ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เยี่ยมชมบูธ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เยี่ยมชมบูธนิทรรศการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Transform ideas into value, innovate food products and elevate them to the export market. ; เปลี่ยนไอเดียเป็นมูลค่า พัฒนาอาหารด้วยนวัตกรรม ยกระดับ สู่การส่งออก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ที่ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี น.ส.ภาวดี ใจเอื้อ ผอ.สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ ซึ่ง ARDA ได้นำผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปร่วมจัดแสดงภายในงานฯ อาทิ เครื่องดื่มนมข้าวกล้องสินเหล็กผสมนมอัลมอนด์และข้าวไรซ์เบอรี่ เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนสูตรโปรตีนนม และ ข้าวเนื้อเทียมจากปลีกล้วย ขนมขบเคี้ยวเสริมผำ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่รับถ่ายทอดสิทธิผลงานวิจัยของ ARDA พร้อมทั้งมีการเปิดตัวเทคโนโลยีผลสำเร็จจากงานวิจัยด้านอาหารที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อาทิ หอมเจียว กระเทียมเจียวเกรดส่งออก นมอัดเม็ดโปรตีนพลัส (เสริมโปรตีนจากแมงสะดิ้ง) บะหมี่โปรตีน ถั่วเหลือง ฯลฯ และต้นแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่สามารถสร้างการแข่งขันสู่ตลาดโลก พร้อมให้เลือกชมและชิม หรือนำไปพัฒนาเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไป

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เจรจาธุรกิจ เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลสำเร็จงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหาร รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ให้ก้าวไปสู่อนาคตแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น “ครัวของโลก” ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัยระดับสากลด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เยี่ยมชมบูธ ARDA ได้ที่หมายเลข GG-37 ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

015

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

'กรมการข้าว'จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความนั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีชาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้านทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

29 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มีการเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจากสภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2568 อิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย 
ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงตกหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปิดหน่วยการปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ จ.อุบลราชธานี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จะเริ่มปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ หลักจากนั้นจะเคลื่อนย้ายเครื่องบิน ไปช่วยเหลือพื้นอื่นๆ ที่มีความต้องการน้ำ

โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 9 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยฯ 
จ.เชียงใหม่ โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด หน่วยฯ พิษณุโลก โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.ลพบุรี โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ  1 ชุด หน่วยฯ จ.นครราชสีมาโดยเครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ Casa จำนวน 2 ลำ AU-23 (ทอ.) จำนวน 2 ลำ เครื่องบิน Super King Air จำนวน 1 ลำ หน่วยฯ จ.สระแก้ว โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 4 ลำ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ประชุมวางแผนบินปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจะปรับแผนปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ให้มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 6 หน่วยฯ ประกอบด้วย หน่วยฯ จ.ลพบุรี หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี หน่วยฯ จ.นครราชสีมาหน่วยฯ จ.สระแก้ว หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรที่มีความต้องการน้ำ

อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในระยะนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังคงเน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติการ
ฝนหลวง ในแต่ละพื้นที่ ติดตาม ประเมินสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง ผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร, Instagram, Tiktok, X ; @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100-18

-(016)

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

แม้ภาครัฐจะเปิดโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่การเร่งจับปลากลับมาคึกคักทุกครั้งและจับปลาได้จำนวนมากในหลายจังหวัดเฉพาะ “ช่วงที่มีงบประมาณ” เท่านั้น ทั้งที่การควบคุมพันธุ์ต่างถิ่นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและจริงจังจากเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างในบริเวณใกล้เคียง หากพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ของตน ไม่ควรรอรอบโครงการรับซื้อปลาของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งจับหรือแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อหยุดยั้งวงจรการขยายพันธุ์ และลดปริมาณปลาในระบบนิเวศธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากกรณีการจับปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ได้มากกว่า 1,300 กิโลกรัม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลจากภาคสนามในหลายจังหวัด พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล คือ ปลาหมอคางดำจำนวนมากไม่ได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งมาจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร นั่นหมายความ ว่า ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเจริญเติบโตในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเองโดยไม่จับปลาออก แม้จะตระหนักถึงอันตรายต่อระบบนิเวศและความพยายามของรัฐในการควบคุมก็ตาม

มาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำของรัฐในราคากิโลกรัมละ 15 บาท มีเป้าหมายชัดเจน คือ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันจับปลาต่างถิ่นชนิดนี้ออกจากระบบน้ำธรรมชาติ แต่เมื่อกลายเป็นว่า บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างจำนวนมากยังคงมีการสะสมและปล่อยให้ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์อย่างเงียบๆ โดยไม่ดำเนินการกำจัดหรือกรองน้ำเข้าบ่ออย่างรัดกุม ก็เท่ากับว่าเกษตรกรที่ปล่อยปละละเลยเหล่านี้กำลัง “ปล่อยปลาเพื่อรอเงิน” มากกว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา

พฤติกรรมลักษณะนี้อันตรายยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่สิ้นสุด แต่ยังส่งสัญญาณผิดไปยังนโยบายของรัฐว่า “ยิ่งแจก ยิ่งมีแรงจูงใจในการเก็บปลาไว้เพื่อขายในอนาคต” เกษตรกรบางรายเก็บเงียบ ไม่แจ้งกรมประมง ไม่จัดการบ่อร้าง และรอเพียงรอบต่อไปของโครงการรัฐที่จะกลับมาเปิดรับซื้ออีกครั้ง

จุดอ่อนของระบบ คือ บ่อร้างจำนวนมากในพื้นที่เกษตรเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เงียบและเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด แต่กลับอยู่นอกสายตาเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุผลทางกรรมสิทธิ์และการขาดกลไกติดตามเชิงรุก บ่อเหล่านี้กลายเป็น “อ่างฟักไข่ตามธรรมชาติ” ของปลาหมอคางดำ — เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากบ่อเหล่านี้ไหลเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีการกรอง ไม่มีการกำจัดตัวเต็มวัยหรือลูกปลา จึงกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดชั้นดีของปลาหมอคางดำ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ตราบใดที่รัฐยังต้องรอความร่วมมือโดยสมัครใจ และไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมายหรือกลไกติดตามจริงจัง ปลาหมอคางดำจะไม่มีวันหมดจากระบบนิเวศของไทย

ถ้ามีการคิดใหม่ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน ด้วยการเปลี่ยน “การช่วยเหลือ” เป็น “ความรับผิดชอบร่วม” เกษตรกรคือ ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในแนวหน้าของการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เปลี่ยนการสนับสนุนที่จะกลายเป็นช่องทางเรียกร้องผลประโยชน์ซ้ำซาก หรือควรเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุกและรับผิดชอบร่วมกันในการกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำและร่วมกันกู้สมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมา

เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำตามอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดในปี 2567- 2570 กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและกากชา รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง และปล่อยปลาผู้ล่าในแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว ในพื้นที่เป้าหมาย 16 จังหวัด มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่าที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รัฐควรพิจารณามาตรการเหล่านี้อย่างเร่งด่วน :

• กำหนดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำในบ่อ หากพบปลาหมอคางดำในบ่อ ต้องมีแผนควบคุมและต้องมีบทลงโทษ และต้องกำจัดปลาให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด

• เจ้าหน้าที่ประมงท้องถิ่นสุ่มตรวจบ่อร้างและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมรายงานต่อหน่วยงานจังหวัด

• รัฐต้องมีระบบติดตามและตรวจสอบเชิงรุก

• ตัดสิทธิ์โครงการสนับสนุน สำหรับผู้ที่พบว่ามีการเก็บปลาหมอคางดำไว้โดยไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการจัดการตามที่ตกลง

• ส่งเสริมระบบ “การจัดการประชากรปลา” ให้ต่ำพอที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แทนการรับซื้อซ้ำซ้อน เช่น การนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์ หรือปุ๋ยชีวภาพ โดยไม่มีแรงจูงใจทางการเงินเฉพาะหน้า

การจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทุกฝ่ายในระบบเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำของประเทศต้องทำหน้าที่ร่วมกัน หากเกษตรกรยังเลือกจะนิ่งเฉย ปล่อยปลาไว้ในบ่อหวังขายต่อไป คงไม่มีโครงการใดในโลกนี้ที่จะจัดการปลาหมอคางดำได้สำเร็จ ความร่วมมือที่แท้จริงต้องเริ่มจากความรับผิดชอบซึ่งไม่ใช่เพียงการรอคิวขายปลา หากแต่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปลา ต้องจับและแจ้งให้หน่วยงานรัฐเข้าไปดำเนินการตามหลักวิชาการ ให้ระบบจัดการและกำจัดปลาหมอคางดำเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

#บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ จ.สุพรรณบุรี

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประภาส ภิญโญชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี คณะครู-อาจารย์ นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกิจกรรม ที่โรงเรียนบ้านท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เยี่ยมชมร้านกาแฟ “T-Det cafe” ซึ่งเป็นร้านค้าสวัสดิการของโรงเรียนดังกล่าว และเป็นศูนย์การเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพนักเรียนของทางโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ เพื่อที่จะได้นำความรู้และทักษะที่ได้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไป ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ยังได้ใช้นมจากฟาร์มของเกษตรกรในพื้นที่ ในการทำเครื่องดื่มด้วย

015

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนระบบ “ASP” ยกระดับเกษตรไทยสู่ “ระบบเกษตรบริการ” ลดภาระเกษตรกร ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและบริการอย่างมืออาชีพ ดึงภาคเอกชน-นักวิจัยร่วมเสริมแกร่ง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ “การขับเคลื่อนระบบผู้ให้บริการภาคการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) พลิกอนาคตเกษตรไทย” จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA (สวก.) มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ และร่วมกันหาแนวทางการขับเคลื่อน ASP ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับขีดความสามารถของภาคการเกษตรไทย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย เอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตร เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานจากแนวโน้มสังคมสูงวัย รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งหากไม่เร่งปรับตัว จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ระบบ Agricultural Service Provider : ASP เป็นโมเดลใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง แต่สามารถเลือกใช้บริการจากมืออาชีพที่มีความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง เข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมบริการการเกษตร ทั้งด้านเครื่องจักร การจัดการตลาด เงินทุน และองค์ความรู้ โดยภาครัฐจะสนับสนุนในด้านมาตรฐาน องค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่าย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ASP เข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการฝึกอบรมฟรี

“รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพลิกโฉมภาคเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตลาด (Zoning) รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ซึ่ง ASP จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ อีกทั้ง ASP สามารถช่วยให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้นช่วยให้การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีข้อจำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยในการวางแผนการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาด ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร” นายอัครา กล่าว

ด้านนายชวลิต กล่าวว่า ระบบ ASP คือโมเดลใหม่ที่มุ่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้ยืดหยุ่นและยั่งยืน ผ่านแนวคิด Supply Chain และ Value Chain โดยการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการออกแบบระบบอุตสาหกรรมบริการที่เหมาะสมกับภาคเกษตรไทย โครงการนำร่องศึกษาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ข้าว มะพร้าว เครื่องจักร กาแฟ และปุ๋ย โดยจะมีการยกร่างมาตรฐานและแนวทางประเมินคุณภาพ ASP ก่อนขยายผลทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 2 เท่า และลดภาระงานในครัวเรือนที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

ขณะที่ ดร.วิชาญ กล่าวว่า สวก.เป็นหนึ่งใน 9 หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ของกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยในภาคการเกษตร โดย สวก.ตระหนักถึงบทบาทของระบบ ASP ที่มีต่ออนาคตของเกษตรไทย จึงได้ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษารูปแบบการให้บริการด้านการเกษตรที่เป็นแบบอย่างจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน สู่การจัดทำร่างโครงสร้างอุตสาหกรรมการให้บริการภาคการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โครงสร้าง ASP ที่ได้พัฒนาขึ้น จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบบริการที่มีคุณภาพ เข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง เสริมศักยภาพของผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเศรษฐกิจในอนาคต

015

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

เมื่อพูดถึง “ปลาหมอคางดำ” หลายคนอาจนึกถึงผู้รุกราน ปลาต่างถิ่นที่แพร่ระบาดรวดเร็วและกระทบกับปลาพื้นถิ่น วิถีชีวิตของปลาพื้นถิ่น แต่วันนี้ ปลาหมอคางดำได้เปลี่ยนสถานะมาเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ผ่านการแปรรูปเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ น้ำปลาหมอคางดำ ที่ทั้งหอมเข้มข้นและกลมกล่อม ครบเครื่องเรื่องรสชาติและคุณค่า และยังเป็นโอกาสสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย

โครงการนำร่องแปรรูป “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือช่วยเหลือสังคมเพื่อนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์เป็นของดี ระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ดำเนินการ “กำจัดพร้อมแปรรูป” หมักปลาหมอคางดำที่ถูกจับออกจากแหล่งน้ำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหมักจนได้รสน้ำปลาที่กลมกล่อม สะอาด และปลอดภัย พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังนำไปใช้เป็นทางเลือกประกอบอาชีพในอนาคต

เริ่มตั้งแต่ปี 2567 มี 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และสมุทรปราการ ผนึกพลังช่วยกันจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำมาหมักเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย” เป็นของดีประจำถิ่นและประจำครัว  ทั้ง 4 จังหวัดตั้งเป้าแปรรูปปลาหมอคางดำกว่า 20,000 กิโลกรัมเปลี่ยนมาเป็นน้ำปลา 

กิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำนอกจากเป็นอีกแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น โครงการนี้ยังมีมิติเชิงสังคม  ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ฝึกฝนลงมือทำจริงเสริมสร้างทักษะในการประกอบอาชีพ เตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า 

ด้วยสูตรการหมักของปราชญ์ชุมชนที่ต้องการร่วมช่วยกันแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ นำสูตรหมักน้ำปลาของบ้านมาปรับให้เหมาะกับปลาหมอคางดำจนได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างการหมักไม่มีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียง 

นอกจากเรือนจำกลางทั้ง 4 จังหวัด การแปรรูปน้ำปลาหมอคางดำ ยังช่วยจุดประกายให้กับสถานีตำรวจภูธรยังสนใจ ร่วมโครงการจัดอบรมให้ตำรวจและครอบครัวเรียนรู้การทำน้ำปลาไว้บริโภคในครัวเรือนและต่อยอดเป็นรายได้เสริมต่อไป

นายนิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า น้ำปลาหมอคางดำ คือ win-win-win ทั้งเป็นแนวทางช่วยกำจัดปลาต่างถิ่น การแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์  จังหวัดสมุทรสงคราม หรือจังหวัดติดทะเลยังเป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรชั้นยอด จึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำปลาหมอคางดำ ใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเพิ่มผลิตภัณฑ์คุณภาพประจำชุมชนจากฝีมือคนไทยเอง

ปัจจุบัน น้ำปลาหมอคางดำอยู่ในช่วงหมักที่ใช้เวลาประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะเปิดตัว “หับเผยแม่กลอง” อย่างเป็นทางการภายในปีนี้ ตามมาด้วย น้ำปลาตรา “หับเผยเขากลิ้ง” “หับเผยสมุทรสาคร” และ “หับเผยสมุทรปราการ” ออกมาจำหน่ายให้ทุกคนได้เลือกช็อป ผลิตภัณฑ์รสชาติอร่อย พร้อมได้ช่วยสนับสนุนกิจการของกรมราชทัณฑ์  ซึ่งนับเป็นแนวทางการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคได้อย่างกว้างขวางเพราะน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย

น้ำปลาหมอคางดำ คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปลาต่างถิ่นเป็นทรัพยากรมีค่า และเปลี่ยนมุมมองผู้บริโภคต่อสิ่งที่เคยมองข้าม…ให้กลายเป็นของดีที่คู่ควรกับทุกครัวไทย

เปิดสูตร “น้ำปลาแท้” จากปลาหมอคางดำ ใช้วัตถุดิบหลัก 2 อย่าง คือ ปลาหมอคางดำ กับ เกลือสมุทร ในอัตราส่วน 4 ต่อ 1  หมักในโอ่งดิน ซึ่งจะใช้ปลา 120 กิโลกรัม เกลือสมุทร 30 กิโลกรัม กระบวนการหมักต้องนำปลามาทำความสะอาดก่อน ใส่เกลือและปลาลงในโอ่งสลับเป็นชั้น สัดส่วนปลา 4 ถ้วย เกลือ 1 ถ้วย จนเต็มโอ่ง สูตรนี้ไม่ต้องเคล้าปลากับเกลือ พอเต็มโอ่งใช้พลาสติกปิดฝากันน้ำเข้า มัดปากโอ่งให้สนิทด้วยเชือกขันชะเนาะ ทับด้วยฝาไม้ หมักทิ้งไว้ในที่แจ้งนาน 12 เดือน ก่อนจะได้เป็นน้ำปลารสกลมกล่อม กลิ่นหอมไว้บริโภคในครัวเรือน หรือจัดจำหน่ายต่อไป

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ รับมือปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 3 วันข้างหน้า

วันนี้ (29 พ.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน แจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.
ชัยนาท ภายหลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่าปริมาณฝนที่ตกในระยะนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคาดการณ์ในอีก 1-3 วันข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ประมาณ 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในอัตราระหว่าง 700-1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำ  บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)  มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.6 – 1.7 เมตร  ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยัง 11 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริม 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิด  หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

015

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

ส.ป.ก.แท็คทีม กยท.ประเดิมมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อัปสถานะต้นไม้เป็นสินทรัพย์ รับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้เกษตรกรไทย

วันนี้ (29 พ.ค.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) Kick off โครงการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการเดินหน้าตามนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันขึ้น ในการนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ตัวแทนเกษตรกร และสื่อมวลชนเข้าร่วม โดยรับชม รับฟัง พร้อมกันทั้งประเทศ มีการถ่ายทอดสดไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน ไฮไลท์สำคัญการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา รวมกว่า 11,620 ฉบับ พร้อมกันนี้ 3 หน่วยงาน จรดปากกามีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. ส.ป.ก. และ กยท.ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบาย

สำหรับโครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา นำมาซึ่งโอกาสในการสร้างและพัฒนาศักยภาพของต้นไม้และต้นยางพาราให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ อาทิ ธ.ก.ส. และสถาบันการเงินอื่นๆ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากเนื้อไม้และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต อันเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นไม้และต้นยางพาราในระบบการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบเกษตรเชิงเศรษฐกิจและวนเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดย ส.ป.ก. มีเป้าหมายในการออกโฉนดต้นไม้ 392,562 แปลง 1.6 ล้านไร่ทั่วประเทศ และ กยท.มีเป้าหมายออกโฉนดต้นยางพารา 11.17 ล้านไร่ ภายใน 1 ปี

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่ในเชิงเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 350,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไปสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่นในระบบการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

015

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

กรมหม่อนไหม เตรียมจัดงานใหญ่ “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหม ตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมระดับประเทศ ประจำปี 2568” เพื่อเป็นการนำเสนอภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของอาชีพหม่อนไหม

วันนี้ (29 พ.ค.) นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้จัดการแข่งขันสาวไหม ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้เกษตรกร เยาวชนจากสถาบันการศึกษา มีความตื่นตัวในการสืบทอดการผลิตผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และตระหนักถึงคุณค่าของไหมไทย รวมทั้งมีความตื่นตัวในการอนุรักษ์เทคนิคการทอผ้าไหมและรักษาคุณภาพสินค้าและการสร้างสรรค์ผลงานได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวันได้กว้างขวางมากขึ้นเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพอีกด้วยซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

“สำหรับในปีนี้ การประกวดแบ่งเป็น 32 ประเภท ได้แก่ การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท และการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 26 ประเภท โดยการประกวดเส้นไหม ผู้ส่งเส้นไหมประกวด จะต้องเข้าแข่งขันสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านด้วยมือ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่ต้องใช้ความชำนาญและเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน โดยจะตัดสินคุณภาพจากความสม่ำเสมอของขนาด สี และการรวมตัวของเส้นไหม เป็นต้น ในส่วนของการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน จะเป็นผ้าไหมลายอัตลักษณ์ของไทยประจำท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป โดยต้องเป็นผ้าไหมที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากกรมหม่อนไหม และได้รับเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว สำหรับการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ประเภทกระเป๋าที่มีองค์ประกอบหลักเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดรวมกัน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 – 3 จะได้รับโล่และเงินรางวัล ผลงานที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปจัดแสดงในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ปี 2568 รวมทั้งการเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 สามารถร่วมงานได้ในวันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

015