กรมชลฯเตือนจว.’ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา’เตรียมรับน้ำเหนือเพิ่ม 20-80 ซม.ตั้งแต่25ก.ค.

กรมชลฯเตือนจว.'ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา'เตรียมรับน้ำเหนือเพิ่ม 20-80 ซม.ตั้งแต่25ก.ค.

กรมชลฯเตือนจว.’ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา’เตรียมรับน้ำเหนือเพิ่ม 20-80 ซม.ตั้งแต่25ก.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.09 น.

กรมชลประทานประกาศเตือนจังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมรับน้ำเหนือเพิ่ม 20-80 ซม. ตั้งแต่ 25 ก.ค.

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม  นายสุริยพล  นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ล่าสุดพบว่าพื้นที่ตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น  ประกอบกับในช่วงวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2568 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีฝนตกหนักมากขึ้น จะส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำสาขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ในช่วง 1-7 วันข้างหน้า คาดว่าในวันที่ 25 กรกฏาคม 2568 ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,400-1,500 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในลำน้ำสาขา อีกประมาณ 100-150 ลบ.ม./วินาที จะทำให้มีปริมาณน้ำสะสมบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประมาณ 1,500-1,650 ลบ.ม./วินาที

ทั้งนี้ กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในช่วงอัตรา 700-1,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันอีกประมาณ 20-80 เซนติเมตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ได้แก่  คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา แม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมการป้องกันความเสียหายจากน้ำเอ่อล้นตลิ่งไว้ล่วงหน้า หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ กรมชลประทานจะประกาศแจ้งให้ทราบต่อไป

‘อัครแสนคีรี’ ขอบคุณ ก.เกษตรฯ หลังมติอนุ นบข. แจ้งข่าวดี

'อัครแสนคีรี' ขอบคุณ ก.เกษตรฯ หลังมติอนุ นบข. แจ้งข่าวดี

‘อัครแสนคีรี’ ขอบคุณ ก.เกษตรฯ หลังมติอนุ นบข. แจ้งข่าวดี

วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

‘อัครแสนคีรี’ โฆษกกล้าธรรม ขอบคุณ ก.เกษตรฯ หลังมติอนุ นบข. แจ้งข่าวดี! เพิ่มเงินช่วยผู้ปลูกข้าว 68/69 จากไร่ละ 1,000 บาท เป็น 1,200 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน ตอบสถานการณ์ความเดือนร้อนพี่น้องเกษตรกร หลังอินเดียกลับมาระบายข้าว และสงครามตะวันออกกลางส่งผลราคาปุ๋ยพุ่ง

19 ก.ค. 68 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม ขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ล่าสุด ที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือนบข. โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปีการผลิต 2568/69 ด้วยการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,200 บาท (ครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่) สูงสุด 12,000 บาท จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 40,000 ล้านบาท 

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ถือเป็นความพยายามขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ตามนโยบายพรรคกล้าธรรม ที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร มาเป็นอันดับแรก การสนับสนุนเงินชาวนาไร่ละ 1,200 บาท ถือเป็นการต่อยอดการช่วยเหลือ ที่ปีก่อนหน้านี้ได้ไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็สอดคล้องกับสถานการณ์ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่มากขึ้น ภายหลังราคาข้าวร่วงต่ำจากสถานการณ์การกลับมาระบายข้าวของประเทศอินเดีย และราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นจากปัญหาสงครามตะวันออกกลางทำค่าขนส่งสินค้าและต้นทุนการผลิตปุ๋ยพุ่ง

รมว.กษ. แจ้งข่าวดี ! มติ อนุ นบข. เพิ่มเงินช่วยผู้ปลูกข้าวนาปี 68/69 เป็น 1,200 บาท

รมว.กษ. แจ้งข่าวดี !  มติ อนุ นบข. เพิ่มเงินช่วยผู้ปลูกข้าวนาปี 68/69 เป็น 1,200 บาท

รมว.กษ. แจ้งข่าวดี ! มติ อนุ นบข. เพิ่มเงินช่วยผู้ปลูกข้าวนาปี 68/69 เป็น 1,200 บาท

วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

รมว.กษ. แจ้งข่าวดี !  มติ อนุ นบข. เพิ่มเงินช่วยผู้ปลูกข้าวนาปี 68/69 จากไร่ละ 1,000 บาทเป็น 1,200 บาท ไม่เกิน10ไร่ จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน วงเงิน 40,000 ล้านบาท ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท ยังไม่ได้ข้อสรุป  เตรียมเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ นบข. พิจารณารายละเอียด

19 ก.ค.68 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.)ด้านการผลิต  โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และตัวแทนชาวนาเข้าร่วม

โดยมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ด้วยการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,200 บาท (ครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่) สูงสุด 12,000 บาท จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 40,000 ล้านบาท 

ส่วนการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา หลังที่ประชุมคณะกรรมการอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ มีข้อถกเถียง 

โดยจะส่งความเห็นทั้งหมดให้ที่ประชุม นบข.ชุดใหญ่ตัดสินใจอีกครั้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันเดินหน้าผลักดันทุกทางเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาวนา โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) พิจารณารายละเอียดต่อไป

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวยอมรับได้โครงการเงินช่วยเหลือปลูกข้าวนาปีไร่ละ 1200 บาท แม้จะเสนอไว้ไร่ละ 1,500 บาทก็ตาม  แต่ทั้งนี้ยังกังวลกับเงินช่วยเหลือปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท เพราะไม่รู้ว่าชาวนาจะต้องรออีกนานแค่ไหน ในขณะที่ราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่อง

‘รมว.อรรถกร’เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จ.นครศรี ยกระดับบริการถึงมือเกษตรกร

'รมว.อรรถกร'เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จ.นครศรี ยกระดับบริการถึงมือเกษตรกร

‘รมว.อรรถกร’เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จ.นครศรี ยกระดับบริการถึงมือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราจพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ระดับประเทศ โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีถวายพระพรชัยมงคล และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกิจกรรมคลินิกเกษตรเคลื่อนที่รวม 11 คลินิกหลัก ได้แก่ คลินิกดิน พืช ข้าว ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย หม่อนไหม และคลินิกส่งเสริมการเกษตร โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 30 หน่วยงานเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมี กิจกรรมสาธิต/ฝึกอบรมระยะสั้น ฟรี จากคลินิกส่งเสริมการเกษตรและคลินิกอื่นๆ มากกว่า 10 หลักสูตร อาทิ การขยายพันธุ์พืช การเลี้ยงผึ้งโพรง-ชันโรง การขยายและการใช้สารชีวภัณฑ์อย่างง่าย การเพาะผักงอกเพื่อสร้างรายได้ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรต่างๆ พร้อมด้วยกิจกรรมจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ และ Live สดขายมังคุดคุณภาพ จากเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer จังหวัดนครศรีธรรมราช

อำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อำนาจเจริญ 'ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ' ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.10 น.

อำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันที่ 18 ก.ค. 68 ที่บริเวณสระน้ำสาธารณประโยชน์ องค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมายให้ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอลืออำนาจ ส่วนราชการระดับอำเภอหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคเอกชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน และ ประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานประมงจังหวัดอำนาจเจริญ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอำนาจเจริญ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำดังกล่าวขึ้น เพื่อถวายความจงรักภักดีและถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งนี้ ยังเป็นการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่คนในชุมชนต่อไป ///-026

เคาะช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปี68/69 ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่

เคาะช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปี68/69 ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่

เคาะช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปี68/69 ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

อนุกรรมการ นบข. (ด้านการผลิต) เคาะช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปี68/69 ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่ วงเงินราว 40,000 ล้าน  ส่วนไร่ละ1,000 บาท ช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปรัง ยังมีข้อถกเถียง เตรียมรวบรวมความเห็น ทั้งข้อดีข้อเสีย ส่งนบข. ใหญ่พิจารณาทบทวนและเห็นชอบต่อไป

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต  ที่ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐเอกชนและตัวแทนชาวนาเข้าร่วม  โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาในหลายวาระ โดยใช้เวลาประชุม นานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง 

ทั้งนี้ นายอรรถกร กล่าวว่าที่ประชุม นบข.ด้านการผลิต วันนี้ได้มีการอนุมัติโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/2569 ด้วยการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,200 บาท (ครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่) จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 40,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่สาระการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่จะมีการจัดขึ้นในครั้งถัดไป เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป 

ส่วนโครงการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ยังคงมีประเด็นทกเถียง และยังต้องพิจารณาตรวจสอบ ที่ประชุมวันนี้ จึงเรวบสนอควาทเห็นทั้ง ข้อดี ข้อเสียของโครงการฯ ตัวเลขชาวนาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีประมาณ 850,000 ครัวเรือน และวงเงินงบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อส่งต่อให้ที่ประชุมใหญ่ นบข. พิจารณาอีกครั้ง 

ด้านปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่า ยังคงมีความกังวลใจในส่วนของโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท จำนวน 8.5 แสนครัวเรือน เพราะยังไม่ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมวันนี้ และยังต้องรอที่ประชุม นบข.ใหญ่ พิจารณาทบทวน ยอมรับไม่พึงพอใจ เพราะไม่รู้ว่าชาวนาจะต้องรออีกนานแค่ไหน เนื่องจากขณะนี้ราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่อง ชาวนาขายข้าวขาดทุน 

ทั้งนี้สำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต  2568/2569  ตนได้ขอในที่ประชุม ให้การสนับสนุนเงินไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ แต่ที่ประชุมเคราะห์ที่ไร่ละ 1,200 บาท ก็ต้องยอมรับดีกว่า ไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวนามีต้นทุนการผลิต โดยหลังจากนี้ จะต้องรอ ที่ประชุม นบข. ใหญ่จะพิจารณาอย่างไรต่อไป 

ก.เกษตรฯเปิดอบรมหลักสูตร นบต.รุ่น77

ก.เกษตรฯเปิดอบรมหลักสูตร นบต.รุ่น77

ก.เกษตรฯเปิดอบรมหลักสูตร นบต.รุ่น77

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 77

วันนี้ (17 ก.ค.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 77  และบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับหลักการปฏิบัติสำหรับนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 77” โดยมี ดร.ยุทธภูมิ ประสมทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตร สถาบันเกษตราธิการ กล่าวรายงาน และผู้เข้าอบรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 100 คน เข้าร่วม ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ และเสริมสร้างภาวะผู้นำ เพื่อที่จะได้นำทักษะและความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  โดยจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blend Learning) ทั้งรูปแบบ Online Learning และรูปแบบฝึกปฏิบัติร่วมกัน

015

ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำเจ้าหน้าที่ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ จ.สุพรรณบุรี

วันนี้ (17 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมีนายกองเอกเชษฐา ขาวประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกว่า 500 คน เข้าร่วม ที่วัดใหม่รัตนเจดีย์  ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานโครงการจิตอาสา 904 วปร.ตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีความรัก สามัคคีปรองดอง และมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้เน้นการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำและแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดี กินดี และมีความสุข ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    ในฐานะศูนย์ประสานงานจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการขยายผลการดำเนินโครงการสนองตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้มีการขับเคลื่อนขยายผลการดำเนินโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมวันนี้ประกอบด้วย การปรับภูมิทัศน์ พัฒนาพื้นที่สาธารณะ บริเวณคลองระบาย 1 ซ้าย สองพี่น้อง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภค บริโภค และการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และกิจกรรมสานสัมพันธ์ “บวร” บริเวณโดยรอบชุมชน ต.ดอนโพธิ์ทอง วัดใหม่รัตนเจดีย์ และโรงเรียนวัดใหม่รัตนเจดีย์ อาทิ การทำความสะอาด และกิจกรรมเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

นอกจากนี้ ปลัดเกษตรฯ ได้มอบปัจจัยการผลิตแก่ผู้แทนหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก สารชีวภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น รวมทั้ง ได้นำเจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาดเก็บขยะบริเวณโดยรอบวัดและโรงเรียน พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการปลูกผักยกแคร่และมอบอาหารกลางวันแก่นักเรียนโรงเรียนวัดใหม่รัตนเจดีย์ก่อนเดินทางกลับด้วย

015

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

17 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวงเป็นประธานเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ข้าราชการจากส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีเข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน ตั้งอยู่ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับและสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง การจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เพื่อสืบสานศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตร ป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ PM 2.5 ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และภัยพิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่เกษตรกร ประชาชน และผู้ใช้น้ำทั่วไป มีพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง รับผิดชอบพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสำคัญได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี ในการช่วยเพิ่มปริมาณเก็บกักรองรับการใช้การ และสำหรับการเกษตรพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย สับปะรด มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ทุเรียน มะม่วง

จากนั้น องคมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมจุดก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเริ่มก่อสร้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสารฝนหลวง ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้โครงการพระราชดำริฝนหลวง เทคนิคการทำฝนตามตำราฝนหลวงพระราชทานแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวมที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงโดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขนาดกลาง จำนวน 10 ลำ ขนาดเล็ก จำนวน 11 ลำ เครื่องบินปรับความดัน จำนวน 1 ลำ ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ บรรเทาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยมีผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ปฏิบัติการ 126 วัน 1,526 เที่ยวบิน ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 62 จังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก พะเยา พิจิตร สุโขทัย นครสวรรค์ อ่างทอง อุทัยธานี สกลนคร นครราชสีมา จันทบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 94.44

-(016)

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

เกษตรฯ ส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตล็อตแรกไปอินโดนีเซีย เปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยหลังมีแนวโน้ม ไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ไทยได้รับความนิยมด้านกีฬาและวัฒนธรรม

วันนี้ (17 ก.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ล็อตแรกไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ อาคารคลังสินค้า การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยบินตรงไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปพบ Dr. drh.Agung Suganda อธิบดีกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ณ กระทรวงเกษตร กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมกันประชุมเจรจาหารือจนบรรลุข้อตกลงร่วมกับกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ในการรับรองเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary Health Certificate: VHC)

นายสัตวแพทย์สมชวน  กล่าวว่า การส่งออกสัตว์ปีกมีชีวิต ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมืองมีชีวิตที่มีความนิยมในตลาดของประเทศอินโดนีเซียทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรมซึ่งการส่งออกล็อตแรก บริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด เป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้าไก่พื้นเมืองมีชีวิตเข้าสู่อินโดนีเซีย โดยการส่งออกล็อตแรกนี้ มีจำนวน 3 ตัว ซึ่งไก่แต่ละตัวมีมูลค่าสูงถึง 150,000 บาท รวมมูลค่า 450,000 บาท และคาดว่าจะมีการส่งออกต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 12,000 ตัว จะสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปยังประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นการส่งออก Soft Power ของไทย ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง และเป็นการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืนและถือเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศไทย

ขณะที่นายปรีชา ตีรวัฒนานนท์ ประธานบริหารบริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการยกระดับสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงของเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล ในอนาคตจะเป็นการกระจายสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ที่ได้ทุ่มเทผลักดันการส่งออกนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่การพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมืองทั้งระบบของเกษตรกรไทย การควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการประสานงานด้านเอกสาร และการเจรจาของภาครัฐทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงการร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้จากข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียมูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท โดยสินค้าเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์นม การเพิ่ม “ไก่พื้นเมืองมีชีวิต” เข้าไปในกลุ่มสินค้าส่งออกจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของไทย

015