กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

กรมประมง เล็งสร้างต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้ “พะเยาโมเดล” จัดคอร์สถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่เพื่อปล่อยเลี้ยงในนาข้าวสรรพสี หนุนส่งเสริมวิถีการทำเกษตรแบบผสมผสาน สร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

วันนี้ (29 พ.ค.) กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะพันธุ์ปลาด้วยชุดเพาะฟักแบบเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ให้แก่สมาชิกกลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวสรรพสี ตามโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา พร้อมเตรียมผลักดันสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้พะเยาโมเดล

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวสรรพสี ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้ “พะเยาโมเดล” กรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน โดยใช้วิถีการทำเกษตรแบบผสมผสานมาร่วมพัฒนาพื้นที่แปลงนา ด้วยการเลี้ยงปลาในระหว่างปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้สัตว์น้ำช่วยควบคุมและกำจัดศัตรูพืช ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมของการเจริญเติบโตของต้นข้าว ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการควบคุมทางธรรมชาติ (Natural Base Solution : NBS) 

สำหรับการเดินหน้าโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมง แหล่งน้ำชุมชนพื้นที่  ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ในขณะนี้ กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยชุดเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น “กลุ่มประมงชุมชนตำบลสันป่าม่วง” ที่มีการปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งมีสมาชิก 22 ราย พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ 1 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแปลงนาศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้ “พะเยาโมเดล”

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งอาหารประจำหมู่บ้าน โดยได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรในแหล่งน้ำ รวมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน ตลอดจนสามารถต่อยอดไปถึงการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“กรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้หน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชนของพื้นที่จังหวัดพะเยาและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และขับเคลื่อนภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”  นางฐิติพร กล่าว

015

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

'ฉก.พญานาคราช'ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“ฉก.พญานาคราช” พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่สุ่มตรวจทุเรียนแช่เยือกแข็งในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างเข้มข้น พบว่าสินค้านำเข้าจากเวียดนาม  รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม สั่งอายัดแล้ว พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 ถ้าพบต้องทำลายทิ้งทั้งหมด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ฉก.พญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำโดย นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดแผนเข้าตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดตามมาตรฐานบังคับทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) เช่น ปริมาณและแหล่งการรับวัตถุดิบ ขั้นตอนกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพของสินค้า เป็นต้น

จากการเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บสินค้าพบว่า มีปริมาณสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งนำเข้าจากเวียดนาม จำนวน 2,736 กล่อง กล่องละ 20 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดสินค้าดังกล่าว และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 Cadmium และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค 4 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจที่ต้องใช้กระบวนการทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ประมาณ 5- 7 วัน หากมีรายงานผลการตรวจสอบว่าพบสาร BY2 และ Cadmium จะดำเนินการทำลายสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ต่อไป

ด้านนายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า  มกอช.  จะกำหนดแผนบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งเชิงรุกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบังคับ : การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) โดยจากข้อมูลโรงงานผลิตทุเรียนที่ขึ้นทะเบียนส่งออกในระบบคำขอใบอนุญาตส่งออก TAS-License  มีจำนวน 108 ราย มีปริมาณโรงงานแช่เยือกแข็ง แยกตามรายจังหวัด ดังนี้ 1) จังหวัดจันทบุรี จำนวน 24 โรงงาน 2) จังหวัดชุมพร จำนวน 21 โรงงาน 3) จังหวัดปทุมธานี จำนวน 19 โรงงาน 4) จังหวัดระยอง จำนวน 10 และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ประสานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้าทุเรียนแช่เยือกแข็ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยโดยกำหนดมาตรการให้การนำเข้าทุเรียนสดและทุเรียนแช่เยือกแข็งจากต่างประเทศ ต้องแนบรายงานผลวิเคราะห์ (Test report) ว่าไม่พบการปนเปื้อน BY2 Cadmium และทำการเปิดตู้สินค้าทุกตู้ เพื่อตรวจสอบและเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หาสารทั้งสองรายการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งเป็นการตรวจเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จะส่งออกจากไทยไปต่างประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

'เกษตรกร'สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ราคาปาล์มดิ่งหนักเหลือ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม ด้านเกษตรกรเดือดจัดนัดรวมพลบุกกรุงเทพฯ 29 พ.ค.นี้หวังทวงสัญญาลมๆ แล้งๆ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยก่อนหกน้านี้มีความหวังที่เคยได้รับปากจากภาครัฐ กลับกลายเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ในสายตาชาวสวนปาล์มภาคใต้ ต้นทุนยังสูงแต่ราคาขายกลับทรุดหนัก จากที่เคยหวังกิโลกรัมละ 5 บาท ตอนนี้กลับเหลือเพียง 3.70 บาทเท่านั้น

นายวัชระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ราคาปาล์มจะประกันที่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริงที่เกษตรกรพบกลับตรงกันข้าม ราคาตลาดพุ่งลงเหว เหลือเพียง 3.70 บาท ห่างไกลจากที่รัฐเคยให้คำมั่นไว้อย่างน่าตกใจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้( 29 พ.ค) เวลา 10.00 น. จุดหมายปลายทางคือ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือการยื่นหนังสือต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบ และเร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังบีบรัดปากท้องของชาวสวนอย่างหนัก

นายสุมาตร  อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. รัฐต้องประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมอย่างเป็นทางการ 2. ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน และ 3. จัดสรรงบเยียวยาฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนเราสูงขึ้นทุกปี ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ไม่มีอะไรลด แต่ราคาที่รัฐรับปาก กลับกลายเป็นแค่ลมปาก

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ
 

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดัดแปรสภาพอากาศ ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Centre: WMC) ภายใต้สังกัดองค์การอุตุนิยมวิทยา แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Meteorological Administration: CMA)  ลงนามข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

27 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ลงนามฝ่ายไทย และ นายจ้าว จื้อเฉียง (Mr. Zhao Zhiqiang) รองอธิบดี ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ องค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายจีน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวง

และการบินเกษตร กรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเป้าหมายร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนทางเทคนิค และเสริมสร้างศักยภาพด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเฉพาะการพัฒนาแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ อุปกรณ์เมฆฟิสิกส์ และเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้แม่นยำ รวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของทั้งสองประเทศ จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และได้นำไปสู่การลงนามข้อตกลงฉบับแรกในปี พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ COVID-19 และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบในการขับเคลื่อนดำเนินงานให้ต่อเนื่อง โดยบูรณาการประเด็นความสนใจเทคนิคการทำฝนของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะนำแบบจำลองการพยากรณ์อากาศและการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับเมฆอุ่นที่พัฒนาโดยฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน มาทดลองและเก็บข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลการพยากรณ์ของแบบจำลองให้มีความแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาและยกระดับโครงการวิจัยการปฏิบัติการทำฝนเมฆอุ่น ให้มีความแม่นยำ และหวังผลได้สูงสุด โดยการลงนามข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนสะพานแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงสองประเทศให้มีความเข้าใจ สนับสนุน และเติบโตร่วมกันในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

27 พฤษภาคม 2568 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมประชุมฯ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC)  กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ที่จะช่วยยกระดับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้มีการหารือแผนพัฒนาและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและภาพรวมของประเทศได้อีกด้วย

-(016)

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมประชุมสัมมนา'ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ'

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมเข้าประชุมสัมมนา “ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ.2568” โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เข้าร่วมประมาณ 400 คน ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโครงการพระราชดำริฝนหลวง และภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 โดยมีนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ ผู้บริหาร และผู้เข้าร่วมพิธีจากหน่วยงานสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในพิธีการประกอบด้วยการถวายราชสักการะพระบรม-ฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปีกฝนหลวงพิเศษพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการมอบเกียรติบัตร

โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้ เขื่อนเก็บกักน้ำ และช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งในด้านปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควันไฟป่า ตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการรับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงในการการแก้ไข บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบความเดือดร้อน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา และการดำเนินภารกิจด้านต่าง ๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่ได้รับการประสานงาน การช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมบูรณาการกัน ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งกรมฯ ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากผู้ร่วมกันทำคุณประโยชน์และสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยดีเสมอมา

นายราเชน กล่าวต่อด้วยว่า ในนามกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับปีกฝนหลวงพิเศษทุกท่าน ซึ่งปีกฝนหลวงพิเศษนี้ ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเกียรติประวัติในการสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวง การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความต้องการน้ำ ด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

สำหรับผู้เข้ามอบปีกฝนหลวงพิเศษ สามารถดาวน์โหลดภาพเข้าร่วมพิธีตามลิงค์ที่แนบด้านล่าง https://drive.google.com/…/1C83JUXBFU583vIhnDhuGnf-G…

– 006

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

'นฤมล'เผย'กนช.'เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ'น้ำท่วม-ภัยแล้ง'

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’เผย กนช. เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ น้ำท่วม-ภัยแล้ง เสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ว่า  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นกรณีเร่งด่วน และเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 22,309 รายการ เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอความเห็น โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ภายในช่วง 1 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงระบบประปาและมีน้ำสะอาดใช้เพิ่มขึ้น 2.4117 ล้านครัวเรือน 

ในส่วนพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทานที่มีโอกาสเกิดภัยแล้ง 22.36 ล้านไร่ ยังจะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ 2.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.08 ของพื้นที่ ส่วนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 13.25 ล้านไร่ จะได้รับการแก้ไขและบรรเทาน้ำท่วม 0.36 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.74 ของพื้นที่ ประโยชน์จากโครงการฯ ยังสามารถลดการชะล้างพังทลายของดินได้ 0.18 ล้านไร่ เกิดการจ้างแรงงานกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ประมาณ 250,000 คนต่อเดือน ครัวเรือนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ 3.374 ล้านครัวเรือน และมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 124,648.42 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบกำกับการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินงาน และเพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและรองรับการขยายตัว รวมถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ดำเนินการเดิม 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2568) เป็น 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2570) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,651.62 ล้านบาท เป็น 4,291.62 ล้านบาท พร้อมมอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว 

รวมถึง ที่ประชุมได้พิจารณาการขออนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเป็นคำขออนุญาตของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คำขอ และกรมชลประทาน 1 คำขอ ซึ่ง สทนช. ได้พิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบแล้วว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้ง ได้เห็นชอบในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงแนวทางการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ จังหวัด และเห็นชอบผังน้ำเพิ่มเติม ได้แก่ ผังน้ำลุ่มน้ำสาละวินเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากสารหนู-สารตะกั่วที่ลงสู่แม่น้ำกก จากการทำเหมืองทองในพื้นที่เพื่อนบ้าน อันเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจต้องอาศัยกลไกความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เข้ามามีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ได้มอบหมายกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมและปรับปรุงบ่อน้ำ ระบบประปาหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พร้อมใช้งาน สามารถกักเก็บน้ำในฤดูฝนได้อย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนในปัจจุบัน และบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบในช่วงฤดูแล้งถัดไป เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด