการดำเนินงานในพื้นที่

จังหวัดอุตรดิตถ์

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน และควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนทดน้ำผาจุกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมตลิ่งและชุมชน

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนทดน้ำผาจุกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มสูงจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” โดยได้บริหารการระบายน้ำให้สอดคล้องกับเขื่อนสิริกิติ์ และรักษาระดับน้ำเหนือ–ท้ายเขื่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำน่าน พร้อมจัดเวรติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงฤดูฝน

จังหวัดพิจิตร

– ส่วนเครื่องจักรกลดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง บริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ 7 บ้านท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง จนระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มสูงและระบายได้ช้ากว่าปกติ

จังหวัดพิษณุโลก

– โครงการฯ นเรศวร ติดตามการส่งน้ำคลอง PL.0-32.R ต.ท้อแท้ อ.พรหมพิราม เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม

– โครงการฯ พลายชุมพล เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำบริเวณคลองระบายน้ำ DR.15.8 ต.งิ้วงาม อ.เมืองพิษณุโลก

– ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 สำรวจและเตรียมติดตั้ง เครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟล ขนาด 48 นิ้ว จำนวน 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ อ.บางระกำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่า รองรับมวลน้ำจากพายุ “คาจิกิ” ซึ่งกำลังทำให้น้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น

จังหวัดนครสวรรค์

– โครงการชลประทานนครสวรรค์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ณ อำเภอชุมแสง โดยเฉพาะบริเวณสถานีวัดน้ำ N.67 และจุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสองสาย ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกสะสมและการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ แม้ยังต่ำกว่าตลิ่ง แต่ได้วางแผนเฝ้าระวังร่วมกับอำเภอและท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เพาะปลูกและบ้านเรือนประชาชน

– ร่วมประชุมหารือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ” ที่จะพัดผ่านช่วง 24–27 สิงหาคมนี้ โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8–12 นิ้ว จำนวน 22 เครื่อง ณ โครงการชลประทานนครสวรรค์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานชลประทานที่ 3 ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเน้นดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

หากประชาชนต้องการแจ้งเหตุหรือติดต่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ สามารถติดต่อผ่านผู้นำชุมชนในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006