‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีส่งออก’ไก่พื้นเมืองมีชีวิต’ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.พิธีส่งออก'ไก่พื้นเมืองมีชีวิต'ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีส่งออก’ไก่พื้นเมืองมีชีวิต’ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

กรมปศุสัตว์จัดพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตล็อตแรกไปอินโดนีเซีย เป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ที่มีความนิยมทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ล็อตแรกไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ อาคารคลังสินค้า การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยบินตรงไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปพบ Dr. drh.Agung Suganda อธิบดีกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ณ กระทรวงเกษตร กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมกันประชุมเจรจาหารือจนบรรลุข้อตกลงร่วมกับกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ในการรับรองเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary Health Certificate: VHC) สำหรับการส่งออกสัตว์ปีกมีชีวิต ซึ่งเป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมืองมีชีวิตที่มีความนิยมในตลาดของประเทศอินโดนีเซียทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการส่งออกล็อตแรกนี้ บริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด เป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้าไก่พื้นเมืองมีชีวิตเข้าสู่อินโดนีเซีย โดยการส่งออกล็อตแรกนี้มีจำนวน 3 ตัว ซึ่งไก่แต่ละตัวมีมูลค่าสูงถึง 150,000 บาท รวมมูลค่า 450,000 บาท และคาดว่าจะมีการส่งออกต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 12,000 ตัว จะสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปยังประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นการส่งออก Soft Power ของไทย ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง และเป็นการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศไทย

ด้าน นายปรีชา ตีรวัฒนานนท์ ประธานบริหารบริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการยกระดับสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงของเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล ในอนาคตจะเป็นการกระจายสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ที่ได้ทุ่มเทผลักดันการส่งออกนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่การพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมืองทั้งระบบของเกษตรกรไทย การควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการประสานงานด้านเอกสาร และการเจรจาของภาครัฐทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงการร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียมูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท โดยสินค้าเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์นม การเพิ่ม “ไก่พื้นเมืองมีชีวิต” เข้าไปในกลุ่มสินค้าส่งออกจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของไทย

พิธีครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวแรกของการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในด้านการค้าและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

– 006

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

กรมประมง เพิ่มผลผลิต “กุ้งก้ามกราม” ฟื้นฟูแหล่งน้ำ จ.พะเยา สร้างแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันนี้ (17 ก.ค.) ที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ลงสู่กว๊านพะเยา พร้อมมอบพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้ตัวแทนชุมชน 11 ชุมชน จาก 9 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 2 ล้านตัว ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรกุ้งก้ามกรามใน จ.พะเยา ปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างแหล่งอาหาร สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เดินหน้าโครงการดังกล่าว ตามข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ คนที่ 68 ที่ให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ และได้ขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โดยนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกำกับติดตามการดำเนินงานโดย นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ซึ่งได้วางเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง สำหรับปล่อยฟื้นฟูลงสู่แหล่งน้ำสำคัญของ จ.พะเยา ได้แก่ กว๊านพะเยา หนองเล็งทราย และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งสิ้น 10 ล้านตัว เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาหาร พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามได้แล้วกว่า 8 ล้านตัว  และจะเร่งดำเนินการปล่อยให้ครบตามแผนที่วางไว้ภายในเดือนสิงหาคม 2568

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารฯ เดินทางลงพื้นที่ ณ จ.เพชรบุรี เพื่อ ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง และการดำเนินการจัดพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบนจังหวัดเพชรบุรี พร้อมเข้าร่วมประชุมเตรียมการต้อนรับ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง ที่จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33 (ASEAN Sectoral Working Group on Livestock : ASWGL) และมีการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประชุมผู้ประสานงานแห่งชาติด้านผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์แห่งอาเซียนครั้งที่ 12 (ASEAN National Focal Points on Veterinary Products: ANFPVP) และการประชุมสมัยพิเศษของศูนย์ประสานงานอาเซียนด้านสุขภาพสัตว์และโรคระหว่างสัตว์และคน (ASEAN Coordinating Center for Animal Health and Zoonoses (ACCAHZ) Special Meeting) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม แรมแบรนดท์ กรุงเทพมหานคร

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33 (33rd ASWGL) รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ANFPVP และ ACCAHZ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการปศุสัตว์ ทั้งสุขภาพสัตว์ มาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ การผลิตสินค้าปศุสัตว์ และการควบคุมป้องกันโรคในสัตว์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีภูมิภาค เสริมความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในด้านการค้าและการลงทุนของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนโดยรวม

สำหรับการประชุม ASWGL ถือเป็นเวทีเฉพาะทางด้านการปศุสัตว์ของอาเซียนในการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนานโยบาย และกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ในระดับภูมิภาค ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 กรกฎาคม 2568 นำโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะประธานคณะอำนวยการจัดการประชุมฯ และมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ติมอร์-เลสเต ในฐานะผู้สังเกตการณ์รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการอาเซียน หน่วยงานหุ้นส่วนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฯ การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตาม กำหนดทิศทาง จัดทำสรุปและรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรและป่าไม้ (Senior Officials Meeting on Agriculture and Forestry; SOM-AMAF) และเป็นเวทีที่ใช้พิจารณาความก้าวหน้า และแนวทางความร่วมมือ เช่น การบริหารจัดการกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน (ASEAN Animal Health Trust Fund) นโยบายและกิจกรรมความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับแผนงานและตัวชี้วัดของอาเซียนด้านการเกษตร ผลการประชุมอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการปศุสัตว์ มาตรฐานอาเซียนด้านการเลี้ยงสัตว์และการผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ แนวปฏิบัติที่ดีทางการเลี้ยงสัตว์ การพัฒนาบุคลากรด้านปศุสัตว์ การดำเนินการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงท่าทีและความร่วมมือของอาเซียนกับองค์กรระหว่างประเทศและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างๆ

“การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทที่เข้มแข็งของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านปศุสัตว์ในภูมิภาค และเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมืออันดี การพัฒนาศักยภาพ และยกระดับมาตรฐานการปศุสัตว์อาเซียนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

– 006

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.06 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.45 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้การต้อนรับ ดร.จาง คิโฮ รองผู้อำนวยการกองการประยุกต์ใช้งานวิจัย หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านการดัดแปรสภาพอากาศ (Dr. CHANG Ki-Ho, Deputy Director of Research Applications Department (RAD)) ดร.ลิม ยุนกยู ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองการประยุกต์ใช้งานวิจัย กลุ่มงานวิจัยด้านการดัดแปรสภาพอากาศ (Dr. LIM Yun-kyu, Assistant Director of RAD, Weather Modification Research Team) และ ดร.บูรอยด์ มิโลสลาฟ นักวิจัย (Dr. Belorid Miloslav, Research Scientist of RAD) ผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ (Memorandum of Understanding on Weather Modification Technology Cooperation) ระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับ สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กรกฎาคม 2568 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรุงเทพฯ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากผู้แทนสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 3 ราย และผู้แทนประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 10 ราย

การประชุมฯ ในครั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับ สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (National Institute of Meteorological Sciences : NIMS) สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (2567 – 2570) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนร่วมกันพัฒนางานวิจัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติของทั้ง 2 ประเทศ โดยเกาหลีใต้มีการพัฒนาห้องจำลองกระบวนการเมฆฟิสิกส์ (Korean-Cloud Physics Experimental Chamber: K-CPEC) ที่มีประสิทธิภาพสูงประกอบด้วย 1) ห้องจำลองสภาวะอากาศการเกิดเมฆ (Cloud Chamber) และ 2) ห้องจำลองสภาวะอากาศการเกิดละอองลอย (Aerosol Chamber) ซึ่ง K-CPEC ใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการเกิดเม็ดน้ำจากการกระตุ้นของสารทำฝนชนิดต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์อากาศ (Weather and Numerical Model) พร้อมอุปกรณ์ และเครื่องมือ ที่สามารถนำมาเป็นข้อมูลประกอบวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากการประชุมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมจะได้รับองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการดัดแปรสภาพอากาศจากสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงรายละเอียดโครงการประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการวางแผนปฏิบัติการฝนหลวง ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.28 น.

“อธิบดีกรมการข้าว “ร่วมคณะรมต.เกษตร  ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบเมล็ดพันธุ์ เสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตร

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่เกษตรกร ณ วัดบางแตน ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี 

▫️นายอรรถกร เปิดเผยว่า จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีพื้นที่เกษตรกรรม 787,397 ไร่ แม่น้ำบางปะกง ถือเป็นแม่น้ำสายหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการศึกษาและวางแผนการจัดทำโครงการชลประทานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ และสำหรับปัญหาราคาผลผลิตที่ยังไม่เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะราคาข้าว ในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงศึกษาการนำเทคโนโลยีมาใช้เสริมศักยภาพภาคการผลิตให้มากยิ่งขึ้น

▫️สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้พูดคุย พบปะกับพี่น้องเกษตรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการต่อยอดอาชีพเกษตรกร และเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว จากโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2568 และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 59,089 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) จำนวน 1,182 ลิตร ปุ๋ยเคมี สูตร 20-8-20 จำนวน 26,813 กิโลกรัม และสูตร 25-7-14 จำนวน 170,133 กิโลกรัม นอกจากนี้​ยังได้นำนิทรรศการงานด้านข้าว​ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวมาจัดแสดง​อีกด้วย

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์'RAOT'สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ โชว์ภารกิจ-ผลงานเด่นในรอบ 10 ปี ตอกย้ำความพร้อมเป็นองค์กรหลักบริหารระบบยางพารา พร้อมเปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างเอกลักษณ์- ความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางไทยให้เป็นที่จดจำในตลาดโลก

กยท. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ ภายใต้แนวคิด “1 Decade of RAOT – Powering the Future of Thai Rubber 1 ทศวรรษ แห่งภารกิจเพื่อยางไทย”โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมมอบนโยบายให้ กยท. มุ่งขับเคลื่อนยางพาราไทยสู่ความยั่งยืนในทศวรรษใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพซึ่งเป็นเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กยท. เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านยางพาราของประเทศที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้ชาวสวนยาง ซึ่งสอดรับตาม 3 เป้าหมายหลักที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นคือ การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การเสริมศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้วยการเข้าถึงแหล่งทุน สนับสนุนธุรกิจยางชุมชน และพัฒนานวัตกรรมยางพารา ตลอดจนการรับมือกับภัยธรรมชาติพร้อมสร้างทางเลือกอาชีพสำรอง จึงถือได้ว่า กยท. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทชัดเจนในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศไทยด้านความยั่งยืน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โอกาสครบรอบ 10 ปี จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ ที่แสดงถึงรากฐานอันมั่นคงของ กยท. และศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ทศวรรษใหม่ ด้วยแนวทางที่ทันสมัยเชื่อมโยงบูรณาการกับทุกภาคส่วน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทน ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. เป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการยางพาราของประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนางานยางพาราอย่างยั่งยืน โดยนับเป็นวาระพิเศษที่ กยท. ครบรอบ 1 ทศวรรษ แสดงถึงบทบาทและผลงานที่เป็นรูปธรรมขององค์กรตลอดช่วง 10 ปี อาทิ การสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน 10,000 ล้านบาท ให้สถาบันรวบรวมยาง พร้อมยกระดับตลาดยางท้องถิ่นสู่ตลาดกลางและตลาดยางพาราระดับภูมิภาค, โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางบรรเทาภาระค่าครองชีพชาวสวนยางกว่า 1.9 แสนราย, การพักชำระหนี้ช่วงโควิดให้ชาวสวนยางกว่า 30,000 ราย, การเปิดระบบ “Thai Rubber Trade” เชื่อมตลาดกลางยางพารา 8 แห่งทั่วประเทศและการพัฒนา “Thai Rubber Trade เวอร์ชันใหม่” รองรับตรวจสอบย้อนกลับได้, โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, โครงการโฉนดต้นยางพารา เป็นต้น และในอนาคต กยท. พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากลและร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ทาง กยท. จะเปิดตัวสัญลักษณ์ “RAOT” ภายในงานนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และภาพจำที่ชัดเจนของ กยท. ต่อสาธารณชนในฐานะองค์กรหลักของประเทศด้านยางพารา โดยสัญลักษณ์ “RAOT” จะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์ และความมุ่งมั่นของ กยท. ในการพัฒนายางพาราไทยสู่สากล

“กยท. ขอยืนยันพร้อมเดินหน้าสานต่อภารกิจด้วยความมุ่งมั่น เพื่อพัฒนาและยกระดับยางไทย สู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ก้าวสู่เวทีการแข่งขันในธุรกิจยางระดับโลกต่อไป” ดร.เพิก กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ภายในงานมีการมอบรางวัลเกียรติคุณ ยกย่องเชิดชูคนดีมีคุณธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงานของ กยท. การมอบรางวัลสถาบัน/เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น และรางวัลเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ประจำปี 2568 รวมไปถึงมีการจัดแสดงภารกิจ/ผลงานเด่นของ กยท. ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา และผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้แบรนด์ Greenergy Tyre ผลงานผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ผ่านการวิจัยและได้ผลจริง เช่น กระชังบก ยางหุ้มท่อส่งน้ำกันกระแทกใต้พื้นดิน หุ่นจำลองฝึกเจาะหลอดเลือดและใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดดำที่คอ ถุงมือผ้าเคลือบน้ำยาง และสาธิตการใช้หุ่น CPR ทั้งนี้ กยท. ยังเปิดพื้นที่แสดงจำหน่ายสินค้าคุณภาพจาก กยท. 7 เขต ทั่วประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อย กล้วยหอมทอง เงาะนาสาร ทุเรียนภูเขาไฟเกรดพรีเมี่ยม ผงโกโก้ ผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานจากเส้นเทอร์โมพลาสติก เป็นต้น ///-026

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง เสี่ยหนูยันทำถูกต้อง “ภูมิธรรม”สั่ง“อธิบดีกรมที่ดิน” แจงให้ชัด ภายใน 7 วัน เหตุใด ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ

ปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ หากแจงไม่ชัดเจน เซ็นตั้ง คกก.สอบสวนใหม่ทันที ‘อนุทิน’ลั่นเคส‘ที่เขากระโดง’ ยึดตามกระบวนการกม.ขออย่าเรียกเช็คบิล ไม่เกิดประโยชน์ ท้ากลับ หากไม่พบความผิด ‘มท.1’ ต้องมีใจนักกีฬาออกมาแจ้งปชช. สอนมวยใช้อำนาจไม่เป็นธรรมจะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง ฟุ้งหากอยากพ้นเวรพ้นกรรม ต้องเลือก ภท. บริหารบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีปัญหาทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่า ตนได้ส่งจดหมายไปตั้งแต่วันพุธ หรือ วันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่แล้วให้นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายในเวลา 7 วันว่า เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลปกครอง และศาลฎีกา หากภายใน 7 วันไม่มีความชัดเจน ตนก็จะเซ็นตั้งคณะกรรมการได้ทันที ซึ่งตนให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดูว่า คณะกรรมการที่จะต้องประกอบด้วยใครบ้าง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคลางแคลงใจ และมีความไม่สบายใจ รวมถึงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงได้เตรียมการ ที่ต้องการทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน ถ้าชัดเจนสังคมก็จะเกิดความสบายใจ ซึ่งต้องไปถามว่า เหตุผลใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลฯ โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลปกครอง และศาลฎีกา

ส่วนเรื่องนี้จากกระทบต่อตำแหน่งของอธิบดีกรมที่ดินด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่ปัญหา หากทำสิ่งที่ดีก็ได้ไม่มีผลกระทบ แต่หากไปทำอะไรนอกกรอบ หรือนอกความจำเป็น หรือไปเอื้อประโยชน์ต่อใครก็จะมีผลกระทบแน่นอน

เมื่อถามว่า จะถือโอกาสสางคดีที่ดินอัลไพน์ด้วยใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า จะดำเนินการทุกคดีไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะดำเนินการทั้งสองคดี ยืนยันว่าอะไรที่คลางแคลงใจจะเคลียร์ให้หมดทุกประเด็น

ก่อนหน้านี้ จากกรณีที่ ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 ลงวันที่ 27 พ.ค.2568 ซึ่งเป็นคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน กับพวกรวม 3 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ข้อหา คือ

ข้อหาที่ 1 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0561.2(2)/22162 ลงวันที่ 21 ต.ค.2567 ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องการสอบสวน การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยคลาดเคลื่อนในเขตที่ดินของ รฟท. บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

ข้อหาที่ 2 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมที่ดิน (อธิบดีกรมที่ดิน) และปลัดกระทรวงมหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ซึ่งได้มีคําวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ กรณี รฟท.ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องการสอบสวนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยคลาดเคลื่อนในเขตที่ดินของ รฟท. บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

ข้อหาที่ 3 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 995 ฉบับ ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดในพื้นที่ของ รฟท. ภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ข้อหาที่ 4 รฟท. ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ที่ออกทับที่ดินของ รฟท. ตามแผนที่แสดงเขต ที่ดินของกรมรถไฟ ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา ต.เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กิโลเมตร 375+650 ตามระวางที่ดิน 4638 IV 3452-00 ถึง 4638 IV 3454-00 บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นอกเหนือจากหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทั้ง 995 ฉบับ ที่ออกทับที่ดินของ รฟท. ในบริเวณทางแยกเขากระโดง

โดยศาลปกครอง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาบางข้อหา ได้แก่ ข้อหาที่ 3 และข้อหาที่ 4 เนื่องจากเห็นว่า มีข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี และคําขอบังคับในลักษณะเดียวกันกับประเด็นที่ศาลได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว หรือ เป็นการฟ้องซ้ำ ในคดีศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ 2494/2564 หมายเลขแดงที่ 582/2566 มาฟ้องเป็นคดีนี้อีก

ที่อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายภูมิธรรม มีความพยายามเช็คบิลกรณีที่ดินเขากระโดงว่าทุกคนเข้ามามีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย อย่าให้เป็นการเช็คบิล เพราะถ้าเวลาเช็คบิล หากพวกตนกลับไปก็เช็คบิลได้ต่อ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องดูว่าอะไรถูกอะไรผิด เรื่องที่ดินเขากระโดง สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน ข้าราชการกรมที่ดิน ก็ยืนยันมากันหมด ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสั่งการให้ออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ ไม่มีช่องทางไหนให้เข้าไปได้เลย และที่พูดๆ กันไปว่าจะเข้าไปตรวจสอบก็คงต้องไปตรวจศาล เพราะคำพิพากษาของศาลออกมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.มหาดไทย ดังนั้นที่บอกว่าจะมาเช็คบิลจะมาตรวจสอบ ส่วนใหญ่รัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ๆ ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น ถ้าทำแล้วไม่พบความผิดใดๆ ก็ขอให้รัฐมนตรีได้กรุณาออกมามีจิตใจเป็นนักกีฬา แจ้งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบด้วยว่า ไม่พบการกระทำที่ผิดใดๆ

“เข้ามาตรวจสอบได้เลย เพราะผมมั่นใจว่าสมัยที่ผมอยู่ ทำทุกอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฏหมาย และตามระเบียบ และเขากระโดงเราก็เดินหน้าตรวจสอบทุกอย่าง ถ้าผิดลุยเลย มีหนังสือมีจดหมาย ที่ผมได้ออกไป กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็เหมือนกัน โครงการต่างๆ เหมือนกันหมด อะไรที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ผมได้ทำทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไป ไม่เคยกลั่นแกล้งข้าราชการ ไม่เคยย้ายข้าราชการ ตอนที่เข้ามาคนที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ ตอนนั้นก็ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งเก็บไปดองที่ไหน ตรงนี้พี่น้องประชาชนคงเห็นแล้วว่า การทำงานของเราถ้าจะบอกว่ามีความเป็นมืออาชีพมือ มีความยุติธรรม มีคุณธรรม อันนี้พวกผมมั่นใจว่าพวกผมมีมากกว่า” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การที่ขณะนี้รมว.มหาดไทย พยายามเอาข้าราชการสีน้ำเงินออก โดยขีดเส้นกรณีเขากระโดงภายใน 7 วันนั้น ไม่เช่นนั้นจะสั่งเด้ง นายอนุทิน ระบุว่า คนที่มีอำนาจถ้าใช้อำนาจที่เป็นธรรม ความสงบสุข ความผาสุกจะเกิดขึ้นแต่ถ้าใช้อำนาจไม่เป็นธรรม อำนาจก็จะกลับมาทำลายตัวเองในที่สุด ไม่เคยมีใครใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมแล้วดำรงตนอยู่ได้ และยึดอยู่ในอำนาจนั้นอย่างยั่งยืน แบบมาชั่วคราวลมเพลมพัดมา ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของระบบการเมือง ระบบข้าราชการไทย ถ้าจะให้ดีพ้นเวรพ้นกรรม ต้องให้พรรคพรรคภูมิใจไทย เข้าไปบริหารบ้านเมือง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นับเป็นมหามงคลพิเศษยิ่งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 
ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช  และระดับจังหวัด อีก 76 จังหวัด กำหนดจัดงานในห้วงระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2568 เป้าหมายเกษตรกรรวมกว่า 8,900 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมการจัดงานคลินิกเกษตรฯ ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถนำความรู้ คำแนะนำไปใช้ประโยชน์ ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และมีประสิทธิภาพ เช่น องค์ความรู้ การปรับปรุงบำรุงดิน การดูแลรักษา โรคและแมลงศัตรูพืช การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น รวมถึงการนำปัจจัยการผลิตไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและชีวภัณฑ์ในสัตว์ สารปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น ส่งผลให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคในครัวเรือน สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ลดปัญหาโรคและแมลงศัตรู รวมทั้งช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน 

สำหรับการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ระดับประเทศ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยจะเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร รับชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้บริการคลินิกเกษตรจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 11 คลินิก ประกอบด้วย คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย คลินิกหม่อนไหม คลินิกส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ รวมกว่า 20 หน่วยงาน รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษเปิดให้บริการเจาะลึกองค์ความรู้พืช โดยเน้นการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูของพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดนครศรีธรรมราช (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และไม้ผล) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การปลูก การดูแลรักษา จนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ควบคู่ไปกับกิจกรรมสาธิต/ฝึกอบรมระยะสั้น จากคลินิกส่งเสริมการเกษตร และคลินิกอื่นๆ กว่า 10 หลักสูตร เช่น การขยายพันธุ์พืชที่เหมาะสม การขยายและการใช้สารชีวภัณฑ์อย่างง่าย การเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง การทำยาหม่องจากผลิตภัณฑ์ผึ้ง การเพาะผักงอกเพื่อสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค การแปรูปข้าว การแปรรูปมังคุด การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรต่างๆ เช่น พืชพันธุ์ดี สารชีวภัณฑ์ พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ และพันธุ์พืชอาหารสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการ Live จำหน่ายมังคุดคุณภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราช และผลผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งการสาธิตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานและขอรับบริการ คำปรึกษา คำแนะนำ เกี่ยวกับงานด้านการเกษตรได้ตามสถานที่ที่แจ้ง สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการ หรือสถานที่จัดงานใกล้บ้านท่านได้ที่ https://clinickaset.doae.go.th

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

14 กรกฎาคม 2568 เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอสารภี หางดง ฮอด และอำเภอจอมทอง หลายๆอำเภอของ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญกับ ปัญหาราคาลำไยตกต่ำรุนแรงตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว จนบางรายจำต้องเร่งเก็บผลผลิตก่อนเวลา แม้ผลลำไยจะยังไม่โตเต็มที่ หวั่นราคาจะดิ่งลงอีกจนขาดทุนหนัก

ลำไยเกรด AA ที่เคยมีราคาสูงถึง 30 บาทต่อกิโลกรัมในปีที่แล้ว ปีนี้กลับเริ่มต้นฤดูด้วยราคาเฉลี่ยเพียง 21-22 บาท/กก. สำหรับแบบใส่ตะกร้า และ 19-20 บาท/กก. สำหรับแบบรูดร่วง ขณะที่เกรด A เหลือเพียง 9-10 บาท/กก. ส่วนเกรด C ซึ่งกลายเป็นประเด็นดราม่าในโลกโซเชียล กลับซื้อขายเพียง 1 บาท/กก. ตามปกติทุกปี

นายธนโชติ ไชยมาตร์ ชาวสวนลำไยในตำบลท่ากว้าง อ.สารภี เผยว่า ปีนี้ลำไยออกผลดกและสุกพร้อมกันจากสภาพอากาศที่ฝนตกต่อเนื่องและอากาศเย็นนาน ทำให้พ่อค้าเลือกซื้อแบบเหมาเฉพาะบางสวนเท่านั้น สวนที่ไม่มีคนเหมาซื้อก็ต้องพึ่งแรงงานในครอบครัวช่วยเก็บ เพราะหากจ้างคนงานที่ค่าจ้างสูงถึง 3 บาท/กก. อาจไม่คุ้มทุน

เกษตรกรหลายราย จึงต้องวัดดวงกับราคาตลาด บางรายขายได้ บางรายถูกกดราคา บางรายถึงขั้นไม่สามารถขายได้เลย เพราะไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ทั้งที่ลงทุนไปตลอดปีเพื่อดูแลผลผลิตที่กำลังจะถูกซื้อในราคาที่ ต่ำกว่าต้นทุน

นายฝนหนาว ราชโยคี พ่อค้าลำไยจากตำบลแม่สอย ระบุว่า ปริมาณผลผลิตที่ออกพร้อมกันทุกพื้นที่ ส่งผลให้ตลาดล้น ราคาจึงตกลงอย่างต่อเนื่อ และมีแนวโน้มว่าจะตกลงอีกในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยประเมินว่า ราคาเกรด AA อาจต่ำถึง 16 บาท/กก. ซึ่งถือว่าต่ำเกินกว่าที่เกษตรกรจะอยู่ได้ “ถ้าลำไยแบบรูดร่วงตกต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโล ก็ไม่คุ้มแรงเก็บเกี่ยวแล้ว” เกษตรกรท้องถิ่นเผยด้วยความกังวล

แม้จะมีข่าวจากภาครัฐในอดีตว่าจะสนับสนุนหรือช่วยเหลือการตลาดลำไย ทั้งการส่งออกและการแปรรูป แต่ในสถานการณ์จริง ชาวสวนยังไม่เห็นความชัดเจนของมาตรการช่วยเหลือในปีนี้เลย เกษตรกรจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล

• ขอให้รัฐออกมาตรการแทรกแซงราคาหรือประกันรายได้

• สนับสนุนการกระจายผลผลิตออกนอกประเทศโดยเร่งด่วน

• ส่งเสริมช่องทางตลาดใหม่ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

• ลดต้นทุนด้านแรงงานหรือสนับสนุนเครื่องมือเก็บเกี่ยว

ลำไยไทยคือผลไม้ส่งออกสำคัญ หากไม่มีการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและทันการณ์ นอกจากเกษตรกรจะล้มละลายแล้ว อาจกระทบถึงระบบเศรษฐกิจฐานรากในหลายจังหวัด ชาวสวนกำลังเดือดร้อน! รัฐบาล…ทำอะไรอยู่?