‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมพิธีลงนามถวายพระพรฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง และบริเวณโถงกลาง หน้าห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘รมช.อัครา’สั่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน พร้อมเดินหน้าโครงการน้ำ สร้างอนาคตมั่นคงให้ชาวพะเยา

'รมช.อัครา'สั่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน พร้อมเดินหน้าโครงการน้ำ สร้างอนาคตมั่นคงให้ชาวพะเยา

‘รมช.อัครา’สั่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน พร้อมเดินหน้าโครงการน้ำ สร้างอนาคตมั่นคงให้ชาวพะเยา

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ด้วยความห่วงใยจากใจ“รมช.อัครา” สั่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน พร้อมเดินหน้าโครงการน้ำ สร้างอนาคตมั่นคงให้ชาวพะเยา

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพะเยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบถุงยังชีพจำนวนกว่า 1,000 ชุด แก่ประชาชนในเขตอำเภอปง และอำเภอเชียงม่วน ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเบื้องต้น โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ พร้อมด้วยนายอุดมศักดิ์ สีธิสาร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพะเยา และผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เบื้องต้นกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกล อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถตัก และรถฉีดน้ำ ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือทำความสะอาดที่พักอาศัยของประชาชน พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง พร้อมผลักดันแผนโครงการระยะยาวเพื่อจัดการปัญหาน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน ป้องกันปัญหาการเกิดอุทกภัยซ้ำซาก และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำทำการเกษตรในฤดูแล้งและระหว่างที่ฝนทิ้งช่วงให้แก่ประชาชน โดยมีโครงการฯที่สำคัญ อาทิ โครงการก่อสร้างฝายลู โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำรวบ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปั๋ง โครงการอ่างเก็นน้ำห้วยก้างปลา โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำน้ำม่าว ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากโครงการฯดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรในพื้นที่ต่อไป

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้กำชับให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด

– 006

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

“อัครา” ลงพื้นที่ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วม ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ชวนเกษตรกรเปลี่ยนโรงเรียนร้าง เป็น “ศูนย์ข้าวชุมชน” สร้างวิสาหกิจชุมชน ยกระดับชีวิตเกษตรกร

วันนี้ (27 ก.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.พะเยา อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนบ้านหนองบัว ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา และสำนักงานเทศบาลตำบลงิม อ.ปง จ.พะเยา โดยได้รับฟังปัญหาของเกษตรกร และมอบหมายกรมชลประทาน ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจออกแบบก่อสร้าง/ปรับปรุง และขุดลอกฝายลูที่ถูกน้ำกัดเซาะตลิ่ง ฝายบ้านวังบง และฝายวังจันที่ดินทับถมจนตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ รวมถึงฝายน้ำแม่ม่าวที่ชำรุดทรุดโทรมให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้แนะนำให้ผู้นำชุมชนสำรวจโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้งานนำมาปรับเป็นศูนย์ข้าวชุมชน โดยให้กรมการข้าวจัดหาเครื่องจักรสำหรับไถหว่าน เก็บเกี่ยวข้าว และโดรนเพื่อการเกษตรให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และนำสนามฟุตบอลเป็นลานตากข้าว ยุ้งฉางจัดเก็บข้าวเป็นอาคารเรียน สามารถเก็บข้าวนำไปเข้าโครงการชะลอการขายข้าว สร้างรายได้หมุนเวียนในกลุ่ม นำไปต่อยอดอาชีพการปลูกข้าวอินทรีย์ หรือผลิตสุราชุมชน ทั้งนี้ กรมการข้าวจะนำเครื่องมือการผลิต และเจ้าหน้าที่อบรมมาช่วยพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น นายอัครา พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังเทศบาลตำบลเชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และมอบถุงยังชีพให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร

015

‘โฆษก กษ.’เป็น ปธ.พิธีมอบโคกระบือ โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

'โฆษก กษ.'เป็น ปธ.พิธีมอบโคกระบือ โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘โฆษก กษ.’เป็น ปธ.พิธีมอบโคกระบือ โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโคกระบือ โครงการธนาคารโคกระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ  จำนวน 50 ตัว ณ เทศบาลตำบลเชียงใหม่ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

– 006

ปศุสัตว์ส่งมอบฟาง-หญ้าแห้งช่วยเกษตรกรที่บุรีรัมย์

ปศุสัตว์ส่งมอบฟาง-หญ้าแห้งช่วยเกษตรกรที่บุรีรัมย์

ปศุสัตว์ส่งมอบฟาง-หญ้าแห้งช่วยเกษตรกรที่บุรีรัมย์

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ กรมปศุสัตว์ เร่งนำฟางและหญ้าแห้งอัดก้อน มอบให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้นำไปให้โค-กระบือ ได้มีอาหารรับประทาน หลังเริ่มได้รับผลกระทบจากการสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกษตรไม่กล้าอออกหาตัดหญ้าได้ตามปกติ

วันนี้ (27 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่างนำรถกระบะ และรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง มาขนบรรทุกเอาฟางและหญ้าแห้งอัดฟ่อน ที่ทางเจ้าหน้าที่จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ กรมปศุสัตว์ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ได้นำรถบรรทุก 6 ล้อ 2 คันใหญ่ บรรทุกฟางและหญ้าแห้งอัดก้อนจำนวน 400 ฟ่อน นำมาส่งมอบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในพื้นที่ อ.บ้านกรวด ได้นำไปให้โค-กระบือที่เลี้ยงไว้ได้มีอาหารรับประทาน หลังเริ่มได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา จนทำให้เกษตรกรมีความไม่มีความปลอดภัย จึงทำให้ไม่กล้าอออกหาตัดหญ้าหาอาหารให้โค-กระบือ ได้กินตามปกติเหมือนก่อนหน้านี้ ซึ่งเบื้องต้นมีเกษตรกรอยู่ประมาณ 100 ราย ที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้กับผู้นำชุมชน ว่าโค-กระบือที่เลี้ยงไว้รวมกว่า 500 ตัว กำลังขาดแคลนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง

นายเลียด มีมาก อายุ 47 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวใน ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าตนเลี้ยงวัวไว้ 4 ตัว ตอนนี้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบแนวชายแดน ทำให้กล้าออกไปหาเกี่ยวหญ้าให้วัวได้กินตามปกติ และในวันนี้โชคดีที่ได้หญ้าแห้งอัดก้อน ที่ทางปศุสัตว์นำมาแจกจ่ายให้ ก็สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี โดยฟาง 5 ก้อนนี้ถ้าให้วัวกินทั้งฟางแห้ง และออกหาหญ้าสดให้ด้วย ก็น่าจะบรรเทาไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ส่วนนายขาล ฉิมงาม อายุ 58 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าเลี้ยงวัวไว้ 30 ตัว และได้ผูกล่ามไว้ในคอก ตอนนี้กำลังขาดอาหาร เนื่องจากตนต้องคอยวิ่งหลบลูกกระสุนปืนใหญ่ จึงไม่ค่อยได้ออกตัดหญ้าให้วัว โชคที่กรมปศุสัตว์นำหญ้าแห้งมาให้ก็จะช่วยวัวได้มีอาหารกินไปในระยะหนึ่ง

ขณะที่ นายเดชา จันทร์โนนม่วง อายุ 53 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวใน ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่า เลี้ยงวัวไว้ 10 ตัว ตอนนี้ก็เดือดร้อนเพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบกันขึ้น ทำให้ไม่กล้าที่จะออกไปหาตัดหญ้าให้วัว เพราะไม่รู้ว่าลูกปืนใหญ่ของกัมพูชาจะยิงตกลงมาตอนไหน ประกอบกับเสียงเครื่องตัดหญ้าก็ดังด้วย จึงทำให้ไม่กล้าออกไปหาตัดหญ้ามาให้วัว ก็ต้องขอขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่ได้จัดหาฟางและหญ้าแห้งให้วัวได้มีหญ้ากินไปในระยะหนึ่ง

ด้าน น.ส.เรืองรอง ชาติเพชร เจ้าพนักงานสัตว์บาล ปฎิบัติงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ กรมปศุสัตว์ ได้นำเสบียงสัตว์หญ้าแห้งมามอบช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ตามบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้กว่า 100 ราย มีโค 523 ตัว และกระบือ 56 ตัว

วันเดียวกันนี้ ได้ส่งมอบให้จำนวน 400 ฟ่อน จากที่วานก่อนนำมามอบให้บ้างแล้ว 230 ฟ่อน ซึ่งทางศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ กรมปศุสัตว์ จะทยอยนำฟางและหญ้าแห้งอัดก้อน มาส่งมอบให้กับเกษตรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ

พร้อมกันนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานด้วยว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จนถึงขณะนี้ 10.18 น. วันที่ 27 ก.ค.68 ยังไม่ปรากฎความเคลื่อนไหว และเหตุการณ์สู้รบกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา หรือมีรายงานลูกกระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชาตกลงมาในพื้นที่แนวชายแดนของ จ.บุรีรัมย์ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้รายงานลำดับเหตุการ์กรกณีการปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 12.45 น. เริ่มได้มีกระสุนปืนใหญ่ ซึ่งคาดว่าเป็นกระสุนจรวดหลายลำกล้อง BM21 ของฝ่ายกัมพูชา ตกลงมาในพื้นที่ ต.สายตะกู และ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา รวมแล้วตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีกระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชาตกลงมาจำนวนประมาณ 48 ลูก รวมตลอดทั้ง 3 วันของการสู้รบพบว่ามีกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 200 ลูก

015

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ให้กำลังใจ จนท.ประจำศูนย์รับรองพื้นที่สำหรับสัตว์อพยพ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ให้กำลังใจ จนท.ประจำศูนย์รับรองพื้นที่สำหรับสัตว์อพยพ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ให้กำลังใจ จนท.ประจำศูนย์รับรองพื้นที่สำหรับสัตว์อพยพ

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ประจำศูนย์รับรองพื้นที่สำหรับสัตว์อพยพ จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568  เวลา 17.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมนายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ซึ่งอยู่ประจำศูนย์รับรองพื้นที่สำหรับสัตว์อพยพ จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ได้แก่ โรงพยาบาลสนามด้านปศุสัตว์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และสถานที่อพยพสัตว์และเสบียงอาหารสัตว์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สุโขทัย สั่งชลประทานเร่งคุมน้ำยม

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สุโขทัย สั่งชลประทานเร่งคุมน้ำยม

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สุโขทัย สั่งชลประทานเร่งคุมน้ำยม

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสุโขทัยอย่างใกล้ชิด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์น้ำ ณ ประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ก่อนจะเดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณ ประตูระบายน้ำคลองหกบาท อ.สวรรคโลก 
และจุดก่อสร้างรางรถไฟ (คลองยม-น่าน) อ.ศรีนคร และประตูระบายน้ำ กม.22 ปากพระ อ.เมืองสุโขทัย

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย อยู่ในช่วงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลากอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำไหลหลากลงสู่ลำน้ำอย่างรวดเร็ว โดยที่สถานีวัดน้ำ Y.14B อ.ศรีสัชนาลัย เมื่อเวลา 10.00 น. มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,072 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่ตัวเมืองสุโขทัย เช้าวันนี้ จุดกั้นกระสอบทรายบริเวณช่องบันไดหลังวัดคูหาสุวรรณ ฝั่งขวาของแม่น้ำยมได้พังทะลาย ทำให้น้ำไหลเข้าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะที่บริเวณชุมชนวัดคูหาสุวรรณและชุมชนพระแม่ย่า ทางเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีได้เร่งนำบิ๊กแบ็คเข้าปิดกั้นและสูบน้ำกลับลงแม่น้ำยมต่อไป

ในส่วนของกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำรวม 9 เครื่อง ใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ ต.ธานี ต.บ้านกล้วย และ ต.ปากแคว เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากเขตเมืองให้เร็วที่สุด 

ขณะเดียวกัน บริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก ได้มีการหน่วงน้ำไว้ทางตอนเหนือของประตู พร้อมระบายผ่านคลองหกบาท คลองยมน่าน แม่น้ำยมสายเก่า และแม่น้ำน่าน เพื่อชะลอยอดน้ำก่อนเข้าสู่เขตเมือง รวมทั้งควบคุมการระบายน้ำผ่าน ปตร.บ้านหาดสะพานจันทร์ ลงสู่แม่น้ำยมสายหลักอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ เร่งเสริมแนวกระสอบทรายริมตลิ่งแม่น้ำยม พร้อมนำเครื่องจักรเข้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งระดับส่วนกลางและท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด ควบคุมสถานการณ์จนกว่าจะคลี่คลาย พร้อมเร่งลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

“อัครา” ลุยพะเยา! มอบนโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ใช้บางระกำโมเดล สู้ภัยโลกเดือด พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันนี้ (25 ก.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่สถานีประมงน้ำจืด จ.พะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา โดยนายอัครา กล่าวชื่นชมกรมชลประทาน ที่บริหารจัดการน้ำในช่วงที่ภาคเหนือตอนบนได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “วิภา” โดยเร่งนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พร้อมเครื่องจักรกล อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถตัก รวมถึงสนับสนุนกระสอบทรายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และคาดว่าอีก 3 – 5 วัน หากฝนไม่ตก จะเข้าสู่สภาวะปกติ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ปรับเปลี่ยนการทำงานโดยคำนึงถึงสภาพอากาศของโลกที่มีการแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง อาทิ 1.การบริหารจัดการน้ำให้สำรวจพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติม เพื่อทำเป็นแก้มลิงและจุดผันน้ำในพื้นที่ และให้หลายจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลประโยชน์จากการกักเก็บ-ระบายน้ำ 2.ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมแบบเดิม เป็นการทำนำปรังแทนนาปี ส่วนในช่วงการทำนาปีให้ปรับเป็นการทำประมง โดยกักเก็บน้ำในแปลงนาให้เป็นจุดเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสร้างรายได้ตลอดปี เป็นรูปแบบเดียวกับบางระกำโมเดล 3.ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปเก็บภาพพื้นที่เกษตรกรรมที่ประสบอุทกภัยโดยเร็ว เพื่อเร่งทำแผนเยียวยาเกษตรกร และ 4.มอบหมายกรมพัฒนาที่ดินทำจุดกักเก็บน้ำนอกเหนือพื้นที่ชลประทาน บูรณาการร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเชื่อว่าการร่วมมือกันหลายภาคส่วนจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

จากนั้น รมช.เกษตรฯ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านบุญเกิด ต.บุญเกิด อ.ดอกคำใต้ และบริเวณริมกว๊านพะเยา ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัย พร้อมประกอบอาหารเมนูข้าวไข่เจียวฮักบ้านเกิดพะเยา พร้อมลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมมอบข้าวกล่องและน้ำเปล่าบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเบื้องต้น

จากนั้น นายอัครา และคณะ เดินทางไปยังห้องประชุมเทศบาล ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อพบปะเกษตรกรและรับฟังผลการดำเนินโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ โดยมีการขุดลอกตะกอนดินรอบกว๊านพะเยา และปรับปรุงระบบระบายน้ำ ทั้งนี้ มีการวางแผนขุดลอกดินกว่า 82,400 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ลึกประมาณ 2.5 เมตร เพื่อเปิดทางในจุดที่น้ำท่วมขังระบายลงสู่กว๊านพะเยา เพิ่มพื้นที่จัดเก็บน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมแปลงเกษตรกรรม และจัดทำอาคารอัดน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำ และผันน้ำจากกว๊านสู่แปลงนาให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืช สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

015

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“ประยูร”นั่งหัวโต๊ะ เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่

วันนี้ (25 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม “War room ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ด้านการเกษตรชายแดนไทย-กัมพูชา” โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด 7 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายประยูรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามสถานการณ์และความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร รายงาน โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ และอีก 4 จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นการอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ให้เตรียมข้อมูลด้านการเกษตร พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาด้านอื่นๆ ต่อไป

นายประยูร กล่าวอีกว่า ขอแสดงความห่วงใยพร้อมทั้งขอให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมทั้งขอให้เตรียมความพร้อมมาตรการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาและอุปสรรค หรือต้องการสิ่งใดที่จะสนับสนุนต่างๆ ให้รายงานมายัง “War room ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ด้านการเกษตร ชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างทันท่วงที

015

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

ฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ฝนของพ่อ ป่าของแม่ สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อพสกนิกรของพระราชา” 

25 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมีนางสาวขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นายศิรเมศร์ พัชราอริยธรณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพัทยา จิตอาสา ประชาชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โอกาสนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้ทำพิธีเปิดโครงการฯ มอบเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ร่วมปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ชมนิทรรศการ และพบปะผู้ร่วมกิจกรรม

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกเราทุกคนต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดขึ้น เป็นอีก 1 โครงการในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ และน้อมนำแนวพระราชดำริไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมโดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และพื้นที่อุทยานสำหรับดำเนินการ และกรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติภารกิจโปรยเมล็ดพันธุ์หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน เพื่อกระจายเมล็ดพันธุ์พืช และเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ และเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสการปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็นผลสำเร็จมากขึ้นด้วย

ในปี 2568 นี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดพื้นที่การโปรยเมล็ดพันธุ์ฯ โดยประสานกับกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ กำหนดชนิดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับผืนป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่

• อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่

• อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์

• อุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี

• อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จังหวัดหนองบัวลำภู

• อุทยานแห่งไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ

• อุทยานแห่งชาติตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

• อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

และได้ขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชจากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวนเมล็ดพันธุ์พืช 10 ชนิด ได้แก่

• ประดู่ป่า

• สัก

• แดง

• มะค่าแต้

• มะขามป้อม

• พะยูง

• สมอพิเภก

• สมอไทย

• มะค่าโมง

• ชิงชัง

จำนวน 1,835 กิโลกรัม.

การจัดกิจกรรมปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืชฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืช และส่งต่อให้กับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละภูมิภาคเพื่อนำไปใช้ในการโปรยทางอากาศ โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งถือได้ว่าโครงการดังกล่าวเป็นการหลอมรวมความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้มาร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่ผืนป่าให้กับประเทศไทยของเรา ให้ทรัพยากรป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป

-(016)