‘อรรถกร’ลุย’ตาก’ ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

'อรรถกร'ลุย'ตาก' ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

‘อรรถกร’ลุย’ตาก’ ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.07 น.

“อรรถกร”ลงพื้นที่ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และติดตามการพัฒนาและการดำเนินงานของท่าอากาศยานจังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมตรวจติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และติดตามการพัฒนาและการดำเนินงานของท่าอากาศยานจังหวัดตาก ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดตาก

โดย นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการดำเนินการทั้งภารกิจหลักและภารกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน

ทั้งนี้ ที่ที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตรสามารถช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดีและเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำในเขื่อน แก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการดับไฟป่า เป็นต้น ซึ่งขอให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนต่อไป

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานจังหวัดตาก เพื่อรับมอบเครื่องบินเครื่องบิน L-410NG จํานวน 2 ลํา เพื่อเข้าประจําการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดตาก ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาสนามบินตากและการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติโอนความรับผิดชอบจากกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และส่งมอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 เพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงและพัฒนาเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบินแห่งใหม่ในภาคเหนือ โดยสนามบินตากจะได้รับการพัฒนาเป็นฐานหลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ดับไฟป่า และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แทนศูนย์ปฏิบัติการเดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านรันเวย์และเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยจะมีแผนพัฒนาครอบคลุมทั้งการปรับปรุงผิวรันเวย์ ทางขับ ลานจอด ซ่อมแซมรั้วสนามบิน อาคารผู้โดยสาร ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ช่วยการบิน ตลอดจนจัดหาบริภัณฑ์ภาคพื้น เช่น รถดับเพลิง รถเชื้อเพลิง และรถตรวจความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบิน เพื่อผลิตและพัฒนานักบิน ช่างอากาศยาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมเครื่องฝึกบินเสมือนจริง (Full Flight Simulator) มาตรฐานสากล และศูนย์ฝึกภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศ และลดค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมในระยะยาวได้

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านการปฏิบัติการฝนหลวง ขณะนี้บริเวณภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.น่าน และ จ.เชียงใหม่ ในหลายพื้นที่มีปริมาณฝนเพียงพอแล้ว แต่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.ลำพูน จ.ตาก จ.สุโขทัย จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ ยังต้องการน้ำเร่งด่วนเพื่อรักษาผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมฯ ได้วางแผนปฏิบัติการอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อุทกภัย และมุ่งเน้นช่วยเหลือให้ตรงพื้นที่ที่ต้องการน้ำในภูมิภาคอื่นๆ โดยมีผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2568 ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 146 วัน 1,865 เที่ยวบิน มีฝนตกจากการปฏิบัติการถึงร้อยละ 91.84 ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 21.81 ล้านไร่ และเติมน้ำเขื่อนสำคัญในภาคเหนือหลายแห่ง

โอกาสนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังได้เปิดตัว เครื่องบินลำใหม่ L-410NG จำนวน 2 ลำ เพื่อเข้าประจำการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเครื่องบินดังกล่าวมีสมรรถนะสูง เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียนที่ติดตั้งระบบเฉพาะเพื่อการดัดแปรสภาพอากาศ สามารถบินไกลถึง 2,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมมีเทคโนโลยี Glass Cockpit Garmin G3000 ทันสมัยและปลอดภัย ทั้งนี้ การพัฒนาสนามบินตากและการเพิ่มขีดความสามารถด้านอากาศยานครั้งนี้เป็นการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวง และยังคงได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะ ติดตามคณะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา และเป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา และเป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 5 เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

– 006

เกษตรกรเลี้ยงสัตว์-ผู้บริโภค สมประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งราคา-คุณภาพ หลังกากถั่วเหลืองปรับลด

เกษตรกรเลี้ยงสัตว์-ผู้บริโภค สมประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งราคา-คุณภาพ หลังกากถั่วเหลืองปรับลด

เกษตรกรเลี้ยงสัตว์-ผู้บริโภค สมประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งราคา-คุณภาพ หลังกากถั่วเหลืองปรับลด

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

เกษตรกรเลี้ยงสัตว์-ผู้บริโภค สมประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งราคา-คุณภาพ หลังกากถั่วเหลืองปรับลด

ต้นทุนอาหารสัตว์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงสุกร ไก่ และไก่ไข่ เพราะคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด แต่ราคามักผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจการเมืองโลก

อย่างไรก็ตาม ช่วง 3 ปีล่าสุด (2566–2568) ได้เกิดสัญญาณเชิงบวกขึ้น เมื่อราคากากถั่วเหลืองลดลงราว 21–22% จาก 18 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 14 บาทในเดือนสิงหาคม 2568 ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการรักษามาตรฐานคุณภาพเนื้อสัตว์ และสร้างสมดุลด้านราคาที่ผู้บริโภคและเกษตรกรต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ต้นทุนสำคัญในการผลิตเนื้อสัตว์ของไทย คือ วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร้อนแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก ล้วนส่งผลกระทบในวงกว้างดันราคาวัตถุดิบและราคาพลังงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศผู้ผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ของโลก ต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ต่างๆ ทั้งโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู เช่น โรค ASF ในสุกร และไข้หวัดนก (ในประเทศเพื่อนบ้าน) นอกจากทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 50% แล้ว ยังต้องทำลายสัตว์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดขยายวง เหล่านี้ส่งผลกระทบกับต้นทุนการผลิตและราคาเนื้อสัตว์ในประเทศสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อานิสงส์โดยตรงของเรื่องนี้ หนีไม่พ้น “ไก่เนื้อ” ที่จะมีทางเลือกในการใช้สูตรอาหารมากขึ้น จากราคากากถั่วเหลืองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเนื้อสัตว์ให้มีคุณภาพดีขึ้นและราคาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์มีเสถียรภาพมากขึ้น การลดลงของราคากากถั่วเหลืองจึงเป็นปัจจัยบวกที่จะจูงใจให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ หันมาใช้สูตรอาหารสัตว์ที่มีสัดส่วนของกากถั่วเหลืองมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างการเพาะปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี และตรวจสอบย้อนกลับได้ตามแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน ลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบในอนาคต รวมถึงรองรับเงื่อนไขทางการค้าและการบริโภคของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และยังช่วยยกระดับเนื้อสัตว์และเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น 

ความผันผวนของราคาวัตถุดิบในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทย โดยเฉพาะการลดการใช้วัตถุดิบจากการเผา เช่น ข้าวโพดจากพื้นที่เผา ซึ่งมีส่วนในการสร้างฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เป็นความจำเป็นที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น

ราคากากถั่วเหลืองที่ลดลงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของต้นทุนที่ลดลง แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบอาหารที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำทุกภาคส่วนในห่วงโซ่เนื้อสัตว์ ไปจนถึงผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ win-win และยังเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยสู่ความยั่งยืน และส่งเสริมคนไทยสู่การบริโภคอย่างยั่งยืนอีกด้วย

#ศิระ มุ่งมะโน นักวิชาการอิสระ

กระทรวงเกษตรฯ ประชุมสร้างต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรฯ ประชุมสร้างต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรฯ ประชุมสร้างต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหัวหน้าส่วนสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดพะเยา เพื่อสร้างต้นแบบในการแก้ปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมด้านการเกษตรทั่วทั้งประเทศ โดยการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานกับกรมพัฒนาที่ดิน ให้ทำโครงการเชื่อมต่อโดยให้กรมพัฒนาที่ดิน ทำโครงการรองรับน้ำจากกรมชลประทาน อาจจะขุดบ่อขนาดเล็ก ด้านล่างเขื่อน กรณีพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ปรับเปลี่ยนจากการทำนา เป็นขุดบ่อทำการประมง ทั้งการเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง ให้กรมประมง เข้ามาร่วมส่งเสริมให้เกษตรสามารถทำเป็นอาชีพใหม่แทนการการปลูกข้าว

กรณีพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ให้เร่งกระจายการขุดในไร่นาเพื่อเก็บน้ำไว้ตลอดปี รวมทั้งการขุดบ่อบาดาลในไร่นาพร้อมระบบกระจายน้ำโดยระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเตรียมการแก้ปัญหาราคาตกต่ำโดยเฉพาะการชะลอการขายในต้นฤดูเก็บเกี่ยว แนะนำให้เกษตรกรเตรียมยุ้งฉางไว้เก็บข้าวราคา ซึ่งรัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนการเก็บข้าว 1,500 บาทต่อตัน รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาทดแทนพืชบางตัวที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง รวมทั้งการป้องการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกัน pm 2.5

รัฐบาลย้ำเกษตรกร เร่งขึ้นทะเบียนปีการผลิต2568/69 รอรับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พัน

รัฐบาลย้ำเกษตรกร เร่งขึ้นทะเบียนปีการผลิต2568/69 รอรับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พัน

รัฐบาลย้ำเกษตรกร เร่งขึ้นทะเบียนปีการผลิต2568/69 รอรับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พัน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

รัฐบาลย้ำเกษตรกร เร่งขึ้นทะเบียนปีการผลิต2568/69 รอรับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พัน

16 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรปลูกข้าวปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปีการผลิต 2568 โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและราคาข้าวที่ตกต่ำ ซึ่งเกษตรกรที่ทำนาปรังและนาปีจะได้รับเงินหลังจากลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์แล้วเสร็จ ทั้งนี้ คาดว่าจะเกษตรกรที่ทำนาปรังจะได้รับเงินเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายน 2568 ส่วนเกษตรกรที่ทำนาปีจะได้รับในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีงบประมาณ 2569 นั้น

นายอนุกูล กล่าวว่ารัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ประจำปีการผลิต 2568/69 โดย เกษตรกรสามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรผ่านช่องทางการบริการของรัฐ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

วิธีที่ 1 แจ้งกับเจ้าหน้าที่ สำหรับเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมและร่วมเป็นหน่วยสนับสนุนที่เกษตรกรมีพื้นที่การเกษตรอยู่ รวมถึงแจ้งข้อมูลผ่านผู้นำชุมชน หรือตัวแทนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ส่วน เกษตรกรรายใหม่ และรายเดิม แต่เพิ่มแปลงใหม่ ให้ดำเนินการแจ้งข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ตั้งแปลงที่ทำกิจกรรมการเกษตรอยู่

วิธีที่ 2 ดำเนินการด้วยตนเอง เกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook Application ส่วนเกษตรกรรายใหม่ หรือรายเดิม เพิ่มแปลงใหม่ สามารถแจ้งข้อมูลผ่าน e-Form ที่เว็บไซต์ efarmer.doae.go.th

สำหรับหลักฐานที่ต้องใช้ (กรณีติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ) มีดังนี้ บัตรประชาชน (ตัวจริง) สำเนาหลักฐานถือครองที่ดิน ส่วนเกษตรกรรายใหม่ หรือรายเดิม แต่เพิ่มแปลงใหม่ ต้องนำหลักฐานการใช้ที่ดิน (ตัวจริงหรือสำเนา) มาแสดงด้วย

“ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรถือเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยนำไปวางแผนพัฒนาการเกษตรให้เกษตรกร และเกษตรกรเองจะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิ์ขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือ หรือรับบริการต่าง ๆ จากภาครัฐ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ เป็นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี เมื่อทำการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ พืชผักหรือพืชอายุสั้นแล้ว เกษตรกรควรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนภายใน 15 วันหลังเพาะปลูก และไม่เกิน 60 วันก่อนเก็บเกี่ยว สำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น (พืชอายุยาว) เกษตรกรควรแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหลังปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือที่ยังยืนต้นอยู่” นายอนุกูล กล่าว

‘ผู้เลี้ยงหมูอีสาน’วอนรัฐ‘ถอดหมู’ออกจากบัญชีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หากไฟเขียวหวั่นเกิดหายนะ

‘ผู้เลี้ยงหมูอีสาน’วอนรัฐ‘ถอดหมู’ออกจากบัญชีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หากไฟเขียวหวั่นเกิดหายนะ

‘ผู้เลี้ยงหมูอีสาน’วอนรัฐ‘ถอดหมู’ออกจากบัญชีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หากไฟเขียวหวั่นเกิดหายนะ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

‘ผู้เลี้ยงหมูอีสาน’วอนรัฐ‘ถอดหมู’ออกจากบัญชีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หากไฟเขียวหวั่นเกิดหายนะเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท เสี่ยงพังทั้งห่วงโซ่ คนไทยตายผ่อนส่ง

15 สิงหาคม 2568 นายชยุต รุ่ง-พัฒนาชัยกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกร้องรัฐบาลไทยขอให้ทบทวนและถอดเนื้อหมูออกจากบัญชีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ภายใต้กรอบการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ หวั่นหากยังเดินหน้าตามข้อเสนอเดิม อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเกษตรไทยมากกว่า 120,000 ล้านบาท และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งระบบ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจต้องสูญเสียอาชีพอย่างถาวร

“การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แม้เพียง 1% ของการบริโภคในประเทศ หรือประมาณ 10,000 ตัน เท่ากับ 10 ล้านกิโลกรัม จะกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาหมูในประเทศตกต่ำทันที และกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยกว่า 145,000 รายทั่วประเทศ” นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก และยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้สามารถ “ดั๊มพ์” ราคาหมูส่งออกได้ต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยเฉพาะชิ้นส่วนที่คนอเมริกันไม่กิน หากไทยยอมให้สหรัฐฯ และสหรัฐได้สิทธิพิเศษทางภาษีที่ 0% เท่ากับเปิดทางให้หมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยตรง

นอกจากนี้ การนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ได้แก่:

• เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ กว่า 5 ล้านครัวเรือน

• โรงฆ่าสัตว์และโรงแปรรูป ที่พึ่งพาหมูไทยเป็นวัตถุดิบหลัก

• แรงงานในฟาร์มและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง กว่า 800,000 คน

• ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภค ที่อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดง

ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนในการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ขณะที่สหรัฐฯ ยังอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู การเปิดทางให้นำเข้าหมูจากสหรัฐฯ จึงเท่ากับ ย้อนแย้งกับนโยบายสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และอาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในระยะยาว

“รัฐบาลไทยและผู้เลี้ยงหมูร่วมกันต่อสู้เพื่อเลิกใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานหลายสิบปี แต่วันนี้กลับกำลังจะเปิดประตูให้สารอันตรายนี้กลับเข้ามาในครัวเรือนคนไทย” นายชยุต กล่าวย้ำ

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ยกเลิกการเจรจานำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ โดยชี้ว่าหากห่วงโซ่การผลิตสุกรล่มสลาย จะเกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจประเทศในวงกว้าง จะมีคนว่างงานนับล้านคน และจะทำลายความมั่นคงทางอาหารด้านโปรตีนหลักอย่างเนื้อหมู ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

‘อรรถกร’เผยไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่านภายใต้พิธีสารขนส่งผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มช่องทางการส่งออกใหม่เร่ง กระจายผลไม้ไทยสู่มณฑลต่าง ๆ ของจีนได้รวดเร็วขึ้น เริ่ม 1 กันยายนนี้

14 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เห็นชอบร่วมกันในการปรับปรุงภาคผนวกของ พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการขนส่งผลไม้ผ่านประเทศที่สาม โดยเพิ่มด่านนำเข้า–ส่งออกผลไม้ของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความคล่องตัวด้านการขนส่งสินค้าเกษตรและขยายโอกาสทางการตลาดโดยที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ประสานงานและหารือกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) มาอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุข้อตกลงเพิ่มด่านในครั้งนี้ โดย ฝ่ายไทย เพิ่ม 3 ด่าน ได้แก่ ด่านทุ่งช้าง จังหวัดน่าน, ด่านบ้านฮวก จังหวัดพะเยา และด่านภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ขณะที่ ฝ่ายจีน เพิ่ม 2 ด่าน ได้แก่ ด่านเมิ่งคัง และ ด่านต๋าลั่ว ในมณฑลยูนนาน ทำให้ด่านในพิธีสารในการที่จะส่งออกผลไม้สดเพิ่มเป็น 9 ด่านฝั่งไทย และ 12 ด่านฝั่งจีน

สำหรับการเพิ่มด่านครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเปิดเส้นทางขนส่งใหม่ เป็นการเพิ่มโอกาสและศักยภาพแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในการลดต้นทุนการขนส่งของเกษตรกรในพื้นที่ ลดความแออัดของด่านเดิมในช่วงฤดูกาลผลไม้ ในการกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่าง ๆ ของจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมคือ ผู้ประกอบการมีตัวเลือกเส้นทางขนส่งมากขึ้น ลดปัญหาคอขวดในช่วงที่มีผลไม้ส่งออกไปยังจีนมาก และช่วยกระจายผลผลิตเข้าสู่จีนได้รวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ขณะที่นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีสารฉบับนี้ลงนามเมื่อ 13 กันยายน 2564 ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับ GACC เพื่อกำหนดมาตรการกักกันโรคและตรวจสอบผลไม้ที่ส่งออก–นำเข้าทางบกผ่านประเทศที่สาม โดยไม่จำกัดเส้นทาง และสามารถปรับเพิ่มด่านนำเข้า-ส่งออกได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชไทย–จีน ซึ่งมี มกอช. เป็นผู้ประสานหลักของไทย ซึ่งการส่งออกผลไม้สดของไทยไปจีนในปี 2567 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดยจีนยังคงเป็นตลาดหลักของผลไม้ไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ ทั้งนี้ หลังจากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เพิ่มด่านส่งออก-นำเข้าทั้ง 5 ด่านแล้ว จะสามารถนำเข้าส่งออกผลไม้สดผ่านด่านเหล่านี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป อันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดการค้าสินค้าเกษตรของไทยต่อไปในอนาคต

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ เชื่อมโยงฐานข้อมูลสมุนไพร หนุนการผลิต-แปรรูปสู่มาตรฐานสากล พร้อมขยายพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ

วันนี้ (14 ส.ค.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) และการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ” จัดโดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรซึ่งเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสนับสนุนการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานกลางขับเคลื่อนงานด้านวัตถุดิบสมุนไพรตามแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2566–2570) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยแผนการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพสมุนไพรที่มีคุณภาพสู่การผลิตสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง (High value added) โดยนำองค์ความรู้การวิจัย พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และต่อยอดการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจ BCG ซึ่งปัจจุบันสินค้าเกษตรสมุนไพรมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและความต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาและยกระดับการผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ถือว่าเป็นผู้ผลิตที่สำคัญ

“จากการที่เราเป็นหน่วยงานดูแลต้นน้ำด้านการผลิต จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ให้เป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และพัฒนาให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) มีเป้าหมายขับเคลื่อนส่งเสริมการปลูกสมุนไพรปลอดภัยเข้าสู่มาตรฐานในเขตเมืองสมุนไพร 16 จังหวัด และจังหวัดอื่นๆ 29 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 45 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่ต้องการพัฒนาการปลูกให้ได้มาตรฐาน โดยการพัฒนาพื้นที่การปลูกพืชสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจในเมืองสมุนไพรและจังหวัดอื่น ๆ ให้มีคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง นำไปสู่เกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่หมู่บ้านเกษตรมูลค่าสูงและพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัด รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลด้านสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 ส.ค.2568 โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 176 คน ซึ่งมีการบรรยายให้ความรู้โดยวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชนในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ 1.การผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน GACP และ Organic Thailand 2. แผนการขับเคลื่อน Herb of the Year และสรุปผลการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และนำเสนอจุดเรียนรู้ต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพร และปัญหา/อุปสรรค เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ในปี 2569 และ 3. แผนธุรกิจ (Business Model) สมุนไพร ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นต้นไป

015

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ประกาศจุดยืนชัด ! “อรรถกร” ค้านใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศ ชี้ ต้องยึดประโยชน์-ความปลอดภัยคนไทยเป็นหลัก เชื่อทีมเจรจาดีลภาษีสหรัฐฯ จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

วันนี้ (14 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีคําถามถึงจุดยืนของตนในฐานะผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ตนได้สอบถามจากเพื่อน สส.จากหลายพรรคการเมือง ซึ่งหลายคนให้ความกังวลต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกรหรือในเนื้อโคจะเกิดอะไรขึ้น จากรายงานหรือผลการศึกษาต่าง ๆ ยืนยันชัดเจนว่า สารเร่งเนื้อแดงหลายตัวจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น การที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยเฉพาะในเด็กและผู้มีครรภ์

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และคุณพ่อก็เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรง และที่สำคัญประธานที่ปรึกษาของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยที่เป็น รมว.เกษตรฯ เราต่อสู้กับการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาตลอด โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศแคมเปญและดำเนินนโยบายที่มีชื่อว่า อวสานสารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ก็มีการไล่จับ ไล่สืบ ไล่ปรับลงโทษคนที่แอบลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

“ผมยืนยันในจุดยืนว่า ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ ผมไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ในประเทศไทย เพราะเรามั่นใจว่าสารเร่งเนื้อแดงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง” นายอรรถกร กล่าว

เมื่อถามว่า จุดยืนนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับแนวทางของทีมไทยแลนด์ที่ไปเจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนให้กําลังใจทีมเจรจาเสมอ และก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทีมเจราจา แต่ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงดูแลกำกับกระทรวงเกษตรฯ เราต้องรักษาจุดยืนของเรา แต่ตนยืนยันว่า ทุกความเห็นที่เราได้มอบให้กับทีมเจรจาไปก่อนหน้านี้ ตนยึดมั่นในประโยชน์และความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยเป็นหลัก

“ผมเห็นในความตั้งใจของทีมเจรจาที่ต้องการให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าทีมเจรจาจะคำนึงถึงผลกระทบในมิติต่างๆ ไม่ใช่มิติด้านความปลอดภัยอย่างเดียว แต่เป็นทุกมิติที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทย” นายอรรถกร กล่าว