‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ  ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

19 สิงหาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน”

โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ปทุมธานี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย รวมทั้งงเปิดปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตามคำสั่งใหม่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำการลักลอบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

-(016)

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.17 น.

นักวิชาการ ชี้ นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ อาจแลกด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของผู้บริโภค กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้ “แรคโตพามีน (Ractopamine)” ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาด กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “ไม่ควรเกิดขึ้น” ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

ประการแรก คือ ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ด้วยประเทศไทยห้ามใช้แรคโตพามีนโดยเด็ดขาด เพราะจัดเป็นสารในกลุ่ม β-agonist ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ในขณะที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และแม้ว่า Codex Alimentarius จะกำหนดค่าตกค้างสูงสุด (MRL) แต่หลายประเทศไม่ยอมรับ อาทิ EU จีน รัสเซีย และไทย ดังนั้น การยอมให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีแรคโตพามีน เท่ากับลดมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศลงเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประการต่อมา เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดัน หัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ดังนั้น แรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้น อาจกระตุ้นระบบหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

นอกจากนี้ คนไทยนิยมบริโภค “เครื่องในหมู” ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่นิยมบริโภค  โดยตับและไตเป็นอวัยวะที่สะสมสารพิษ ฮอร์โมน และสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นิยมรับประทาน เมนู ต้มเลือดหมู จึงยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารตกค้างจากหมูที่เลี้ยงด้วยแรคโตพามีน

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารไทย เนื่องด้วย หมูอเมริกันเลี้ยงด้วยสารเร่ง โตไว ต้นทุนต่ำ จึงทำให้เนื้อหมูราคาถูก หากเปิดนำเข้ามาในตลาดของไทย จะทำให้หมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบที่ตามมา คือ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมู โรงสีขายรำข้าวไม่ได้ ราคาข้าวก็จะปรับตัวสูงขึ้น กากปาล์ม กากเบียร์ ข้าวโพด และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จะถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้ห่วงโซ่เศรษฐกิจพัง การเสียสมดุลนี้จะกระทบราคาอาหารโดยรวมทั้งประเทศในระยะยาว

การเลี้ยงหมูไม่ใช่แค่การผลิตเนื้อสัตว์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยให้สินค้าอื่นมีราคาสมเหตุสมผล การอนุญาตให้หมูที่ใช้สารต้องห้ามเข้าสู่ตลาดไทย ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังทำลายเศรษฐกิจเกษตรของไทยทั้งระบบ เนื้อหมูราคาถูกจากสหรัฐฯ อาจแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

กรมชลฯ โดย สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดินเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

19 สิงหาคม 2568 ณ พื้นที่ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 พร้อมด้วย นายสาโรจน์ หนูฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายพิทักษ์พงษ์ ติ๊บแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2568 พร้อมรับฟังปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประชาชน

ทั้งนี้ เทศบาลตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอสนับสนุนเครื่องจักรกล ในการกำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำคลองมิน ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้สนับสนุนรถแบคโฮบูมยาว จำนวน 1 คัน เข้าดำเนินการกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอน บริเวณคลองมิน หมู่ที่ 4 ตำบลหลักช้าง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และในระยะยาวกรมชลประทานมีแผนดำเนินการโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองมิน พร้อมก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งและอาคารกั้นน้ำ เป็นช่วงๆ บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 6,8,4,9,2,7 ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน

-(016)

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

กรมชลประทาน โดย นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดและอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ลำห้วยแม่สอดและพื้นที่ลุ่มต่ำเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

สำหรับ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นลำน้ำ ลำห้วยแม่สอด ที่ตำบลพระธาตุผาแดง ซึ่งปกติลำน้ำจะมีน้ำท่าประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สามารถเก็บกักน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด สามารถเก็บกักน้ำได้ 5.5ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 18.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8,100 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลแม่สอด ตำบลแม่ปะ ตำบลพระธาตุผาแดง และตำบลแม่ตาวและยังมีหน้าที่เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนและส่งน้ำให้กับประชาชนทั้งในภาคอุปโภค-บริโภค ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในอนาคตของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของอำเภอแม่สอดอีกด้วย

-(016)

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

กรมชลประทาน โดย นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำหลากในช่วงฤดูฝน เผยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่อ่างเก็บน้ำบางส่วนเริ่มพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น พร้อมติดตั้งเครนช่วยยกบานประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 67% และ 62% ตามลำดับ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยรวมมีปริมาณน้ำ 75% และมี 4 อ่างที่ปริมาณน้ำเกิน 80% ได้แก่ อ่างฯ ห้วยแม่ออน (95.81%) อ่างฯ บ้านแม่ตะไคร้ (100.35%) อ่างฯ ห้วยแม่โก๋น (85.64%) และอ่างฯ สันหนอง (100.83%) ซึ่งได้ดำเนินการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่องแล้ว

ด้านการเฝ้าระวังแม่น้ำปิง ทางโครงการฯ เฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำปิงอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงสะพานนวรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยยืนยันว่าระดับน้ำในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติและปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้ติดตั้งโอเวอร์เฮดเครน หรือเครนขนาด 20 ตัน ที่ฝายดอยน้อย ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยยกบานประตูระบายน้ำเพื่อการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาในกรณีที่มีเศษขยะหรือตอไม้มาติด โดยสามารถทำงานได้แม้จะมีปริมาณน้ำในลำน้ำปิงมาก ลดความเสี่ยงที่สลิงยกบานระบายจะชำรุดเหมือนในอดีต ปัจจุบัน ฝายดอยน้อยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 110 ลบ.ม./วินาที และสามารถเร่งระบายได้สูงสุดถึง 1,550 ลบ.ม./วินาที

-(016)

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

19 สิงหาคม 2568 กรมชลประทาน โดย นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ NetZero Emission จังหวัดลำปาง ระหว่างจังหวัดลำปาง และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ร่วมลงนามกับ นายรัชกฤต สงวนชีวินSustainabilityDevelopment Division Manager บริษัท สยามคูโบต้าคอเปอร์เรชั่น จำกัด ณ โรงแรมทรีธารา ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อผลักดันนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาวะโลกร้อน รวมถึงผลักดันนโยบายภาครัฐในการงดเผาฟางข้าว ต้นข้าวโพด และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สร้างต้นแบบและรณรงค์การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่องค์ความรู้การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร และส่งเสริมระบบการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยานในพิธีลงนาม สร้างความร่วมมือและผลักดันโครงการNet Zero Emission จังหวัดลำปาง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จและเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

-(016)

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่ากรมปศุสัตว์ โดยสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ จัดงานเปิดตัว “VaxHub” ระบบบริหารจัดการวัคซีนออนไลน์รูปแบบใหม่ และแนะนำวัคซีนออโตจีนัสป้องกันโรคอินคลูชันบอดีเฮปาไตติส (IBH) เพื่อยกระดับการให้บริการด้านวัคซีนสัตว์ของประเทศไทยให้ทันสมัย รวดเร็ว และตรงจุดมากยิ่งขึ้น รองรับนโยบายยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

สำหรับการพัฒนาระบบ VaxHub และวัคซีนออโตจีนัสครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคสัตว์ ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับนวัตกรรมวัคซีนที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่ง VaxHub จะเป็นต้นแบบของระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการวัคซีนในอนาคต โดยสามารถขยายขอบเขตให้ครอบคลุมวัคซีนในด้านต่างๆ ได้ ขณะที่วัคซีนออโตจีนัสจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

โดยVaxHub เป็นระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการคลังวัคซีน การจองวัคซีน และการจัดสรรวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถจองวัคซีนล่วงหน้าผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ตรวจสอบสถานะการจัดสรร และรับวัคซีนได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตามที่กำหนด โดยระบบนี้มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว วัคซีนออโตจีนัส IBH ซึ่งผลิตจากสายพันธุ์เชื้อที่พบในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการควบคุมโรคอินคลูชันบอดี เฮปาไตติส ในไก่พ่อแม่พันธุ์ได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Ignite Animal Vaccine in Thailand: จุดประกายอนาคตวัคซีนสัตว์ไทย” โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ และการนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับโรค IBH และการพัฒนาวัคซีนออโตจีนัส โดย ผศ.สพ.ญ.ดร.สุชีวา จันทร์หนู ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนานักศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึง

-(016)

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม 'ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ' ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

19 สิงหาคม 2568 เวลา 9.30 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดประชุม “ติดตามผลการดำเนินฝานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ เลิศไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดการประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีรพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) แลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน และ 2) เพื่อรับทราบแนวทางในการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าว โดยโครงการนี้ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2568 ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 28 จังหวัด จำนวน 135 แห่ง อันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของเกษตรกรในชุมชนถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

การจัดสัมมนา ติดตามผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 50 ราย เพื่อถอดบทเรียน และเปลี่ยนองค์ความรู้ รับฟัง ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปทบทวนปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเรื่องฝายชะลอน้ำ เพื่อขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

-(016)

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และตรวจราชการในจังหวัดตาก โดยมี นายสิริพล รักษนาเวศ ผู้อํานวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 นายวัชรดุลย์ ธนามี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 นายมาโนช ตุ้มทอง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตาก และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่พร้อมบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการฯ

สำหรับในพื้นที่อำเภอแม่สอด กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 โครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมอีก 17 โครงการ ในส่วนของโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยปะเล้ง ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2570 – 2572 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1.93 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคบริโภค และการเกษตร  ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ในฤดูแล้ง 900 ไร่ และ ฤดูฝนอีก 1,300 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำได้อีกด้วย

ด้านโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดตอนบน อำเภอแม่สอด มีแผนงานก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2571-2573 เมื่อแล้วเสร็จ จะเก็บน้ำได้ประมาณ 2.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 2,500 ไร่ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องชาวแม่สอดได้อย่างยั่งยืน

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

วันที่ 18 ส.ค.68 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณรวมกัน 50,534 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 66% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 25,972 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 70% ของความจุอ่างฯ) และยังสามารถรับน้ำได้อีก 7,571 ล้าน ลบ.ม.

เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเตรียมแผนรับมือและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ท้ายน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตรา 1,488 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,100 ลบ.ม./วินาที เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคมนี้ จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย กรมชลประทานจึงกำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์