Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 ผลักดันการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ตลาด และตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรได้จัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก หรือ Zoning by Agri-Map เพื่อให้เกษตรกรได้รับการปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ อันส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตลดลง ผลผลิตและรายได้เพิ่ม มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี สำนักงาน   พัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่างของ นางเกศชนก ชาวป่า เกษตรกร ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการฯ กับ กรมพัฒนาที่ดิน สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/0Lfy2w71tqs

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

'หมอดินกำแพงเพชร'เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

หมอดินกำแพงเพชร เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP) สู่ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ……ชูผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง”เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัด”

สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร โดย นางสาวสุชญา ตรีระแสง นักวิชาการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย กลุ่มวิชาการฯ สพข.9 โดย นางสาวนิโลบล สุจสินธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ นายพีรดนย์ สุริยะธง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ และ นางสาวกมลวรรณ ทองอ่อน นักวิชาการเเกษตร ลงพื้นที่ติดตาม และให้คำปรึกษาขั้นตอนและกระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ท่าพุทรา กลุ่มใหม่ขึ้นที่ 1 ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร โดยมี หมอดินดวงฤทัย เงินยวง เป็นประธานกลุุ่ม

เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นสมาชิกแปลงใหญ่กล้วยไข่และได้รับการขึ้นทะเบียน GI นอกจากขายผลผลิตสด ยังมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปจากกล้วยไข่หลายชนิด เช่น กล้วยไข่หนึบหนับ ผงแป้งกล้วย ไซรับกล้วย น้ำพริกกล้วย และ เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัดเพื่อเพิ่มน้ำนม บำรุงครรภ์ โดยเกษตรกรเป็นสมาชิกธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ มีปัจจัยการผลิตปุ๋ยหมัก พด 1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 จึงมีความพร้อมและตั้งใจสมัครเข้ารับการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า และทำการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมติดตามความก้าวหน้า'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย'

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

กรมการข้าว ประชุมติดตามความก้าวหน้า “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” เตรียมพร้อมเยียวยาชาวนาโดนน้ำท่วม

วันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

ในการประชุมดังกล่าวได้มีการหารือถึงความก้าวหน้าของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมไปถึงการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเสียชีวิต

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง'รมช.เกษตรฯ'กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

1 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงวนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ นายจิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ

โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมหารือร่วม ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะฯ เพื่อหารือแนวทางความร่วมและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องรับรอง 112 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

1 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์เตือน เกษตรกรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์ หลังพบผู้ป่วยรายแรกที่มุกดาหาร มีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ ส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่นพร้อมสั่งเฝ้าระวังป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ แพะ แกะ ยันในขณะนี้ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่

นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากที่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ด้วยอาการมีแผลที่มือขวา ต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ขวา ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้น คือ septic shock และได้รับผลทางห้องปฏิบัติการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์

ซึ่งโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis)  สัตว์ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย หรือจากการกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนเข้าไป เมื่อเชื้อเข้าตัวสัตว์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างสารพิษทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด ในระหว่างสัตว์ป่วยเชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระปัสสาวะหรือน้ำนม เมื่อทำการเปิดผ่าซากเชื้อสัมผัสกับอากาศจะสร้างสปอร์ทำให้คงทนในสภาพแวดล้อมได้นาน โค กระบือ แพะ แกะ ที่ป่วยมีอาการแบบเฉียบพลัน คือสัตว์ป่วยจะตายอย่างรวดเร็ว มีเลือดสีดำคล้ำไหลออกตามทวารต่างๆ ซากไม่แข็งตัว สำหรับคนที่ทำการผ่าซากหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ แบบสุกๆ ดิบๆ จะพบแผลหลุมตามนิ้วมือ แขน หรือช่องปาก และมีอาการเจ็บปวดในช่องท้องโรคนี้ทำให้คนตายได้หากตรวจพบโรคช้า

ทั้งนี้สถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเฝ้าระวังและค้นหาโรค ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ อุจจาระโคเพื่อส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น
 
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยมีแนวทางดังนี้

1. กักและสังเกตอาการสัตว์ภายในฝูง ร่วมกับฉีดยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin อย่างน้อย 3-5 วัน
2. ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกในพื้นที่
3. งดนำโคไปเลี้ยงในพื้นที่แปลงหญ้า / แหล่งน้ำ หรือบริเวณที่สงสัย
4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ภายในตำบล
5. การทำลายเชื้อด้วยโซดาไฟในพื้นที่ชำแหละสัตว์ 3 จุด ได้แก่ บ้านเหล่าหมี 2 จุด และบ้านโคกสว่าง
1 จุด ทั้งนี้ ให้ทำลายเชื้อบริเวณจุดเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ที่เชือด ท่อน้ำทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่งกายให้รัดกุม โดยการใส่ชุดป้องกันโรค มาส์กและถุงมือ
6. เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เช่น ดินบริเวณคอกสัตว์ เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อ
7. ดำเนินการเฝ้าระวังสัตว์ป่วยในพื้นที่อำเภอดอนตาล
8. ประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้เกษตรกรให้สังเกตอาการสัตว์เลี้ยง โดยมีนิยาม คือ โค กระบือ แพะ แกะตายเฉียบพลัน เลือดไหลออกจากปาก จมูก ทวารหนัก เลือดมีลักษณะไม่แข็งตัว หากพบมีอาการดังกล่าว
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และมีการเฝ้าระวังโรคร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
9. เน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน งดบริโภคเนื้อดิบโดยเด็ดขาด

“กรมฯขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะแกะ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุแบบเฉียบพลัน ห้ามเปิดผ่าซาก ห้ามเคลื่อนย้ายซากหรือชำแหละเพื่อการบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา“ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว

.012

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

กระทรวงเกษตรฯ หารือ หอการค้าไทย ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันนี้ (1 พ.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมหารือกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ที่ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา แก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทุเรียนของไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามารถปลดล็อคส่งออกทุเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคง ยั่งยืน

015

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

'ก.เกษตรฯ'หารือ'หอการค้าไทย' ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

1 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาพอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนาย อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือ คือ ลดตันการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาแก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทเรียนของไทยไปสาธาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามกรถปลดล็อคส่งออกทเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแซ่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผ้า บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC)  ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน 

ขณะที่ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ กล่าวว่าทากได้หารือแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ยอมรับว่าภาคเกษตรและอาหารมีความสำคัญ  อย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร และส่งออกไปยังต่างประเทศ นับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานแต่ด้วยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (US Trade Barrier) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้ง ปัญหาสถานการณ์การส่งออกทุเรียนของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแนบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) ของสาร Basic Yellow 2 โดยหากไม่ได้การแก้ไขเป็นการเร่งด่วนจะทำให้ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทานของภาคการเกษตรไทย  เป็นต้น

โดยวันนี้ คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชุดที่ 26 ได้นำเสนอนโยบาย Unlocking New Growth : ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของเราในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมทั้งได้ให้ความสำคัญกับ 5 Core Value Chain ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้แก่ 1) ภาคการค้าและการลงทุน  2) ภาคเกษตรและอาหาร  3) ภาคท่องเที่ยวและบริการ 4) AI Robot & Digital Technology และ 5) Sustainability ในการขับเคลื่อนเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมกับยกระดับภาคเกษตรและอาหารของไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นคลังอาหารของโลก
 
ทั้งนี้ หอการค้าไทย ได้เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ดังนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการ Global Trade Task Force เพื่อสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมทั้ง พิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ และเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับประสิทธิการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตลอดจน สนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพจากต่างประเทศมาแปรรูปแล้วส่งออกในรูปแบบสินค้ามูลค่าสูง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้มีคำสั่งบริหารฉบับใหม่ชื่อ “Restoring American Seafood Competitiveness” Executive Orders April 17, 2025 เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐฯ โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยประสานงานกับสหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าทูน่ากระป๋อง (160414) ที่ผลิตจากทูน่าของสหรัฐฯ ให้กับประเทศไทย (US MFN Rate ทูน่ากระป๋อง 12.5%) และลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีทั้งหมด (Non-Tariff Barriers: NTBs) รวมถึงเร่งรัดการเจรจา FTA เพื่อประโยชน์ทางสิทธิภาษีในด้านสินค้าประมง โดยต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ

หอการค้าไทยยังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการส่งออกทุเรียนไปจีน จึงขอให้จัดตั้ง “ทีมประเทศไทยแก้ไขปัญหาส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีน (Team Thailand)” เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันวางแนวทางการเจรจาและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไปยังจีนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดประสานงานทางการจีนพิจารณาผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียนไทยและเพิ่มเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจผ่านด่านเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะส่งออกไปยังตลาดจีนในช่วงฤดูผลไม้

3. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนดำเนินการควบคุมการใช้ ผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ครอบครองสารคลอร์ไพริฟอส ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศ

4. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ลดอุปสรรคต่อการส่งออก ทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ NTB อาทิ การเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ภายใต้ ร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติม พรก.การประมง พ.ศ.2558 พ.ศ. …. , ปัญหาการเก็บค่าธรรมเนียม ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียม ภายใต้ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เป็นต้น

5. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงและกรมปศุสัตว์ เร่งรัดการประสานงานกับ Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillances (FSVPS) เพื่อลดอุปสรรคการถูกระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจากประเทศรัสเซีย

6. เสนอให้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย โดยการเร่งรัดแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ทั้งด้านการเลี้ยงและการจับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยส่งเสริมและสรรหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่มีศักยภาพ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมจัดทำนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนาไมน์ สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบเทคโนโลยี ในการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างฐานข้อมูลภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมทั้งจัดระเบียบและขึ้นทะเบียนควบคุมผู้ประกอบการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ

7. เสนอให้ยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยร่วมมือกับหอการค้าไทยในการสนับสนุน และส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ ตั้งแต่การให้องค์ความรู้ด้านการผลิต การรับรองตามระบบมาตรฐานสินค้าเกษตร              การพัฒนาสายพันธุ์ผำที่ตลาดต้องการ ฯลฯ พร้อมทั้งสนับสนุน Lab ตรวจวิเคราะห์โปรตีนในผำอบแห้ง และร่วมส่งเสริมการตลาดผำอบแห้งของไทยในชื่อ “ผำฉะ” ที่มีคุณประโยชน์และสามารถประกอบอาหารคล้ายชาเขียวมัทฉะ

8. บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและร่วมประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนศูนย์ AFC โดยให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบศูนย์ AFC ประจำจังหวัด เพื่อร่วมกันทำงานต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำของเกษตรกร

โดยคณะกรรมการหอการค้าฯ ชุดที่ 26 ได้รวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านเกษตรและอาหาร (กรอ.กษ) เพื่อพิจารณานำประเด็นที่เกี่ยวข้องไปร่วมแก้ไขร่วมกันต่อไป

.012

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (1 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรองนายกฯ เน้นย้ำถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการยกระดับภาคเกษตรกรรม ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและฟื้นฟูนโยบาย  “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของมูลค่าการค้าอาหารในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.2567 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพอาหารไทยในระดับดีมาก

นอกจากนี้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนฯ ระดับจังหวัด โดยให้จังหวัดไปจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และให้หน่วยงานกลางกำหนดตัวชี้วัดระดับกระทรวง เพื่อติดตามผล รวมทั้งมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนการลดการสูญเสียอาหารในห่วงโซ่การผลิต พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน รวมถึงเห็นชอบการทบทวนและปรับค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ด้านอาหารศึกษา และด้านการบริหารจัดการ ตลอดจนเห็นชอบการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการ และคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ทั้ง 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมอนามัย

015

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันยอดทะลุกว่า 50,000 คน หวังสร้างรายได้ทดแทนและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรและประชาชน

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2568 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงานกว่า 84,000 คน ระยะเวลา 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 52,394 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 61 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 3,889 คน จังหวัดสกลนคร 3,186 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 2,663 คน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้า 84,716 คน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.51 น.

30 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมซ้อมใหญ่ ครั้งที่ 1 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา ประจำปีพุทธศักราช 2568 พร้อมด้วย เทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ และคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการซ้อมใหญ่ พระราชพิธีพืชมงคลฯ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต 

งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 งานพระราชพิธีฯ นี้เป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพการทำนา และผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

-(016)