ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

“อรรถกร” เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการอาจสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม เชื่อ ใช้สายสัมพันธ์ไทย–จีน ปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรได้

วันนี้ (21 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย ว่า ตนได้รับแจ้งจากทางทูตเกษตรทั้ง 2 ท่านที่ประจำอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว และยังไม่มีหนังสือชี้แจงใด ๆ มาจากทางการจีน ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่เราจะเร่งเจรจาขอผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้มีระยะเวลาในการปรับตัว โดยวานนี้ (20 ส.ค.2568) ตนได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบหากมีมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

“ผมต้องทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร ขณะนี้ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยกับประเทศจีนที่เรามีการค้าการขายดั่งพี่ดั่งน้องมาตลอด จะสามารถพูดคุยทางการค้าเพื่อหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้” นายอรรถกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในสมัยที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ช่วงนั้นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็เผชิญกับการสุ่มตรวจสาร BY2 ในทุเรียนไทยที่ส่งไปขายที่จีนจะต้องผ่านเกณฑ์ตามที่จีนกำหนดมา ในขณะนั้นกระทรวงเกษตรฯ มีการเตรียมความพร้อมและรับมือจนสามารถผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ ซึ่งการสุ่มตรวจสารในลำไยครั้งนี้ก็เช่นกัน ตนเชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ มีประสบการณ์ในการรับมือ และจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยมากที่สุด

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์ลำไยในภาคตะวันออก ที่จะมีผลผลิตออกมาอีกกว่า 30,000 ตัน ภายใน 2-3 เดือนนี้ ว่าตนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทราบถึงปัญหานี้ดีและก็คงจะไม่ปล่อยให้พี่น้องชาวสวนลำไยต้องเดินเดียวดาย และถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินงบประมาณ ตนเชื่อว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ จะนำงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้ เพื่อที่จะดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนลำไยต่อไป

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง'กุ้งก้ามกรามไทย' สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

กรมประมง โชว์ความเป็นหนึ่ง “กุ้งก้ามกรามไทย” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า 8.7 พันล้าน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง  นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมการผลิต กุ้งก้ามกรามคุณภาพมาตรฐานสากล ครบทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมเปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกราม” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างอาชีพให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกุ้งก้ามกราม มีบทบาทในครัวไทยและครัวโลก สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูต้มยำกุ้ง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งกรมประมง มีนโยบายในการพัฒนากุ้งก้ามกรามไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อยกระดับให้เป็นวัตถุดิบอาหารระดับโลก โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับเกษตรกร ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง เพื่อให้กุ้งก้ามกรามมีสุขภาพที่ดีและเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม การเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับกุ้งก้ามกราม ที่สำคัญคือ การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาด รูปร่าง  และทนทานต่อโรคต่างๆ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม “มาโคร 1” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น กุ้งตัวโตเร็ว แข็งแรง และปลอดโรค ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน จากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพันธุ์ มาโคร 1 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดขยายผลในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตลูกพันธุ์ การอนุบาล การเพาะเลี้ยงอย่างครบวงจร ภายใต้มาตรฐานสากล เป็นการขยายโอกาสทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน เป็นต้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพและราคาดี ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศด้วย

สำหรับประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์ และเชียงราย เป็นต้น ปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จำนวน 12,763 แห่ง (ข้อมูล ปี 2567) ทีพื้นที่เลี้ยง 125,476 ไร่ ปริมาณผลผลิต 42,643 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,701.8 ล้านบาท ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่มีผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาราคากุ้งก้ามกรามที่เกษตรกรได้รับทุกขนาดราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น การค้าระหว่างประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยปริมาณการส่งออกกุ้งก้ามกรามและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังต่างประเทศ ในห้วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2568 มีปริมาณ 4,206 ตัน มูลค่า 535 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 425 ตัน และมูลค่าเพิ่มขึ้น 124 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามที่มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น คือ กุ้งก้ามกรามสำหรับทำพันธุ์ รองลงมาคือกุ้งก้ามกรามสดหรือแช่เย็น และกุ้งก้ามกรามแช่เย็นจนแข็ง ส่วนตลาดส่งออกที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เมียนมา จีน สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม พบว่าแนวโน้มการผลิตกุ้งก้ามกรามมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับราคาที่เกษตรกรขายได้ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง โดยเลี้ยงรวมกับกุ้งขาวมากขึ้น บางส่วนชะลอการเลี้ยงและลดอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคากุ้งก้ามกรามปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น กรมประมงจึงเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งสนับสนุนและพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาประยุกต์ใช้ในฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าพลังงาน  โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar cell) ทดแทน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต ส่งเสริมในการสร้างฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP รวมทั้งการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD) เพิ่มช่องทางการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และล่าสุดกรมประมงได้เดินหน้าจัดสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมกุ้งก้ามกรามนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้งก้ามกรามคุณภาพดี สำหรับกระจายพันธุ์จำนวนกว่า 10 ล้านตัว/ปี ตามความต้องการของเกษตรกรในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มปริมาณการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ถูกต้องตามหลักพันธุศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในอนาคต

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.39 น.

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก เพื่อป้องกันความเสียหายทางการเกษตร

 กรมชลประทาน โดย สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำ “บางระกำโมเดล” ประจำปี 2568 อย่างเป็นรูปธรรม  ภายหลังที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ทุ่งบางระกำ) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่

ล่าสุด 3 โครงการหลัก ได้แก่
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร

ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามมติที่ประชุม พร้อมแจ้งแผนการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนบริหารจัดการน้ำปีนี้ครอบคลุมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ 327,000 ไร่ และพื้นที่หน่วงน้ำ 265,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ประชุมยังรับทราบผลการประชาคมจากพื้นที่ และเห็นชอบโครงการส่งเสริมการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน 

สำหรับปี 2568 นี้ แผนยังคงใช้พื้นที่ทุ่งบางระกำเป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อรองรับน้ำหลากจาก จ.สุโขทัยและพิษณุโลก พร้อมชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันยังไม่มีการผันน้ำเข้าพื้นที่หน่วงน้ำโดยตรง เนื่องจากแม่น้ำยมสายเก่าและคลองต่าง ๆ ยังสามารถระบายน้ำได้ตามปกติ หลังเสร็จสิ้นการระบายน้ำจากพายุ “วิภา”

ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ พื้นที่ทุ่งบางระกำจะสามารถรองรับน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.32 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและงานก่อสร้างในเขตสำนักงานชลประทานที่ 5 โดยมี นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มที่ประตูระบายน้ำสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ระบายน้ำได้สูงสุด 114 ลบ.ม./วินาที พร้อมฝายกั้นลำน้ำห้วยหลวง ความยาว 79.75 เมตร สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2543–2544

ช่วงบ่าย รองอธิบดีกรมชลประทานและคณะ ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญ ได้แก่ ประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม./วินาที สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ฤดูฝน 72,500 ไร่ และฤดูแล้ง 18,100 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบลของอำเภอเชียงคาน รวม 44 หมู่บ้าน 9,287 ครัวเรือน รวมถึงจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 ลบ.ม./วินาที และปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ความยาว 18.6 กม. รวมถึงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ความยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ตลอดจนสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขารวม 14 แห่ง และโครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง พร้อมระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี พื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ของรองอธิบดีกรมชลประทานในครั้งนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ แม้โครงการบางแห่งจะยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ในช่วงฤดูฝนปี 2568 นี้ สำนักงานชลประทานที่ 5 ยังคงสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนนี้

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดยเป็นโครงการที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีคณะที่ปรึกษาผู้จัดทำรายงาน ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชน เพื่อเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนไปใช้ประกอบ ในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอเชียงม่วน มาเป็นประธานการประชุม

สืบเนื่องจากปัจจุบันของลุ่มน้ำยม เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยปัญหาอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดจากการล้นตลิ่งของลำน้ำยมที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนได้  โดยเฉพาะพื้นที่ในลุ่มน้ำยมตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองแพร่ เมืองสุโขทัย และพื้นที่รอยต่อจังหวัดพิจิตร ส่งผลให้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติถูกทำลาย ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุน ส่งผลให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะการศึกษาแนวทางก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมทั้งตอนบนและตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพะเยา แพร่ พิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งได้คัดเลือก 3 โครงการเร่งด่วน ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่  โครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง จังหวัดพิจิตร และโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

ในส่วนของโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา เป็นประตูน้ำที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำยม และมีความสำคัญ ในการกักเก็บ ด้วยการยกระดับน้ำในแม่น้ำยมให้สามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตพื้นที่ ตำบลสระ และ ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้แก่สถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านทุ่งมอก และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าแขมเหนือ หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 3,012 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 605 ไร่

ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ  ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

กรมชลประทาน โดย นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ มอบหมายให้ นายกัณธวัตร สงวนชื่อ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 5 ให้เจ้าหน้าที่โครงการฯ ร่วมมอบน้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา โดยได้ส่งมอบน้ำดื่ม จำนวน 600 แพ็ค (ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568) ให้กับศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ณ เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

โดยการมอบน้ำดื่มครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่พี่น้องประชาชน ในพื้นที่แนวชายแดนที่ประสบความเดือดร้อน และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ โดยโครงการชลประทานศรีสะเกษ ยังคงพร้อมสนับสนุนทรัพยากรและประสานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ต่อไป

-(016)

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

กรมชลประทาน โดย ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่โครงการชลประทาน ในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 5 เข้าร่วมรับฟังการประชุมหารือการพัฒนาโครงการกำจัดผักตบชวาและขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทานด้วยแรงคน ผ่านการประชุมระบบ Video Conference (ZOOM Meeting) โดยมี ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม จากห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134) ถนนราชดำเนินนอก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เพื่อร่วมกันหารือการพัฒนาโครงการกำจัดผักตบชวาและขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทานด้วยแรงคน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ในการนี้ โครงการชลประทานในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 5 เข้าร่วมรับฟัง ณ ที่ตั้งโครงการ ดังนี้

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ณ ห้องประชุม SWOC โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ตำบลเวียงคำ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

-โครงการชลประทานเลย ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานเลย ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน ณ ห้องประชุมรุ่งเรือง 2 ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

-โครงการชลประทานสกลนคร ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานสกลนคร (SWOC 5) ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

-โครงการชลประทานบึงกาฬ ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานบึงกาฬ (ประตูระบายน้ำห้วยกำแพง) ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

-โครงการชลประทานหนองบัวลำภู ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานหนองบัวลำภู ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู

-โครงการชลประทานหนองคาย ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานหนองคาย ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย

-(016)

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

นายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจหรือออกแบบ) พร้อมด้วย นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายมาโนช โภชนสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา ผู้อำนวยการโครงการ หัวหน้าฝ่าย ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 17 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุมพร้อมอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านสารวัน หมู่ที่ 2 ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ นายเสริม สิทธิพันธ์ ราษฎรบ้านสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ได้มีหนังสือขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานความช่วยเหลือในการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวหากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่คลองม่วงชุมและพื้นที่การเกษตร จำนวน 800 ไร่ ให้แก่ราษฎรบ้านโคกนิบง หมู่ที่ 1 บ้านสารวัน หมู่ที่ 2 บ้านปลักแตน และหมู่ที่ 4 (บางส่วน) ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จำนวน 986 ครัวเรือน ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

-(016)

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

กรมชลประทาน เผยยอดจ้างแรงงานชลประทานทั่วประเทศ ปี 2568 เป็นไปตามเป้า 100% สร้างงานสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรไทย ตามนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เดินหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทานทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมรายได้ให้พี่น้องชาวเกษตรกร ให้ปฏิบัติงานในด้านชลประทานต่าง ๆ อาทิ การซ่อมแซม การขุดลอก การบำรุงรักษา การปรับปรุงระบบชลประทาน รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานจำนวน 84,716 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) โดยพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้  1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่  2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่  3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ และ 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2568) การจ้างแรงงานทั่วประเทศเป็นไปเป้าที่ตั้งไว้กว่า 85,965 คน หรือ 100% ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 5,274คน จังหวัดอุบลราชธานี 4,180 คน และจังหวัดนครราชสีมา 3,895 คน

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

'ร้อยเอ็ด'จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ที่อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด