‘ปศุสัตว์’ยืนยันไม่พบสัตว์ป่วย-ตาย จากแอนแทรกซ์ ในหนองบัวลำภู

'ปศุสัตว์'ยืนยันไม่พบสัตว์ป่วย-ตาย จากแอนแทรกซ์ ในหนองบัวลำภู

‘ปศุสัตว์’ยืนยันไม่พบสัตว์ป่วย-ตาย จากแอนแทรกซ์ ในหนองบัวลำภู

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย ผลตรวจจากแล็บยืนยันไม่พบเชื้อโรคแอนแทรกซ์จากตัวอย่างโค-กระบือในจังหวัดมุกดาหาร อีกทั้งสัตวแพทย์ไม่พบสัตว์ในพื้นที่ป่วยหรือตายจากโรคใดๆ ล่าสุดมีหนังสือจากทางการลาวผ่อนปรน การนำเข้าสัตว์จากไทยเนื่องจากเห็นว่า สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์คลี่คลายซึ่งรายงานรมว. เกษตรฯ แล้ว

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีพบผู้ป่วยมีตุ่มพองตามร่างกายในพื้นที่อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ทางกรมปศุสัตว์ได้รับรายงานจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในหมู่บ้านซับภูเก้า หมู่ที่ 13 ตำบลหนองเรือ ซึ่งมีโคประมาณ 60–70 ตัว และกระบือประมาณ 20 ตัว โดยสัตวแพทย์ตรวจสอบแล้วไม่พบสัตว์ป่วยหรือตายจากโรคใด ๆ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างเลือดและมูลของโคที่อยู่ร่วมฝูงกับโคที่ถูกนำไปชำแหละ รวมถึงตัวอย่างดินจากคอกเลี้ยงและบริเวณชำแหละซาก และซากเศษเนื้อหรือชิ้นส่วนวัวที่ยังหลงเหลือ ส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นยืนยันว่า ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis สาเหตุของโรคแอนแทรกซ์ และไม่พบเชื้อโรคติดต่ออื่นใดด้วย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังรายงานให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบถึงความคืบหน้าในอีกด้านหนึ่งว่า กระทรวงเกษตร กสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีหนังสือลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผ่อนปรนมาตรการนำเข้าและขนส่งสัตว์จากประเทศไทยอีกครั้ง หลังสถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในจังหวัดมุกดาหารคลี่คลาย
ตามหนังสือดังกล่าว สปป.ลาวอนุญาตให้นำเข้าโค กระบือ ม้า หมู แกะ และแพะจากพื้นที่ปลอดโรค โดยสัตว์ทุกตัวต้องได้รับวัคซีนป้องกันแอนแทรกซ์อย่างน้อย 20 วันก่อนนำเข้า ขณะเดียวกัน ยังคงระงับการนำเข้าและนำผ่านสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากจังหวัดมุกดาหาร หรือที่ขนส่งผ่านมุกดาหารเข้าสู่ลาวต่อไปอีก 30 วัน และกำหนดให้สัตว์ที่นำเข้าต้องผ่านการกักแยกอย่างน้อย 21 วัน ก่อนนำเข้าฝูง หากเป็นการส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ต้องไม่มีการหยุดพักหรือเปลี่ยนพาหนะภายใน สปป. ลาว

กรมปศุสัตว์ยืนยันว่า จะยังคงเฝ้าระวังโรคในสัตว์อย่างเข้มงวด พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบปศุสัตว์ของไทยต่อไป.

‘ปลัดฯบุญสงค์’เป็นประธานเปิดงาน’Online Career Expo @Macau’

'ปลัดฯบุญสงค์'เป็นประธานเปิดงาน'Online Career Expo @Macau'

‘ปลัดฯบุญสงค์’เป็นประธานเปิดงาน’Online Career Expo @Macau’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “Online Career Expo @Macau” ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมเปิดงาน ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายบุญสงค์ กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดงาน “Online Career Expo @Macau”  ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง กรมการจัดหางาน และสถานประกอบการภาคการบริการและการโรงแรมชั้นนำในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ผ่านระบบ Zoom Meeting ในวันนี้

กระทรวงแรงงานมีนโยบาย “หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นทักษะทันสมัย คนไทยมีงานทำ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เศรษฐกิจ แรงงานไทยมั่นคง” ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะมีงานทำ มีรายได้ และสามารถทำงานได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี ในปี พ.ศ.2568 ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งเป้าหมายให้กระทรวงแรงงานส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ กว่า 100,000 อัตรา กระทรวงแรงงานจึงได้มีการจัดกิจกรรม MOL Overseas Matching ขึ้น ในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น อิสราเอล ฮ่องกง-มาเก๊า เกาหลี และไต้หวัน เป็นต้น อีกทั้งจากที่ได้เดินทางไปเยือนมาเก๊าในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับทราบจากสถานประกอบการว่ามีความต้องการที่จะจ้างแรงงานไทย เนื่องจากคุณลักษณะนิสัยที่ดีของคนไทยที่มีความขยันอดทน มีจิตใจบริการและมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ซึ่งเหมาะกับงานบริการและการโรงแรม โดยสถานประกอบการต้องการผู้ที่มีคุณสมบัติด้านภาษาอังกฤษ จีนกลาง จีนกวางตุ้ง และภาษาอื่นๆ (อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี) และถึงแม้จะไม่มีประสบการณ์การทำงาน สถานประกอบการฯ จะจัดให้มีการอบรมการทำงานให้ทั้งก่อนการทำงานและระหว่างการทำงานให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าทำงานด้วย

นายบุญสงค์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ กระทรวงแรงงานได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการโรงแรม คาสิโนชั้นนำของมาเก๊า 5 แห่ง ได้แก่ 1) COD Resorts Limited (COD) ซีโอดี รีสอร์ท ลิมิเต็ด 2) Galaxy Entertainment Group (GEG) กาแล็กซี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์กรุ๊ป 3) MGM Paradise Limited (MGM) เอ็มจีเอ็ม พาราไดส์ ลิมิเต็ด 4) Sands China Ltd. แซนด์ ไชน่า ลิมิเต็ด และ 5) Wynn Macau Ltd. วิน มาเก๊า ลิมิเด็ด ซึ่งมีความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน ในการจัดส่งแรงงานมาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ในภาคบริการและการโรงแรม อาทิ พนักงานต้อนรับส่วนหน้า พนักงานต้อนรับวีไอพี พนักงานลูกค้าสัมพันธ์วีไอพี ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอาหาร กัปตัน พนักงานบริการลูกค้า และอื่นๆ เป็นต้น โดยมีอัตราเงินเดือนสูงถึง 45,000 – 110,000 บาท

“กระทรวงแรงงานเล็งเห็นความสำคัญและเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาใหม่ หรือใกล้จะสำเร็จการศึกษาเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และมีความกระตือรือร้น จึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโอกาสการทำงานระหว่างนักศึกษาไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดแรงงานคุณภาพในมาเก๊าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ทั้ง คณาจารย์หรือนักศึกษาที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคบริการและการโรงแรมในมาเก๊า ผมเชื่อว่า งาน “Online Career Expo @Macaน” (ออนไลน์ แคเรีย เอ็กโป แอด มาเก๊า) ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักศึกษาไทยที่มองหาความก้าวหน้าในอาชีพ และเป็นโอกาสทองของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ประกอบการจะได้พบกับบุคลากรคุณภาพจากประเทศไทย และขออวยพรให้ทุกท่านพบกับความสำเร็จในการร่วมงานในครั้งนี้” นายบุญสงค์ กล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมหารือระหว่าง’รมว.เกษตรฯ-รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย’

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมหารือระหว่าง'รมว.เกษตรฯ-รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมหารือระหว่าง’รมว.เกษตรฯ-รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงวนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การต้อนรับ ดาโต๊ะ ชรี ฮัจญี โมฮัมหมัด บิน ชาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซีย ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ห้องรับรอง 112 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

– 006
 

‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.23 น.

เกษตรกรต้นแบบปลูก ‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไกรทอง นิชำนาญ เกษตรกรต้นแบบแห่ง บ้านโคกใหญ่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย หรือที่รู้จักในชื่อ “สวนนายอี” ได้พัฒนาระบบการเกษตรปลอดสารพิษบนพื้นที่ 23 ไร่ โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรแบบผสมผสาน จนกลายเป็นต้นแบบให้แก่ประชาชนในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไป สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

นายไกรทอง ทำโมเดลเกษตรผสมผสาน “โคก หนอง นา และได้พัฒนาพื้นที่ 3 ไร่ภายใต้แนวคิด “โคก หนอง นา” ซึ่งเป็นโมเดลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา ทำนาข้าวอินทรีย์ และปลูกพืชผักสวนครัวรอบบ่อ เช่น ผักกาด คะน้า มะเขือเทศ และผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ นอกจากนี้ พื้นที่อีก 20 ไร่ถูกพัฒนาเป็นสวนไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น องุ่นไร้เมล็ด มะละกอ ทุเรียน ลิ้นจี่ มะม่วง และกล้วย ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงทางการเกษตรและสร้างรายได้หมุนเวียนตลอดปี

สำหรับ องุ่นไร้เมล็ดปลอดสารพิษ หนึ่งในผลผลิตเด่นของสวนนายอีคือ องุ่นไร้เมล็ด ที่ปลูกจำนวน 50 ต้น ครอบคลุม 7 สายพันธุ์ เช่น S-48, Beauty Seedless, แบล็คโอปอล และสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งผลผลิตจะออกจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 1 ตัน องุ่นจากสวนนายอีมีคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติหวานหอม และปลอดสารพิษ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างจังหวัด

ในเรื่องการทำเกษตรนี้ เป็นการต้นแบบลดค่าครองชีพ สร้างรายได้เสริมในครอบครัว การทำเกษตรแบบผสมผสานของนายไกรทองไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเอง การเลี้ยงปลาเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน และการปลูกไม้ผลเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

นายไกรทอง กล่าวต่ออีกว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานช่วยให้เราไม่ต้องพึ่งพาตลาดมากเกินไป เราสามารถผลิตอาหารไว้กินเองและขายส่วนเกินเพื่อสร้างรายได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วย

นอกจากการทำเกษตรเพื่อการค้าแล้ว นายไกรทองยังได้พัฒนาสวนนายอีให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การตกปลา : นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับการตกปลาในบ่อที่จัดเตรียมไว้ การเก็บองุ่นด้วยตนเอง : เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บองุ่นสดๆ จากต้น การเก็บผลไม้ตามฤดูกาล : เช่น มะละกอ ทุเรียน ลิ้นจี่ และมะม่วง การท่องเที่ยวจุดถ่ายรูปและชมวิวทิวเขา : มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายภาพกับบรรยากาศธรรมชาติ และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตร : นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามและเรียนรู้เทคนิคการทำเกษตรจากเจ้าของสวนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีบริการ โฮมสเตย์ สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศธรรมชาติ โดยที่พักออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างแท้จริง ///-026

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

กรมการข้าวจัดใหญ่ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 เทคโนโลยีเกษตรกรรม ก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจร่วมชม “งานวันข้าว และชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลข้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการข้าวและชาวนาไทยที่พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว และการเพิ่มผลผลิตการยกระดับคุณภาพให้เกษตรกร ให้ได้มีความรู้ความ เข้าใจลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม รวมไปถึงตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้าง โอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร ชาวนา ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ ภายในงานพบกับนิทรรศการ โครงการพระราชดำริ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและขาวนาของไทย ร่วมเรียนรู้และชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแสดงผลงาน และเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำ นา ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี พ.ศ. 2568 และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ประจำปี พ.ศ. 2568 เติมเต็มความรู้ใหม่ ๆ พบกับเวทีเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับการ ลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว กับการเสวนา ในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา เพื่อเรา เพื่อโลก เพื่อรองรับภาวะโลกร้อน” และ“การปรับตัวของชาวนาเพื่อรองรับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่รวดเร็ว” ชื่นชมวิถีชาวนาไทยด้วยการแสดงวิถีชีวิตชาวนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง การสาธิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวรูปแบบใหม่ ๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าที่ หลากหลายจากทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า การแสดงวัฒนธรรม การแสดงจากศิลปินดัง มาให้ได้รับฟังกัน ตลอดการจัดงาน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย ใกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลง สู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการ บริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนา อย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนาและการ พัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้าง ขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่ว ประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมี กิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีขาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและ ขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำ นายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้า มาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้าน ทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568″ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

-(016)

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เยี่ยมชมบูธ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เยี่ยมชมบูธนิทรรศการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Transform ideas into value, innovate food products and elevate them to the export market. ; เปลี่ยนไอเดียเป็นมูลค่า พัฒนาอาหารด้วยนวัตกรรม ยกระดับ สู่การส่งออก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ที่ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี น.ส.ภาวดี ใจเอื้อ ผอ.สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ ซึ่ง ARDA ได้นำผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปร่วมจัดแสดงภายในงานฯ อาทิ เครื่องดื่มนมข้าวกล้องสินเหล็กผสมนมอัลมอนด์และข้าวไรซ์เบอรี่ เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนสูตรโปรตีนนม และ ข้าวเนื้อเทียมจากปลีกล้วย ขนมขบเคี้ยวเสริมผำ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่รับถ่ายทอดสิทธิผลงานวิจัยของ ARDA พร้อมทั้งมีการเปิดตัวเทคโนโลยีผลสำเร็จจากงานวิจัยด้านอาหารที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อาทิ หอมเจียว กระเทียมเจียวเกรดส่งออก นมอัดเม็ดโปรตีนพลัส (เสริมโปรตีนจากแมงสะดิ้ง) บะหมี่โปรตีน ถั่วเหลือง ฯลฯ และต้นแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่สามารถสร้างการแข่งขันสู่ตลาดโลก พร้อมให้เลือกชมและชิม หรือนำไปพัฒนาเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไป

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เจรจาธุรกิจ เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลสำเร็จงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหาร รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ให้ก้าวไปสู่อนาคตแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น “ครัวของโลก” ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัยระดับสากลด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เยี่ยมชมบูธ ARDA ได้ที่หมายเลข GG-37 ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

015

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

'กรมการข้าว'จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความนั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีชาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้านทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

29 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มีการเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจากสภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2568 อิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย 
ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงตกหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปิดหน่วยการปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ จ.อุบลราชธานี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จะเริ่มปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ หลักจากนั้นจะเคลื่อนย้ายเครื่องบิน ไปช่วยเหลือพื้นอื่นๆ ที่มีความต้องการน้ำ

โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 9 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยฯ 
จ.เชียงใหม่ โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด หน่วยฯ พิษณุโลก โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.ลพบุรี โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ  1 ชุด หน่วยฯ จ.นครราชสีมาโดยเครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ Casa จำนวน 2 ลำ AU-23 (ทอ.) จำนวน 2 ลำ เครื่องบิน Super King Air จำนวน 1 ลำ หน่วยฯ จ.สระแก้ว โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 4 ลำ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ประชุมวางแผนบินปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจะปรับแผนปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ให้มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 6 หน่วยฯ ประกอบด้วย หน่วยฯ จ.ลพบุรี หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี หน่วยฯ จ.นครราชสีมาหน่วยฯ จ.สระแก้ว หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรที่มีความต้องการน้ำ

อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในระยะนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังคงเน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติการ
ฝนหลวง ในแต่ละพื้นที่ ติดตาม ประเมินสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง ผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร, Instagram, Tiktok, X ; @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100-18

-(016)

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

แม้ภาครัฐจะเปิดโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่การเร่งจับปลากลับมาคึกคักทุกครั้งและจับปลาได้จำนวนมากในหลายจังหวัดเฉพาะ “ช่วงที่มีงบประมาณ” เท่านั้น ทั้งที่การควบคุมพันธุ์ต่างถิ่นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและจริงจังจากเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างในบริเวณใกล้เคียง หากพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ของตน ไม่ควรรอรอบโครงการรับซื้อปลาของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งจับหรือแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อหยุดยั้งวงจรการขยายพันธุ์ และลดปริมาณปลาในระบบนิเวศธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากกรณีการจับปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ได้มากกว่า 1,300 กิโลกรัม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลจากภาคสนามในหลายจังหวัด พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล คือ ปลาหมอคางดำจำนวนมากไม่ได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งมาจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร นั่นหมายความ ว่า ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเจริญเติบโตในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเองโดยไม่จับปลาออก แม้จะตระหนักถึงอันตรายต่อระบบนิเวศและความพยายามของรัฐในการควบคุมก็ตาม

มาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำของรัฐในราคากิโลกรัมละ 15 บาท มีเป้าหมายชัดเจน คือ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันจับปลาต่างถิ่นชนิดนี้ออกจากระบบน้ำธรรมชาติ แต่เมื่อกลายเป็นว่า บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างจำนวนมากยังคงมีการสะสมและปล่อยให้ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์อย่างเงียบๆ โดยไม่ดำเนินการกำจัดหรือกรองน้ำเข้าบ่ออย่างรัดกุม ก็เท่ากับว่าเกษตรกรที่ปล่อยปละละเลยเหล่านี้กำลัง “ปล่อยปลาเพื่อรอเงิน” มากกว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา

พฤติกรรมลักษณะนี้อันตรายยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่สิ้นสุด แต่ยังส่งสัญญาณผิดไปยังนโยบายของรัฐว่า “ยิ่งแจก ยิ่งมีแรงจูงใจในการเก็บปลาไว้เพื่อขายในอนาคต” เกษตรกรบางรายเก็บเงียบ ไม่แจ้งกรมประมง ไม่จัดการบ่อร้าง และรอเพียงรอบต่อไปของโครงการรัฐที่จะกลับมาเปิดรับซื้ออีกครั้ง

จุดอ่อนของระบบ คือ บ่อร้างจำนวนมากในพื้นที่เกษตรเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เงียบและเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด แต่กลับอยู่นอกสายตาเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุผลทางกรรมสิทธิ์และการขาดกลไกติดตามเชิงรุก บ่อเหล่านี้กลายเป็น “อ่างฟักไข่ตามธรรมชาติ” ของปลาหมอคางดำ — เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากบ่อเหล่านี้ไหลเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีการกรอง ไม่มีการกำจัดตัวเต็มวัยหรือลูกปลา จึงกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดชั้นดีของปลาหมอคางดำ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ตราบใดที่รัฐยังต้องรอความร่วมมือโดยสมัครใจ และไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมายหรือกลไกติดตามจริงจัง ปลาหมอคางดำจะไม่มีวันหมดจากระบบนิเวศของไทย

ถ้ามีการคิดใหม่ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน ด้วยการเปลี่ยน “การช่วยเหลือ” เป็น “ความรับผิดชอบร่วม” เกษตรกรคือ ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในแนวหน้าของการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เปลี่ยนการสนับสนุนที่จะกลายเป็นช่องทางเรียกร้องผลประโยชน์ซ้ำซาก หรือควรเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุกและรับผิดชอบร่วมกันในการกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำและร่วมกันกู้สมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมา

เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำตามอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดในปี 2567- 2570 กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและกากชา รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง และปล่อยปลาผู้ล่าในแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว ในพื้นที่เป้าหมาย 16 จังหวัด มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่าที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รัฐควรพิจารณามาตรการเหล่านี้อย่างเร่งด่วน :

• กำหนดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำในบ่อ หากพบปลาหมอคางดำในบ่อ ต้องมีแผนควบคุมและต้องมีบทลงโทษ และต้องกำจัดปลาให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด

• เจ้าหน้าที่ประมงท้องถิ่นสุ่มตรวจบ่อร้างและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมรายงานต่อหน่วยงานจังหวัด

• รัฐต้องมีระบบติดตามและตรวจสอบเชิงรุก

• ตัดสิทธิ์โครงการสนับสนุน สำหรับผู้ที่พบว่ามีการเก็บปลาหมอคางดำไว้โดยไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการจัดการตามที่ตกลง

• ส่งเสริมระบบ “การจัดการประชากรปลา” ให้ต่ำพอที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แทนการรับซื้อซ้ำซ้อน เช่น การนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์ หรือปุ๋ยชีวภาพ โดยไม่มีแรงจูงใจทางการเงินเฉพาะหน้า

การจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทุกฝ่ายในระบบเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำของประเทศต้องทำหน้าที่ร่วมกัน หากเกษตรกรยังเลือกจะนิ่งเฉย ปล่อยปลาไว้ในบ่อหวังขายต่อไป คงไม่มีโครงการใดในโลกนี้ที่จะจัดการปลาหมอคางดำได้สำเร็จ ความร่วมมือที่แท้จริงต้องเริ่มจากความรับผิดชอบซึ่งไม่ใช่เพียงการรอคิวขายปลา หากแต่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปลา ต้องจับและแจ้งให้หน่วยงานรัฐเข้าไปดำเนินการตามหลักวิชาการ ให้ระบบจัดการและกำจัดปลาหมอคางดำเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

#บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ จ.สุพรรณบุรี

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประภาส ภิญโญชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี คณะครู-อาจารย์ นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกิจกรรม ที่โรงเรียนบ้านท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เยี่ยมชมร้านกาแฟ “T-Det cafe” ซึ่งเป็นร้านค้าสวัสดิการของโรงเรียนดังกล่าว และเป็นศูนย์การเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพนักเรียนของทางโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ เพื่อที่จะได้นำความรู้และทักษะที่ได้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไป ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ยังได้ใช้นมจากฟาร์มของเกษตรกรในพื้นที่ ในการทำเครื่องดื่มด้วย

015