‘ปอเทือง’พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

'ปอเทือง'พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

‘ปอเทือง’พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

ปอเทือง ถือเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีไนโตรเจนสูง สามารถปลูกได้ทั้ง ก่อนและหลังการปลูกพืชหลัก เพื่อช่วยบำรุงและฟื้นฟูดิน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่การเกษตร

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 มีการผลักดันพัฒนาพื้นที่เกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินที่เคยเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมี รวมถึงทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและทำการเกษตร เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรของตนที่สามารถสร้างความมั่นคงและยั่งยืนได้

สถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่างนางราตรี บัวพนัส หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์ พลิกชีวิตจากการทำเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมี จนป่วยเป็นโรคร้ายและเหลือเวลาใช้ชีวิตอีกไม่เกิน 6 เดือน มาสู่เกษตรกรต้นแบบ ทำการเกษตรกรอย่างยั่งยืน และได้รับการคัดเลือกให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2568

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/MHD7WaAEa8M

– 006

‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

'พด.อุทัย'ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 'การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ'

‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมหมอดินอาสา หลักสูตรที่ 3 “การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการพัฒนาที่ดินตามบริบทของท้องถิ่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยมีนายมานะ ต้นนา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี กล่าวรายงาน พร้อมนี้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานีร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการฯ โดยมีกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน และกลุ่มวิเคราะห์ดิน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่หมอดินอาสาที่เข้าร่วมโครงการ หัวข้อ ความรู้เรื่องดิน ดินปัญหา การปรับปรุงบำรุงดิน การเก็บตัวอย่างดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาในการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองได้ โดยมีหมอดินเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน ทั้งสิ้น 240 ราย

การอบรมครั้งนี้หมอดินอาสาได้ฝึกปฏิบัติการขยายเชื้อ พด.15 แบคทีเรียสังเคราะห์แสง การตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินภาคสนาม  (LDD Test Kit ) และเปิดโอกาสให้หมอดินแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพัฒนาการทำการเกษตรร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ภาคเกษตรเร่งปรับตัวเพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตในยุคความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ “ไบเออร์” ดึงไอเดียดัดแปลงถาดหลุมเพาะกล้าเป็นวัสดุใหม่ ลดขยะ-ลดโรคพืช ขยายสู่แปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเครือข่าย พร้อมส่งเสริมปลูกพืชแบบ “High Land” รับมือวิกฤติน้ำท่วมในอนาคต

แนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมในวงการเกษตร เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อดิน น้ำ และระบบนิเวศ โดยมีหลายแนวคิดปลูกพืชคาร์บอนต่ำที่กำลังเป็นที่สนใจ หนึ่งในนั้นคือ “การชุบชีวิตถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้า” ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันโรคพืชไปพร้อมกัน

โครงการนี้เกิดจากไอเดียของทีมเพาะกล้าและทีมงานการผลิตในแปลงปลูก บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ที่มีภารกิจส่งเสริมประสิทธิภาพการเพาะปลูกให้เกษตรกร ซึ่งการลงแปลงอย่างสม่ำเสมอทำให้พบว่ามีถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งเป็นขยะมากกว่า 100,000 ถาดต่อปี นอกจากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า และเป็นต้นทุนของเกษตรกร

นำมาสู่การดัดแปลงถาดหลุมเป็นบัฟเฟอร์ (buffer) หรือฐานรองระหว่างถุงวัสดุและพื้นดิน โดยนำมาทดสอบการใช้งานแล้วในแปลงปลูกพืชในวงศ์แตง (Cucurbit) และพืชในวงศ์พริก และมะเขือ (Solanum) ของเกษตรกรในเครือข่ายพื้นที่การผลิตเขตขอนแก่นและสกลนคร พบว่า การนำถาดหลุมเพาะกล้าใช้แล้วมาเป็นบัฟเฟอร์รองต้นพืชช่วยลดความเสี่ยงของถุงวัสดุที่อาจเกิดความเสียหาย เช่น เปื่อยขาด หรือแตก จากการแช่น้ำท่วมขังที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียในดิน ที่สำคัญลดต้นทุนให้เกษตรกร การนำถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก ช่วยให้สามารถใช้ซ้ำได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ที่สำคัญช่วยลดปริมาณการทิ้งขยะในพื้นที่ฝังกลบลงมากกว่า 90 ตันต่อปี

โดยระหว่างปี 2566-2567 ทีมงานเพาะกล้าได้มอบถาดหลุมเพาะกล้าจำนวน 166,000 แผ่น ให้กับทีมการผลิตในแปลงปลูก สามารถนำไปใช้รองถุงวัสดุได้ถึง 664,000 ถุง โดย 1 ถาดหลุมสามารถใช้รองถุงวัสดุ 4 ถุง นับเป็นการช่วยลดการใช้พลาสติกและปริมาณขยะพลาสติกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันโรคจากน้ำท่วมและเชื้อโรคในดิน เกษตรกรหลายคนได้ทำตามแนวคิดนี้แล้ว พบว่าได้ผลดี นอกจากลดขยะ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเพิ่มผลผลิตด้วย เนื่องจากลดความเสี่ยงที่อาจถูกรบกวนจากโรคพืช ทำให้มีรายได้เพิ่ม คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

“ทองแดง ทิพมาตย์” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์พริก อ.พังโคน สกลนคร “ผมให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยการนำระบบ automation ในการให้น้ำและปุ๋ยมาใช้ในแปลง เพื่อควบคุมบริหารจัดการการให้น้ำและปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม และในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ทำให้ลดปัญหาการใช้แรงงาน ควบคุมการใช้ปริมาณปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่า เกษตรกรยุคใหม่ควรให้ความสำคัญในการทำเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือศึกษาหาความรู้ และรับคำแนะนำจากบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรแบบยั่งยืน”

ส่วน “สุปราณี วงค์มา” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.อากาศอำนวย สกลนคร อีกคนหนึ่งที่ใช้ฐานรองที่ดัดแปลงจากถาดหลุมใช้แล้ว เล่าว่า “ตั้งแต่ไบเออร์แนะนำวิธีการปลูกด้วยการรองด้วยถาดหลุมซึ่งได้มาจากแปลงเพาะกล้า และนำกลับมาให้เกษตรกรใช้ ซึ่งสามารถใช้ได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ช่วยลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งสามารถป้องกันโรคพืช รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

“อรชร ไชยปัญหา” เกษตรกรแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.พรรณานิคม สกลนคร อีกคนที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ เสมอ บอกว่า “เกษตรกรยุคใหม่ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีการใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ตั้งเป้าไว้ รวมถึงคุณภาพของผลผลิต วิธีการต่างๆ ที่ไบเออร์ได้คิดค้นและร่วมมือกับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการหาวัสดุอุปกรณ์ มาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทำให้การดูแลง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานรวมถึงการป้องกันโรคพืชต่างๆ ทำให้มีรายได้สำหรับครอบครัว ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานและการปลูกเมล็ดพันธุ์สร้างรายได้มากกว่าการปลูกข้าว”

อีกแนวทางในการทำเกษตรที่ยั่งยืนที่ไบเออร์ส่งเสริมเกษตรกร เรียกว่า “High Land” ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ปลูกพืชในที่สูง ที่มีการจัดการความลาดเอียง และการระบายน้ำที่เหมาะสม ซึ่งมาช่วยรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วมที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ผ่านๆ มา สร้างความเสียหายไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงการผสมเกสรและการเก็บเกี่ยวที่เป็นช่วงสำคัญของผลผลิต หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยตรง จึงต้องหาทางรับมือโดยบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการระบายน้ำออกจากแปลงหรือการเก็บเกี่ยวพืชที่เสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากเชื้อโรคในดิน การขาดแคลนสารอาหารในดิน และการระบาดของโรคที่อาจเกิดจากน้ำท่วม

“High Land” เป็นอีกแนวทางที่มาช่วยได้ โดยในปี 2566 ทีมงานจากจังหวัดสกลนครของ ไบเออร์ ได้ร่วมมือกับเกษตรกร เพื่อนำแนวคิด “High Land” มาใช้อย่างจริงจัง ในแปลงเกษตรในกลุ่มที่อำเภออากาศอำนวย พังโคน และวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 18 ราย พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดความกังวลของเกษตรกรที่มีเกี่ยวกับความเสี่ยงจากฝนหรือมรสุมที่จะมาถึง นอกจากใช้งานในการปลูกพืชตระกูลพริกและมะเขือเทศในเขตพื้นที่เดิม ยังขยายไปยัง อำเภอพรรณานิคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้นรวมแล้ว 34 ราย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ที่พบว่าแปลงปลูกนำแนวคิด “High Land” ไปใช้ไม่มีความเสียหายจากน้ำท่วมแม้แต่ครั้งเดียว หรือลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกในแปลงนาข้าวที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมและฝน ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะในช่วงการย้ายกล้าพืช สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตที่ตั้งไว้ แนวทาง High Land ถูกขยายไปในวงกว้าง เพราะมาช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องจักร เพิ่มผลผลิต และทำให้ภาคเกษตรมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ทำให้ดินมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนดีขึ้นจากการที่ถูกรบกวนจากการไถพรวนน้อยลง รักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เช่นเดียวกับ “สมัย ไฮดำ” เกษตรกรวัย 57 ปี อ.บ้านฝาง ขอนแก่น ซึ่งมีประสบการณ์เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมากกว่า 20 ปี เป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกและเข้าร่วมโครงการ ปลูกพืชบนพื้นที่สูงบอกว่า

“ผมเป็นเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มามากกว่า 20 ปี ประสบปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม โรคพืช แมลงต่างๆ ซึ่งคิดว่าการทำการเกษตรแบบที่เคยทำมาอาจจะต้องมีการพัฒนา เพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน จึงจัดพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่สูง ขณะเดียวกันก็ใช้ถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกที่เกิดจากการใช้ครั้งเดียวและทิ้ง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคพืช ทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม”

เกษตรกรต้นแบบที่ปรับตนเองอย่างยืดหยุ่น “สุเทพ อุ่นแก้ว” กับประสบการณ์ 30 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์แตงโม ที่เชียงยืน มหาสารคาม ซึ่งได้แบ่งพื้นที่เป็นแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ 6 ไร่ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “ทุกวันนี้มีรายได้จากการปลูกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งมีภรรยาและลูก 3 คน ปัจจุบันลูกเริ่มเข้ามาช่วยทำเกษตร ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ผมเป็นคนเปิดรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เพื่อการทำการเกษตรที่ดีขึ้น และยั่งยืน พร้อมทั้งมีโอกาสได้ให้คำแนะนำกับเพื่อนเกษตรกรในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธี ผมมีความสุขกับชีวิตเกษตรกรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ”

ไม่แตกต่างจาก “บรรเจิด ต่อกำไร” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด เมล่อน และมะระ เขตคอนสาร ชัยภูมิ บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ บอกว่า “ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออกภายใต้คำแนะนำกำกับดูแลการปลูกอย่างใกล้ชิดจากไบเออร์ที่นำวิธีการดูแล ช่วยแก้ปัญหาระหว่างการปลูกด้วยการเข้าเยี่ยมแปลงอย่างสม่ำเสมอ มีการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการดิน การผสมเกสรและในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้มาตรฐานการส่งออก การเป็นเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ผมมีความมุ่งมั่นมากขึ้นในการดูแลใส่ใจในทุกขั้นตอนการปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและเพิ่มขึ้นทุกปี”

เกษตรกรเหล่านี้ที่ยึดอาชีพปลูกเมล็ดพันธุ์หาเลี้ยงครอบครัว ยังคงเดินหน้าทำอาชีพนี้ต่อไปภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจากไบเออร์ที่นำแนวทางการปลูกพืชด้วยวิธีใหม่ๆ มาถ่ายทอดสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพสำหรับทั่วโลก พร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรภายใต้ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และภัยพิบัติรุนแรง และนี่คือตัวอย่างของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไม่เพียงทำให้เขาอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตด้วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาทต่อปีตามเป้าหมายของรัฐ

-(016)

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมาว่า ปัจจุบัน (25 เม.ย. 68) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 51 ล้าน ลบ.ม. (16% ของความจุอ่างฯ) มีน้ำใช้การได้ 28 ล้าน ลบ.ม.  (10% ของความจุอ่างฯ) มีการจัดสรรน้ำสำหรับใช้ในการผลิตประปา อุปโภคบริโภค  รักษาระบบนิเวศ การเกษตรพืชใช้น้ำน้อย และอุตสาหกรรม ประมาณวันละ 130,000 ลบ.ม. คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในอ่างฯ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 (ต้นฤดูฝน) จะมีน้ำเก็บกักประมาณ 49 ล้าน ลบ.ม.  (คิดเป็น 16% ของความจุอ่างฯ) หากไม่มีฝนตกและไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จะมีน้ำไปจนถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2568

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา ช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งนอกเขต โดยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำเติมแหล่งน้ำของชุมชน ควบคู่กับการกำจัดวัชพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ขอยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง มีน้ำเพียงพอที่สนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ตลอดฤดูแล้ง และช่วงต้นฤดูฝนที่จะมาถึงอย่างแน่นอน และได้มีการกำชับให้มีการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างประณีต และรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน  

-(016)

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ 'โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา' ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. แถลงข่าวร่วม เตรียมลุยจัด Kick Off ใหญ่ “โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา” 14 พ.ค. นี้ เสริมสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรไทยพร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

7 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมกันตัง อาคารจอดรถ ชั้น 5 การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานแถลงข่าว “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” เตรียมจัดใหญ่ 14 พฤษภาคม นี้ มอบสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต้นไม้และต้นยางพารา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เล็งเห็นว่าต้นไม้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำกินของเกษตรกรเอง โดยเฉพาะต้นยางพารามีศักยภาพมากกว่าแค่การให้ผลผลิต แต่ยังสามารถกลายเป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ งานแถลงข่าวในวันนี้จึงถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียม “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิด “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของต้นไม้จากทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นับเป็นครั้งแรกที่ต้นไม้ที่เกษตรกรปลูกเองจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ดินหรือโค่นต้นต้นเหล่านั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้นอกระบบแล้ว ยังช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวกขึ้น โครงการนี้ยังสอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวในระดับสากล โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการวางรากฐานข้อมูลต้นไม้ที่สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนานโยบายในระยะยาว ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยแนวทางที่ทันสมัย เชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการเงินในรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

ด้านนายสุขทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการนำเสนอ “กระบวนการออกโฉนดต้นยางพารา” อย่างละเอียด ครอบคลุมขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การประเมินมูลค่า และแนวทางการใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายเนื้อไม้ กิจกรรมคาร์บอนเครดิต การลดภาษี หรือเพิ่มมูลค่าที่ดินในอนาคต ไฮไลต์ของงาน คือ การมอบโฉนดต้นยางพารา จำนวน 20 ฉบับ แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการบนเวที เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท. ในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดผลจริงอย่างยั่งยืน กยท. ขอเชิญชวนสื่อมวลชน พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมติดตามงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ถือเป็น ก้าวสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรไทย และสร้างความมั่นคงในอาชีพแก่ชาวสวนยางทั่วประเทศ

ด้าน เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มอบหมายให้ นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ (ส.ป.ก.) เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวถึงความสำคัญของโครงการ “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ว่าเป็นการต่อยอดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหวังให้การใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเกิดมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำ “ต้นไม้” มาใช้เป็นทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ โครงการนี้ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ แต่ยังช่วยยกระดับบทบาทของต้นไม้ในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ การลดภาษีที่ดิน การใช้สิทธิ์คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว นายเศรษฐเกียรติยังเน้นถึงความสำคัญของการรวบรวมข้อมูลต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะกลายเป็น “ฐานข้อมูลต้นไม้” สำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต และเป็นรากฐานสำหรับการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าในพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ

กยท. และ ส.ป.ก. ขอเชิญร่วมงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ที่จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากต้นไม้เศรษฐกิจเป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้จริง งานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกร การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. ในการขับเคลื่อนโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงกิจกรรมมอบกล้าพันธุ์ไม้เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ขอเชิญเกษตรกร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเรียนรู้แนวนโยบาย โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในอนาคต

-(016)

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

'นฤมล'มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“รมว.นฤมล”มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต เผย ประสานศุลกากรจีนเปิดด่าน 24 ชม.อำนวยความสะดวกไม่ให้ทุเรียนไทยตกค้าง

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.เวลา 08.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิตว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในการหารือมาตรการต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนห้อง lab เพิ่ม และการขอทบทวนห้อง lab รวมทั้งการจัดเตรียมอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการสนับสนุนในการส่งออก 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เนื่องจากในช่วงนี้ทุเรียนของไทยเข้าสู่ฤดูกาลผลิตสูง และมีความต้องการที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนให้ทันเวลา จึงได้ประสานกับทางศุลกากรจีนให้กำชับด่านที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้วิธีการทำงานพิเศษตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งจีนจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสำรวจมาตรการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น การดำเนินการด้านจำแนกประเภท และการดำเนินการในพิธีการศุลกากรโดยเร่งด่วน ซึ่งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีน

“การทำงานอย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายจะทำให้การส่งออกทุเรียนไทยในปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่น กระทรวงเกษตรฯต้องขอขอบคุณ GACC และเจ้าหน้าที่ที่ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าทุเรียนในปีนี้ ทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ได้ทำงาน 24 ชั่วโมงใน 7 วัน การขยายระยะเวลาในการเปิดปิดด่าน และการเพิ่มจำนวนห้อง lab ในการตรวจที่ด่านนำเข้าฝั่งจีน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

ในส่วนของห้อง lab ตรวจวิเคราะห์หาสาร“Basic Yellow 2”( BY2 ) ในทุเรียนสด ก่อนส่งออกไปจีนนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีห้อง lab ทดสอบสาร BY2 จำนวน 9 แห่ง จาก 10 แห่ง โดยได้ยื่นหนังสือขอให้แลป Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. ที่จังหวัดฉะเชิงเทรากลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume) ไปแล้ว อยู่ระหว่างการรอผลพิจารณาจากทางจีน แต่มั่นใจว่า lab 9 แห่งนั้นเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนจำนวนมากที่จะส่งออกไปจีนอย่างแน่นอน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

“นฤมล” ดันราคายางพารานิวไฮในรอบ 1 เดือนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันพุ่งต่อเนื่อง หนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 4 เดือนช่วยชาวสวนช่วงเลื่อนเปิดกรีด

นางนฤมล ภิณโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคายางพาราทุกชนิดยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ปรับขึ้นเป็น 72 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางแผ่นดิบคุณภาพดี (ความชื้นไม่เกิน 3%) ปรับขึ้นเป็น 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทั้งสองชนิดมีความต้องการสูงจนทำนิวไฮในรอบ 1 เดือน ขณะที่น้ำยางสดอยู่ที่ 59.50 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 59.25 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 70%) ราคา 41.48 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับราคาใกล้เคียงก่อนการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ได้มอบหมายให้กองรักษาเสถียรภาพราคายาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้าซื้อน้ำยางเพิ่ม และจ้างปั่นเพื่อนำไปผลิตหมอนและที่นอนส่งออกไปยังประเทศอินเดีย พร้อมเตรียมนำน้ำยางสดที่ผ่านข้อกำหนดสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation-free Regulations : EUDR) ไปผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน

“ขอให้ชาวสวนยางเชื่อมั่นในกระทรวงเกษตรฯ ตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เราเร่งแก้ปัญหาด้านราคาอย่างหนัก เพื่อคลายความเดือดร้อนของเกษตรกร และในวันนี้ราคาก็สามารถกลับมาสู่ระดับเดิมได้แล้ว” นางนฤมลกล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อสัญญา ปลอดดอกเบี้ย 4 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นทุนบริหารจัดการสวนยางในช่วงเลื่อนเปิดกรีดยาง รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการรับซื้อยาง ด้วยการชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ยังเดินหน้าแผนซื้อโรงงานผลิตยางล้อ เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร ดึงผลผลิตออกจากตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้ายางพารา ส่งเสริมแบรนด์สินค้ายางของ กยท. และเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ต้นแบบ’สระสะดือ’ โครงการบริหารจัดการดินและน้ำบนดินและใต้ดินฯ ปี 2567 จังหวัดกำแพงเพชร แก้ปัญหาภัยแล้งได้จริง

ต้นแบบ'สระสะดือ' โครงการบริหารจัดการดินและน้ำบนดินและใต้ดินฯ ปี 2567 จังหวัดกำแพงเพชร แก้ปัญหาภัยแล้งได้จริง

ต้นแบบ’สระสะดือ’ โครงการบริหารจัดการดินและน้ำบนดินและใต้ดินฯ ปี 2567 จังหวัดกำแพงเพชร แก้ปัญหาภัยแล้งได้จริง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.22 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นายเจษฎา สาระ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร ลงพื้นที่ตรวจติดตามการใช้ประโยชน์ “สระสะดือ” กิจกรรมในโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้ดำเนินการในปี 2567 พื้นที่ ตำบลดอนแตง อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

การขุดสะดือบ่อเป็นการบริหารจัดการน้ำใต้ดินเพื่อสร้างธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด จากการลงพื้นที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯเมื่อปี 2567 ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ปัจจุบันมีแหล่งน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ที่่ดินเพื่อทำการเพาะปลูกและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งได้

และได้ร่วมประชุมกลุ่มบ้านเกษตรอินทรีย์คลองพิไกร (กลุ่มขั้นที่ 3)  โครงการพัฒนาเกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อติดตามการตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรกรในการต่ออายุใบรับรองและหารือเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมเปิดบ้านเกษตรบ้านเกษตรอินทร์ ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์PGS กลุ่มบ้านเกษตรอินทรีย์คลองพิไกร  หมู่ 3 ต.คลองพิไกร อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ในวันที่ 11 มิถุนายน 2568

กลุ่มเกษตรอินทรีย์คลองพิไกร เป็นกลุ่มเข้มแข็งได้รับใบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมมาตลอดตั้งแต่ปี 2566 มีผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดทั้ง ข้าว สัปปะรดฉีกตา พืชผัก สาเก หน่อไม้ และสินค้าแปรรูปต่างๆ เช่น น้ำมันเสลดพังพอน สาเกฉาบ งาคั่วเตาถ่าน และหน่อไม้ดอง เป็นต้น

– 006

เปิดสารพัดเมนู‘ปลาหมอคางดำ’ แปรปัญหาสู่ของอร่อยบนโต๊ะอาหาร

เปิดสารพัดเมนู‘ปลาหมอคางดำ’ แปรปัญหาสู่ของอร่อยบนโต๊ะอาหาร

เปิดสารพัดเมนู‘ปลาหมอคางดำ’ แปรปัญหาสู่ของอร่อยบนโต๊ะอาหาร

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

เปิดสารพัดเมนู‘ปลาหมอคางดำ’ แปรปัญหาสู่ของอร่อยบนโต๊ะอาหาร 

ปลาถือเป็นอาหารหลักของคนไทย และอยู่ในวิถีชีวิตของไทยมาช้านาน และปลาหมอคางดำจากปลาเอเลี่ยนสปีชี่ส์ก็เป็นหนึ่งในฐานะวัตถุดิบที่สามารถแปรรูปเป็นเมนูอร่อยๆ บนโต๊ะอาหารได้หลากหลายและให้คุณค่าทางโภชนาการไม่แพ้ปลาน้ำจืดชนิดอื่น นอกจากนำมาบริโภคได้ ยังช่วยสร้างโอกาสในแปรรูปสู่อาหารจานอร่อยบนโต๊ะอาหาร และช่วยกู้ระบบนิเวศแหล่งน้ำของไทย สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน

ด้วยภูมิปัญญาของคนไทยสามารถนำปลาหมอคางดำที่มีจุดมาสร้างเป็นจุดแข็งเป็นเมนูง่ายๆ ประจำบ้าน เช่น “ปลาแดดเดียว” ที่ได้รับความนิยมในหลายจังหวัด อย่างในจังหวัดนนทบุรีใช้เป็นกลยุทธ์สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ โดยจังหวัดแจก “ข่าย” เป็นเครื่องมือดักจับปลาให้แก่บ้านที่อยู่ริมคลองได้ใช้จับปลาหมอคางดำขึ้นมาทำอาหารบริโภคภายในครัวเรือน ช่วยประหยัดค่าครองชีพให้กับประชาชน และปัจจุบันมีชาวบ้านได้ขายปลาแดดเดียวเป็นอาชีพที่สร้างรายได้

นอกจากนี้ บางชุมชนได้ร่วมมือกับสถาบันศึกษาหลายแห่งพัฒนาเป็นเมนูใหม่ ๆ เช่น ปลาหมอคางดำทอดเกลือ และน้ำปลา ภายใต้การนำของเกษตรกรที่มีความชำนาญ การพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับปลาหมอคางดำ แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ในด้านรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร ชาวบ้าน และวิสาหกิจชุมชน

การแปรรูปหมักเป็น “ปลาร้า”  ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมทั่วประเทศ ทำให้ปลาชนิดนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีส่วนร่วมในการผลิต โดยใช้เทคนิคการหมักที่ทำให้รสชาติถูกปาก เป็นอีกสินค้าที่ช่วยสร้างเม็ดเงินได้ และในระหว่างที่รอการหมักเป็นปลาร้าเข้มข้นประมาณ 8 เดือน ชาวบ้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังได้นำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ปลาหมอแดดเดียว น้ำพริกแจ่วบอง น้ำพริกปลาร้าทรงเครื่อง เป็นต้น  ส่วนหัวปลายังนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ใส่แปลงผักอีกด้วย ที่สามารถนำมาจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

นอกจากปลาร้าแล้ว เกษตรกรจากจังหวัดเพชรบุรียังริเริ่มนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็น “น้ำปลา” จากทำกินเองภายในครอบครัว และปรับสูตรทั้งปริมาณเกลือที่ปริมาณเนื้อปลาเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปากคนไทย สามารถผลิตออกมาจำหน่ายเป็น “น้ำปลา” ตราชาววัง เป็นสินค้าประจำจังหวัดเพชรบุรีอีกด้วย

ด้านกรมราชทัณฑ์ยังใช้ปลาหมอคางดำเป็นโอกาสให้กับผู้ต้องขัง ไม่เพียงการส่งเสริมการทำงานสาธารณะในกิจกรรมกำจัดปลาหมอคางดำที่จัดขึ้นโดยกรมประมง ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ยังนำปลาที่จับได้มาทำเป็นอาหารสวัสดิการ สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังอีกด้วย และยังร่วมมือกับกรมประมงและกรมราชทัณฑ์ถ่ายทอดความรู้การหมักน้ำปลาให้กับผู้ต้องขังได้ฝึกเป็นทักษะอาชีพในอนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ผลิตเป็นน้ำปลา ตราหับเผย แม่กลอง ขยายมาที่เรือนจำกลางเพชรบุรี ผลิตเป็น น้ำปลา “ตราหับเผย เขากลิ้ง” และล่าสุด สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงครามให้ความสนใจนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาสอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้านได้ฝึกหมักน้ำปลาเพื่อบริโภคในบ้าน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวต่อไป

การนำปลาหมอคางดำมาสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้เห็นแล้วว่า ปลาหมอคางดำมีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านโภชนาการและเศรษฐกิจที่ใช้ เปลี่ยนปัญหาเป็นเมนูอาหารที่จะช่วยกู้แหล่งน้ำ จัดการการแพร่ระบาดประชากรปลาหมอคางดำแบบครบวงจร และประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ในพระราชพิธีพืชมงคล

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ในพระราชพิธีพืชมงคล

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ในพระราชพิธีพืชมงคล

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เวลา 07.00 น.นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

– 006