สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน’กรีนมาร์เก็ต’โมเดลBCG

สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน'กรีนมาร์เก็ต'โมเดลBCG

สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน’กรีนมาร์เก็ต’โมเดลBCG

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

19 พฤษภาคม 2568 สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายพัฒนาองค์กรเกษตรกร โครงการกาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ด้านเครือข่ายเกษตร 18 อำเภอ ขนสินค้าออกบูธ ประกวดการแปรรูปผลผลิตทางเกษตร แข่งขันกินเร็ว คึกคัก

ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายเกษตรกรจาก 18 อำเภอ ร่วมกิจกรรม โครงการกรีนมาร์เก็ตด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีการแข่งขันกินเร็ว โดยใช้มะม่วงมหาชนกจำนวน 4 ลูก หากใครกินหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ โดยแชมป์ที่กินเร็วที่สุดใช้เวลาเพียง 2 นาที มาจากอำเภอสมเด็จ คว้าแชมป์ไปครอง มีนายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขัน

จากนั้น  นายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  ประธานในพิธีเปิดโครงการกาฬสินธุ์กรีนมาเก็ตด้วยโมเดล BCG  มอบรางวัลให้แก่เกษตรกร ที่ชนะเลิศในการประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ประเภทผลไม้, ชุดอาหารพร้อมปรุง , และการแข่งขันกินเร็ว  โดยมีนายคมกริช  ไตรยศ  เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระมรวงเกษตรและสหกรณ์  เกษตรกรจาก 18 อำเภอ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 250 คน จากนั้น เยี่ยมชมสินค้าเกษตรแปรรูปจาก 18 อำเภอ และเปิดตลาดกรีนมาเก็ต ที่จะเปิดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ทุกวันศุกร์ บริเวณหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์

นายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า  สำหรับกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเชื่อโยงเครือข่ายพัฒนาองค์กรเกษตรกร ที่ได้เปิดตลาดให้เกษตรกรได้นำสินค้าทางการเกษตรเข้ามาจำหน่าย และได้นำเอานวัตกรรมจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรมาจัดแสดง เป็นแนวทางของการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งได้เห็นความสามารถของเกษตรกรในจังหวัดที่มีความหลากหลาย  ซึ่งนั่นคือการทำให้ประชาชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นเมืองเกษตรยั่งยืน

นายคมกริช  ไตรยศ  เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  กล่าวว่า  ภายใต้โครงการกาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต  สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์  มุ่งเป้าในการส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยที่มีมาตรฐานและมีคุภาพสูง ที่หวังให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและความต้องการตลาด  และจะนำมาซึ่งการมีรายได้ที่ยั่งยืน   นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการประกวดแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การแข่งขันกินเร็ว  และนิทรรศการผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ที่มีอย่างหลากหลาย  เป็นกิจกรรมเพื่อการมีส่วนร่วม  และเวทีเสวนา โดยวิทยากรคุณภาพจากแวดวงธุรกิจการเกษตร  ซึ่งในระยะยาวจะเปิดเป็นตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยทุกวันศุกร์ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดพื้นที่ด้านหน้าให้เกษตรกรได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าฟรี

.025

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะรายใหญ่อีกต่อไป ด้วยการปรับศักยภาพให้ชาวนา‘คนตัวเล็ก’สามารถส่งออกด้วยตนเองได้ ทั้งลดขนาดสต๊อกลดค่าธรรมเนียม เพิ่มช่องทางส่งออกข้าวเองได้โดยตรงได้ทั่วโลกตามนโยบาย‘โอกาสไทยทำได้จริง’เพื่อชาวนาไทย

18 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมื่อคราวครบรอบ 3 เดือน ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นเร่งปลดล็อคทุนผูกขาด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า “การผูกขาดทุกชนิด เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อคการผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องข้าว และตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรทุกคนและผู้ค้าข้าว SMEs สามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เอง” 

ทั้งนี้ ล่าสุดมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สาระสำคัญคือ เป็นการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว โดยปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ประกอบด้วย

1.ผู้ส่งออกทั่วไป (เดิมฉบับละ 50,000  บาท และไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภททุนจดทะเบียน  5-10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 10,000 บาท ประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 10-20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 30,000 บาท และประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 20 ล้านบาท ฉบับละ 50,000 บาท

2.ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ฉบับละ 10,000 บาท (เดิมฉบับละ 20,000 บาท)

นอกจากนี้ ยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไปหรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ ซึ่งได้จดทะเบียนรับรองไว้กับหน่วยงานราชการด้วย

“ทั้งนี้ การปลดล็อคดังกล่าวจะสามารถทำให้เกษตรกรชาวนาไทยไม่จำเป็นต้องรายใหญ่ที่จะทำการส่งข้าวไปขายในต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นการปลดล็อคการค้าขายในโลกเสรีในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวนาไทย  มุ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปวงการส่งออกข้าวไทย สามารถแก้ไขปัญหาทุนข้าวผูกขาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกร และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถแข่งขันในการส่งออกข้าวไปตลาดข้าวโลกได้ สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขอบคุณรัฐบาลที่เร่งแก้ไขปัญหานี้ซึ่งจะทำให้การค้าขาย ด้านอุตสาหกรรมค้าข้าวในทุก ขนาดการผลิต จะเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนาอย่างแน่นอน” นายจิรายุ กล่าว

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

ทีมวิจัยไทยเก่ง ! ค้นพบสารใหม่‘HeLP’จากเซรั่มน้ำยางพารา เปลี่ยนน้ำยางเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ เสริมมูลค่ายางพาราไทย สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมบนเวทีโลก

18 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การค้นพบ “HeLP” (Hevea Latex Polysaccharide) — สารชีวโมเลกุลใหม่จากเซรั่มน้ำยางพารา ถือเป็นความก้าวหน้าในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภาคเอกชน และทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสารดังกล่าว มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระดับเซลล์ และยังสามารถพัฒนากระบวนการสกัดในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก นับเป็นก้าวสำคัญของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ (Biorefinery) ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

อุตสาหกรรมนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจ BCG Economy  ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นผลพลอยได้เหลือทิ้งในกระบวนการผลิตไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ทีมวิจัยระบุว่า สาร HeLP มีความสามารถในการต้านมะเร็งทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง รวมถึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกซึ่งช่วยลดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย ซึ่งการค้นพบนี้เป็นตัวอย่างของงานวิจัยเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่าสารดังกล่าว มีสรรพคุณหรือประโยชน์ที่สามารถนำไปต่อในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเวชสำอาง

นายคารม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดสิทธิบัตร HeLP ทั้งในไทยและต่างประเทศแล้ว และอยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็นอาหารใหม่ (novel food) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในกลางปีนี้ นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการสร้างโรงงาน Biorefinery เซรั่มน้ำยางพารามาตรฐาน GMP แห่งแรกของโลกในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้อีกด้วย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการค้นพบสารชีวโมเลกุล HeLP จากเซรั่มน้ำยางพารา เป็นผลงานวิจัยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งยังช่วยลดมลพิษจากของเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถ ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการของภาคการผลิตไทยต่อไปในอนาคต” นายคารม กล่าว

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

'สุชาติ' รับนายกฯ 'แพทองธาร' ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“สุชาติ” รับนายกฯ “แพทองธาร” ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ บริษัท ดรากอนเฟรชฟรุท จำก้ด อ.มะขาม จ.จันทบุรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอิทธิ ศิริลัทธยากร, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายพงศกร อรรณพพร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรชาวสวนจันทบุรี จึงได้ลงพื้นที่เพื่อมาติดตามสถานการณ์พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผลผลิตของชาวสวนผลไม้อย่างเต็มที่ ทั้งการจำหน่ายในประเทศ และการส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อให้ชาวสวนผลไม้จ.จันทบุรี ได้ขายผลไม้ในราคาที่ดี มีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

โดยกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนในการระบายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลผลิตล้นตลาด เพื่อพยุงราคาผลไม้และเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร โดยมีภาคเอกชน 27 ราย จาก 9 กลุ่มธุรกิจ เข้าร่วมรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรรวมกว่า 103,760 ตัน อาทิ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด, ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด, ห้างค้าปลีกอย่างเซ็นทรัล บิ๊กซี โลตัส และยังมีองค์กรสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ไปรษณีย์ไทย ตู้เต่าบิน และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งร่วมจัดซื้อผลไม้ไปใช้ในกิจกรรม CSR และสนับสนุนภายในหน่วยงาน“

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ”ในด้านนวัตกรรมการตลาด กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (เต่าบิน) ลงนาม MOU รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรจำนวน 1,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่นสด พร้อมจำหน่ายผ่าน “ตู้เต่าปั่น” เริ่มในกรุงเทพฯ เดือนมิถุนายนนี้ และขยายทั่วประเทศ 7,500 ตู้ภายในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นช่องทางใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือการร่วมกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด รับซื้อผลไม้จากเกษตรกร 1,000 ตัน เช่น ลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล เพื่อนำไปแปรรูปจำหน่ายบนเที่ยวบิน ใน Snack Box และร้านค้าในสนามบิน เริ่มดำเนินการตั้งแต่สิงหาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 เพิ่มมูลค่าและสร้างตลาดใหม่ให้ผลไม้ไทยในกลุ่มผู้เดินทาง“ 

นอกจากนี้ในด้านการส่งออก รัฐบาลตั้งเป้าดันผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ 4.13 ล้านตัน มูลค่ากว่า 308,000 ล้านบาท โดยเน้นตลาดศักยภาพ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ CLMV และตะวันออกกลาง ผ่านมาตรการตรวจรับรอง GAP การตั้งศูนย์ “Set Zero” และ War Room เพื่อผลักดันการส่งออกเร่งด่วน รวมถึงกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอของเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง และสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดตั้ง One Stop Service ด้านเอกสารส่งออก ลดขั้นตอนที่ล่าช้า การควบคุมคุณภาพผลผลิต และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายทุเรียนอ่อน รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคในประเทศและการใช้ Soft Power เช่น อินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก เพื่อโปรโมทผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการสื่อสารการตลาดของกระทรวงพาณิชย์”

“กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเร่งด่วนทั้งในเรื่องคุณภาพผลผลิต ราคาที่เป็นธรรม และการผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ ตามแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 มีเป้าหมายรวม 950,000 ตัน ครอบคลุมการตลาดภายในประเทศ การส่งออก การแปรรูป และการยกระดับคุณภาพผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม มั่นคง และยั่งยืนตลอดฤดูกาล” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  ขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

กรมประมง เร่งปั้นผลผลิตลูกพันธุ์ “ปลาชะโอน” ดาวรุ่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ รองรับความต้องการของเกษตรกร จัดคอร์ส ติวเทคนิคอนุบาลด้วยการควบคุมอุณหภูมิหนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันนี้ (16 พ.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ” ระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.ลพบุรี ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บุคลากรหน่วยผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดในสังกัดกรมประมง 21 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 40 ราย ว่าได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อฟื้นฟูและทดแทนการจับจากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันบางชนิดมีปริมาณลดน้อยลง โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ  อีกทั้งยังมีการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยง เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ปลาชะโอน (Ompok biculatus) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน จัดเป็นปลาเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีการเลี้ยงมากในภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี นิยมบริโภคโดยนำมาแกงส้ม ต้มส้ม ทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ และสามารถแปรรูปเป็นปลารมควันได้ ส่วนในภาคอื่นๆ  เริ่มมีเกษตรกรสนใจหาลูกพันธุ์เพื่อนำไปทดลองเลี้ยง  เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติดี เลี้ยงง่าย โตวัย ใช้เวลาเลี้ยง 8-10 เดือน สามารถจับจำหน่ายได้ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250-400 บาท โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา งานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการผลิตพันธุ์กุ้ง พันธุ์ปลา และพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ ของกรมประมง  ซึ่งเป็นหน่วยผลิตปลาชะโอนเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนได้ทั้งหมด 4,867,054 ตัว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากหน่วยงานที่ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนของกรมประมงยังมีจำนวนไม่มาก และบุคลากรยังต้องได้รับการถ่ายทอดเทคนิคในการเพาะอนุบาลปลาชะโอนจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับผลิตปลาชะโอนให้เพียงพอและมีคุณภาพรองรับต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้น   

กรมประมง จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ ขึ้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะและอนุบาลปลาชะโอนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์และการอนุบาลให้แก่บุคลากรของหน่วยงานภายใต้โครงการเงินทุนหมุนเวียนฯ ของกรมประมง จากกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ จำนวน 21 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 40 ราย เพื่อนำความรู้ไปใช้ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอน รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรต่อไป 

สำหรับเนื้อหาการฝึกอบรมมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วย การจัดการพ่อแม่พันธุ์ปลาชะโอนตามหลักพันธุศาสตร์ การผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพภายใต้ระบบปิด เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 วัน ด้วยการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้มีอัตราการรอดตายสูง เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 -21 วัน การอนุบาลลูกปลาชะโอนในบ่อคอนกรีต  รวมถึงการคัดขนาดปลาชะโอนระยะต่างๆ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า การจัดอบรมครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้บุคลากรภายใต้หน่วยผลิตของกรมประมงได้พัฒนาการผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดรับกับความต้องการของตลาดในอนาคต โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายให้สามารถเพิ่มอัตราการผลิตลูกปลาชะโอน ได้มากขึ้น จากเดิมร้อยละ 10 หรือคิดเป็น 5,353,759 ตัว เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ “ปลาชะโอน”เป็นดาวรุ่งแห่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น.นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธ์สัตว์ พร้อมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้ฯ เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

– 006

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

คณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดราคาค่าชดเชย เร่งเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน

วันนี้ (15 พ.ค.) นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกร เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 134 และผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Zoom Meeting) เพื่อรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 397/2567 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการในการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานและรับทราบคำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อติดตามเร่งรัด และพิจารณาผลการดำเนินการของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน ปัญหาที่ดินในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการดำเนินงานของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสมาชิกสมัชชาเกษตรกร ภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาที่ดินในเขตป่าไม้ และเขื่อนราษีไศล ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาสวนป่าทับที่ทำกิน และเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ โครงการอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสิรินธร ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โครงการอ่างเก็บน้ำลำตะโคง จ.บุรีรัมย์ รวมถึงโครงการฝายห้วยหลวงและโครงการฝายกุมภวาปี ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าชดเชย การแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าขนย้าย และการแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานพิจารณา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

015

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ 1/2568 เห็นชอบชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ 5 ประเภท พร้อมเคาะ (ร่าง) คำสั่ง คพช. เรื่องแต่งตั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์

วันนี้ (15 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ (134-135) และผ่านระบบ Zoom Meeting ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามมาตรา 101 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 5 ประเภทสหกรณ์ ดังนี้ 1) ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์) 2) ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน) 3) ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์การเกษตร) 4) ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์บริการ) และ 5) ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ร้านค้า) โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำสั่งฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสหกรณ์ ดังนี้ 1) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการชี้แจง ประสานงาน และผลักดันแนวทางการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประโยชน์และลดอุปสรรคในการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตามวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด 2) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยมีหน้าที่และอำนาจในการติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลสัมฤทธิ์และผลกระทบการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการสหกรณ์จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนงานดังกล่าวบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

015

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

กรมประมง ออกประกาศฉบับใหม่ บังคับใช้ 5 ปี คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ทั่วประเทศ

วันนี้ (15 พ.ค.) นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ใช้เครื่องมือ วิธีการทำประมงที่ไม่เป็นการทำลายพันธุ์ทรัพยากรสัตว์น้ำจืดจนเกินสมควร และเป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้จับสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพให้สามารถจับสัตว์น้ำจืดในช่วงเวลาการบังคับใช้มาตรการทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้มีการฟื้นตัว และเกิดขึ้นใหม่เข้าทดแทนสัตว์น้ำเดิมที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ และดำรงอยู่อย่างยั่งยืน อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนโดยแนวทางดังกล่าวเป็นมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำจืดในฤดูปลาน้ำจืดมีไข่

ทั้งนี้ จากการติดตามประเมินผลมาตรการฤดูน้ำแดงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (2566 – 2567) หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายเดิม (ฉบับปี 2566) ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ 20 ลุ่มน้ำ 40 จังหวัด 61 แหล่งน้ำ รวบรวมตัวอย่างชนิดพันธุ์ปลาทั้งหมด 165 ชนิด จำนวน 53,071 ตัว พบว่า ภาพรวมของทั้งประเทศปลาส่วนใหญ่พร้อมวางไข่เกือบทั้งปี สามารถรักษาพ่อแม่พันธุ์ในภาพรวมของประเทศไทยได้มากถึงร้อยละ 84.4 ซึ่งปริมาณพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำจืดมีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ปรากฏการณ์เอนโซยังคงอยู่ในสภาวะลานีญากำลังอ่อน โดยมีแนวโน้มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ ร้อยละ 9 หรือบางพื้นที่ใกล้เคียงค่าปกติ นั่นหมายถึงว่า ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำแดง และเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาสัตว์น้ำ และระบบนิเวศเกิดความยั่งยืน ตามหลักการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ดังนั้น มาตรการฯ ฤดูน้ำแดง ยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่ให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม และเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ให้สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมง เพื่อให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ แต่จะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี  โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2572 โดยติดตามและประเมินผลทางวิชาการในทุกปีเพื่อให้ประเมินผลตามมาตรการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลระยะยาวช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่แท้จริง เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมและยั่งยืน และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างความร่วมมือของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสื่อสารสร้างความรับรู้และความเข้าใจการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวต่อชาวประมงได้ดียิ่งขึ้น 

สำหรับประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 แบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแผนที่ท้ายประกาศ

ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู  ขอนแก่น  ชัยภูมิ  นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด  มุกดาหาร  ยโสธร  อำนาจเจริญ  อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  บุรีรัมย์  เพชรบูรณ์  นครสวรรค์  ชัยนาท  อุทัยธานี  สิงห์บุรี  ลพบุรี  อ่างทอง  พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ  สมุทรสาคร สมุทรสงคราม  นครนายก  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี ระยอง  จันทบุรี และตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลาตาม ระยะที่ 1

ระยะที่ 3 : วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง  สงขลา  ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

ในส่วนของเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ 1.เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2.ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา (ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป 3.สุ่ม ฉมวก และส้อม 4.ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน5.แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร) ทั้งนี้ กรณีที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดประกาศกำหนดห้ามเครื่องมือชนิดหนึ่งชนิดใด ตามข้อ 1 – 5 ที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการประมงจังหวัดนั้น 6.การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงหรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง และ 7.คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำการประมงไว้เป็นอย่างอื่น

สำหรับผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

015