เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.03 น.

เกษตรฯ ร่วมพิธีเปิดงาน Japan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025 สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 มิ.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดงาน Japan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025 โดยมี นายเคนอิจิ ยามาโตะ ประธานคณะกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายคาซึฮิสะ ทาเคอุจินายกเทศมนตรีเมืองคิตะคิวชู ญี่ปุ่น และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วม ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กทม.

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างธุรกิจสตาร์ทอัพกับบริษัทขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่น รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการลงทุนและการเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนธุรกิจในภูมิภาคในระยะยาว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอ็มยูเอฟจี (MUFG) และหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจ (1:1 Business Matching) การนำเสนอแนวคิดและไอเดียธุรกิจโดยสตาร์ทอัพด้านอาหารและการเกษตร (Startup Pitching) กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และการจัดแสดงนิทรรศการของธุรกิจสตาร์ทอัพมากกว่า 60 บริษัท เช่น เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG), เทคโนโลยี AI ระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ (Factory Automation) รวมไปถึงเกมส์ และแอนิเมชั่น ด้วย

015

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย-IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

'นฤมล'กระชับสัมพันธ์'ไทย-IFAD'เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย-IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.42 น.

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย – IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยืนยันไทยพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพื่อยกระดับเกษตรกรรมให้เข้มแข็ง มั่นคง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับนายโดนัลด์ บราวน์ ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายบริหารโครงการ กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development: IFAD) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ IFAD ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

โดย ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกภายหลังจากที่ประเทศไทย และ IFAD ได้ลงนามในความตกลงประเทศเจ้าภาพ (Host Country Agreement: HCA) เพื่อจัดตั้งสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งได้ย้ายที่ทำการจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี มายังอาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ และเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งนายโดนัลด์ บราวน์ ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง พร้อมรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงาน IFAD ในประเทศไทย โดยปัจจุบันได้มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่บางส่วนมายังประเทศไทยแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานครบถ้วน ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่คนไทยทำงานกับ IFAD แล้วประมาณ 6 – 7 คน และมีแผนที่จะรับเพิ่มเติมในอนาคต 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้แสดงความยินดีที่ IFAD ให้ความไว้วางใจเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาค พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสดงความสนใจส่งข้าราชการของกระทรวงฯ ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงาน IFAD เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การทำงานกับองค์การระหว่างประเทศ

​นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ IFAD เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดย IFAD อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ (Country Strategic Note: CSN) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไทย-IFAD ระยะ 2 ปี ที่จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญในภาคเกษตร โดยเฉพาะโครงการควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ภายใต้แนวคิด “One Health” ซึ่ง IFAD จะสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบทุนภูมิภาค ครอบคลุมประเทศไทย ลาว และกัมพูชา

“สำหรับประเด็น One Health เป็นสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด และอยู่ภายใต้ภารกิจของกรมปศุสัตว์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ IFAD ยังแสดงความสนใจส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับ IFAD เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยและภูมิภาคให้เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน” ศ.ดร.นฤมลกล่าว

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่สื่อและสังคมไทยกำลังหันเหความสนใจไปยังความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือการปรับคณะรัฐมนตรีที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพภายในประเทศ มีอีกประเด็นที่กำลังใกล้ครบกำหนดอย่างเงียบๆ แต่สำคัญยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย นั่นคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังจะครบกำหนดผ่อนผันระยะเวลา 90 วันในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นี้

การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นผลจากมาตรการตรวจสอบการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายมาตรา 301 ของสหรัฐฯ หากไทยไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องหรือจัดทำข้อตกลงร่วมที่เหมาะสม สินค้าส่งออกของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 36% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดอเมริกา เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ และอาหารแปรรูป

ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์จากวิกฤตโควิด-19 รวมถึงความเปราะบางจากภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน การสูญเสียตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ หรือเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมจากข้อตกลง จะกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล

#แรงกดดันเปิดตลาดเนื้อหมู ประเด็นที่ไทยต้องไม่ประมาท

หนึ่งในประเด็นที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเรียกร้องและกดดันไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คือการเปิดตลาดนำเข้า “เนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐอเมริกา” โดยอ้างหลักการการค้าเสรี แต่แท้จริงแล้ว เป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ใช้ในการระบายผลผลิตล้นตลาดและขยายอิทธิพลทางการค้า รัฐบาลไทยต้องตระหนักว่า “หมู” ไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรทั่วไป แต่เป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยที่สร้างรายได้สำคัญให้กับเกษตรกรรายย่อยและระบบเศรษฐกิจชนบท หากไทยยอมเปิดตลาดโดยไม่มีกลไกป้องกันผลกระทบในประเทศ สินค้าเหล่านี้ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้ามาแย่งพื้นที่ตลาดทันที กดราคาหมูไทยให้ตกต่ำ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้เลี้ยงหมู ชาวไร่ข้าวโพด ไปจนถึงแรงงานในภาคเกษตรกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น การนำเข้าเนื้อหมูจากบางรัฐในสหรัฐฯ อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ซึ่งไทยมีกฎหมายห้ามใช้ เพราะจะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การยอมรับเงื่อนไขให้นำเข้าสินค้าเหล่านี้ในปริมาณมาก ไม่เพียงแต่จะทำลายโครงสร้างตลาดภายในและราคาสินค้าเกษตรของไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว เสี่ยงต่อการเกิดโรคในสัตว์ ความไม่สมดุลของห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพิงต่างประเทศเกินจำเป็น

ในขณะนี้ ทีมเจรจาของไทยต้องตระหนักว่ากำลังทำหน้าที่เป็นผู้แทนของผลประโยชน์ของประเทศทั้งหมด การเร่งเสนอเงื่อนไขเพื่อป้องกันการเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้องมาพร้อมกับการปกป้องโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่เปราะบาง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

หากสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสินค้านำเข้า ทีมเจรจาควรพิจารณาข้อเสนอทางเลือกที่ไม่กระทบต่อฐานการผลิตของประเทศ เช่น ผลไม้เมืองหนาว อย่างเชอรี่ แอปเปิล บลูเบอร์รี่ ซึ่งไทยไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์เฉพาะทางซึ่งมีเทคโนโลยีสูงและไทยยังพึ่งพาการนำเข้า สินค้าเทคโนโลยีเช่นชิ้นส่วนอากาศยาน ซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด หรืออาวุธยุทโธปกรณ์และระบบความปลอดภัย ที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

การนำเข้าสินค้าดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าการค้าในภาคส่วนที่ยังไม่เข้มแข็งด้วย

การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐในครั้งนี้ถือเป็น “สนามทดสอบยุทธศาสตร์ชาติ” ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไร้ความแน่นอน รัฐบาลและสังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้ประเด็นการเมืองภายในบดบังภารกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปีนี้  คงต้องฝากทีม Thailand มองเกมใหญ่รักษาผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง และใช้โอกาสนี้เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจอย่างรอบคอบและยั่งยืน

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้ ซีพีเอฟ-ประมงเพชรบุรีเดินหน้ากองทุนต่อเฟส 3

ในโลกแห่งเกษตรกรรมยุคใหม่ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ความร่วมมือจากกรมประมง และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำโครงการ “กองทุนปลากะพง” ช่วยสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงปลานักล่าเพื่อควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงปู-กุ้ง ผลลัพธ์จากการปล่อยปลานักล่ารุ่นแรก เห็นผลจริงปลาหมอคางดำในบ่อเกิดน้อยลง

กาญจนา โชติช่วง เกษตรกรผู้เลี้ยงปู ในพื้นที่ตำบลบางเค็ม กล่าวว่า ตนเป็นเกษตรกรที่เข้าร่วม “กองทุนปลากะพง” รุ่นแรกที่ประมงเพชรบุรีนำร่องสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 24 ราย จากการปล่อยปลากะพงขาวลงในบ่อเลี้ยงคู่กับปูเห็นผลชัดสามารถควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อได้  “ก่อนหน้านี้ เกษตรกรใช้กากชาสำหรับเบื่อปลาหมอคางดำ เมื่อได้รับสนับสนุนปลากะพงขาว ลูกปลาหมอคางดำเกิดขึ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จของโครงการนี้ สร้างความมั่นใจให้เพื่อนเกษตรกรรายอื่น ๆ “

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินงาน “กองทุนปลากะพง”  เฟสแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด และประมงเพชรบุรียังได้เรียนรู้ว่าการปล่อยลูกพันธุ์ปลานักล่าต้องคำนึงถึงจำนวนปลากับขนาดพื้นที่ของบ่อ คือ พื้นที่บ่อ 1 ไร่ ต้องปล่อยจำนวนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวประมาณ 30 ตัว สำหรับเฟสที่สาม ประมงเพชรบุรีร่วมกับซีพีเอฟสนับสนุนปลากะพงขาวแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้งเพชรบุรี หมู่ 8 ตำบลหนองขนาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 20 รายๆ ละ 500 ตัว รวมจำนวน 10,000 ตัว และเป็นครั้งแรกที่เกษตรกรจะนำปลานักล่าไปปล่อยในบ่อพักน้ำ เนื่องจากพบว่าเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการกำจัดที่เป็นรูปธรรม

ใหญ่ สุขนิรัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเพชรบุรี กล่าวว่า ปลากะพงขาวที่ได้รับวันนี้ เป็นประโยชน์กับเกษตรกรมาก ส่วนหนึ่งช่วยกำจัดปลาคางดำในบ่อ ในบ่อพักน้ำหรือแหล่งธรรมชาติ ถ้ามีปลากะพงไปปล่อย ช่วยกินปลาหมอคางดำ และเมื่อปลาโตเต็มวัยขึ้น เรายังจับปลาไปขายได้อีก

“กองทุนปลากะพง” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ ซีพีเอฟ ฟื้นฟูระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง เป็นไปตามมาตรการของกรมประมง ในการลดประชากรปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นระบบ ขณะที่ปลากะพงขาวยังถือเป็นปลาเศรษฐกิจ เกษตรกรสามารถจับไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมในครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง เน้นย้ำการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว ตรงจุด พร้อมสนับสนุนและพัฒนานักวิชาการ นักบิน บุคลากรทุกส่วนฝ่าย เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์บรรยากาศประยุกต์ ผู้อำนวยการระดับกอง ผู้อำนวยการกลุ่มเทียบเท่ากอง ผู้อำนวยการกลุ่ม หัวหน้าฝ่าย ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผ่านระบบ VDO Conference จากส่วนภูมิภาค ซึ่งในโอกาสดังกล่าว ได้มีพิธีมอบ ปีกฝนหลวงพิเศษให้แก่นายปราบพล โล่ห์วีระ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า นโยบายและ แนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของ ปีงบประมาณแล้ว และตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมไปถึงกลางกรกฎาคม อาจเกิดฝนทิ้งช่วงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม จึงขอเน้นย้ำให้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุม ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีความต้องการน้ำให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและประชาชน โดยขอให้รีบดำเนินการเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม อีกทั้งในช่วงปลายฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ขอให้เตรียมปฏิบัติการเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อรองรับการใช้การในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป สำหรับในเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ได้สั่งการให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์เพื่อวางแผนรับมือก่อนค่าฝุ่นละอองทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคต่างๆ ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ โดยจะมีการเตรียมรับมือตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป พร้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบินเข้าพื้นที่กับบริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อวางแผนการทำงานให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์บรรยากาศประยุกต์ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนงานวิจัยการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมถึง ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาแผนที่ความต้องการน้ำ การขอรับบริการฝนหลวง เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้แม่นยำ นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาบุคลากร ทั้งวิชาการ นักบิน ได้สั่งการให้มีการทบทวนองค์ความรู้ การฝึกบินทบทวนประจำปี และการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และนำมาเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในปีงบประมาณถัดไปให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติราชการของบุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะต้องทำงานตรงต่อเวลา มีความรักในองค์กร มีความสามัคคีความเอื้ออาทรต่อกัน และให้ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ถูกต้อง โปร่งใส ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ภัยพิบัติต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและตรงจุด

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน โชว์ศักยภาพด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยอาหารของไทยในเวทีโลก

วันนี้ (23 มิ.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน (Codex Committee Contaminants in Food : CCCF) โดยมี ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กทม.และผ่านระบบออนไลน์จาก 26 ประเทศทั่วโลก

สำหรับคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อนในอาหาร มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างมากต่อมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Levels หรือ MLs) ในอาหารซึ่งครอบคลุมทั้งโลหะหนัก สารพิษจากเชื้อรา และสารปนเปื้อนจากกระบวนการผลิตต่างๆ โดยมาตรฐานเหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญที่ประเทศไทยได้นำมาใช้ในการกำหนดนโยบายควบคุมความปลอดภัยอาหาร รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดทำกฎหมายและมาตรการควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการอ้างอิงมาตรฐานของ CCCF ยังมีความสำคัญในมิติของการค้า เนื่องจากสามารถใช้เป็นหลักอ้างอิงภายใต้ข้อตกลง SPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปริมาณสูง โดยในฝั่งการนำเข้า ประเทศไทยมีสินค้าหลายรายการที่มีความสำคัญ เช่น เมล็ดถั่วลิสง เครื่องเทศ และธัญพืช ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารพิษตามธรรมชาติ อาทิ อะฟลาทอกซิน และสารตะกั่ว หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคภายในประเทศ มาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน เช่น ค่าปริมาณสารปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Levels: MLs) และแนวทางการสุ่มตรวจสินค้า จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบการควบคุมอาหารภายในประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรให้ปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 1.8 ล้านล้านบาท สินค้าส่งออกหลักที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นสารปนเปื้อน ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด เครื่องเทศ และสมุนไพร ซึ่งหลายรายการอยู่ในวาระการพิจารณาของการประชุม CCCF ครั้งนี้ วาระการพิจารณาในการประชุมดังกล่าว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวต่อว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดค่ามาตรฐานสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและติดตามการดำเนินงานของ CCCF ทั้งในด้านการจัดทำข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ การส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม และการสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสารปนเปื้อน เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของประเทศไทยจะได้รับการสะท้อนในเวทีสากลอย่างเหมาะสม

“สำหรับการเป็นเจ้าภาพร่วมในการประชุม CCCF ครั้งที่ 18 ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยอาหารเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลกว่าประเทศไทยคือแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” เลขานุการ รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน ดร.พงศ์ไท กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานที่ประสานงานด้านมาตรฐาน Codex ของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการนำมาตรฐานสากลไปใช้จริงภายในประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการยกระดับสู่มาตรฐานโลก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบอาหารระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อจัดทำท่าทีของประเทศในการประชุม CCCF พร้อมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนามาตรฐาน และวิธีการควบคุมสารปนเปื้อนในอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการนำมาตรฐานของ Codex มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม

015

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“รมว.เกษตรฯ” ตั้งอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพทุเรียน คุมส่งออกให้ได้มาตรฐาน เผย ประสาน “พาณิชย์” รับมือ “ลำไย – ทุเรียน” ช่วง ก.ค.นี้ เร่งกระจายผลไม้ แก้ปัญหาล้นตลาด

วันนี้ (23 มิ.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 4/2568 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ว่าตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตามข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพสินค้าทุเรียน โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทย ให้การพัฒนาคุณภาพทุเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในระดับโลก นำไปสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทุเรียนและภาพลักษณ์ประเทศไทยต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ผลไม้ ปี 2568 โดยคาดการณ์ผลผลิตลำไย และทุเรียน จะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือน ก.ค.นี้ และมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงที่ผลิตออกตามฤดูกาล จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิดในการวางแผนรองรับทั้งในเรื่องการกระจายผลไม้ออกสู่ตลาด และด้านราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเน้นย้ำให้ความสำคัญในการดูแลสุขอนามัยพืชให้ปลอดสารเคมี (Food Safety) ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกำชับให้เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรก่อนออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า

สำหรับสถานการณ์ผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย และลิ้นจี่) ปี 2568 ดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พ.ค.68) 1.ลำไย มีปริมาณผลผลิตรวม 1,064,242 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 947,140 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.36 โดยผลผลิตจะออกมากสุด (พีค) ช่วงเดือน ก.ค.ปริมาณ 224,991 ตัน ถึงเดือน ส.ค.ปริมาณ 422,400 ตัน 2. ลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิตรวม 30,745 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 12,857 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 139.13 โดยผลผลิตจะออกมากสุด ช่วงเดือน พ.ค.ปริมาณ 18,962 ตัน ถึงเดือน มิ.ย.ปริมาณ 11,258 ตัน

ส่วนสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง) ปี 2568 ดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ค.68) 1. ทุเรียน มีปริมาณผลผลิตรวม 606,958 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 530,258 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.46 ออกดอกแล้วร้อยละ 65.04 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 202,520 ตัน 2. มังคุด มีปริมาณผลผลิตรวม 109,697 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 119,305 ตัน หรือร้อยละ 8.05 ออกดอกแล้วร้อยละ 61.72 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 43,464 ตัน 3. เงาะ มีปริมาณผลผลิตรวม 36,334 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 40,108 ตัน หรือร้อยละ 9.41 ออกดอกแล้วร้อยละ 67.89 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 16,364 ตัน และ 4. ลองกอง มีปริมาณผลผลิตรวม 11,571 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 22,735 ตัน หรือร้อยละ 49.10 ออกดอกแล้วร้อยละ 16.33 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ต.ค.ปริมาณ 5,229 ตัน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านต่างๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ (ทุเรียน ลำไย และมะม่วง) ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เตรียมพัฒนาแอปพลิเคชั่นระบบการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรอง GAP (Good Agricultural Practices) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ในใบรับรอง GAP ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าเกษตรได้ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้เพื่อยกระดับราคาสถาบันเกษตรกร ปี 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ผลไม้ ปี 2568 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในปริมาณที่มาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกของสถาบันเกษตรกรที่ไม่สามารถกระจายผลไม้ออกนอกแหล่งผลิตได้ในช่วงเวลาที่ผลผลิตกระจุกตัว สามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยมีเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ (สหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้กระจายผลไม้) 34 แห่งใน 24 จังหวัด รวบรวมและกระจายผลไม้ จำนวน 1,393.10 ตัน งบประมาณ 4.73 ล้านบาท จากเงินจ่ายขาดกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งดำเนินการต่อไป

015

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทหน้าที่เปรียบเสมือน “คลังสมอง” ในภาคเกษตรของไทย จากหน้าที่ 4 ประการ คือ  1.จัดทำและบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศการเกษตร 2.ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยด้านเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

3.เสนอแนะนโยบาย จัดทำแผนพัฒนาและมาตรการทางการเกษตร รวมทั้งจัดทำท่าที และร่วมเจรจาการค้าสินค้าเกษตรและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ 4.ติดตามและประเมินผลแผนงาน / โครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้พูดคุยกับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ถึงสถานการณ์ของภาคเกษตรไทยในปัจจุบัน และสิ่งที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในอนาคต  

– อยากให้ช่วยเล่าสถานการณ์พืชเกษตรหลักในรอบปีที่ผ่านมาของประเทศไทย : จริงๆ ต้องบอกว่าปีนี้ ช่วงต้นปีราคาสินค้าเกษตรหลายตัวยังดีอยู่ ต้องยอมรับว่าแต่พอมาเข้าช่วงที่มีผลลิตออู่เยอะ เช่น พวกข้าวมีคุณภาพดีๆ  ราคาไม่ค่อยตก ข้าวหอมมะลิ จริงๆ ต้นปีปาล์มน้ำมันก็ยังราคาดีอยู่ แต่พอมาเข้าช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดเยอะ ราคามันตกลง แล้วช่วงวันหยุด ปาล์มที่โรงงานเขาไม่ได้เดินเครื่องสกัด มันก็ทำให้ราคาลดลง

จะมีอยู่หลายกลุ่มสินค้า ที่เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำต้นทุนดี ผลผลิตออกมามาก มันก็เป็นหลัก Demand – Supply (อุปสงค์-อุปทาน) ทำให้ราคาลดลง ที่ลดลงจริงๆ จะเห็นภาพรวมๆ พวกข้าวเปลือกเจ้า ผลผลิตเยอะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตมีออกมาสู่ตลาดเยอะพอสมควร มันสำปะหลังเช่นกัน ราคาลดลง ยางพาราขึ้นๆ ลงๆ แต่ว่าไม่ได้แตกต่างกัน ถ้าเกิดผมพูดง่ายๆ ว่าเอาตัวที่มันขึ้นดีกว่า ก็จะเห็นว่าข้าวหอมมะลิ ปาล์มน้ำมัน ใน 5 เดือนที่ผ่านมาราคาก็ยังดีอยู่ ถ้าตัวอื่นๆ ก็ยังเห็นอยู่ ยังมีผลไม้บางชนิดที่ราคาก็ไม่ได้ร่วง ราคาใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

– มีชนิดใดที่น่ากังวลหรือต้องจับตาบ้างหรือไม่? : จริงๆ สินค้าเกษตรมันเป็นไปตามฤดูกาลและตามความต้องการของตลาดโลก ถ้าดูจริงๆ ที่เราเป็นห่วงทุกๆ ปี เราก็จะกังวลสินค้าตัวใหญ่ๆ เช่น ข้าวเจ้า ถ้าผลผลิตออกมาเยอะเกินไปในภาวะที่เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศเป็นแบบนี้ แล้วคู่แข่งเยอะด้วย ข้าวมีคู่แข่งมากทั้งเวียดนาม อินเดีย หลายๆ ที่แล้วไม่มีจำกัดมาตรการส่งออก วันนี้ถ้าเกิดจะดูหลักๆ กังวลเรื่องข้าวเจ้า ที่ผลผลิตมีปริมาณมาก

ข้าวนี่เราต้องมองในภาพรวม Yield (ผลผลิต) ต่อไร่เมื่อไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศมันน้อยกว่าเขา ขณะที่ก็ไม่ได้ข้าวที่แตกต่างกันมาก แล้วเราคาในตลาดโลกถ้าไปขาย เรามีต้นทุนขนาดนี้ แล้วเขามีต้นทุน ผลผลิตเขาเยอะ เขาก็ขายได้ต่ำกว่าเรา คนก็ไปซื้อเขา การส่งออกก็ไปได้น้อย ก็กระจุกในประเทศ ส่งออกไม่ได้ ราคามันก็ลง

จริงๆ มันต้องดูทุกตัว มีทั้งกังวลและไม่กังวล แต่กังวลก็ตามที่ออกมาในช่วงพีค ว่าเราจะจัดการอย่างไร เพราะบางช่วงก็แพง บางช่วงก็ถูก แต่สินค้าผมเรียนตรงๆ จากประสบการณ์ทำงาน ในอดีต 20 – 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่ Demand – Supply อย่างเดียว มันพูดถึงการจัดการด้วย ตอนนี้ต้อง Demand + Supply + การจัดการ ถ้าจัดการดีมันก็ไม่ตก บางอย่างของน้อยทำให้ถูกก็ได้ถ้ามันโดนทุบ เหมือนในตลาดหุ้น ของเยอะทำให้แพงก็ได้ ฉะนั้นภาพรวมผมกังวลสินค้าตัวไหน ผมก็กำลังบอกว่าสินค้าหลักของประเทศเราทั้งหมด ต้องมาดูทั้งหมด     

“เราไม่คิดว่าเราอยากทำให้สินค้าไม่ราคาตก ผมอยากทำให้สินค้าเราราคา Stable (มีเสถียรภาพ) ไม่ได้อยากให้ขึ้นไปสูงๆ แล้วปีนี้มาลง ผมอยากมองว่าสินค้าทุกตัวมีราคาที่เหมาะสม เกษตรกรได้รับกำไรที่เหมาะสม ผู้ประกอบการได้รับกำไรที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าหลักของประเทศ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้สินค้าตัวไหนที่ดูแล้วแนวโน้มปี 2568 มันค่อนข้างขาลง ก็มีหลายตัว มีทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา”

– เห็นว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูเรื่องคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วย ตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง? : ดูในภาพรวมทั้งรายรับ – รายจ่าย ทั้งในและนอกภาคเกษตร หนี้สินเกษตรกรก็ดูในภาพรวมๆ เราเป็นคนทำตัวเลข เราเก็บตัวเลข คือจริงๆ ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้เก็บทุกปี เก็บ 2 – 3 ปีครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการเก็บที่ค่อนข้างละเอียดและยาก วิธีการเก็บตามหลักวิชาการทางสถิติ เพราะการเก็บตัวเลขเป็นการเก็บจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วเราก็มาหาค่าเฉลี่ย (Mean) ที่เหมาะสม

 เพราะเกษตรกรแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางคนปลูกข้าวได้ผลผลิต 1,000 บางคนได้ 200 เราต้องหาค่าเฉลี่ย เราก็จะดูเป็นรายได้ของเกษตรกร คือจริงๆ รายได้ภาคเกษตรถ้าพูดถึงในภาพรวมก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่ได้เยอะมาก รายได้เกษตรกรแต่ละปีก็ขึ้นไปตามค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรจริงๆ ถ้าถามว่ามันตกหมดไหม? มันก็ไม่ได้ตกหมด รายได้เกษตรกรจริงๆ มาจาก 2 ส่วน คือรายได้ในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร แต่รายได้นอกภาคเกษตรจะมากกว่าในภาคเกษตร แต่ในขณะเดียวกัน รายจ่ายนอกภาคเกษตรก็จะมากกว่าในภาคเกษตรเยอะอย่างมีนัยสำคัญ

“รายได้ในกับนอกภาคเกษตรจะห่างกันนิดๆ หน่อยๆ แต่รายจ่ายนอกภาคเกษตรจะเยอะ ในขณะเดียวกันถ้ารวมเป็นรายได้สุทธิแล้วถัวเฉลี่ยในภาพรวมๆ พืช สัตว์ ประมง รวมกันหมดเลยจะมีประมาณ 8 หมื่นกว่าๆ ที่เติบโตขึ้นมาปีหนึ่ง 1,000 – 2,000 ในภาคเกษตร นอกภาคเกษตร ขณะเดียวกันหนี้สินที่น่าเป็นห่วงคือหนี้สินเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้นเพราะปัจจัยหลักๆ หลายปัจจัย

ต้องยอมรับว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มที่เปราะบาง เวลาได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผลกระทบจากราคาตกต่ำ เขาไม่มีเงินทุนสำรองมาจัดการ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ก็เลยจะทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น แล้วเกษตรกรในปัจจุบันไม่เหมือนการเป็นเกษตรกรในอดีต ผมทำงาน 20 ปีที่แล้วเกษตรกรอาจยังเป็นคนมีกำลังอยู่ เขาเข้าสวนเข้านาเข้าไร่ ดูแลผลิตภัณฑ์ของเขา เดี๋ยวนี้อาศัยจ้างเอาเยอะ

จึงเป็นที่มาที่ไปของกระทรวงเกษตรฯ กำลังทำนโยบายเรื่อง Service Provider (ผู้ให้บริการ) อันนี้ผมคิดตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แต่ก่อนเรามีความคิดว่าเกษตรกรก็จ้างกันหมดแล้วนะ บางรายก็มีเครื่องจักร พอมีเครื่องจักรเขาก็เอาเครื่องจักรไปทำจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเก็บเครื่องจักของเขาไว้เฉยๆ 3 – 4 เดือน ทำไมเขาไม่เอาเครื่องจักรไปรับจ้างต่อ ถ้าเป็นเครื่องจักรของเขาเอง ทำในแปลงนาของเขา สมมติเขามีเครื่องเกี่ยว เครื่องหยอด ของเขาเองสักอย่างเดียวก็พอ ทำเสร็จก็ไปรับจ้างเพื่อนบ้าน ในขณะที่เพื่อนบ้าน คนนี้มีรถไถ คนนี้มีโดรนพ่น

แล้วเดี๋ยวนี้เครื่องจักรไม่ได้ราคาแพง เราก็ไปมองศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ คนที่จะมีโอกาส กำลังทำนโยบายให้มี Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อจะเข้าถึงเครื่องจักร แต่อย่างน้อยคุณต้องเป็นเกษตรกรและต้องเอามาทำในอาชีพปกติของคุณก่อน คุณมีเครื่องจักรคุณก็ไปลดต้นทุน อย่างน้อยคุณมีฐานของคุณแล้ว คุณไม่ต้องจ้างเขาลดต้นทุน คุณมีรายได้ แล้วรายได้เสริมของคุณอีกก็คือไปรับจ้างเพิ่ม อันนี้คือนโยบาย Service Provider ที่จะทำ

ประกอบกับเกษตรกรที่ไม่มีเครื่องจักรเลยก็มีทางเลือกอีก แต่ก่อนผมไม่มีเลย ผมรู้จักคนนี้ เท่าไร? 1,000 – 2,000 ก็อยู่แค่ 1 – 2 ราย รู้จักแค่นี้ก็ใช้เป็นประจำ แต่วันนี้เราจะมีรายชื่อหมดเลย ในจังหวัดก็จะมีรายชื่อ อำเภอ ตำบล หมู่บ้านไหน ใครมีอะไรคุณก็ไปติดต่อเอา แล้วคุณก็จะได้ใช้ลดต้นทุนการผลิต เพราะเรามองว่าต้นทุนแรงงานคือต้นทุนมากกว่า 50% ของการทำเกษตร

อันนี้ตัวหนึ่ง แล้วเรายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องหาวิธีการ เช่น อาจมีคนรับจ้างเก็บของเหลือใช้ทางการเกษตรไปผสมเป็นปุ๋ยมาทำปุ๋ยให้ เครื่องมาทำที่บ้านเลย เป็นปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก อันนี้จะเป็นนโยบายในภาพใหญ่ที่จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ให้มีเงินเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้หนี้สินในอดีต แล้วหนี้เดี๋ยวก็ต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับการประคับประคองให้เขาสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ ไม่เป็นหนี้เสียด้วย ต้องยอมรับว่าเกษตรกรวันนี้ลำบากเหมือนกัน

“เราอยากให้รายได้ในภาคเกษตรเยอะกว่านอกภาคเกษตร อันนี้คือจุดมุ่งหมายของกระทรวงเกษตรฯ ทำอย่างไร? ทำนโยบายเกษตรมูลค่าสูงด้วย ทำ  Service Provider ด้วย นอกภาคเกษตรคุณมีเวลาว่างก็ทำไป แต่นอกภาคเกษตรเราเห็นว่าไปเน้นนอกภาคเกษตรมันมีรายจ่ายตามมา เพราะคุณต้องขึ้นรถไปโรงงาน หรือมากรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่าย แต่รายได้ในภาคเกษตรคุณอยู่ในพื้นที่ของคุณ อยู่กับครอบครัวกับสังคมของคุณ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ อยากทำ”   

– การจัดทำบัญชีรายชื่อ Service Provider หรือผู้ให้บริการเครื่องมือ – เครื่องจักรกลทางการเกษตรในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันทำไปได้มาก – น้อยเพียงใดแล้ว? : จริงๆ เราเริ่มจากกฎหมาย เรามี พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ผมเป็นนายทะเบียน ทุกคนต้องมาขึ้นทะเบียน วันนี้ในทะเบียนที่มีปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ตอนนี้เราเพิ่มเรื่องของการรับเป็น Service Provider ให้บริการทางการเกษตรเข้าไปอีก แก้เรียบร้อย ออกประกาศเรียบร้อย กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศขึ้นทะเบียน

เราจะประกาศให้คนมาขึ้นทะเบียน คุณจะมีสิทธิ์ได้รับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ก็เลยอยากให้มาขึ้น ก็มีคนทยอยมาขึ้นทะเบียน อันนี้เดี๋ยวเขาจะมีนโยบายของ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ถ้ามีนโยบายของรัฐบาลออกมา ธ.ก.ส. Soft Loan ดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 – ร้อยละ 1 แบบนี้ แต่เราต้องจำกัด เดี๋ยวคนไม่มีที่มาซื้อเครื่องจักร ต้องมีการคัดกรอง แล้ว ธ.ก.ส. เขาสามารถช่วยดูได้อีกทีหนึ่ง

– ในฐานะที่เป็นหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มองภาพที่ควรจะเป็นของเกษตรกรไทยไว้ว่าอย่างไร? : ผมไม่อยากให้มองสินค้า สถานการณ์ มันก็ถามซ้ำๆ นะ ปีนี้ขึ้น ปีนี้ลง Demand – Supply บ้าง น้ำท่วม น้ำแล้ง ต่างประเทศไม่ส่ง เศรษฐกิจตกต่ำ มันก็เป็นไปตามภาวการณ์ วันนี้คือนโยบาย เราทำอย่างไรดีกว่าให้สินค้าเกษตรเรามีเสถียรภาพ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องเสริมอาชีพ

“ไม่มีทางหรอกที่คุณไปทำเกษตรกรรมอย่างเดียว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านบอกเกษตรผสมผสาน ท่านมองเห็นถึงความยืดหยุ่นของการทำการเกษตร วันนี้พืชแต่ละพืชไม่เหมือนกันนะ วันนี้พืชนี้ทนแล้ง พืชนี้ทนหนาว แต่ถ้าเรามีทั้งแล้งทั้งหนาวอยู่ด้วยกัน มันก็จะ Balance (สมดุล) แล้วผมอยากให้บ้านเราเป็นประเทศผลิตสินค้าเกษตรแบบที่เกษตรกรมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สูงขึ้น”

วันนี้ Climate Change (ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) มันได้เกิดสถานการณ์ขึ้น โลกเปลี่ยน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาปัจจัยการผลิต ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงหมด เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องปรับตัว รู้ว่าน้ำจะเยอะ เตรียมกระชังเลี้ยงปลา มีเกษตรกรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลายรายที่เจอน้ำท่วม เอาปลามาลง เลี้ยงปลาขายได้มากกว่าข้าวอีก คือวันนี้คุณต้องสร้างรูปแบบของคุณ ในพื้นที่ของคุณมันทำอะไรได้บ้าง แล้วดูสถานการณ์ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เตรียมความพร้อม เกิดปุ๊บจะปรับคัวทำนี่    

แล้วรัฐมีหน้าที่ดูแลเรื่องของภาพใหญ่ เรื่อง Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) เรื่องขององค์ความรู้ ถ้าวันนี้เราสร้างองค์ความรู้ให้เขายืดหยุ่นปรับตัวในการทำการเกษตร ให้เขามีรายได้เพิ่ม ให้เขามีอุปกรณ์ในการลดต้นทุน ให้เขาเข้าถึงทุน อย่างนี้จะทำให้เขาเติบโตได้อย่างยั่งยืนจริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐจะต้องทำ เรื่องความคุ้มครอง (Safety Net) ให้กับเกษตรกร ซึ่งวันนี้รัฐต้องเป็นคนทำประกันภัย ไม่ใช่เรื่องของการเข้าไปอุดหนุนเยียวยา

ให้เกษตรกรเขาเข้าถึงระบบประกันภัย ให้เขาเลือกว่าอยากประกันแล้ง ประกันท่วม ประกันหนาว ประกันลูกเห็บ ประกันโรค แล้วถ้าพื้นที่เขาไม่เหมาะสม เป็นพื้นที่โรคระบาดแล้วยังจะดื้อดึงปลูกอีกเบี้ยประกันก็สูงไป จ่ายเองส่วนหนึ่ง ญี่ปุ่นรัฐจ่ายให้ 80 ท้องถิ่นจ่าย 10 เกษตรกรจ่าย 10 ของเรารัฐจ่าย 100 แต่น้อยมาก คือมันไม่ดึงดูด เขาก็ไม่อยากมาทำ

“ผมยังยืนยันว่าภาคการเกษตรประเทศไทยยังสามารถที่จะพัฒนาแล้วปรับตัวและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้ เป็นเกษตรที่ต่อไปจะขยายเป็นเกษตรอุตสาหกรรมและเป็นอุตสาหกรรมเกษตร มันเป็นทิศทางที่เราหนีไม่พ้น ทั่วโลกต้องกิน เราเป็นประเทศที่จะผลิตรถยนต์หรือ? จะไปผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางตัวหรือ? พวกนั้นเกิดภัยวิกฤต ภาวะสงครามจริงๆ มันก็ขายไม่ได้ แต่เกษตรอย่างไรมันต้องกิน แต่จะทำอย่างไรให้เราขายได้ราคาดี ทำอย่างไรให้มีรายได้ที่เหมาะสม”

พูดถึงโอกาสภาคการเกษตรของไทย จริงๆ เรามีสินค้าอีกหลากหลายชนิด แล้ววันนี้เราพยายามจะส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ว่า “ตลาดนำ – นวัตกรรมเสริม – เพิ่มรายได้” ในจีนเขาใช้ดาวเทียมดูทั่วโลกเลย ปีนี้พืชนี้ขาด ไม่ให้หรือให้ผลิตตัวนี้ เราทำไม่ได้ แต่เราให้ความรู้ว่าคุณควรผลิตอะไร พื้นที่คุณเหมาะสมอย่างไร ถึงบอกว่ามีเรื่องเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การทำเกษตร แต่คุณต้องรู้ด้วยว่าเขาต้องการอะไร ราคาเท่าไร มีกำไร – ขาดทุนหรือไม่ ปัจจัยการผลิตหาที่ไหน คุณก็ต้องไปผลิตที่คุณสามารถทำได้

แล้วไม่ใช่อยู่ดีๆ ตลาดต้องการอย่างเดียว คุณต้องดูเรื่องราคาสูงด้วย ในญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา หลายประเทศถ้าผลิตสินค้าตัวนี้ได้กำไรกิโลกรัมละ 3 บาท แต่ถ้าตลาดต้องการเยอะแยะเลย ผมจะไปเปลืองทรัพยากรน้ำ – ทรัพยากรดินทำไม? ผมผลิตตัวที่ 50 บาท ที่ตลาดอาจต้องการน้อยกว่าแต่ผมบวกลบคูณหารมาแล้วได้มากกว่า ก็ต้องเลือกวิธีนั้น!!!

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ส.ป.ก. ร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 15 ณ ประเทศญี่ปุ่น

วันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักบริหารกองทุน และ สำนักวิชาการและแผนงาน เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดทำความร่วมมือระหว่างประเทศ และหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร เกษตรกรรม และการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเสาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การประชุม JTEPA เป็นเวทีสำหรับตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐไทยและญี่ปุ่น นำโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries : MAFF) ผ่านการทำงานของคณะอนุกรรมการหลักที่ขับเคลื่อนวาระสำคัญ ได้แก่

คณะอนุกรรมการพิเศษว่าด้วยความปลอดภัยทางอาหาร (Special Sub-Committee on Food Safety : Food Safety) ที่มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหาร การอำนวยความสะดวกทางการค้าผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร

คณะอนุกรรมการพิเศษว่าด้วยการเชื่อมโยงสู่ท้องถิ่น Special Sub-Committee on Local to Local Linkage: Local to Local) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างธุรกิจท้องถิ่นของไทยและญี่ปุ่น

คณะอนุกรรมการว่าด้วยเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง Sub-Committee on Agriculture, Forestry and Fisheries : AFF) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตรกรรม การจัดการทรัพยากรป่าไม้และประมงอย่างยั่งยืน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและประมง

การประชุม JTEPA ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยหารือโครงการและกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

ในการประชุม JTEPA ครั้งที่ 15 นี้ ส.ป.ก. ได้เสนอโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพการสนับสนุนทายาทของเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินในการเข้าถึงเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่ง MAFF ได้เสนอให้บรรษัทการเงินแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Finance Corporation: JFC) เป็นหน่วยงานร่วมดำเนินการกับ ส.ป.ก. และจะประสานการดำเนินงานระหว่าง ส.ป.ก. กับ JFC ต่อไป
 

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.55 น.

‘จุฬาฯ’ เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนของ ’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย2568 ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้จัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ภายใต้แนวคิด Feeding the Future: Smart Solutions for a Sustainable Dairy Industry คำนึงถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโคนมไทยเมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการขยายกลุ่มผู้เข้าร่วมงานไปยังนักเรียน เยาวชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย นักพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และองค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันนำองค์ความรู้ มาสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และ นายสัตวแพทย์ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณเลิศชัย สกลเสวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวะดสระบุรี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณัตน์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเดินทางมาเข้าร่วมงานพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2568

ในพิธีเปิดงาน รศ.น.สพ.ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation: AIC)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ได้กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของเกษตรกรไทยว่า เป็นนโยบายระดับชาติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2563 ที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเป้าให้ทุกจังหวัดต้องมีหนึ่งศูนย์ AIC โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ศูนย์ AIC จุฬาฯ สระบุรีจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 และได้รับงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีพันธกิจในการสนับสนุนและส่งเสริม การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์เพาะบ่มเกษตรกรและผู้นำเกษตรกร Smart Farmer ภายในจังหวัดสระบุรีและพื้นที่ข้างเคียง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตร ปี 2566-2570 ในงาน “Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ” มีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านการเกษตรและโคนม มีการจัดกิจกรรม Chula Saraburi Dairy Conference and Expo โดยศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนมในเขตร้อนชื้น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยการเสวนาวิชาการทางโคนม การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโคนม และการพัฒนาการเลี้ยงโคนมสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำฐานกิจกรรมเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้กับนักเรียน นักศึกษาที่มาร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจในอุตสาหกรรมโคนมที่ยั่งยืน ตลอดจนการรณรงค์การดื่มนมในเด็กนักเรียนและเยาวชน

ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี กล่าวเสริมว่า การจัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะด้านนวัตกรรมการผลิตโคนมและผลิตภัณฑ์นม คณะสัตวแพทยศาสตร์ หน่วยงานราชการจังหวัดสระบุรี ภาคเอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ต่าง ๆ วิทยากร นักวิชาการ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งในสถานที่จัดงานและออนไลน์ งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีและบรรลุผลความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกประการ