‘นฤมล’เผย กรมชลฯ จ้างแรงงานทะลุ 6.3 หมื่นคน ย้ำรบ.หนุนเกษตรกรมีรายได้เสริมนอกฤดูการผลิต

'นฤมล'เผย กรมชลฯ จ้างแรงงานทะลุ 6.3 หมื่นคน ย้ำรบ.หนุนเกษตรกรมีรายได้เสริมนอกฤดูการผลิต

‘นฤมล’เผย กรมชลฯ จ้างแรงงานทะลุ 6.3 หมื่นคน ย้ำรบ.หนุนเกษตรกรมีรายได้เสริมนอกฤดูการผลิต

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

‘นฤมล’เผย กรมชลฯ จ้างแรงงานทะลุ 6.3 หมื่นคน ย้ำ รัฐบาล’แพทองธาร’พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกร-ปชช.มีรายได้เสริมช่วงนอกฤดูการผลิต

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการจ้างแรงงานชลประทานว่า กรมชลประทานได้เดินหน้าจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศให้มีรายได้เสริมด้วย ช่วงที่เว้นว่างจากการทำการเกษตร โดยล่าสุดมีผู้ได้รับการจ้างงานแล้วรวม 63,338 คนทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 67 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 84,716 คน ในระยะเวลา 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 โดยจังหวัดที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุบลราชธานี จำนวน 3,889 คน  สกลนคร จำนวน 3,214 คน และกาฬสินธุ์ จำนวน 3,048 คน

“รัฐบาลนำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความเป็นห่วงเกษตรกรที่จะว่างงานในช่วงนอกฤดูการผลิต ซึ่งจะทำให้มีรายได้ลงลด จึงพร้อมส่งเสริมเกษตรกรและแรงงานนอกระบบให้มีรายได้เสริม พร้อมทั้งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างรายได้ทดแทนให้แก่เกษตรกรและประชาชน“ศ.ดร.นฤมล 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ โดยกรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง และยังมีตำแหน่งว่างก่อนครบตามเป้า หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทาน

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ อ.ต.ก.พบปะชาวสวน-เกษตรกร ในงาน’มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก’

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่ อ.ต.ก.พบปะชาวสวน-เกษตรกร ในงาน'มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก'

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ อ.ต.ก.พบปะชาวสวน-เกษตรกร ในงาน’มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.59 น.

“ธรรมนัส”ลงพื้นที่ อ.ต.ก.พบปะชาวสวนและเกษตรกร ที่นำผลผลิตมาขาย ในงาน”มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยตรงต่อผู้บริโภค ลดปัญหาถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ณ บริเวณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า เพื่อการกุศล ลงพื้นที่พบปะชาวสวนและเกษตรกร ที่นำผลผลิตมาจำหน่ายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” โดยมี นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร คอยให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมพื้นที่จัดจำหน่ายพืชผลต่างๆ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

โอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะพูดคุยกับเกษตรกรถึงสถานการณ์ราคาพืชผักผลไม้ด้วยความห่วงใย พร้อมชิมผลไม้ ที่นำมาจำหน่าย และยังช่วยอุดหนุนซื้อผลไม้ อย่างเป็นกันเอง

ขณะเดียวกัน ภายในงานดังกล่าว “กัน จอมพลัง” หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้มาไลฟ์สดช่วยเกษตรกรขายผลไม้ตามบูธต่างๆ ด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปตอบรับเข้าสั่งซื้อผลไม้เป็นจำนวนมาก

สำหรับงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ทาง อ.ต.ก.จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยตรงสู่ผู้บริโภค ลดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และสร้างความเป็นธรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 31 พฤษภาคม 2568 บริเวณตลาดสด อ.ต.ก.เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรภาคตะวันออกโดยตรง

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ให้การต้อนรับ Dr. Mingfei Sun ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์ พร้อมคณะ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ให้การต้อนรับ Dr. Mingfei Sun ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์ พร้อมคณะ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ให้การต้อนรับ Dr. Mingfei Sun ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์ พร้อมคณะ

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ Dr. Mingfei Sun ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์ พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเป็นผู้แทนฝ่ายจีน ร่วมลงนาม MOU กับกรมปศุสัตว์

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์เลิศชัย จินตพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ให้การต้อนรับ Dr. Mingfei Sun ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์ พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเป็นผู้แทนฝ่ายจีน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชอาณาจักรไทย กับ สถาบันสุขภาพสัตว์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรแห่งมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านสัตวแพทยศาสตร์และความปลอดภัยของอาหาร บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล แนวคิด ทักษะและเทคนิคต่างๆ ในการตรวจวินิจฉัยโรคสัตว์ ระบาดวิทยา ชีวสารสนเทศ เป็นต้น ณ ห้องรับรอง ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ กรุงเทพฯ

‘รมว.นฤมล’เผยข่าวดี GACC แจ้งผลพิจารณาการขอกลับมามีคุณสมบัติห้อง Lab ตรวจ BY2 จำนวน 3 แห่ง รวมมี 12 Lab

'รมว.นฤมล'เผยข่าวดี GACC แจ้งผลพิจารณาการขอกลับมามีคุณสมบัติห้อง Lab ตรวจ BY2 จำนวน 3 แห่ง รวมมี 12 Lab

‘รมว.นฤมล’เผยข่าวดี GACC แจ้งผลพิจารณาการขอกลับมามีคุณสมบัติห้อง Lab ตรวจ BY2 จำนวน 3 แห่ง รวมมี 12 Lab

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.00 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ประชุมหารือและทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษาแนวทางและมาตรการในการอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน

ล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ว่า GACC ได้แจ้งผลการพิจารณาการขอกลับมามีคุณสมบัติ (Resume) ห้องปฏิบัติการไทย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ยูโรฟินส์ ฟู๊ด เทสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 2.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสมุทรสาคร และ 3.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา

โดยทั้ง 3 แห่งสามารถออกใบรายงานผลทดสอบได้ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2568 ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์หาสาร BY2 ในทุเรียนสดก่อนส่งออกไปจีน จำนวน 12 แห่ง และอยู่ระหว่างยื่นขอกลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume)จำนวน 1 แห่ง

“กระทรวงเกษตรฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการควบคุมการผลิตทุเรียนส่งออกให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงขอให้ผู้ประกอบการทำความสะอาดโรงคัดบรรจุและอุปกรณ์ที่ใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งออกสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘กรมการข้าว’จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

'กรมการข้าว'จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

‘กรมการข้าว’จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 14.30 น. ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2568 ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการบูรณาการทุกภาคส่วนกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เดินหน้าต่อจับมือกับเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการนำปลาที่จับได้แปรรูปเป็น “น้ำปลา” และเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง พร้อม มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” สนับสนุนปลากะพงขาวปล่อยเป็นตัวช่วยทำหน้าที่เป็นนักล่าธรรมชาติช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง

นายวิชัย โชติปฏิเวชกุล ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า โครงการการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สอดคล้องกับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ในการทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเปิดโอกาสให้กับผู้ต้องขังได้ออกไปทำสาธารณประโยชน์หลากหลายรูปแบบ เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“ที่ผ่านมา เรือนจำสมุทรปราการได้สนับสนุน “กิจกรรมลงแขกลงคลอง” ของกรมประมงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งมีช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ต้องขัง โครงการล่าสุดต่อยอดจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปหมัก “น้ำปลา” ตรา “หับเผย สมุทรปราการ” เพื่อการบริโภค และช่วยฝึกเป็นทักษะให้กับผู้ต้องขังเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน เรือนจำกลางยังนำต่อยอดอยู่ในศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา” เพื่อถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมผลิตภัณฑ์สู่ประชาชน” นายวิชัยกล่าว

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ  กล่าวว่า ในส่วนของประมงสมุทรปราการ เราได้ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรการของกรมประมง เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ สำหรับกิจกรรม ‘ลงแขกลงคลอง’ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ในบริเวณลำคลองสถานสวางคนิวาส ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครจากเรือนจำสมุทรปราการ พร้อมการถ่ายทอดความรู้การแปรรูปปลาที่จับได้หมักเป็น “น้ำปลา” จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและปลอดภัย สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

จากการสำรวจประชากรปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าปลาหมอคางดำกระจายอยู่ในพื้นที่น้ำกร่อยในอำเภอพระสมุทรเจดีย์  อำเภอเมือง และอำเภอบางบ่อ  บางส่วนในอำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง ประมงสมุทรปราการร่วมมือกับหลายภาคส่วนหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เอฟซีสมุทรปราการ และภาคเอกชนขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อกำจัดและลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องตามมาตรการของกรมประมง

กลยุทธ์สำคัญในปีนี้ ประมงสมุทรปราการมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งธรรมชาติซึ่งมีความเสี่ยงที่ปลาหมอคางดำจะหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงจากการสูบน้ำจากแหล่งธรรมชาติ โดยสนับสนุนทั้งอุปกรณ์จับปลา กากชา และขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” จากประมงสมุทรสงคราม ด้วยการสนับสนุนปลากะพงขาวให้เกษตรกรนำไปปล่อยในบ่อเพื่อทำหน้าที่เป็น “ปลานักล่า” ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ เมื่อปลากะพงเติบโตเต็มวัย เกษตรกรยังสามารถจับมาจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดการแข่งขันจับปลาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสำรวจปลากะพงขาวที่ปล่อยไปเมื่อ 8 เดือนที่ผ่านมาในสถานตากอากาศบางปูยืนยันประสิทธิภาพของวิธีการใช้นักล่าธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่พบลูกปลาหมอคางดำในท้องปลากะพงขาว และจากการดำเนินการกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” และ ปล่อยปลานักล่า ช่วยให้ความหนาแน่นของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ประมงสมุทรปราการมั่นใจว่าการใช้ “ปลานักล่า” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

ไทยหวัง ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในบราซิล โดยบราซิลยืนยันพบการระบาดของเชื้อไวรัส HPAI ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มแห่งหนึ่ง ทำให้ประเทศจีนและสหภาพยุโรป สั่งระงับนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากประเทศบราซิล สถานการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อการส่งออกไก่ของไทยซึ่งประเทศบราซิลถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก และพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงครั้งนี้ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันทีโดยข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิล ในปีที่ผ่านมาระบุว่า จีนและ EU นำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลรวมกันกว่า 793,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 15% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการขยายตลาดและรองรับคำสั่งซื้อที่อาจเบนเป้ามาสู่ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดโรคไข้หวัดนกเพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และไม่เคยพบการระบาดซ้ำอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์ได้วางระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก รักษามาตรการป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด และรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับระบบการเลี้ยงสัตว์ของไทย แต่ยังอาจทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่จากประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เป็นอานิสงส์หลังไทยสามารถป้องกันโรคได้ดี

สำหรับมาตรการป้องกันไข้หวัดนกในฟาร์มของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งระบบการผลิตและการควบคุมโรค มีแนวทางสำคัญดังนี้ 1) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ต้องจำกัดการเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวดของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภทซึ่งต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเข้า-ออกฟาร์ม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามนำสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติหรือจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และต้องมีการจัดการมูลสัตว์และซากสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะ 2) ระบบคอมพาร์ทเม้นท์ หรือ การเลี้ยงสัตว์ปีกระบบฟาร์มปิดตามมาตรฐานสากล (WOAH) ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงานแปรรูป โดยต้องมีการควบคุมและติดตามสุขภาพสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง 3) การเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพสัตว์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยต้องมีการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ปีกในฟาร์มเป็นประจำ หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมถึง การส่งเสริมการอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค 4) การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ต้องควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด และระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก จากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ 5) การทำลายสัตว์ปีกในกรณีสงสัยสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติตามนิยามของโรคไข้หวัดนก ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องด้านระบาดวิทยา

สำหรับมาตรการควบคุมเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์จะดำเนินการแบบบูรณการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว(one health) โดยไม่เพียงแต่ฟาร์มไก่เท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค แต่ยังรวมถึงฟาร์มสุกร ฟาร์มโค ฟาร์มแพะ-แกะ อีกด้วย เพื่อให้ประเทศไทยคงสถานะเป็นประเทศปลอดโรคและรักษา
ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรต่อไปในตลาดโลก 

หากเกษตรกรพบอาการสัตว์ผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

ไทยลุ้นส่งออก’ไก่’พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก ‘ปศุสัตว์’ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยลุ้นส่งออก'ไก่'พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก 'ปศุสัตว์'ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยลุ้นส่งออก’ไก่’พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก ‘ปศุสัตว์’ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

จากสถานการณ์ที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในบราซิล โดยบราซิลยืนยันพบการระบาดของเชื้อไวรัส HPAI ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มแห่งหนึ่ง ทำให้ประเทศจีนและสหภาพยุโรป สั่งระงับนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากประเทศบราซิล สถานการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อการส่งออกไก่ของไทย

นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก พบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI) ภายในฟาร์มแห่งหนึ่ง และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันที

ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิล ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนและ EU นำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลรวมกันกว่า 793,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 15% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการขยายตลาดและรองรับคำสั่งซื้อที่อาจเบนเป้ามาสู่ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยเคยเกิดโรคไข้หวัดนกเพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และไม่เคยพบการระบาดซ้ำอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์ได้วางระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก รักษามาตรการป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด และรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับระบบการเลี้ยงสัตว์ของไทย แต่ยังอาจทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่จากประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เป็นอานิสงส์หลังไทยสามารถป้องกันโรคได้ดี

สำหรับมาตรการป้องกันไข้หวัดนกในฟาร์มของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งระบบการผลิตและการควบคุมโรค มีแนวทางสำคัญดังนี้ 1) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ต้องจำกัดการเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวดของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภทซึ่งต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเข้า-ออกฟาร์ม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามนำสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติหรือจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และต้องมีการจัดการมูลสัตว์และซากสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะ 2) ระบบคอมพาร์ทเม้นท์ หรือ การเลี้ยงสัตว์ปีกระบบฟาร์มปิดตามมาตรฐานสากล (WOAH) ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงานแปรรูป โดยต้องมีการควบคุมและติดตามสุขภาพสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง

3) การเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพสัตว์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยต้องมีการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ปีกในฟาร์มเป็นประจำ หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมถึง การส่งเสริมการอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค 4) การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ต้องควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด และระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก จากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ และ 5) การทำลายสัตว์ปีกในกรณีสงสัยสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติตามนิยามของโรคไข้หวัดนก ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องด้านระบาดวิทยา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังย้ำอีกว่า การควบคุมเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์จะดำเนินการแบบบูรณการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว (one health) โดยไม่เพียงแต่ฟาร์มไก่เท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค แต่ยังรวมถึงฟาร์มสุกร ฟาร์มโค ฟาร์มแพะ-แกะ อีกด้วย เพื่อให้ประเทศไทยคงสถานะเป็นประเทศปลอดโรคและรักษาความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรต่อไปในตลาดโลก

ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบอาการสัตว์ผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที

– 006

‘ธนาคารที่ดิน’ มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

'ธนาคารที่ดิน' มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

‘ธนาคารที่ดิน’ มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

ธนาคารที่ดิน “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” พร้อมจัดฝึกอบรมเกษตรกร “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน อ.เมือง และวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นประธานพิธี “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” พร้อมเปิดฝึกอบรมหลักสูตร “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” โดยมีวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ วิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จำนวน 79 คนเข้ารับการอบรม

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า การมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงในชีวิต ทั้งทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางจิตใจ ที่ดินมิได้เป็นเพียงผืนดิน แต่เป็นแหล่งผลิตปัจจัยสี่ เป็นบ้าน เป็นที่สร้างครอบครัว และเป็นมรดกส่งต่อสู่ลูกหลาน การได้รับที่ดินทำกินครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ทุกท่านควรตระหนักและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
 
อย่างไรก็ตาม การมีที่ดินเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืน “โมเดล มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” จึงเข้ามาเติมเต็มและชี้แนะแนวทางในการใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นอย่างชาญฉลาดและรอบด้าน โมเดลนี้มิได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตเพื่อบริโภคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การสร้างรายได้ที่มั่นคง การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างองค์รวม ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรวมกลุ่ม การสร้างเครือข่าย เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาด ท่านจะได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินของเราไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า “ธนาคารที่ดิน” ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพ ของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ในปีงบประมาณ 2568 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรม หลักสูตรที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน ทั้งสิ้น 9 ครั้ง สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการจัดสรรที่ทำกินใหม่ จำนวน 15 วิสาหกิจชุมชน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมรวมทั้งสิ้น 436 คน
 
วัตถุประสงค์ ของการจัดกิจกรรมฝึกอบรมโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาถ่ายทอดและขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจาก “ธนาคารที่ดิน” ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ควบคู่การประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร ให้ดียิ่งขึ้น

ต่อมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ได้ “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” ให้กับวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 120-1-93.7 ไร่  สมาชิก 50 ครัวเรือน และ วิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พื้นที่ 67-3-11.6 ไร่ สมาชิก 29 ครัวเรือน 

‘กรมการข้าว’จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี’Field day’

'กรมการข้าว'จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี'Field day'

‘กรมการข้าว’จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี’Field day’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2568 โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ โรงเรียนสุเหร่าปากคลองยี่สิบ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำการผลิตแบบรายย่อย ทำให้ประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การจัดการผลผลิตที่ไม่เป็นระบบบ และอำนาจการต่อรองทางการตลาดที่จำกัด กรมการข้าวจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการ รวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดำเนินการโดยมีเป้าหมายหลัก คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันบริหารจัดการพื้นที่นาผืนใหญ่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนการผลิตและการตลาดร่วมกัน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีอำนาจการต่อรองทางการตลาดที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวยังได้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งและพัฒนา ศูนย์ข้าวชุมชมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การแปรรูป และการตลาด รวมถึงเป็น
แหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกและเกษตรกรในชุมชนซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาวนาในระยาว

ในการนี้กรมการข้าว ได้จัดนิทรรศการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมทั้งนำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมาแจกให้แก่เกษตรกร และมอบปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ปัจจัยการผลิตข้าว เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตต่างๆ ให้แก่ผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานโครงการฯ ยังคงต้องมีการพัฒนาและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน กรมการข้าวจะยังคงให้การสนับสนุน จัดหาปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว และส่งเสริมการรวมกลุ่ม ของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทราอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

– 006