‘กรมการข้าว’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'กรมการข้าว'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘กรมการข้าว’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2568 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

'รมว.นฤมล'จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

“รมว.นฤมล”เผย หลังร่วมนายกฯ พบผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน ผ่าน 3 มาตรการ พร้อมเพิ่มช่องทาง e-Commerce ช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจัดกิจกรรมนายกรัฐมนตรีพบปะผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้คุมเข้มคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย โดยดำเนินการผ่านคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ซึ่งได้บริหารจัดการผลไม้ฤดูการผลิต ปี 2568 เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยผลิตผลไม้ คุณภาพได้มาตรฐานสู่ตลาดสากล ผ่าน 3 มาตรการ คือ

 มาตรการที่ 1 ส่งเสริมการปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตผลไม้ โดยการยกระดับคุณภาพ บรรเทาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการผลิตระดับสวน ตามมาตรการ GAP รวมถึงบริหารจัดการสภาพอากาศ ธาตุอาหาร น้ำ โรค แมลงศัตรูพืช 

มาตรการที่ 2 เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม กำกับคุณภาพมาตรฐานสุขอนามัยพืช ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แปลงผลิต ล้ง ตลอดจนกระบวนการส่งออก กระจายตัวของผลผลิต โดยบริหารจัดการยืดระยะเวลาการออกผลสู่ตลาดนานขึ้น ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว มีข้อมูลในการวางแผนที่แม่นยำขึ้น ช่วยบริหารตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

มาตรการที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าผลไม้ เน้นการทำงานแบบบูรณาการโดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคีเกษตรกร ภายใต้ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ซึ่งได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมามีแผนติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ท้องตลาด ได้แก่ เตรียมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ป้องกันการสวมสิทธิ์ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผล การสุ่มตรวจคุณภาพผลไม้อย่างเข้มข้น การส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรเตรียมการรับมือภัยแล้งและพายุฤดูร้อน (Climate Change) และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ในประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างแดนและข้ามแดน เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังดำเนินการผ่าน 5 แนวทาง ได้แก่ แนวทาง 1 บริหารจัดการผลผลิตโดยวางแผนการกระจายตัวของผลผลิต ใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการ ยืดระยะเวลาการออกผล  ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว ส่งผลให้ผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่เกิดการกระจุกตัว แนวทาง 2 ควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงปลูก ยกระดับมาตรฐาน GAP สำหรับทุเรียน ตั้งจุดบริการตรวจก่อนตัด ป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด แนวทาง 3 การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกร เพิ่มบทบาทแปลงใหญ่และสหกรณ์ในการควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิต แนวทาง 4 การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จัดเกรดผลไม้ สำหรับผลผลิตที่ตกเกรด นำไปแปรรูป เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ฟรีซดราย หรือนำไปสกัดทางเภสัชกรรม แนวทาง 5 การเพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง e-Commerce สำหรับเกษตรกร 

ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขาคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% 

โดย ลำไย ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.64 ล้านตัน และลำไยในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 2.1 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน 

มะม่วง ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.08 แสนตัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุด 50% ในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนมะม่วงในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 33,000 ตัน และออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนพฤษภาคม

ทุเรียน ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 8.71 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 55% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 7 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 

มังคุด ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 2.58 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 1.47 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 50% ในเดือนสิงหาคม 

ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อย จึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้น จำนวน 72,908 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

'คลองหยาโมเดล'สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2568 ว่า กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา จังหวัดกระบี่ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศระดับประเทศ และได้รับพระราชทานรางวัล “สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568” จาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดของกลุ่มฯ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

จากแนวคิด “บริหารน้ำชุมชนสู่ความยั่งยืน” กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน ภายใต้แนวทาง “ดินดี น้ำดี สิ่งแวดล้อมดี ใส่ใจดี และอิ่มอร่อยสุขภาพดี” โดยวางผังพื้นที่เพาะปลูกตามลักษณะภูมิประเทศ ประสานกับระบบส่งน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสามารถใช้น้ำได้อย่างประหยัดสูงสุด

ทั้งนี้ กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้แบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนต้นน้ำสำหรับปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด และลองกอง, โซนกลางน้ำสำหรับปลูกข้าวและพืชผัก และโซนปลายน้ำที่ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล กบ และตะพาบน้ำ รวมถึงแปลงเกษตรต้นแบบที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน อีกทั้งยังมีการคำนวณ “ผลิตภาพน้ำ (Water Productivity)” พบว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยจากการใช้น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร อยู่ที่ 123 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และตอกย้ำถึงบทบาทของกลุ่มฯ ในการเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

– 006

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมประมงจับมือภาคเอกชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘เสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เพื่อขยายการผลิตและรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลดการจับม้าน้ำจากธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล จังหวัดสตูล เป็นที่ตั้งของโครงการเพาะเลี้ยงม้าน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยและทดลองเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อรักษาพันธุ์และเพิ่มปริมาณจากแหล่งธรรมชาติที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา หลังจากนั้นจึงมีการขยายผลไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์

‘ม้าน้ำ’ ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับความนิยมในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ม้าน้ำถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นสัตว์น้ำสวยงาม บริโภคในตำรับยา และทำเป็นเครื่องประดับหรือของที่ระลึก ทำให้ม้าน้ำมีมูลค่าสูงในตลาดโลก แม้จะเป็นสัตว์ที่มีการจับในธรรมชาติ แต่กรมประมงได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพาะเลี้ยงม้าน้ำมาเป็นระยะเวลานาน โดยขณะนี้สามารถเพาะเลี้ยงม้าน้ำได้ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ม้าน้ำหนาม ม้าน้ำดำ และม้าน้ำสามจุด

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า  ทางกรมประมงได้จัดโครงการอบรมหลักสูตร ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง’ ณ บารารีสอร์ทและศูนย์วิจัยฯ จังหวัดสตูล ที่ผ่านมา  โดยมีเกษตรกรจาก 5 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และสตูล เข้าร่วมอบรมจำนวน 40 คน เพื่อเพิ่มทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ และการแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง

‘การอบรมในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตม้าน้ำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและลดการจับจากธรรมชาติ ซึ่งม้าน้ำถูกจัดให้เป็นสัตว์น้ำในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาไซเตส ที่จำกัดการจับและการส่งออกจากแหล่งธรรมชาติ’

การอบรมประกอบด้วยเนื้อหาหลักสูตรเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ การแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง รวมถึงการขนส่งและการตลาดเพื่อการจำหน่ายและส่งออกม้าน้ำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากกรมประมงและภาคเอกชนให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้จากกระบวนการจริง และขยายผลความสำเร็จสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า ‘เรามั่นใจว่า การขยายกำลังการผลิตม้าน้ำในเชิงพาณิชย์จะช่วยเสริมสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ซึ่งม้าน้ำเป็นที่ต้องการสูง’

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างให้ความเห็นว่า การเพาะเลี้ยงม้าน้ำสามารถเป็นอาชีพเสริมที่ทำควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่น เช่น สาหร่ายหรือกุ้งทะเล โดยเฉพาะ นายวศินะ รุ่งเรือง อายุ 31 ปี เจ้าของ ‘วศินะฟาร์ม’ จังหวัดสตูล กล่าวว่า ‘ผมเห็นว่า การเลี้ยงม้าน้ำจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริม เพราะมันไม่ยุ่งยากมาก มีการจัดเตรียมอาหารให้ม้าน้ำ และสามารถเลี้ยงควบคู่กับการปลูกสาหร่ายที่ฟาร์มของเราอยู่แล้ว สำหรับปัญหากฎหมายก็อยากมาศึกษาเพื่อให้ทำได้ถูกต้องตามระเบียบ เราเชื่อว่า ม้าน้ำจะเป็นสินค้าส่งออกที่สามารถสร้างมูลค่าสูงให้กับประเทศได้’

นางฐิติพร ทิ้งท้ายว่า ‘โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ม้าน้ำในธรรมชาติและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ทำให้ม้าน้ำกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูงทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยในอนาคต’

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

– พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินน้ำ หญ้าและเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง –

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โอกาสนี้ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ นายวัฒนา มังธิสาร นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และ นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. (นายวัฒนา มังธิสาร) ปฏิบัติหน้าที่เป็นคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา และผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเทพี

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐาน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 – 08.09 น. ผู้ทำหน้าที่ พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย และคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ ผลการเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกาย และพระโคกินเลี้ยง ในปี พ.ศ.2568 นี้ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน หยิบได้ผ้านุ่ง 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

ผลการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่า ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ในโอกาสเดียวกันนี้ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติและปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 38 ราย ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกด้วย

– 006

‘นฤมล’แจ้งข่าวดี GACC ลดระดับการสุ่มตรวจสาร BY2 ณ ด่านนำเข้า สำหรับล้งทุเรียนที่มีระบบการจัดการที่ดี

'นฤมล'แจ้งข่าวดี GACC ลดระดับการสุ่มตรวจสาร BY2 ณ ด่านนำเข้า สำหรับล้งทุเรียนที่มีระบบการจัดการที่ดี

‘นฤมล’แจ้งข่าวดี GACC ลดระดับการสุ่มตรวจสาร BY2 ณ ด่านนำเข้า สำหรับล้งทุเรียนที่มีระบบการจัดการที่ดี

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

‘นฤมล’แจ้งข่าวดี GACC ลดระดับการสุ่มตรวจสาร BY2 ณ ด่านนำเข้า สำหรับล้งทุเรียนที่มีระบบการจัดการที่ดี เริ่ม 10 พ.ค.นี้ วอนผู้ประกอบการยังคงยกการ์ดสูง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือร่วมกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เกี่ยวกับการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน รวมทั้งยกระดับความร่วมมือด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร เมื่อคราวเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2568 และที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ GACC ได้ประชุมหารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาแนวทางและมาตรการในการอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปจีนอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 กรมวิชาการเกษตรและ GACC ได้เห็นชอบร่วมกันในการจัดเกรดโรงคัดบรรจุ โดย GACC ได้แจ้งมาตรการลดระดับการสุ่มตรวจสาร BY2 ณ ด่านนำเข้า สำหรับล้งทุเรียนที่มีระบบการจัดการที่ดี เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป 

ในส่วนของห้อง Lab ตรวจวิเคราะห์หาสาร BY2 ในทุเรียนสดก่อนส่งออกไปจีนนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีห้อง Lab ทดสอบสาร BY2 จำนวน 9 แห่ง และอยู่ระหว่างยื่นขอกลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume) 4 แห่ง มั่นใจว่ามี Lab เพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนจำนวนมากที่จะส่งออกไปจีนอย่างแน่นอน 

กระทรวงเกษตรฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการควบคุมการผลิตทุเรียนส่งออกในการส่งออกตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงขอให้ผู้ประกอบการมีการทำความสะอาดโรงคัดบรรจุและอุปกรณ์ที่ใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งออกสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

กรมชลฯ เดินหน้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

กรมชลฯ เดินหน้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

กรมชลฯ เดินหน้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

กรมชลประทานเดินหน้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ พร้อมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้นำเครื่องจักรกลและยานพาหนะ พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณคลองระบายใหญ่มหาราช 1 ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ในขณะเดียวกัน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ ได้เร่งดำเนินการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาด้วยเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง บริเวณประตูระบายน้ำพลเทพและปากคลองลาว ตำบลหาดท่าเสา อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในภาคเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคของประชาชน

กรมชลประทานยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลบำรุงรักษาระบบชลประทานให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญที่ต้องอาศัยน้ำเพื่อการเกษตรและการดำรงชีวิตของประชาชน  ภารกิจกำจัดวัชพืชและเปิดทางน้ำ คืออีกหนึ่งหน้าที่สำคัญที่กรมชลประทานมุ่งมั่นดำเนินการ เพื่อให้ “น้ำ” เดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ “ชีวิต” ของประชาชนไทยดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง

-(016)

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  ร่วมงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ในการนี้ นายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง และเทพีคู่หาบเงิน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล   อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม และ นายสุรชาติ  มาลาศรี  รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และนายชาคริต อินนะระ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ผู้ทำหน้าที่คู่เคียงพระยาแรกนา ประจำปี 2568 เฝ้าฯ รับเสด็จ และร่วมประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  โดยในปีนี้พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบได้ผ้านุ่ง 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ผลการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่า ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง              

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสม ต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย  อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลนี้  เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปี และได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา โดยในปี พ.ศ. 2568 กรมพัฒนาที่ดิน มีเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2568 ได้แก่ นางราตรี บัวพนัส หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์  และยังเป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2568 อีกด้วย

-(016)

‘เลขาธิการมกอช.’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘เลขาธิการมกอช.’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘เลขาธิการมกอช.’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

9 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 น. ผู้ทำหน้าที่ พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ พร้อมด้วย นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ (มกอช.) และดร. พงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ (มกอช.) เข้าร่วมพิธี

เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

ผลการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่า ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

-(016)

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ เข้าร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

9 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 น. ผู้ทำหน้าที่ พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เป็นคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

ผลการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่า ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

-(016)