รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

5 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่หลังประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน และปล่อยคาราวาน “คืนความสะอาด เก็บกวาดขยะ ล้างถนน” โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมบริเวณวัดภูมินทร์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและการเกษตร ได้รับความเสียหาย กรมชลประทานได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสา จัดกิจกรรมจิตอาสาปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสนับสนุนให้ภาคการเกษตรสามารถกลับมาทำการเพาะปลูกได้ในเร็ววัน

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ประกอบด้วยการขุดลอกและปรับปรุงระบบส่งน้ำที่ตื้นเขินหรือได้รับความเสียหาย การซ่อมแซมอาคารชลประทานที่สำคัญ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบของแรงงาน เครื่องจักรกล และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวเมืองน่านที่ประสบภัยน้ำท่วม เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และจิตอาสาในการฟื้นฟูบ้านเรือน สถานที่ราชการ และพื้นที่ต่างๆ หลังประสบอุทกภัยภัย รวมทั้งแสดงออกถึงความห่วงใยของภาครัฐที่มีต่อประชาชน และความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักการ “ประชาชนต้องมาก่อน”

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมจิตอาสา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนสตรีศรีน่าน เพื่อมอบเครื่องขัดทำความสะอาดพื้นให้กับทางโรงเรียน สนับสนุนการฟื้นฟูและทำความสะอาดอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยให้การทำความสะอาดเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และช่วยอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรของโรงเรียนในการดูแลสถานที่ด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเร่งฟื้นฟูระบบชลประทานและพื้นที่การเกษตรให้สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องชาวเมืองน่าน สามารถกลับมาดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติในเร็ววัน

-(016)

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง ‘เพาะด้วงสาคู’ ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง 'เพาะด้วงสาคู' ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง ‘เพาะด้วงสาคู’ ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

แม่บ้านหัวใสวัย 46 ปี ชาวตำบลปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เริ่มจากการเพาะเลี้ยงด้วงสาคูขาย ต่อมามีการต่อยอดเพาะพ่อแม่พันธุ์ในกะละมัง โดยวางเรียงซ้อนกันแบบคอนโด ทำประหยัดพื้นที่ ขายสร้างรายได้ 2 ทาง จนได้กำไรงามสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาทหรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือน  และเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง

วันที่ 5 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงด้วงสาคู หมู่ที่ 5 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง น.ส.ลัดดาวัลย์ หรือเทศ อายุ 46 ปี ผันตัวจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา หันมาเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูหรือแมงหวัง (ตัวด้วงสาคูที่โตเต็มวัย) จนกลายเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูแบบคอนโดในกะละมังรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง โดยมีทั้งหมดกว่า 1,000 กะละมัง ขายตัวละ 4-5 บาทหรือคู่ละ 8-10 บาท แต่ละสัปดาห์จะส่งพ่อแม่พันธุ์หรือแมงหวังขายได้ 4,000-5,000 คู่หรือกว่า 10,000 ตัว สร้างรายได้ 20,000-30,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

โดย น.ส.ลัดดาวัลย์ เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูรายใหญ่ใน จ.ตรัง เล่าว่า เมื่อว่างจากการกรีดยางพาราจึงคิดหารายได้เสริม เนื่องจากมีภาระครอบครัวและส่งลูกเรียนหนังสือ ต่อมาได้เห็นคนรู้จักเลี้ยงด้วงสาคูขาย โดยมีขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก ใช้พื้นที่น้อย จึงศึกษาค้นคว้าเรื่อยมา จนกระทั่งมาเริ่มทดลองเลี้ยงด้วงสาคู 10 กะละมังแรก เมื่อขายดีจึงขยายออกเป็น 20-30 กะละมัง แต่ติดปัญหาที่ต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์ในราคาแพง จึงคิดทำพ่อแม่พันธุ์เอง โดยปล่อยให้ตัวด้วงมีอายุประมาณ 40-45 วัน ก็จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์

จากนั้น จึงคัดแยกเพศ ซึ่งตัวผู้จะมีหนวด งวงสั้น ตัวเมียงวงเรียงยาว ไม่มีหนวด โดยการนำตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 4 ตัวให้อยู่กะละมังเดียวกัน ให้อาหารประเภทรำข้าว กากน้ำตาล อาหารหมูและแป้งสาคูที่ได้จากต้นสาคูหรือกากมะพร้าวสับ ผสมกับน้ำเปล่าจนชุ่มชื้น ปิดฝากะละมัง ปล่อยทิ้งไว้จนวางไข่โดยใช้เวลา 10 วัน และกลายเป็นตัวด้วงพร้อมขายใช้เวลา 30-35 วัน ราคากิโลละ 200 บาท หากทิ้งไว้จนครบ 45 วันก็จะกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์พร้อมบรรจุขวดน้ำพลาสติกขาย โดย 1 ขวดจะมี 100 ตัวเป็นตัวผู้ 20 ตัวและตัวเมีย 80 ตัว

น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่ออีกว่า พ่อแม่พันธุ์จะจำหน่ายอยู่ที่คู่ละ 10 บาท ไซส์รองลงมาขายคู่ละ 8 บาทมี 2 ราคา แต่ละสัปดาห์จะได้ 4,000-5,000 คู่ต่อสัปดาห์ รายได้ 20,000-30,000 บาท ลูกค้าส่วนมากเป็นเจ้าประจำและเจ้าใหม่ที่มีการบอกต่อกันมา ส่งไกลที่สุดคือเชียงราย และทั่วประเทศ ผลตอบรับดีมาก เป็นอาชีพที่สร้างอาชีพให้กับเราได้ ไม่ว่าฝนตกแดดออกก็เลี้ยงได้ เป็นงานที่อยู่กับบ้าน เป็นอาชีพอิสระ

ซึ่งมีตลาดออนไลน์ส่งขายทั่วประเทศ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ทำให้ตอนนี้กลายเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว โดยมีเกษตรกรจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ด้วงสาคูที่เคยถูกมองว่าเป็นแมลงศัตรูพืชในตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ต้นลาน ต้นสาคู  กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ให้โปรตีนสูง สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู แต่เกษตรกรเลือกที่จะเพาะพ่อแม่พันธุ์ขายเป็นหลัก เพราะสร้างรายได้ดีกว่า และทำขายได้ตลอดทั้งปี ไม่เสี่ยงต่อฝนฟ้าอากาศเหมือนพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเฟสบุ๊ก ฟาร์มด้วงลัดดา (ลัดดาวัลย์ ชนะศรี) และที่หมายเลขโทรศัพท์ 087-4685684 ///-026

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

4 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.นายแพทย์ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แพทย์หญิงณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ และนายสัตวแพทย์ ศิษฐพล เอี่ยมวิสูตร ผู้อำนวยอำนวยการสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานเปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวันสัตวแพทย์ไทย พ.ศ. 2568 โดยมีนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารกรมปศุสัตว์  และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ลานหน้ากรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพสัตว์ การกำจัดเห็บหมัด และการแจกอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

-(016)

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี นายฐนันดร์  สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน  พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนสำนักงานชลประทานที่ 1 -17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (4 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 50,275 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 26,228 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,049 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 7,822 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำจากฝนที่ตก ไหลลงอ่างฯอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 1,511 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน จึงได้ร่วมบูรณาการกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 45-50 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้าย เนื่องจากปัจจุบันปริมาณฝนเริ่มลดลงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์ลดลงและสามารถระบายได้ดี  โดยจะเริ่มปรับการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 4-10 ส.ค.นี้ เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างฯ  ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์  ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ปรับลดการรับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อกระชังปลาในลำน้ำสะแกกรัง และยกระดับน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรเหนือเขื่อนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว  พร้อมควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุด  โดยจะพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำทางตอนบน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5-7 และ 11-18 ส.ค.นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา   ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด  รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกำหนดพื้นที่เสี่ยง และมอบหมายเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที   สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้องสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

-(016)

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

ประธานสภาเกษตรกร จ.เพชรบูรณ์ ห่วง ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ เผย!กลัวกระทบเกษตรกรและห่วงโซ่การผลิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นปัญหาการผลิตข้าวโพดในประเทศ และกรณีรัฐบาลมีแผนจะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ว่า อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตการเกษตรของไทย

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับ รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ได้ชี้แจงว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 4.7–5 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่ที่ 10 ล้านตัน ทำให้จำเป็นต้องนำเข้า อย่างไรก็ตาม ประธานสภาเกษตรกรฯ เห็นว่า การนำเข้าอาจส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก กระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อาทิ ปุ๋ย ยา สารเคมี เมล็ดพันธุ์ รถแทรกเตอร์ น้ำมัน และแรงงาน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ทั้งหมด

นายเทพ ระบุว่า ประเด็นที่กังวลมากที่สุด คือ การนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เนื่องจากประเทศไทยไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และปัจจุบันไม่มีการปลูกในประเทศ หากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาจเกิดการปนเปื้อนในอาหาร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่เมล็ดข้าวโพดนำเข้าซึ่งยังมีชีวิตอาจหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม และปนเปื้อนกับสายพันธุ์ข้าวโพดพื้นเมืองของไทย

นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดปริมาณมากอาจกระทบต่อพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง เนื่องจากรำข้าวและปลายข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการสีข้าว ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ หากความต้องการลดลง ราคาข้าวย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย เช่นเดียวกับมันสำปะหลังซึ่งอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ เสนอว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพด ควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ระบุปริมาณที่จะนำเข้า และมีมาตรการรองรับผลกระทบ โดยต้องซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อน พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม และนำส่วนต่างจากการนำเข้าไปเยียวยาเกษตรกร รวมถึงปรับโครงการภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

“จังหวัดเพชรบูรณ์ถือเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศ มีสัดส่วนการปลูกสูงถึงร้อยละ 20 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ จึงขอคัดค้านการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เพราะจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและโครงสร้างการผลิตในภาพรวมของประเทศ” นายเทพกล่าว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก การใช้พืชชนิดอื่นชดเชยส่วนที่ขาด และการจัดตั้งศูนย์ข้าวโพดแห่งชาติหรือศูนย์ข้าวโพดชุมชน เพื่อบริหารปัจจัยการผลิตและควบคุมปริมาณในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตร ///-026

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ณ ประตูระบายน้ำบางแก้ว อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ในช่วงปลายฤดู โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 , นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่รับน้ำหลากตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้สูงสุดถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

ต่อจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผันน้ำจากแม่น้ำยม ลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อเร่งพร่องน้ำจากพื้นที่ตอนบน ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอบางกระทุ่มและพื้นที่ท้ายน้ำอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอย่างรอบคอบ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเปราะบาง รวมทั้งเสริมคันกั้นน้ำชั่วคราว และเตรียมความพร้อมพื้นที่รับน้ำในโครงการบางระกำโมเดลหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานในพื้นที่ ในการเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ และยังคงติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การรับมือฤดูฝนปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบ ที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามข้อสั่งการของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“อรรถกร” ลุย ทุ่งบางระกำ มั่นใจ เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จภายใน ส.ค. ตามแผนบางระกำโมเดล 68 เตรียมพื้นที่รับน้ำหลากช่วงฤดูฝน

วันนี้ (3 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล และพบปะเกษตรเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก

นายอรรถกร กล่าวว่า โครงการบางระกำโมเดล ทุ่งบางระกำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการเกษตร โครงการบางระกำโมเดลจึงเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลาก และใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเป็นทุ่งหน่วงน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งตามแผนดำเนินงานปี 2568 ได้กำหนดให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายใน 15 สิงหาคม เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงจากการที่มีฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ตกเร็วกว่าปกติ มีผลทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำยมเร็วกว่าปกติ การเก็บเกี่ยวให้ทันจึงช่วยลดความเสียหายของผลผลิต และเปิดทางให้พื้นที่ทำหน้าที่หน่วงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำที่ทะลักจาก จ.สุโขทัย เข้าท่วมสองฝั่งแม่น้ำยมตอนบนบางจุดแล้ว สาเหตุมาจากปริมาณน้ำจาก จ.แพร่ มีมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ได้ไหลมาสู่ประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ประมาณ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเกินความจุของแม่น้ำยม กรมชลประทานจึงใช้มาตราการรับมือโดยการผันน้ำไปทางแม่น้ำยมสายเก่า หรือผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว เข้าสู่ อ.บางระกำ

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการระบายน้ำที่ ปตร.บางแก้ว จำนวน 91 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะสามารถควบคุมการระบายในอัตราที่ไม่ล้นตลิ่งหรืออัตราที่ไม่กระทบชุมชน พืชผลทางการเกษตร และจะยังไม่มีการผันเข้าสู่ทุ่งบางระกำโมเดล เพราะข้าวของเกษตรกรยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ โดยขณะนี้ข้าวของเกษตรกรกำลังเจริญเติบโต แต่ยังไม่ครบอายุกำหนดเก็บเกี่ยวได้ คาดว่าต้องรออีกประมาณกลางเดือนสิงหาคมถึงจะเก็บเกี่ยวได้ มีพื้นที่ 327,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ประมาณ 160,000 ไร่ หรือกว่า 49% และคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มพื้นที่ภายในเดือน ส.ค.

“ช่วงที่ทุ่งบางระกำถูกใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำ กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร ให้สามารถจับปลาและแปรรูปจำหน่าย รวมถึงบริโภคในครัวเรือน อีกทั้งยังมอบกรมส่งเสริมการเกษตรจัดหาอาชีพเสริมด้านการเกษตร เพื่อช่วยสร้างรายได้และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ ครอบคลุมพิษณุโลกและสุโขทัย ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน พลายชุมพล และนเรศวร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จะใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรองรับได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรกลับมาทำการเกษตรรอบใหม่ได้ในปลายปี

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ และคณะ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อาศัยบริเวณชุมชนคุ้มแม่ย่า ณ หมู่ที่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามแผนการรับมือน้ำหลากในการช่วยผันน้ำจากยมลงน่าน ที่ประตูระบายน้ำ DR 2.8 ด้วย

015

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

กรมประมง แนะสูตรผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่น หนุนเกษตรกรลดต้นทุนการเลี้ยง สัตว์น้ำโตไว ปลอดภัยจากสารเคมี  พร้อมแนะ 5 สูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ทำเองได้ไว้ใช้ในครัวเรือน โชว์เคสผลสำเร็จของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก” จ.สุรินทร์ นำร่องทดลองเลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียน

วันนี้ (3 ส.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์น้ำของไทยรวมถึงการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันถือเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้านการเกษตรสู่มาตรฐานสูง ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Go Green ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาสารเคมี พร้อมสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเชื่อมโยงสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบอินทรีย์  เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสัตว์น้ำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคและอยู่ในวงจำกัด  จึงต้องเร่งขยายและสร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยได้ผลักดันผ่านกิจกรรมพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ด้านประมงทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำ และผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการส่งเสริมการผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เช่น รำ ปลายข้าว แหนแดง ผำ กล้วยน้ำว้า ฟักทอง ผักไชยา และใช้วิตามินแร่ธาตุเสริมเพื่อให้ได้อาหารที่สมดุลตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดสัตว์น้ำ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า สูตรอาหารสำหรับเลี้ยงปลากินพืชแบบอินทรีย์ที่กรมประมงแนะนำ มีส่วนผสมของวัตถุดิบต่าง ๆ ดังนี้ (อัตราส่วนรวม 100) สูตรที่ 1 ประกอบด้วย ไข่ต้ม 15 หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 15 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 28.66, ไขมัน 15.43, พลังงาน 480.13

สูตรที่ 2 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 หัวปลาอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 แหนแดง แห้ง 10 ผำสด 5 ถั่วเหลืองบด 20 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 10 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 26.48, ไขมัน 15.30, พลังงาน 450.26

สูตรที่ 3 ประกอบด้วย แหนแดงแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 27 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 22 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.86, ไขมัน 12.15, พลังงาน 450.20

สูตรที่ 4 ประกอบด้วย ไส้เดือนดินอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 5 ผำสด 2 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 21.41, ไขมัน 11.61, พลังงาน 445.12

สูตรที่ 5 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 7 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.91, ไขมัน 11.84, พลังงาน 444.71

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2567 กรมประมง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตสูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์เพื่อใช้เลี้ยงปลานิล และปลาตะเพียนขาว สู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำนวนรวม 12 ราย โดยจากการติดตามผลการเลี้ยง พบว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์มีความสมบูรณ์ เนื้อแน่น โตเร็ว โดยเฉพาะปลาตะเพียนมีการตกไข่เร็วกว่าปกติ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์

“แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์จะมีข้อจำกัด ทั้งในด้านกระบวนการผลิตที่ต้องปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือสินค้าคุณภาพสูงที่ปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าประมงของไทยสู่ตลาดที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับสากล สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

015

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย สหกรณ์จังหวัด ข้าราชการ พนักงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดี กสส. เปิดเผยว่า โครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นระหว่างกัน ตลอดจนเป็นการติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการที่สหกรณ์แต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

“สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กพส.วางแนวทางบริหารจัดการกรอบวงเงินให้สหกรณ์กู้ยืมประจำปี โดยคำนึงจากสภาพคล่องทางการเงินและกระแสเงินสดรับจากหนี้ที่ถึงกำหนดชำระระหว่างปี โดยมีการสำรวจความต้องการใช้เงินกู้ล่วงหน้าในแต่ละปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถสนับสนุนเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ ประมาณ 5,100 ล้านบาท แยกเป็น 1. โครงการปกติ อัตราดอกเบี้ยตามชั้นลูกหนี้ กพส. เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ วัตถุประสงค์ให้สมาชิกกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย รวบรวมผลผลิต และลงทุนในทรัพย์สิน จำนวน 3,060 ล้านบาท 2. โครงการพิเศษ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ หรือเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการเฉพาะ จำนวน 17 โครงการ คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ร้อยละ 0 – 1) จำนวน 2,040 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณากรอบวงเงินกู้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวและว่า

และจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรศรีเมืองใหม่ จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ทำให้สหกรณ์สามารถจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ TP one รุ่น BB top 3 กำลังการผลิต ขนาดไม่น้อยกว่า 30 ตัน/วัน (600-1,200 กระสอบ) ผ่านโครงการสนับสนุนสินเชื่อจัดหาเครื่องผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สหกรณ์สามารถผลิตปุ๋ยไว้ใช้เองเพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกในราคาที่เป็นธรรมได้ โดยปัจจุบันสหกรณ์ขึ้นทะเบียนผสมแล้วทั้งหมด 12 สูตร ได้แก่ สำหรับนาข้าว 16-16-8/16-8-8/15-15-15/16-20-0 และ สำหรับมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม 15-5-20/18-4-5/13-3-27/15-7-18/15-5-35/13-13-21/27-12-6/27-5-18) โดยสามารถลดต้นทุนต่อกระสอบได้ประมาณ 20-150 บาท

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 และ 4 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ทั้งนี้คณะ รมว.เกษตรฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 จุด คือ จุดที่ 1 ลงพื้นที่วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จุดที่ 2 ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และจุดที่ 3 หอประชุมที่ว่าการอำเภอโพธิ์ชัย ตำบลขามเบี้ย อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมปศุสัตว์ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้มาร่วมงานฯ อาทิ พันธุ์พืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีต (Intensive Farm) คำแนะนำการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ และโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้ง 3 จุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ จำนวน 300 ถุง (300 กิโลกรัม) หญ้าแพงโกล่าแห้ง จำนวน 400 ฟ่อน (8,000 กิโลรัม) อาหาร TMR (อาหารสัตว์ธงเขียว) จำนวน 2,000 กิโลกรัม เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยง จำนวน 500 กิโลกรัม การแจกถุงยังชีพสัตว์ จำนวน 300 ถุง แก่ตัวแทนเกษตรกรที่มาร่วมงานฯ การออกหน่วยให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวนกว่า 300 ตัว พร้อมทั้งได้รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ โดยการแจกไข่ไก่ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ จำนวน 20,000 ฟองอีกด้วย

– 006