‘นฤมล’เปิดงานประกวดเส้นไหม ปี 68 สานงานต่อตามพระราชปณิธาน’พระพันปีหลวง’

'นฤมล'เปิดงานประกวดเส้นไหม ปี 68 สานงานต่อตามพระราชปณิธาน'พระพันปีหลวง'

‘นฤมล’เปิดงานประกวดเส้นไหม ปี 68 สานงานต่อตามพระราชปณิธาน’พระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

‘นฤมล’เปิดงานประกวดเส้นไหม ปี 68 สานงานต่อตามพระราชปณิธาน’พระพันปีหลวง’ กำชับเร่งเพิ่มจำนวนเกษตรกรหม่อนไหม รักษาให้อยู่คู่วิถีชีวิตคนไทย

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมระดับประเทศประจำปี 2568 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กรมหม่อนไหมถือกำเนิดโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และค่อย ๆ ยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นกรมหม่อนไหมในทุกวันนี้ ภาพพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จไปยังพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อนำอาชีพไปให้ชาวบ้านได้ทำเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร เช่นการปลูกข้าว เช่นเดียวกับสมเด็จพระพันปีหลวงก็เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดีงามของชาติไทยที่สืบต่อกันมานาน พระองค์จึงไม่อยากให้หายไปจากสังคมไทย ถือเป็นอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่ควรสืบสานต่อ

“สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านทรงห่วงใยประชาชนคนไทยในพื้นที่ทุรกันดาร ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันทำอาชีพเลี้ยงไหม รวมถึงส่งเสริมเกี่ยวกับกิจการหม่อนไหม จนปัจจุบันกลายเป็นอาชีพของชาวบ้านไปแล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ก็ได้สานต่องานของกรมหม่อนไหมจากสมเด็จย่าด้วย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งปณิธานว่า เราจะทำงานถวายให้กับทั้ง 2 พระองค์ เพื่อที่จะทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมดำรงอยู่คู่วิถีชีวิตของคนไทยต่อไป“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงก็คือ จำนวนของผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ โดยในอดีตเคยมีกว่า 100,000 คน แต่ทุกวันนี้เหลือเพียง 87,000 คน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่มาจากโครงสร้างของประชากรที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก เมื่อมีการเสียชีวิตไป ก็ไม่มีคนใหม่ ๆ เข้ามาทดแทน เหมือนกับทุกอาชีพในภาคการเกษตร ที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็ม จึงต้องฝากไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันลงไปสนับสนุน เชิญชวนให้เกษตรกร แม่บ้าน และชาวบ้าน เข้ามาร่วมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้มากขึ้น เพราะวันนี้รังไหมเองก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยตนหวังว่า ถ้าสามารถเพิ่มจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มากขึ้น ก็จะลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้

สำหรับการจัดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ในปีนี้แบ่งออกเป็น 32 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันสาวไหม 6 ประเภท การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 25 ประเภท และการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท โดยมีผลงานเข้าร่วมกว่า 800 ชิ้น จากเยาวชน เกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หม่อนไหมทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ผลิตไหมไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดสากล 

ทั้งนี้ ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 – 3 ในแต่ละประเภท จะได้รับโล่และเงินรางวัล พร้อมได้รับเกียรตินำผลงานไปจัดแสดงในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 6-7 เมืองทองธานี โดยจะมีพิธีมอบรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กรมชลฯปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลฯปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลฯปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

ฝนตอนบนลดลง กรมชลฯ ปรับลดการระบาย ลดผลกระทบท้ายเขื่อน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน รายงานถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (11 มิ.ย.2568) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,201 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน  สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,289 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,126 ล้าน ลบ.ม. (53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  สามารถรองรับน้ำได้อีก 11,745 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันมีปริมาณฝนลดน้อยลง จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ ลดลงอยู่ในอัตรา 662 ลบ.ม.ต่อวินาที  โดยที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ได้ปรับลดการระบายลงเหลือ 250 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งการปรับลดดังกล่าวเป็นไปตามสถานการณ์ฝนที่เริ่มลดลงในบางพื้นที่ของตอนบน และเป็นการลดผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อน โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี  แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงฤดูฝน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด  พร้อมปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ด้วยการกำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทภัยซ้ำซาก รวมทั้งกำหนดคนและทรัพยากร  ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ  มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ  และเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที   ตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

015

16ปีพิพิธภัณฑ์เกษตรฯมุ่งสร้างวิถีเกษตรยั่งยืน

16ปีพิพิธภัณฑ์เกษตรฯมุ่งสร้างวิถีเกษตรยั่งยืน

16ปีพิพิธภัณฑ์เกษตรฯมุ่งสร้างวิถีเกษตรยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

16 ปี พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ (พกฉ.) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน

วันนี้ (12 มิ.ย.) พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 16 ปี พกฉ.มุ่งมั่นในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันดับต้นๆของประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในการเข้ามาเยี่ยมชม และเก็บเกี่ยวความรู้ด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จากการดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2567 มีประชาชนเข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และออนไซต์มากกว่า 500,000 คน ทั้งที่มาเป็นหมู่คณะ และครอบครัว โดยเข้ามาเรียนรู้ในงานมหกรรม นิทรรศการหมุนเวียน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี”

นอกจากนี้ได้ขยายผลการดำเนินงานภารกิจการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร เผยแพร่องค์ความรู้และขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สู่สังคมทั่วประเทศ ประกอบด้วย โครงการสร้างความร่วมมือเชิงเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและส่งมอบฐานการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยส่งมอบรวมแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 69 จ.พระนครศรีอยุธยา โรงเรียนแปลงไผ่-ขุนคลัง จ.ฉะเชิงเทรา โรงเรียนวัดหุบรัก(ไพรประชาอุปถัมภ์) จ.นครปฐม โดยในปี 2568 ตั้งเป้าหมายส่งมอบฐานการเรียนรู้ฯ เพิ่มเติมอีก 1 แห่ง ที่วัดเทพสรธรรมาราม จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ รวมถึงสร้างการสร้างการมีส่วนร่วม เรียนรู้การพึ่งพาตนเองให้กับชุมชน และเครือข่ายสถาบันการศึกษาในบริเวณโดยรอบ เพื่อพัฒนาและยกระดับการขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการเกษตรไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ได้ขยายผลความสำเร็จตลาดเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน จากความสำเร็จของการจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งองค์ความรู้ มิตรภาพ และการแบ่งปัน ที่จัดอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี พื้นที่จุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วม และขับเคลื่อนงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์การทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงสู่ระดับชุมชน เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนหมุนเวียนในชุมชนที่ขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายฯ ทั้ง 95 แห่ง ทั่วประเทศ เกิดเป็นตลาดเศรษฐกิจพอเพียง 6 แห่ง ซึ่งเป็นกำลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ตลาดซาวไฮ่ จ.อุทัยธานี กาดขี้เมี่ยงจ.แพร่ ตลาดปันรักษ์ขุนเลย จ.เลย ตลาดในสวน@อเร็งญา จ.ขอนแก่น ตลาดชุมชนดอนปู่ตาบ้านบัว” จ.สกลนคร และตลาดเศรษฐกิจพอเพียงวัดดอยท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ที่เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่พร้อมส่งต่อองค์ความรู้และเป็นต้นแบบความพอเพียงให้กับคนในชุมชน และคนรุ่นใหม่ ได้เห็นถึงโอกาสในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน

พันจ่าเอกประเสริฐ กล่าวอีกว่า ในปีที่ 16 ของ พกฉ.ตั้งใจที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่สร้างชีวิต ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายในการเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ เกิดอาชีพ เกิดรายได้ พัฒนาไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

015

ก.เกษตรฯหนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้

ก.เกษตรฯหนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้

ก.เกษตรฯหนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

รมว.เกษตรฯ สานงานต่อตามพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” หนุนขยายอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ป้อนตลาดในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (12 มิ.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2568” ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดฯ เข้าร่วม ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงห่วงใยประชาชนคนไทยในพื้นที่ทุรกันดาร ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันทำอาชีพเลี้ยงไหม รวมถึงส่งเสริมเกี่ยวกับกิจการหม่อนไหม จนปัจจุบันกลายเป็นอาชีพของชาวบ้านไปแล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ก็ได้สานต่องานของกรมหม่อนไหมจากสมเด็จย่า ด้วย ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งปณิธานว่าจะทำงานถวายให้ทั้ง 2 พระองค์ เพื่อที่จะทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมดำรงอยู่คู่วิถีชีวิตของคนไทยต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มีนโยบายสำคัญในการส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยนำภูมิปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้สามารถพัฒนาและบริหารจัดการสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งนับเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งการจัดการแข่งขันและประกวดในครั้งนี้ ถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผ้าไหมไทย ให้ได้มาตรฐาน และเกิดแหล่งผลิตเส้นไหมและผ้าไหมที่มีคุณภาพสูง

ศ.ดร.นฤมล ได้เน้นย้ำกรมหม่อนไหม ให้ส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อให้คนรุ่นใหม่ ประชาชนทั่วไปที่สนใจหันมาประกอบอาชีพหม่อนไหมมากขึ้น ผ่านนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เนื่องจากจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีลดลง จากในอดีตที่มีประมาณ 100,000 ราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีประมาณ 87,000 ราย จึงต้องฝากไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันลงไปสนับสนุน ขณะเดียวกัน ความต้องการรังไหมภายในประเทศยังคงสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการเส้นไหม จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ หากมีการขยายอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้นให้เกษตรกร และยังเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

ด้านนายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้จัดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป และเพื่อยกย่องเชิดชูเยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหม ให้คงอยู่คู่ชุมชนอย่างแข็งแรงและยังช่วยกระตุ้นภาคการผลิตให้ก้าวทันความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ชนะเลิศอันดับ 1–3 ในแต่ละประเภทจะได้รับโล่และเงินรางวัล พร้อมได้รับเกียรตินำผลงานไปจัดแสดงในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2568 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 6-7 โดยจะมีพิธีมอบรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งการประกวดในปีนี้แบ่งออกเป็น 32 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันสาวไหม 6 ประเภท การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 25 ประเภท และการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท โดยมีผลงานเข้าร่วมกว่า 800 ชิ้น จากเยาวชน เกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หม่อนไหมทั่วประเทศ นับเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ผลิตไหมไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดสากล พร้อมธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาไทยให้ยั่งยืนต่อไป

015

‘อธิบดีปศุสัตว์’เข้ม! จับโรงเชือดเถื่อนกลางเมืองนครสวรรค์

'อธิบดีปศุสัตว์'เข้ม! จับโรงเชือดเถื่อนกลางเมืองนครสวรรค์

‘อธิบดีปศุสัตว์’เข้ม! จับโรงเชือดเถื่อนกลางเมืองนครสวรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.29 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เข้ม! จับโรงเชือดเถื่อนกลางเมืองนครสวรรค์ ยึดซากสุกร 8 ตัว น้ำหนักรวมกว่า 700 กิโลกรัม แจ้ง​ความ​ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจากด่านกักกันสัตว์นครสวรรค์ ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์ และปศุสัตว์อำเภอเมืองนครสวรรค์ ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัด​นครสวรรค์​หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ได้ยึดซากสุกร 8 ตัว น้ำหนักรวมประมาณ 700 กิโลกรัม พร้อมรวบรวมหลักฐานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ จากนั้น​นำเรื่องเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายมีการฆ่าสัตว์​โดยไม่ได้​รับอนุญา​ตซึ่ง​เป็น​การกระทำความผิดตามมาตรา​ 15 แห่ง​พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงไม่ปฏิบัติตามมาตรา 31 และ 39 ที่กำหนดให้ต้องแจ้งข้อมูลสัตว์ที่ฆ่าและดำเนินการเฉพาะในโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปราบปรามการฆ่าสัตว์ผิดกฎหมายทั่วประเทศ และยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ให้ปลอดภัยและถูกสุขอนามัยหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชัน “DLD 4.0” ตลอด​ 24 ชั่วโมง​ โดยสามารถ​ติดตั้งได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดได้อย่างทันท่วงที

– 006

เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ฝ่ายการเมือง) สื่อสารผลงาน-วาระเร่งด่วนเพื่อเกษตรกร

เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ฝ่ายการเมือง)  สื่อสารผลงาน-วาระเร่งด่วนเพื่อเกษตรกร

เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ฝ่ายการเมือง) สื่อสารผลงาน-วาระเร่งด่วนเพื่อเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

“10 – 11 ล้านคน” เป็นตัวเลขโดยประมาณของ “เกษตรกรในประเทศไทย” ตามรายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและเผยแพร่ทุกปี ซึ่งจำนวนดังกล่าวคิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของคนไทย 37 – 38 ล้านคนที่มีงานทำ ขณะเดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดก็เป็นสินค้าส่งออกไปขายทั่วโลก นำเงินตราจากต่างแดนเข้ามาเป็นรายได้ให้กับประเทศไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทีมงาน นสพ.แนวหน้า มีโอกาสได้พูดคุยกับ เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ถึงบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เตรียมความพร้อมให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

– ในรอบปีที่ผ่านมา ผลงานเด่นๆ ของกระทรวงเกษตรฯ มีอะไรบ้าง? : ฝุ่น PM2.5 ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ มีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหา จะเห็นว่าหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรมฝนหลวงฯ ได้จัดหน่วยจัดกองขึ้นเพื่อไขปัญหา PM2.5 เพราะหลักวิชาการว่าสาเหตุหนึ่งคือบรรยากาศเรือนกระจก ฝุ่นละอองไม่สามารถขึ้นไปได้

“กรมฝนหลวงฯ โดยฝ่ายวิชาการ เขาวิจัยวิเคราะห์มาว่าสาเหตุเนื่องจากเรือนกระจกทะลุไม่ได้ จะต้องใช้ความเย็นในการไปทะลุเรือนกระจก กรมฝนหลวงฯ จึงใช้เครื่องบินขึ้นไปโปรยน้ำแข็งแห้งและความเย็นเพื่อเปิดเรือนกระจกตรงนี้ ให้ฝุ่นละออกขึ้นไปข้างบน เราแก้ปัญหาทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคเหนือ ก็ได้ผล นอกจากนั้น วันที่ 17 ม.ค. 2568 กระทรวงเกษตรฯ ได้มีประกาศแจ้งไปยังเกษตรกรทั่วประเทศ ห้ามเผาทุกชนิด ถ้าใครเขาเศษวัสดุทางการเกษตร เผาอะไรต่างๆ ที่เป็นผลกระทบต่อ PM2.5 กระทรวงเกษตรฯ จะงดการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอบรมสัมมนาพัฒนาศักยภาพ  แม้แต่การชดเชยต่างๆ มาตรการเด็ดขาดซึ่งก็ได้ผล

แก้ปัญหาเรื่องสินค้าเถื่อนที่ลักลอบเข้ามา เรามีชุดพญานาคราชไปตรวจไปยึดของเถื่อนต่างๆ ล่าสุดก็ไปยึดตีนไก่ 3 แสนกว่ากิโลกรัม มหาศาล ก่อนหน้านี้เราก็ไปทลายเนื้อวัวเถื่อน ยางพาราที่เข้ามาโดยไม่ถูกกฎหมายจากเมียนมา มาตรการหนึ่งที่ได้ผลคือกรณี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านได้ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าอย่าเพิ่งกรีดยาง เพราะตอนนั้นราคายางตก เราก็ไม่ให้น้ำยางออกสู่ตลาด 1 เดือน เป็นผลให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้นมา

ในการรับมือการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เราก็ทำเต็มที่ สกัดทั้งท่าเรือทั้งชายแดนที่ติดต่อ แต่ปัญหาของวัว เนื่องจากเราไปทำ FTA (เขตการค้าเสรี) กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา เงื่อนไข FTA เขาส่งไม่จำกัด ของเรามีปัญหาเรื่องออสเตรเลียส่งเนื้อวัวเข้ามาเยอะ แล้วคนไทยเราเองตามร้านสเต็กต่างๆ ก็ชอบนิยมเนื้อต่างประเทศ ทั้งมาจาก FTA ทั้งจากลักลอบ ก็ทำให้ปศุสัตว์ของเราราคาตก โดยเฉพาะที่ลักลอบมาจากเมียนมา คงจำกันได้ เมื่อเดือน เม.ย. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของเราได้มีมติบอกว่าห้ามนำเข้าเนื้อวัวจากเมียนมา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เราก็ดำเนินการอยู่แล้ว มีชุดพญานาคราชไปปราบไปจับสินค้าเถื่อนเหล่านี้ 

เรื่องทุเรียน BY2 หรือ  Basic Yellow 2 เรื่องนี้ก็สำคัญเพราะทุเรียนของเราเยอะ และตลาดหลักก็คือจีน มีปัญหาเรื่องสีย้อม Basic Yellow 2  และเรื่องแล็บในการตรวจคัดกรอง BY2 และแคดเมียม ซึ่งเป็นอุปสรรคในการส่งทุเรียนไปจีน ปรากฏว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านได้ไปเจรจากับจีน โดยเฉพาะ GACC กรมศุลกากรจีน ก็ได้อนุมัติให้เรามีห้องแล็บทั่วภูมิภาค ฉะนั้นการคัดกรอง การส่งทุเรียนไปต่างประเทศ ไปจีนนั้นก็เร็วขึ้น

ในส่วนราคาพืชผลการเกษตร มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ พยายามเน้น “ตลาดนำ – นวัตกรรมเสริม – เพิ่มรายได้” โดยเฉพาะ รมว.เกษตรฯ ท่าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่านเป็นอาจารย์นักวิชาการ และเป็นผู้แทนการค้ามาก่อน ท่านเจรจาเปิดตลาดการค้าหลายแห่ง อย่างเรื่องปศุสัตว์ เรื่องวัวเราได้ไปเจรจากับประเทศจีน เนื่องจากจีนนั้นการส่งจะให้ความสะดวกหรือให้เฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดกับจีน อย่างเวียดนาม ลาว เมียนมา ที่ผ่านมาเราก็ส่งผ่านลาว ผ่านเวียดนาม ทำให้ค่าใช้จ่ายเราเพิ่มมากขึ้น

แล้วโดยเฉพาะมาเจอปัญหาสารเร่งเนื้อแดง กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ มีมาตรการเด็ดขาดห้ามมีสารเร่งเนื้อแดง แม้แต่ร้านจำหน่ายยาของสัตว์ต่างๆ ก็ห้ามมีสารเร่งเนื้อแดง ตอนนี้ทางจีนกับเราก็มีข้อตกลงสามารถส่งวัวโดยตรงเข้าจีน ไม่ต้องผ่านชายแดนเวียดนามหรือลาวแล้ว ทำให้ราคากระเตื้องขึ้น นอกจากนั้นท่านยังเจรจากับอินโดนีเซีย ในการส่งสัตว์ปีกดิบไปยังอินโดนีเซีย แล้วตอนนี้ก็รอตลาดเพิ่มอีก 3 แห่ง

“จะแจ้งข่าวดีให้ทราบว่า EUDR (EU Deforestation Regulation – ข้อบังคับของสหภาพยุโรปว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการทำลายป่า) เรื่องการกีดกันทางการค้าของยุโรป เขาเน้นเรื่องไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่า เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องคาร์บอนเครดิต ทางด้านเราตั้งแต่อาจารย์นฤมลขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี เราก็ประชุมเตรียมการเรื่อง EUDR ที่จะส่งสินค้าเกษตรเข้ายุโรป ก็จะเป็นข่าวดี ตอนนี้ทางยุโรปเขาให้เราเกรด Low Risk (ประเทศกลุ่มความเสี่ยงต่ำ) ก็คือผ่อนปรนสินค้าเกษตร 7 ตัว เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะได้ส่งสินค้าเกษตรเข้า”

ในเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกร ใน 9 นโยบายขับเคลื่อน ในข้อที่ 2 เร่งรัดจัดที่ทำกินให้เกษตรกร เป็นนโยบายที่สานต่อจากท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ คนก่อนหน้า ซึ่งก็อยู่พรรคเดียวกัน (พรรคกล้าธรรม) เรื่องที่ดินของกระทรวงเกษตรฯ เรานั้นเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ส่วนที่ดินโฉนดทั่วๆ ไปนั้นเป็นของกระทรวงมหาดไทย ของกรมที่ดิน

ด้วยความชาญฉลาดของผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ส.ป.ก. 4-01 หลักคือกรรมสิทธิ์เป็นของ ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ให้ประชาชนทำกินเฉยๆ มีเงื่อนไข เช่น ห้ามตัดไม้ ห้ามซื้อ – ขาย ตรวจพบใครฝ่าฝืนก็ถอนสิทธิ์ ซึ่งนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือจะแปลง ส.ป.ก. 4-01 เป็น “โฉนดเพื่อการเกษตร” กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของ ส.ป.ก. เหมือนเดิม แต่ให้สิทธิ์เพิ่มขึ้น เช่น สามารถจำหน่าย จ่าย โอนได้ในกลุ่มเกษตรกรด้วยกันได้ แต่ห้ามพ่อค้า นายทุน ข้าราชการ

และในขณะนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ไปเจรจากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้โฉนดเพื่อการเกษตรของ ส.ป.ก. สามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ด้วย รวมถึงเจรจากับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตลอดจนธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ ให้ใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ อย่างกรณีของ ธ.ก.ส. ในอดีตให้ค้ำได้เพียง 30% หรือ 100 บาท ธ.ก.ส. ให้มา 30 บาท แต่เมื่อเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ธ.ก.ส. ก็ปล่อย 80 – 100% เพิ่มมากขึ้น

แม้แต่โครงการ “โฉนดต้นไม้” ทางกระทรวงเกษตรฯ นำร่องโดยการยางแห่งประเทศไทย และ ส.ป.ก. ตอนนี้เราให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนต้นยางและต้นไม้อีก 58 ชนิด สามารถไปขึ้นทะเบียนได้ เรียกว่าโฉนดต้นไม้ สามารถไปค้ำประกันเงินกู้ได้ด้วย ที่เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งไปแจกที่บางไทร (จ.พระนครศรีอยุธยา) โดยโฉนดนี้จะไปวัดขนาดต้นไม้ใน ส.ป.ก. ซึ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีทันสมัย เรามีโดรนที่ถ่ายรูป คือสวนนี้คุณมีกี่ไร่ มีต้นไม้กี่ต้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ แล้วก็มาคำนวณเป็นโฉนดให้ แล้วจะขยายผลไปถึงธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์ต่อไป ให้สามารถเอาโฉนดต้นไม้ไปค้ำประกันเงินกู้ได้

– ที่ผ่านมามีปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งก็มีคำแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปส่งเสริมอย่างไรบ้าง? : กระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ บอกว่าการทำเกษตรทุกวันนี้เราไมได้เล็งที่ตลาดเมืองไทยอย่างเดียว เราผลิตเพื่อการส่งออก ในนโยบายที่จะเป็นครัวของโลก ดังนั้นสินค้าเกษตรที่จะผลิตต้องมีคุณภาพและมีมูลค่า

โดยเฉพาะข้าว เราได้แนะนำให้เปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุกปี ให้มีพันธุ์ข้าวที่สู้กับต่างประเทศได้ แล้วก็เรื่องเกษตรมูลค่าสูง ทำอย่างไรให้มีราคาแล้วก็ทันสมัย ฉะนั้นเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ทางกระทรวงเกษตรฯ เราปรับเปลี่ยนตลอด กรมการข้าวของเรานั้นมีศูนย์ข้าวชุมชน 6,000 กว่าแห่ง ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นหน่วยงานที่จะมาช่วยรัฐบาลในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ให้ความรู้ด้านการเกษตร การปลูกข้าว ให้กับพี่น้องทั่วประเทศ

“ในปีนี้ (2568) เรามีอาสาชาวนา 139,000 กว่าคนทั่วประเทศ เป็นชาวนาจิตอาสาด้านการปลูกข้าว ก็จะให้ความรู้ พัฒนาความรู้ด้านการเกษตร จากการทำเกษตรดั้งเดิม เรามีเกษตรทันสมัยเพื่อสู้ตลาดโลก เรามีตัวแทนอาสาชาวนานทุกหมู่บ้านแล้ว ต่อไปเราก็เร่งระดมให้ความรู้ทำเกษตรทันสมัยโดยเฉพาะศูนย์ข้าวชุมชนรัฐบาลจะกระจายไปทั่วทั้งประเทศ นอกจากเป็นตัวช่วยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพแล้ว รัฐบาลยังส่งเสริมการลดต้นทุนในการผลิต ให้งบประมาณไปซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยีต่างๆ มาทำการเกษตรที่ทันสมัย”

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังมีโครงการ “ASP (Agricultural Service Providers – ผู้ให้บริการทางการเกษตร)” คือการตั้งศูนย์บริการเทคโนโลยี กระจายกันทั่วประเทศเพื่อความสะดวกของเกษตรกร ศูนย์นี้เราส่งเสริมให้เอกชนคนที่มีเครื่องจักรการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์ โดรน เครื่องเกี่ยวข้าว ไปตั้งอยู่ศูนย์ต่างๆ แล้วก็จะมีการติดต่อทางแอปพลิเคชั่น ทางไลน์หรือทางโทรศัพท์ ให้ชุมชนสามารถติดต่อได้

เมื่อเรามีศูนย์ ASP ชาวบ้านมีนา 5 – 10 ไร่ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องเกี่ยวข้าวหรือรถแทรกเตอร์ แต่สามารถติดต่อไปได้เลย บริเวณนี้ท่านจะไถนาวันไหน? ติดต่อรถไถไปได้เลย หว่านข้าวเราก็มีโดรน ติดต่อศูนย์บริการโดรนไป หรือเครื่องเกี่ยวข้าวเราสามารถวางล็อกได้เลย กำหนดเวลาว่าเจ้าไหนจะเกี่ยววันไหน ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลส่งเสริม ทางกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นคนนำร่องให้ได้เป็นศูนย์ที่มาตรฐาน

– ความพร้อมของแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเป็นอย่างไรบ้าง? :  กระทรวงเกษตรฯ ดูแลด้านน้ำอยู่ 2 กรม กรมชลประทานดูแหล่งน้ำในเขตชลประทาน ส่วนกรมพัฒนาที่ดินดูแลเรื่องน้ำนอกเขตชลประทาน ในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลมอบหมายภารกิจให้พรรคกล้าธรรมดูแลกระทรวงเกษตรฯ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง แม้แต่น้ำท่วมเราก็เตรียมป้องกันไว้อย่างดี เว้นแต่เหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่เราก็พยายามแก้ไขให้เร็วที่สุด

ปัญหาภัยแล้งเราก็หาที่เก็บกักน้ำให้กระจายมากที่สุด น้ำท่วมเราก็เตรียมเครื่องมือ รถแทรกเตอร์ เครื่องสูบน้ำ ซ่อมฝายต่างๆ ส่วนกรมพัฒนาที่ดิน กระจายน้ำนอกเขตชลประทาน เรามีการขุดบ่อจิ๋วในไร่นา ตอนนี้ขุดให้ฟรี สมัยก่อนชาวบ้านสมทบบ่อละ 2,500 บาท เพิ่มขึ้นมาคือมีการกระจายน้ำให้ด้วย มีแผงโซลาร์เซลล์ มีหอสูบน้ำ มีเครื่องปั๊มน้ำให้ด้วย กระจายไปทั่วทั้งประเทศ

– เห็นว่ากระทรวงเกษตรฯ ยุคนี้ทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ตรงนี้เป็นอย่างไร? : เราให้ข่าวเสมอว่าพี่น้องเกษตรกรกลุ่มใดที่มีปัญหาที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรฯ ท่านส่งตัวแทนมาเลยหรือไม่ก็เป็นพวกเราเองที่จะลงไปพบท่านในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วย ทีมงานทั้งหลาย เราพร้อมลงพื้นที่

– ในช่วงครึ่งหลังที่เหลือของปี 2568 กระทรวงเกษตรฯ มีเรื่องใดที่อยากทำเป็นวาระเร่งด่วน? : เราจะผลักดันเรื่องตลาดนำ เราจะหาตลาดต่างประเทศ ตอนนี้เราก็รออยู่อีก 3 ประเทศที่รอเจรจาทำสัญญาลงนาม 1.ใบชา เราจะทำสัญญาส่งไปที่อินโดนีเซีย 2.กระท่อม รอทำสัญญาส่งไปอินเดีย 3.ลำไยสด ที่ผ่านมาเราส่งไปแต่ที่จีน ตอนนี้อาจารย์นฤมลไปเจรจากับฟิลิปปินส์ รอทำสัญญา เราจะเน้นเรื่องตลาดต่างประเทศเพื่อระบายสินค้าเกษตรออกให้มากที่สุด!!

เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง)

บนถนนสายการเมืองของ “เอกภาพ พลซื่อ”

เอกภาพ พลซื่อ เกิดเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2502 เป็นชาว จ.ร้อยเอ็ด เดิมประกอบอาชีพทนายความ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดร้อยเอ็ด สมัยแรก ในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ย. 2535 ในสังกัดพรรคเอกภาพ ก่อนเข้าร่วมกับพรรคเสรีธรรมและพรรคไทยรักไทย ตามลำดับ ซึ่งในช่วงที่อยู่กับพรรคไทยรักไทย เอกภาพ เป็นหนึ่งใน “บ้านเลขที่ 111” หรือคณะกรรมการบริหารพรรค 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี จากการยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2550 ด้วย

ในการให้สัมภาษณ์กับทีมงาน นสพ.แนวหน้า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 เอกภาพ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวว่า ในช่วงที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตนก็ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ โดยฝากฝังให้หลานชายลงสมัคร สส. แทน เนื่องจาก รัชนี พลซื่อ ผู้เป็นภรรยา ในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ร้อยเอ็ด ส่วนในปัจจุบัน รัชนี เป็น สส. จังหวัดร้อยเอ็ด และเป็นรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ขณะที่ เอกรัฐ พลซื่อ ซึ่งเป็นบุตรชาย ปัจจุบันเป็นข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  

‘ปลาหมอบัตเตอร์’ …มาไทยได้ไง?

'ปลาหมอบัตเตอร์' ...มาไทยได้ไง?

‘ปลาหมอบัตเตอร์’ …มาไทยได้ไง?

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.36 น.

ใครที่เคยไปเยือนเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ น่าจะได้ลองชิม “ปลาหมอบัตเตอร์” ที่ถูกนำมาปรุงเป็นเมนูหลากหลายเสิร์ฟลูกค้าในร้านอาหารริมเขื่อน หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็น “ปลานิล” แต่หลายคนก็สงสัยว่ามันคือปลาอะไร?

ปลาหมอบัตเตอร์ (Heterotilapia buttikoferi) มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาตะวันตก มีลักษณะเด่นคือแถบดำพาดขวางบนลำตัวสีเหลืองหรือขาว กินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร ทำให้ปลาพื้นถิ่นเช่นปลานิลธรรมชาติ และสัตว์น้ำอื่นๆ ถูกเบียดเบียนและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของปลาหมอบัตเตอร์สูงมาก ส่งผลให้ในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์พบปลาชนิดนี้จำนวนมากจนแทบจะครองระบบนิเวศน้ำจืดในเขื่อน จึงเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ ปรุงเป็นเมนูต่างๆ ขายในทุกร้านย่านนั้น

ปลาจากแอฟริกา เข้ามาถึงไทยได้อย่างไร?

ปลาหมอบัตเตอร์ เพิ่งถูกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกรานที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ในปี 2561 ดังนั้น การเข้ามาของมันในช่วงก่อนหน้านี้ อาจไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากระบบการตรวจสอบ และระบบการควบคุม มิให้ปลาต่างถิ่นเกิดการแพร่กระจายได้ของประเทศไทยนั้นยังหละหลวม ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

สำหรับที่มาของปลาหมอบัตเตอร์ พบว่า เข้ามาไทยในฐานะปลาสวยงาม และมีข้อมูลว่าในปี 2553 บริษัทแห่งหนึ่งได้ว่าจ้างชาวประมงให้เลี้ยงปลาหมอบัตเตอร์ในกระชังๆ ละ 2,000 ตัว จำนวน 2 กระชัง รวมเป็น 4,000 ตัว ในพื้นที่ใกล้เขื่อนสิริกิติ์ จนมาเกิดพายุฝนซัดจนกระชังแตก ทำให้ปลาทั้งหมดหลุดและระบาดในเขื่อนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การนำเข้าปลาได้อย่างอิสระในอดีต มีการจ้างงานให้เกิดการเลี้ยง ภายใต้การควบคุมที่ไม่เข้มงวดรัดกุม ส่งผลให้ปลาชนิดนี้กลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศน้ำจืดในพื้นที่ทันที

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความหละหลวมในการตรวจสอบและควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทย ทั้งในด้านการนำเข้า การเพาะเลี้ยง และการปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามนำเข้าและเพาะเลี้ยงปลาหมอบัตเตอร์ตามมาในภายหลัง แต่การบังคับใช้ก็ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้า และเลี้ยงปลาอย่างผิดกฎหมายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาการระบาดในเขื่อนต่างๆ

ปัจจุบันนอกจากเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ที่พบปลาหมอมายันระบาดหนักแล้ว ยังพบว่ามันกำลังแพร่กระจายไปยังเขื่อนเขาแหลม ซึ่งห่างออกไปจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพียง 150 กิโลเมตร และไม่มีทางน้ำที่เชื่อมต่อกัน จึงฟันธงได้ว่าการระบาดนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่เคลื่อนย้ายปลาชนิดนี้ไปยังแหล่งใหม่

ผู้ประกอบการบ้านพักและแพร้านอาหาร ริมเขื่อนเขาแหลมที่เปิดบริการมานาน 30 ปี ให้ข้อมูลว่า เริ่มเห็นปลาหมอบัตเตอร์ครั้งแรกตอนที่ชาวประมงดำน้ำลงไปงมหอยขมเจอปลาต่างถิ่นจำนวนมาก ต่อมาจึงได้หย่อนกล้องลงไปสำรวจดูใต้น้ำ ก็พบเป็นฝูงปลาหมอบัตเตอร์ เกือบ 100 ตัว กำลังรุมกินเหยื่อ และอาหารที่ชอบกิน ก็คือไข่ปลาและตัวอ่อนของปลาในท้องถิ่น โดยเฉพาะ “ปลาแรด” ที่นับวันมีปริมาณลดน้อยลงไปทุกที ขณะที่ปลาหมอบัตเตอร์กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเริ่มสร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศแล้ว

ปลาหมอบัตเตอร์ อาจเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของภัยคุกคามจากสัตว์น้ำต่างถิ่นที่กำลังรุกรานระบบนิเวศน้ำจืดไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องยกระดับมาตรการตรวจสอบสัตว์น้ำต่างถิ่นให้เข้มข้น ชัดเจน และโปร่งใส ทั้งในด้านการนำเข้า การเพาะเลี้ยง และการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำระหว่างพื้นที่ เพื่อจำกัดพื้นที่แพร่ระบาดของปลา พร้อมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง รวมถึงลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการระบาดของปลาหมอบัตเตอร์และสัตว์น้ำต่างถิ่นอื่นๆ ลุกลามจนยากจะแก้ไขในอนาคต

โดย : สลิล มหรรณพ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

เกษตรกรชี้‘ปลาหมอคางดำ’คือโอกาส พลังของชาวบ้านช่วยปราบ

เกษตรกรชี้‘ปลาหมอคางดำ’คือโอกาส พลังของชาวบ้านช่วยปราบ

เกษตรกรชี้‘ปลาหมอคางดำ’คือโอกาส พลังของชาวบ้านช่วยปราบ

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.22 น.

เกษตรกรชี้‘ปลาหมอคางดำ’คือโอกาส พลังของชาวบ้านช่วยปราบ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีนั้น ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เกษตรกรชาวเพชรบุรีได้พลิกปัญหาให้เป็นโอกาส ทำให้ปลาหมอคางดำเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และนำไปสู่ประโยชน์ในหลายมิติ

นายอัมพร โชยา ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มเหมืองตาหลอ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนคือหัวใจหลักในการกำจัดและลดประชากรปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรในพื้นที่ช่วยกันเฝ้าระวัง ตรวจสอบแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบปลาหมอคางดำจะช่วยกันจับปลาขึ้นมาทันทีโดยไม่รอการดำเนินการจากหน่วยงานภาครัฐ การบูรณาการความร่วมมือกำจัดปลาหมอคางดำของชาวบ้าน นอกจากจะป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงจิตสำนึกร่วมในชุมชนต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่บางขุนไทรได้ปรับตัวโดยนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาใช้เป็นปลาเหยื่อ เพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลากะพง ช่วยลดต้นทุนการซื้ออาหารสำเร็จรูป ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลา สำหรับปลาหมอคางดำที่มีขนาดใหญ่หน่อย ก็จะถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายเมนู เช่น ปลาแดดเดียว ปลาเค็ม หรือแม้แต่การปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านอื่นๆ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน และทำเป็นสินค้าชุมชนสร้างรายได้เสริม เป็นการเพิ่มคุณค่าจากการใช้ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบกึ่งธรรมชาติได้ยกระดับมาตรการป้องกันปลาหมอคางดำรุกรานสัตว์น้ำที่เลี้ยง โดยติดตั้งตาข่ายกรองขณะเปิดน้ำเข้าบ่อ ป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในระบบบ่อเลี้ยง ซึ่งถือเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง

ด้าน นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการดำเนินโครงการเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำที่จับได้จากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรและแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อส่งให้กรมพัฒนาที่ดินเพื่อผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ  รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาดผ่านกิจกรรม ลงแขกลงคลอง และการปล่อยปลานักล่า  มุ่งเน้นบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงน้อยกว่า 12 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร

จังหวัดเพชรบุรี ยังได้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือเกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการจัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” โดยได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปลากะพงขาวเป็นปลานักล่ากินลูกปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง รวมทั้งการช่วยสนับสนุนกากชาและเครื่องมือในการกำจัดปลาหมอคางดำให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ประมงเพชรบุรียังสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วม ให้เกษตรกร ชาวประมง ประชาชน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดปลาหมอคางดำ มุ่งเน้นการนำปลาหมอคางดำมาเพิ่มมูลค่าและแปรรูปเป็นอาหาร โดยสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาแดดเดียว จำหน่ายเป็นสินค้าชุมชน และยังขยายความร่วมมือกับซีพีเอฟ และเรือนจำกลางเพชรบุรีนำปลาหมอคางดำมาหมักทำเป็นน้ำปลาแท้ ตรา หับเผยเขากลิ้ง อีกด้วย

แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในจังหวัดเพชรบุรีจึงเป็นอีกตัวอย่างของการประสานพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและชุมชน ในการพลิกปัญหาเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

10 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายภักดี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย ประจำปี 2568 ผ่านระบบ Video tele conference จากห้องประชุม 1 ชั้น 2 ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน โดยมี พลเรือเอก คณีพล สงเจริญ นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน เป็นประธานในการประชุม เพื่อขอทราบแผนปฎิบัติของหน่วย นำไปใช้เป็น แนวทางการสนับสนุนการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบประสบอุทกภัย ณ ห้องประชุมเทวกุล ชั้น 6 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

-(016)

‘กรมที่ดิน’เร่งดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจ พร้อมปรับปรุง’พรบ.ช่างรังวัดเอกชน’ เพิ่ม-ขยายทางเลือกให้กับ ปชช.อย่างมีประสิทธิภาพ

'กรมที่ดิน'เร่งดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจ พร้อมปรับปรุง'พรบ.ช่างรังวัดเอกชน' เพิ่ม-ขยายทางเลือกให้กับ ปชช.อย่างมีประสิทธิภาพ

‘กรมที่ดิน’เร่งดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจ พร้อมปรับปรุง’พรบ.ช่างรังวัดเอกชน’ เพิ่ม-ขยายทางเลือกให้กับ ปชช.อย่างมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

กรมที่ดิน ได้ถ่ายโอนภารกิจด้านการรังวัดที่ดินบางส่วนให้แก่ช่างรังวัดเอกชน เพื่อให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการ และเพื่อให้การบริการมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่างรังวัดเอกชนสามารถทำการรังวัดที่ดินที่มีโฉนดที่ดินเพื่อการสอบเขต แบ่งแยก หรือรวมที่ดินหลายแปลงเข้าเป็นแปลงเดียวกัน

โดยช่างรังวัดเอกชนต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กรมที่ดินกำหนด ค่าใช้จ่ายในการรังวัดจะถูกตกลงระหว่างผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของที่ดิน ก่อนทำการรังวัด ควรศึกษาข้อมูลและระเบียบเกี่ยวกับการรังวัดที่ดินให้ละเอียด เพื่อให้การรังวัดเป็นไปตามกฎหมายและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมที่ดิน ได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการรับฟังความคิดเห็นปรับปรุงพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ.2535 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย เพื่อสร้างและขยายโอกาสให้กับประชาชนได้รับบริการจากสำนักงานช่างรังวัดเอกชนอย่างมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และเชื่อถือได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการประชาชนแทนภาครัฐต่อไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ : https://www.youtube.com/watch?v=VVDq689e_9A