‘กรมที่ดิน’พัฒนาพื้นที่ ยกระดับชีวิตประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ

'กรมที่ดิน'พัฒนาพื้นที่ ยกระดับชีวิตประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ

‘กรมที่ดิน’พัฒนาพื้นที่ ยกระดับชีวิตประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

กรมที่ดิน มีภารกิจในการจัดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและนโยบายของรัฐบาลให้แก่ประชาชนที่ยากจน โดยดำเนินงานโครงการจัดที่ดินและปรับปรุงสิ่งสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำในที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท และเสริมสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

ซึ่งทางจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนการจัดที่ดินในพื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินและปรับปรุงสิ่งสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำในที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จะมีการดำนเนินงานอย่างไร

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ : https://www.youtube.com/watch?v=DKR1X0R5x50

‘ราเชน ศิลปะรายะ’ อธิบดี‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ ภารกิจเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ราเชน ศิลปะรายะ’ อธิบดี‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ ภารกิจเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ราเชน ศิลปะรายะ’ อธิบดี‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ ภารกิจเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” เป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2556 โดยยกฐานะขึ้นจากสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งปัจจุบัน นอกจากการทำฝนหลวงเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำของประชาชนโดยเฉพาะในภาคเกษตรแล้ว ยังเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการลดผลกระทบเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ช่วงที่ปริมาณฝุ่น PM2.5 หนาแน่นด้วย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้พูดคุยกับ ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ถึงภารกิจสำคัญนี้

– ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าในช่วงนี้ของปีประเทศไทยจะมีทั้งสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รวมถึงเป็นฤดูแล้ง ทางกรมฝนหลวงฯ ได้ดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว? : เราเริ่มเปิดหน่วยปฏิบัติการบรรเทาฝุ่น ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2567 – 30 เม.ย. 2568 ซึ่งฝุ่นจะมาพร้อมกับลมตะวันออกเฉียงเหนือ จากประเทศเพื่อนบ้าน ประมาณเดือนธันวาคม – มกราคม เราก็วางแผนเจาะชั้นบรรยากาศ คือระบายฝุ่นก่อนเข้าพื้นที่ชั้นใน เราทำที่อุดรฯ โคราช แล้วก็สระบุรี แต่ก็ไม่หมด เข้ามาถึงกรุงเทพฯ

เราก็มาเจาะชั้นบรรยากาศเปิดพื้นที่เหนือกรุงเทพฯ เพื่อระบายฝุ่นออก แถวสมุทรสงคราม แถวพระราม 2 จากการทำมาค่าฝุ่นเราลดลงคิดกับค่าเฉลี่ยประมาณ 58% ลดได้จริง โดยเราตั้งหน่วยฐานใหญ่อยู่ทีหัวหิน (ประจวบตีรีขันธ์) กาญจนบุรี แล้วก็อู่ตะเภา (ระยอง) เพื่อมาสนับสนุนกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ส่วนภาคเหนือ (ฝุ่น) จะเริ่มเดือนมกราคม – เมษายน ปีนี้เราโชคดี มีความชื้นเพียงพอด้วยประกอบกับเราวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว จะเห็นว่าเชียงใหม่ปีนี้มีฝนด้วย แล้วค่าฝุ่นลด ดอยสุเทพเห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้อากาศสะอาด นักท่องเที่ยวก็มาเยอะ ยอดจองโรงแรมเชียงใหม่ช่วงไฮซีซันส์ ช่วงสงกรานต์ 98%

– ภารกิจรับมือฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมากรมฝนหลวงฯ เจออุปสรรคอะไรบ้างหรือไม่? : แต่เดิมเราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาบินในเขตพื้นที่ชั้นใน ก็ได้ผู้บริหารระดับประเทศสั่งการ โดยกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งกรมฝนหลวงฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ วิทยุการบินอนุญาตให้เรา แต่เดิม 60 ไมล์ห้ามบินเข้ามา ทีนี้วิทยุการบินอนุญาตให้เราเข้า แต่ว่าก่อนจะทำทุกวันต้องขออนุญาต กำหนดเขต กำหนดพิกัด ก็ทำไปได้ด้วยดี ปัจจัยสำคัญก็คือน้ำแข็งแห้งที่เราจะใช้เจาะชั้นบรรยากาศ เพราะว่าขึ้นไปบางทีมันมีอุณหภูมิมากกว่าปกติขวางกั้น ทำให้ฝุ่นขึ้นไม่ได้ เราก็ไปเปิดช่องระบายอากาศนั้นออก

– ณ เวลานี้ (เดือน มิ.ย. 2568) ผ่านฤดูแล้งเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ในเพจเฟซบุ๊กของกรมฯ ยังรายงานปฏิบัติการเครื่องบินขึ้นทำฝนหลวงอยู่อย่างต่อเนื่อง แสดงว่ายังมีพื้นที่ที่ต้องการให้ไปช่วยทำอยู่? : ปีนี้ปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% ในส่วนของอีสานตอนนี้ปริมาณน้ำเพียงพอ แต่พื้นที่ใต้เงาฝนแถวภาคกลาง ฝนไม่ค่อยตก แต่ว่ายังดีหน่อยที่มีระบบชลประทาน เราก็ไปทำในสวนนั้น แล้วก็ภาคเหนือหลายๆ ส่วน แต่ช่วงนี้ถือว่าฝนดี อีสานน้ำเยอะแล้วไหลลงเขื่อน แต่ลำตะคองยังน้อย ตอนนี้เราเติมน้ำให้เขื่อน เช่น เขื่อนลำตะคอง เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนภูมิพล

– นอกจากการส่งฝูงบินขึ้นทำฝนหลวง ยังเห็นกรมฯ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเกษตรกรที่ร้องขอให้สนับสนุนการทำฝนหลวงด้วย เป็นอย่างไรบ้าง? : เรามีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงอยู่อีสาน มีที่บุรีรัมย์ ขอนแก่น แล้วภาคเหนือมีอยู่ที่ตาก นครสวรรค์ พิษณุโลก ภาคใต้ตอนบนที่เพชรบุรี ตอนล่างที่สุราษฎร์ และภาคตะวันออกที่ระยอง เราให้นักวิทยาศาสตร์ของเรา เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ไปพบปะพูดคุย และเรามีอาสาสมัครฝนหลวงด้วย ช่วยเราดูในพื้นที่ที่ราษฎรมีความต้องการขอฝน

14 พ.ค. 2568 ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานี

– เห็นเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 เพจของกรมฯ แชร์ความเคลื่อนไหวของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ที่มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปพุดคุยกับเกษตรกร อยากทราบว่าสถานการณ์ภาคตะวันออกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? : แถวจันทบุรี ระยอง ปริมาณฝนมาก แต่เราได้ไปทำอยู่ที่สระแก้ว ในพื้นที่รอบๆ แถวนั้นยังมีความต้องการน้ำ

– ระยะหลังๆ ทั่วโลกเริ่มกังวลกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ฤดูกาลคาดเดาได้ยากขึ้น ตรงนี้เป็นความท้าทายต่อภารกิจของกรมฝนหลวงฯ ด้วยหรือไม่? : ใช่ครับ! คือสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากพื้นที่ฝนตกหนักกลายเป็นไม่ตก จากพื้นที่ฝนไม่ตกกลายเป็นตกหนัก แล้วช่วงหลังๆ จะสังเกตเห็นว่าน้ำท่วม ที่เชียงราย แม่สาย แล้วก็ฝนตกพื้นที่ท้ายเขื่อน ตกหนักมาก

สภาพอากาศนี้กรมฝนหลวงฯ เราได้พิจารณาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แล้วประกอบกับตอนนี้ประเทศไทยโดยกรมฝนหลวงฯ เป็นเลขาฯ ถาวรของสมาชิกดัดแปรสภาพอากาศ มีสมาชิก 9 ประเทศ เราก็มอนิเตอร์ เอ็กซ์เรย์แล้วก็แปลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิก เราเป็นอันดับ 1 ในการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งหลายประเทศมาดูงานกับเรา หลายประเทศเราก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปแนะนำ

– ทุกวันนี้เครื่องมืออุปกรณ์เราพร้อมเพียงใด รวมถึงหากมองไปในอนาคตอยากได้อะไรสนับสนุนเพิ่มเติมบ้างหรือไม่? : ถ้าทำเรื่องฝนวันนี้เรามีเครื่องมือใหม่ๆ เช่น เรามีจรวดที่พัฒนาร่วมกับกองทัพอากาศแล้วยิงขึ้นไปทำฝน เรามี UAV (โดรน) มีพลุสารดูดความชื้น ซึ่งติดไปในเครื่องบินแล้วไปทำ ตอนนี้เรากำลังวิจัยเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ตัวนี้ใช้ในที่ที่มีข้อจำกัดทางการบิน

เช่นที่เราติดตั้งปัจจุบันอยู่เหนือเขื่อนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด (เชียงใหม่) ซึ่งมีภูเขาล้อมรอบ เครื่องบินไม่สามารถบินได้สะดวก เราก็ใช้ตัวนี้เป็นการจุด โดยสารที่ใช้ก็คือสารที่ทำฝนหลวง พอขึ้นไปได้สักพักเมฆก็จะเข้ามาแล้วก็สามารถทำฝนให้ตกอยู่เหนือเขื่อน อีกจุดหนึ่งที่เราตั้งคือหนองบัวลำภู เพื่อเตรียมทำไว้สำหรับอ่างห้วยหลวง จ.อุดรธานี อันนี้กำลังขยายผลเข้าไป เดี๋ยวจะทำอยู่ที่เขื่อนลำตะคอง เหนือโรงไฟฟ้าสูบกลับ

ตอนนี้นักวิจัยกำลังวิจัย บางทีอาจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินขึ้นไป เห็นอย่างประเทศจีนเขามีปืนใหญ่ยิงขึ้นไปทำนั่นทำนี่ อันนี้ก็ไม่เสี่ยง ตอนนี้เรากำลังวิจัยเรื่องทำอย่างไรที่เราจะลดค่าใช้จ่ายในด้านการบินแล้วก็ทำให้ฝนตก เรากำลังวิจัย MOU ร่วมกับประเทศจีน ใช้คลื่นเสียงส่งขึ้นไปดูแล้วว่าให้ฝน ตอนนี้เรากำลังทำอยู่ที่เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี กำลังวิจัยร่วมกัน ถ้าประสบความสำเร็จน่าจะขยายผลไปได้ แต่ทีนี้อยู่ในขั้นตอนการทดสอบ

“เครื่องบินทุกวันนี้ถามว่าพอไหม? เครื่องบินทั้งหมด 29 ลำกับช่วยเหลือประชาชนทั่วทั้งประเทศไทย ถ้าแยกออกเป็นหน่วย ได้หน่วยละ 2 – 3 ลำ ถามว่าพอไหม? ไม่พอ แต่เราก็จำเป็นต้องบริหารจัดการเครื่องมือเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน โดยเราไม่อยากของบประมาณซื้อเครื่องบินใหม่ ขอแค่งบฯ ซ่อมบำรุงมาให้เราซ่อมบำรุงดีๆ ทำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะการซื้อเครื่องบินก็ใช้งบประมาณเยอะ ประเทศชาติเรายังต้องใช้ในสิ่งจำเป็นอื่นๆ ขอให้เราเอาเครื่องของเราที่มีอยู่ซ่อมบำรุงให้ถึงก็ได้ ทำภารกิจให้พี่น้องประชาชนและประเทศชาติดีกว่า”

16 พ.ค. 2568 ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำบริเวณภาพตะวันออก

– ในฐานะที่ท่านเป็นแม่ทัพของกรมฝนหลวงฯ ท่านอยากเห็นกรมนี้มีภาพเป็นอย่างไร? : กรมฝนหลวงฯ เป็นกรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงดำริให้จัดตั้งขึ้น วัตถุประสงค์ก็คือช่วยเหลือพี่น้องประชาชนด้านขาดแคลนน้ำ ดังนั้นกรมฝนหลวงวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประชาชนเดือดร้อนเราก็ไปสนับสนุน ไม่ใช่ทำฝนอย่างเดียว เช่น สถานการณ์น้ำท่วม เราก็ประสานกับภาคประชาสังคม เขามีของมาแจกเราก็เอาเครื่องของเราไปช่วย

ซึ่งในระหว่างนี้คือเราไม่ได้ใช้ เราก็ใช้เครื่องของเราไปบริการเพื่อส่งสิ่งของต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนบริจาคให้ส่งไปถึงผู้ประสบภัย อย่างเช่นปีที่ผ่านมา เชียงรายน้ำท่วม ท่านเชื่อหรือไม่ว่าบนเขาราษฎรไม่ได้กินข้าว ดินสไลด์ 3  – 4 กิโลเมตร เดินเข้าไป 8 ชั่วโมง เราเอาเฮลิคอปเตอร์ส่งข้าวส่งน้ำไป บินไป – กลับ 5 – 10 นาที ได้กินข้าว

– เห็นหลายครั้งท่านขึ้นเครื่องบินไปกับทีมทำฝนหลวงด้วย อะไรทำให้ท่านต้องไปด้วยตนเองแบบนั้น? : ผมถือว่าให้ลูกน้องไปทำงาน ซึ่งอากาศยานมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ทุกคนที่ใช้อากาศยานมีความเสี่ยงหมด ฉะนั้นผมใช้ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาไป ผมถือว่าผมเป็นคนในครอบครัวฝนหลวง ผมก็ต้องขึ้นไปกับเขา ไปดูให้เห็นกับตาและไปให้กำลังใจด้วย อธิบดียังไม่กลัวแล้วลูกน้องจะกลัวทำไม แล้วไม่ใช่เฉพาะผมไป บางทีสื่อขอไปผมก็อนุญาตให้เขาไปด้วยกัน ไปดูภารกิจว่าเราทำจริงหรือไม่จริง ทำแล้วได้ผลไหม?

“ไม่เป็นภาระหนักนะ เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลประชาชนของประเทศไทย เพราะว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานหนักมากมายกว่านี้ กรมของเราเป็นกรมที่ในหลวงตั้งขึ้น เราทำเพื่อสนองพระราชดำริแล้วก็ทำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย วันนี้ลูกน้องผม พวกนักบิน พวกช่างต่างๆ ตั้งแต่ 2 ธันวา (2567) ไม่ได้หยุด เสาร์ – อาทิตย์ก็ไม่มี ปีใหม่พี่น้องประชาชนไปเที่ยวสังสรรค์ สงกรานต์ไป แต่พวกผมอยู่บนท้องฟ้า ทำเพื่อให้พี่ร้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีน้ำใช้ เราไม่สามารถหยุดได้”   

– หากประชาชนต้องการขอให้กรมฝนหลวงฯ ไปช่วยทำฝนหลวง สามารถติดต่อประสานได้ในช่องทาวไหนบ้าง? : ทางสะดวกที่สุด Facebook “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ท่านคอมเมนต์ข้อความมาเลย หรือ Tiktok หรือ Line ผมมีเจ้าหน้าที่ดูตลอด ถ้าดูแล้วตรงนี้ส่วนใหญ่ขอเยอะๆ เรามีอาสาสมัครฝนหลวงและเจ้าหน้าที่ฝนหลวงไปดูในพื้นที่ ใช่ไหม? ถ้าใช่! ขออนุมัติมา 2 วันผมส่งเครื่องไปทำให้ทันที!!!     

‘กรมปศุสัตว์’ลุยจับขาไก่เถื่อน 346 ตัน ซุกห้องเย็นสมุทรสาคร

'กรมปศุสัตว์'ลุยจับขาไก่เถื่อน 346 ตัน ซุกห้องเย็นสมุทรสาคร

‘กรมปศุสัตว์’ลุยจับขาไก่เถื่อน 346 ตัน ซุกห้องเย็นสมุทรสาคร

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังตำรวจ ปคบ. บุกตรวจห้องเย็นย่านเมืองสมุทรสาคร พบซุกซากขาไก่ที่ลอบนำเข้า​จากต่างประเทศล็อตใหญ่กว่า 346 ตัน เตรียมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่ จ.สมุทรสาคร นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ด่านกักกันสัตว์ชลบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เข้าตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร หลังได้รับข้อร้องเรียนว่า​ มีการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ปีกชนิดขาไก่จากต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสืบสวนในทางลับ พบว่าขาไก่ส่วนหนึ่​งมีต้นทางจาก​ประเทศ​บราซิล​ซึ่ง​ยังพบการระบาดของโรคไข้หวัดนก และเมื่อเข้าตรวจสอบภายในห้องเย็น พบซากขาไก่จำนวนมากบรรจุในถุงและกล่อง ระบุแหล่งผลิตจากบราซิล ชิลี ตุรกี และเยอรมนี

เมื่อตรวจสอบข้อมูลบัญชีรับฝากของห้องเย็น พบว่ามีซากขาไก่รับฝากรวมทั้งสิ้น 346,390 กิโลกรัม หรือประมาณ 346.39 ตัน ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 22 และมาตรา 31

กรมปศุสัตว์จึงดำเนินการอายัดซากขาไก่ทั้งหมด พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และเตรียมประสานกรมศุลกากรเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติศุลกากรในความผิดที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งจะร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางสืบสวนขยายผลหาผู้บงการและเครือข่ายการลักลอบนำเข้า

สำหรับซากขาไก่ของกลาง เจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ เพื่อตรวจหาเชื้อโรคอันตราย โดยเฉพาะเชื้อไข้หวัดนก เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ให้เร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันโรคระบาดจากต่างประเทศ คุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ และรักษาเสถียรภาพตลาดปศุสัตว์ไทยให้เป็นธรรมต่อเกษตรกร

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือหรือการร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส การกระ ทำความผิดกฎหมาย ด้าน ปศุสัตว์ สามารถแจ้งผ่าน application DLD 4.0 ตลอด​ 24 ชั่วโมง​

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

สส.ปชน.”ขน“ลิ้นจี่จักรพรรดิ”บุกสภาฯโชว์สื่อ ฉะ“เกษตรฯ-พาณิชย์” ปล่อยราคาตกฮวบจากกิโลกรัมละ 100 บาท เหลือ 18 บาท ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซัดแหลก “3ย.-ย่ำอยู่กับที่-ย่ำแย่-อยู่ไม่ได้”หลอกเกษตรกรปลูกเป็นสินค้า GI สุดท้ายขายไม่ได้ ถามยุติธรรมตรงไหน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่รัฐสภา นายกันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องแก้ปัญหาราคาลิ้นจี่จักรพรรดิตกต่ำทำให้ชาวสวนเดือดร้อน โดยได้นำลิ้นจี่มาประกอบการแถลงข่าว และให้สื่อมวลชนประจำรัฐสภาทดลองชิมและดูขนาดของลูกลิ้นจี่ โดยกล่าวว่าตนอยากสะท้อนปัญหาราคาลิ้นจี่ที่ตกต่ำมาก ลิ้นจี่จักรพรรดิ แต่ทำไมราคาติดดินขนาดนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ตนมีโอกาสไป อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าใจหาย

นายกันตพงศ์ได้ชูลิ้นจี่ให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมระบุว่า ลิ้นจี่พวงนี้ บางลูกก็ขนาดเกือบเท่ากับมือของตน ซึ่ง อ.ฝางสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,000 ล้านบาท ชาวสวนบอกตนมาว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังคงขายได้ในราคากิโลกรัมละเกือบ 100 บาท แต่พอผ่านมาถึงวันที่ 5 มิถุนายนเหลือ 18 บาท และบางไซส์เหลือไม่ถึง 10 บาท ซึ่งไม่สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตเลย

“ผมอยากสะท้อน 3 ย.ยักษ์ ที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร ย. ตัวแรก คือ ย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ไม่เช่นนั้น เกษตรที่ปลูกลิ้นจี่คงไม่มาร้องเรียน การจัดการล้งก็ยังคงเหมือนเดิม ย.ตัวที่สองย่ำแย่ ราคาตกลิ้นจี่มาก บิตคอยน์ยังลงไม่เท่านี้ และย. ตัวสุดท้ายคือ อยู่ไม่ได้ ชาวสวนเขาจะอยู่กันอย่างไร” สส.กทม. พรรคประชาชน

นายกันตพงศ์กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอทางออก 2 ย.ยักษ์ว่า ย.ตัวแรกคือ “ยั่งยืน” ต้องจัดการเรื่องปุ๋ยและการแปรรูป ให้สอดคล้องต้นทุนการผลิต ควรต้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูราคาที่จำหน่าย ตนอยากให้มีราคากลางไม่ใช่ราคาแกว่งไปมายิ่งกว่าบิตคอยน์ ลิ้นจี่เป็นสินค้าที่บ่งชี้ถึงเอกลักษณ์ไทย (GI) รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูก แต่ผลิตแล้วขายไม่ได้

ส่วน ย.ตัวที่สองคือ “ยุติธรรม” ต้องยุติธรรมทางผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภค วันนี้ไปกดต้นทุนเหลือ 18 บาท ค่าขนส่งไม่เกิน 15 บาท แต่ตลาดขาย 60 กว่าบาท แสดงว่ากำไรประมาณ 3 เท่า และพอขึ้นห้างสรรพสินค้า ขายเป็น 100 บาทต่อกิโลกรัม แสดงว่าพ่อค้าคนกลางได้กำไรเยอะเลย 300 เท่า ขณะที่ชาวนาขาวสวนขาดทุนแล้วมันยุติธรรมตรงไหน

“ท่านจะให้ชาวไร่ชาวนา จน เจ็บ เจ๊ง อย่างนี้หรือ ผมฝากไว้ด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นให้เราทำจะดีกว่า” นายกันตพงศ์ กล่าว

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย. ทวงค่าตัดอ้อยสด

เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เผยชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ นัดยกพล 2,000 คน บุกทำเนียบรัฐบาล พบนายกฯ วันอังคารที่ 10 มิถุนายนนี้ ทวงถามส่วนต่างตัดอ้อยสด หลังทำตามนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 แต่รัฐบาลกลับยังไม่จ่ายเงินมานาน 2 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่บริเวณหน้าสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 6 กำแพงเพชรตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 500 ราย เดินทางเข้าพบ นายมนตรี เลาหศักดิ์ประสิทธิ์ นายกสมาคมไร่อ้อยเขต 6 กำแพงเพชรและ เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการทวงถามค่าส่วนต่างในการตัดอ้อยสดว่า จะอนุมัติจ่ายลงมาให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้เมื่อไร หลังทำตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 แต่รัฐบาลกลับไม่จ่ายเงินมา 2 ปี แบบนี้ชาวไร่อ้อยจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน ซึ่งหากไม่มีเงินลงทุนอาจทำให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายมนตรี เลาหศักดิ์ประสิทธิ์ เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยจังหวัดกำแพงเพชรได้มาเรียกร้องเรื่องของความเดือดร้อนจากการที่พี่น้องชาวไร่อ้อยได้ช่วยแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยการตัดอ้อยสด ซึ่งการตัดอ้อยสดนั้นจะมีการลงทุนมากกว่าการตัดอ้อยไฟไหม้ ที่ผ่านมา พี่น้องชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด ซึ่งกำแพงเพชรเรามีอ้อยสดถึง 96 เปอร์เซนต์ มีอ้อยไฟไหม้ประมาณ 4 เปอร์เซนต์ ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดกับพี่น้องชาวไร่อ้อยที่ต้องลงทุนไปแล้ว

“วันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยทั้งหมดได้มาเรียกร้อง มาทวงถาม กับนายกสมาคมฯ เพื่อให้ทางสมาคมเข้าไปแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยซึ่งเราก็รอกันมานานแล้ว ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่ในปี 2566 และ 2567 เราก็ได้มีการตัดอ้อยสดไปแล้ว ในปีนั้นก็ยังไม่ได้เงิน วันนี้เราจึงมาขอเรียกร้อง เงินการตัดอ้อยสดทั้งหมดสองปีด้วยกัน”นายมนตรี กล่าว

เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่าโดยขอให้ทางรัฐบาลได้มีการช่วยเหลือให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งวันนี้ชาวไร่อ้อยต้องการเงินที่จะไปลงทุนในการเพาะปลูก ซึ่งการเพาะปลูกของชาวไร่อ้อยถ้าไม่ได้เงินไม่ทัน ปัญหาเรื่องของผลผลิตในวันข้างหน้า ก็จะตกต่ำลง ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้เห็นใจชาวไร่อ้อย

วันนี้ชาวไร่อ้อยในจังหวัดกำแพงเพชรได้มาเรียกร้องกับสมาคมฯ ตนเองก็ได้ตอบกับพี่น้องชาวไร่อ้อยไปว่าในวันที่ 10 มิถุนายน 2568 นี้ ตนในฐานะเลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ได้มีการนัดหมายพี่น้องชาวไร่อ้อยทั่วทั้งประเทศ เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาลจำนวน 2,000 คนด้วยกัน และก็อยากจะเรียกร้องผ่าน ส.ส. รัฐมนตรีทั้งหลายว่า ให้เห็นใจชาวไร่อ้อยให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องชาวไร่อ้อยด้วย เพราะวันนี้เราลงทุนไปตามนโยบายที่รัฐบาลต้องการแล้ว

หวังว่าพี่น้องชาวไร่อ้อยทั้งประเทศควรจะได้รับข่าวดีและได้รับการช่วยเหลือโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี พวกเราทั้งหมดคงต้องฝากความหวังไว้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ ในวันนี้ตนก็ต้องขอขอบคุณล่วงหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นใจ ความสงสาร ความเข้าใจของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

ในวันที่ปลากะพงขาวไม่ได้เป็นเพียงปลายอดนิยมในเมนูอาหารไทย แต่ยังเป็น “นักล่าผู้พิทักษ์” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการรุกรานของ “ปลาหมอคางดำ” ในแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยเฉพาะระบบกึ่งธรรมชาติที่ปลาหมอคางดำหลุดรอดเข้าไปในบ่อแย่งกินลูกกุ้ง และแย่งอาหารจากปลาหรือกุ้งที่เลี้ยงทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ยกระดับจากปลาเศรษฐกิจสู่ผู้พิทักษ์แหล่งน้ำ

การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็น 1 ใน 5 แผนปฏิบัติงานหลักของกรมประมง โดยพุ่งเป้าการปล่อยสัตว์น้ำเป็นนักล่าตามความเหมาะสมของแหล่งน้ำ เพื่อให้ช่วยลงไปช่วยกำจัดปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยที่สุดและควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด  

ปลากะพงขาว เป็นปลากินเนื้อมีพฤติกรรมเป็นนักล่าตามธรรมชาติ กรมประมงจึงใช้ปลากะพงขาวเป็นตัวช่วยควบคุมปลาหมอคางดำ และเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายออกไปพื้นที่อื่น และจากการเก็บข้อมูลของฝ่ายวิชาการกรมประมงสมุทรปราการ สุ่มสำรวจในแหล่งน้ำที่มีการปล่อยปลากะพงขาว พบว่าปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่มีความหนาแน่นลดลงอย่างมาก จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ กำจัดลูกปลาหมอคางดำได้ผลสำเร็จ

ประมงสมุทรสงครามจึงคิกออฟไอเดีย จัดตั้ง “สิบหยิบหนึ่ง” ขึ้น ดำเนินการแบบกองทุนปลากะพงขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีปลานักล่าช่วยควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยได้รับการสนับสนุน ลูกพันธุ์ปลากะพงขาว จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มาแจกจ่ายให้เกษตรกรได้นำไปเลี้ยง เพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  เมื่อปลากะพงขาวโตได้ขนาดนักล่า เกษตรกรจะจับปลากะพงมาส่งคืนให้ประมงจังหวัดในจำนวนร้อยละสิบของปลาที่ได้รับสนับสนุนมา ประมงจังหวัดจะนำปลากะพงขาวที่ได้รับคืนจากเกษตรกรไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในธรรมชาติต่อไป ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มุ่งช่วยให้เกิดการควบคุมปลาหมอคางดำทั้งในบ่อเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติควบคู่กัน

ด้วยพฤติกรรมเป็นปลานักล่า กินปลาขนาดเล็กและมีพฤติกรรมอยู่ร่วมในระบบเลี้ยงผสมได้ดี เกษตรกรสามารถเลี้ยงร่วมกับกุ้งได้ในระบบเดียวกัน และปลากะพงขาวยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่เกษตรกรสามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นโอกาสสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง นอกจากประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ประมงหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขยายผลจัดตั้ง ‘กองทุนปลากะพง’ ขึ้น โดยผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยให้สามารถเข้าถึงลูกพันธุ์ปลากะพงขาวคุณภาพ ผ่านการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ให้เกษตรกรนำไปปล่อยเพื่อเพาะเลี้ยงให้ปลากะพงขาว ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” ลดภาระต้นทุนของเกษตรกรในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  และสามารถสร้างงานและรายได้ให้ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายสดและการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรต่อไป

นายสมศักดิ์ แสงสุริยา หนึ่งในเกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่เข้าร่วมโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” เล่าว่า ปลากะพงขาวช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกุ้งได้จริง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มาช่วยเยียวยาเกษตรกรเจ้าของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้จากการจับปลากะพงมาจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับการสนับสนุนกากชาจากประมงจังหวัดมาช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง ควบคู่กับการปรับตัวโดยการใช้วิธีการกรองน้ำระหว่างการดึงน้ำจากลำคลอง ซึ่งช่วยตอบโจทย์ของเกษตรกรช่วยแก้ปัญหาปลาต่างถิ่นในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว 

“ปลากะพงขาว” จากปลาเศรษฐกิจสู่บทบาท “ฮีโร่มือปราบปลาหมอคางดำ” คือหนึ่งในตัวอย่างการประยุกต์ใช้วิถีธรรมชาติเป็นเครื่องมือฟื้นฟูธรรมชาติ ช่วยเกษตรกรควบคุมปลาหมอคางดำ  และยังสร้างโอกาสทางรายได้ รวมถึงเพิ่มแหล่งอาหารให้กับชุมชนด้วยอีกทางหนึ่ง

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘สส.ปชน.’ ขน ‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ 10 โล’  โชว์สื่อประชด ‘เกษตรฯ-พณ.’ ปล่อยราคาดิ่งฮวบจาก 100 บาท เหลือ 18 บาท ไม่ถึงสัปดาห์  ซัด ‘3ย.’ หลอกเกษตรกรปลูกเป็นสินค้า GI  สุดท้ายขายไม่ได้ ถามยุติธรรมตรงไหนให้ ‘พรรคส้ม’ บริหารดีกว่า

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน  นายกันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องแก้ปัญหาราคาลิ้นจี่จักรพรรดิตกต่ำทำให้ชาวสวนเดือดร้อน โดยได้นำลิ้นจี่มาประกอบการแถลงข่าว และให้สื่อมวลชนประจำรัฐสภาทดลองชิมและดูขนาดของลูกลิ้นจี่ พร้อมกล่วว่า ตนอยากสะท้อนปัญหาราคาลิ้นจี่ที่ตกต่ำมาก ลิ้นจี่จักรพรรดิ แต่ทำไมราคาติดดินขนาดนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ตนมีโอกาสไปอ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าใจหาย

นายกันตพงศ์ได้ชูลิ้นจี่ให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมระบุว่า  ลิ้นจี่พวงนี้ บางลูกก็ขนาดเกือบเท่ากับมือของตน ซึ่ง อ.ฝางสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,000 ล้านบาท ชาวสวนบอกตนมาว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังคงขายได้ในราคากิโลกรัมละเกือบ 100 บาท แต่พอผ่านมาถึงวันที่ 5 มิถุนายนเหลือ 18 บาท และบางไซส์เหลือไม่ถึง 10 บาท  ซึ่งไม่สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตเลย

ทั้งนี้ ตนอยากสะท้อน 3 ย.ยักษ์ ที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร  ย. ตัวแรก คือ ย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ไม่เช่นนั้น เกษตรที่ปลูกลิ้นจี่คงไม่มาร้องเรียน การจัดการล้งก็ยังคงเหมือนเดิม   ย.ตัวที่สองย่ำแย่ ราคาตกลิ้นจี่มาก บิตคอยน์ยังลงไม่เท่านี้  และย. ตัวสุดท้ายคือ อยู่ไม่ได้ ชาวสวนเขาจะอยู่กันอย่างไร

นายกันตพงศ์กล่าวต่อว่า  ตนขอเสนอทางออก 2 ย.ยักษ์ว่า  ย.ตัวแรกคือ “ยั่งยืน” ต้องจัดการเรื่องปุ๋ยและการแปรรูป ให้สอดคล้องต้นทุนการผลิต ควรต้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูราคาที่จำหน่าย  ตนอยากให้มีราคากลางไม่ใช่ราคาแกว่งไปมายิ่งกว่าบิตคอยน์   ลิ้นจี่เป็นสินค้าที่บ่งชี้ถึงเอกลักษณ์ไทย (GI) รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูก แต่ผลิตแล้วขายไม่ได้  

ส่วน ย.ตัวที่สองคือ “ยุติธรรม” ต้องยุติธรรมทางผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภค วันนี้ไปกดต้นทุนเหลือ 18 บาท ค่าขนส่งไม่เกิน 15 บาท แต่ตลาดขาย 60 กว่าบาท แสดงว่ากำไรประมาณ 3 เท่า และพอขึ้นห้างสรรพสินค้า ขายเป็น 100 บาทต่อกิโลกรัม แสดงว่าพ่อค้าคนกลางได้กำไรเยอะเลย 300 เท่า ขณะที่ชาวนาขาวสวนขาดทุนแล้วมันยุติธรรมตรงไหน

 “ท่านจะให้ชาวไร่ชาวนา จน เจ็บ เจ๊ง อย่างนี้หรือ  ผมฝากไว้ด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นให้เราทำจะดีกว่า”นายกันตพงศ์ กล่าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ’รองนายกฯพิชัย’ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

'อธิบดีกรมการข้าว'นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ'รองนายกฯพิชัย' เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ’รองนายกฯพิชัย’ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.08 น.

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นำผู้นำชาวนา องค์กรชาวนาที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา , สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว , สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่นๆ เข้าพบ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเข้าเยี่ยมคำนับพร้อมรับฟังนโยบายด้านข้าว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติชาวนาเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของอาชีพการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องงาช้าง ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

นายพิชัย ชุณหวชิร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพี่น้องชาวนาและองค์กรชาวนา ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เพียงพอและอยู่ดีมีสุข เพราะเกษตรกรชาวนาไทยมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเกษตรกรรมทำนา โดยยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพสูง ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตข้าวไทยให้มีมาตรฐาน พร้อมกับต้องรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้ได้เพราะเป็นรายได้ของชาวนา เพื่อให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยการขับเคลื่อนมาตรการโครงการสำคัญต่างๆ ในการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อาทิ การลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ ทักษะ เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นำไปสู่ความมั่นคงในอาชีพ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความอยู่ดีมีสุข รวมทั้งส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยขอขอบคุณชาวนาไทยที่ได้ทุ่มเท แรงกายแรงใจ เพื่อพัฒนาข้าวไทยและเพิ่มผลิตภาพข้าวไทยให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความยั่งยืนให้ภาคเกษตรไทยมาโดยตลอด

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทย กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ขึ้น ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.00 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวนช็อปสินค้าคุณภาพ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง”

วันนี้ (5 มิ.ย.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “โครงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงและส่งเสริมเครือข่ายตลาดสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง” ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนนทบุรี นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่าการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ถือเป็นกลไกสำคัญในการ “เชื่อมโยงตลาด” ให้เกษตรกรมีโอกาสได้นำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่ผ่านการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าแล้ว ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญ   ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้า รวมถึงการยกระดับภาคเกษตรไทยให้ก้าวสู่ “เกษตรทันสมัย” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.เกษตรฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

“การจัดงานในวันนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” และเป็นศูนย์กลางการเกษตรของโลก ด้วยการสร้างสรรค์ “สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด BCG Economy กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพจาก 15 ท้องถิ่นที่คัดสรรคุณภาพส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ ผลไม้สด-ทุเรียนอินทรีย์ มังคุด สับปะรด สินค้าแปรรูปต่างๆ-เนื้อโค ปลากะพง ปลาดุกแปรรูป น้ำฝรั่งสกัดเย็น กาแฟ ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมสนุก และกิจกรรมรักษ์โลกอีกมากมาย จัดหนักจัดเต็ม 4 วัน ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 5 – 8 มิ.ย.นี้  ตั้งแต่เวลา 10.00–22.00 น.” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

015

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.05 น.

รองปลัดฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ครั้งที่ 3/2568

วันนี้ (5 มิ.ย.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ครั้งที่ 3/2568 โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบออนไลน์ Zoom meeting ว่า ที่ประชุม มีมติเห็นชอบทบทวน/ปรับปรุงแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน 3 แผน ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569

2.แผนปฏิบัติการดิจิทัลกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 และ 3.แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 เพื่อให้กองทุนหมุนเวียนฯ มีสภาพคล่องทางการเงิน สามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนได้ต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือ (ร่าง) เกณฑ์การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของกองทุนหมุนเวียนฯ ตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของกองทุนหมุนเวียนฯ และรับทราบรายงานผลการดำเนินงาน และผลการใช้จ่ายงบประมาณ ของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ประจำปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือน ต.ค.2567 – เม.ย.2568

015