‘รมว.นฤมล’เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

'รมว.นฤมล'เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

‘รมว.นฤมล’เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

“รมว.นฤมล”เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย เร่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2568 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ (ทุเรียน ลำไย และมะม่วง) ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นย้ำเรื่องการดูแลสุขอนามัยพืชให้ปลอดสารเคมี (Food Safety) และเร่งส่งรายชื่อล้งที่มีความปลอดภัยสูง จำนวน 307 ล้ง ให้ทางการจีนตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้ง มีมติเห็นชอบแผนติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ท้องตลาด ได้แก่ เตรียมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ป้องกันการสวมสิทธิ์ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผล การสุ่มตรวจคุณภาพผลไม้อย่างเข้มข้น การส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรเตรียมการรับมือภัยแล้งและพายุฤดูร้อน (Climate Change) และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ในประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างแดนและข้ามแดน

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดูแลคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อส่งต่อให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานได้สะดวกในด้านการส่งออกและการกระจายสินค้าภายในประเทศ ทั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการและทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งช่วยป้องกันผลผลิตล้นตลาด ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ และผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพดี” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผน/มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ด้านตลาดและการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตการตลาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาคำสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ในพื้นที่แหล่งบริโภคที่มีศักยภาพสูง (Thai Fruits Festival) เช่น ห้าง Modern Trade ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง ตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก แหล่งชุมชน งานธงฟ้า ฯลฯ เพื่อเร่งเชื่อมโยงระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมากต่อไป อีกทั้ง ร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนบรรจุภัณฑ์พร้อมค่าขนส่ง (กล่องขนาดบรรจุ 10 กก. และตะกร้า 5 กก.) รวม 200,000 ชิ้น เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายผลผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งกำหนดเป้าหมายบริหารจัดการผลไม้ 3 เดือน (เม.ย. – มิ.ย.68) อยู่ที่ 122,500 ตัน

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นรวม 996,047 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 958,608 ไร่ (เพิ่มขึ้น 37,439 ไร่ หรือร้อยละ3.91) เนื้อที่ให้ผลรวม 745,430 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 680,838 ไร่ (เพิ่มขึ้น 64,592 ไร่ หรือร้อยละ 9.49) ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,742 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,468 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 274 กิโลกรัม หรือร้อยละ 18.66) มีปริมาณผลผลิตรวม 1,298,482 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 999,211 ตัน (เพิ่มขึ้น 299,271 ตัน คิดเป็นร้อยละ 29.95) ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อย จึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้น จำนวน 72,908 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69

ทั้งนี้ แม้ในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกชุกในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ดอกและผลเล็กร่วง แต่ภาพรวมผลผลิตรวมของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สำหรับการกระจายตัวของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนตุลาคม 2568 โดยจะออกกระจุกตัวสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2568 คิดเป็นร้อยละ 40.87 ของผลผลิตทั้งหมด

ในส่วนสถานการณ์การผลิตและข้อมูลประมาณการไม้ผลภาคใต้ ปี 2568 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นรวม 1,256,652 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 1,214,015 ไร่ (เพิ่มขึ้น 42,637 ไร่ หรือร้อยละ 3.51) เนื้อที่ให้ผลรวม 1,000,882 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 970,071 ไร่ (เพิ่มขึ้น 30,811 ไร่ หรือร้อยละ 3.18) ปริมาณผลผลิตรวม 923,250 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 712,406 ตัน (เพิ่มขึ้น 210,844 ตัน หรือร้อยละ 29.60) ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นผลจากสภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผลในขณะที่ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อยจึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับต้นทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมาเริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้นมากทำให้ภาพรวมผลผลิตรวมของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สำหรับการกระจายตัวของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยจะออกกระจุกตัวสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2568 มีปริมาณ 250,382 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 27.12 ของผลผลิตทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตของไม้ผลทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในหลายพื้นที่ให้เพียงพอ ทั้งนี้ เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมรับมือใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กักเก็บน้ำ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำและหน่วยงานที่ข้องเร่งบูรณาการวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอเพื่อรองรับการผลิตผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว

– 006

‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

ประมงจังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมหนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร “ตราใบโพธิ์” สร้างรายได้ให้ชุมชน ย้ำผู้บริโภคมั่นใจผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำของวิรสชาติอร่อย คุณภาพได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตสะอาดและปลอดภัย

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ปีนี้ประมงเพชรบุรียังคงเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการควบคุมปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเรื่องการเฝ้าระวังการระบาด และการใช้ประโยชน์ ผ่านการสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี นำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า และต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน

“ปลาหมอคางดำมีคุณค่าสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง  การร่วมสนับสนุนและช่วยอุดหนุน ผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำตรา “ตราใบโพธิ์” ไม่เพียงเสริมสร้างรายได้ให้คนในชุมชน แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ยั่งยืนอีกด้วย” นายประจวบ กล่าว

นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ กล่าวว่า กลุ่มได้รับการสนับสนุนความรู้และอุปกรณ์ รวมถึงปลาหมอคางดำจากประมงเพชรบุรี นำส่วนต่างๆ มาหมักเป็นปลาร้า ระหว่างที่รอให้ปลาร้าชุมชนยังนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปลาหมอแดดเดียว น้ำพริกแจ่วบอง ปลาร้าปรุงรส เป็นต้น ส่วนหัวปลายังนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ใส่แปลงผักอีกด้วย ซึ่งชุมชนนำผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล 

“ชุมชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นทำผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำ “ตราใบโพธิ์” และได้รับคำแนะนำจากกรมประมง ผู้บริโภคมั่นใจ ของดีจากโพพระ ดีทั้งรสชาติ การผลิตที่สะอาด ถูกสุขอนามัย ได้มาตรฐาน” นายอดิเรก กล่าว

ทั้งนี้ ประมงจังหวัดเพชรบุรี ยังดำเนินมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีที่เป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด ประมงเพชรบุรี จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”  คลองอีแอด หมู่ 1 ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรือนจำกลางเพชรบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประมงอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมประมง ผู้นำชุมชน ชาวประมง ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันจับปลาหมอคางดำได้ 130 กิโลกรัม  สำหรับปลาที่จับได้ถูกส่งมอบให้เรือนจำกลางเพชรบุรี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แปรรูปเป็น “น้ำปลาแท้ชาววัง” เป็นผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ต่อไป

ผนึกกำลังแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด จัดระบบรับซื้อ-แปรรูป-กระจายผลผลิตเป็นระบบ

ผนึกกำลังแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด จัดระบบรับซื้อ-แปรรูป-กระจายผลผลิตเป็นระบบ

ผนึกกำลังแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด จัดระบบรับซื้อ-แปรรูป-กระจายผลผลิตเป็นระบบ

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ผนึกกำลังแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด จัดระบบรับซื้อ-แปรรูป-กระจายผลผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งด่วนให้องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเพื่อขับเคลื่อนแก้ปัญหาผลผลิตน้ำนมดิบล้นตลาดเกินกว่าที่ระบุใน MOU ซึ่งจะต้องบริหารจัดการให้เกษตรกรนำน้ำนมดิบไปขายได้ทุกหยด โดยภายหลังการหารือได้แนวทางสรุปที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสามารถขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าการหารือดังกล่าว เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ อ.ส.ค. สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ตามข้อสั่งการด่วนของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดเกินกว่าที่ระบุใน MOU และร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำนมดิบอย่างเป็นระบบ ให้เกษตรกรสามารถขายน้ำนมดิบได้ทุกหยด โดยเพิ่มทางเลือกให้กับสหกรณ์โคนมหรือกลุ่มเกษตรกร ให้นำผลผลิตส่วนเกินเข้ามาแปรรูปที่สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ซึ่งมีศักยภาพโรงงานที่มีมาตรฐานสากล

โดยจะแปรรูปเป็นนมผงและครีมให้กับสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยรับซื้อผลิตภัณฑ์นำไปบริหารจัดการต่อ ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่ในการตรวจสอบสหกรณ์โคนมที่ผลผลิตเกินกว่ากำลังที่รับได้ และจัดลำดับให้นำผลผลิตส่วนเกินเข้ามาที่สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด เพื่อที่จะแปรรูปเป็นนมผง ส่วน อ.ส.ค. เป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการในเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนการผลิตครีมและนมผง ซึ่ง อ.ส.ค. ถือเป็นหน่วยงานหลักที่จะสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเรื่องนี้ สำหรับกรมปศุสัตว์มีหน้าที่ในการประสานงานกับทางสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบว่าภาคเอกชนหรือสหกรณ์รายใดที่ทอดทิ้งเกษตรกร ผิดเงื่อนไขที่ตั้งไว้ รวมถึงกรณีที่ทำพันธสัญญานมโรงเรียน ซึ่งกรมปศุสัตว์ในฐานะประธานการพิจารณาโทษตามหลักเกณฑ์นมโรงเรียนจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาด ส่วนสถานที่รับซื้อน้ำนมดิบทั้งภาคประชาชนหรือสหกรณ์ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ MOU กำหนด กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการพิจารณาโทษเช่นกัน

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่า บทบาทของ อสค. ไม่ว่าจะในสถานการณ์น้ำนมดิบล้น หรือน้ำนมดิบขาดก็คงไม่พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบของ อ.ส.ค. ซึ่งตามข้อสั่งการของ รมว. ศ.ดร.นฤมลฯ และ รมช.อิทธิฯ ให้ อ.ส.ค. เป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ปัญหาร่วมกับกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรณีที่น้ำนมดิบของพี่น้องเกษตรกรมีปริมาณมากขึ้น ซึ่ง อ.ส.ค. ยินดีที่จะรับนโยบาย โดยประสานกับกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด โดยหลังจากนี้ จะเริ่มดำเนินการตามแนวทางที่หารือร่วมกันทันที เพื่อดำเนินการเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร

ขณะที่นายอาทิตย์ นุกูลกิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย ได้กล่าวว่า สมาคมฯ ถือว่าเป็นหนึ่งฟันเฟืองในอุตสาหกรรมนม เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการในการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยมาโดยตลอด ในครั้งนี้ถือว่าเป็นนโยบายของภาครัฐ ซึ่งทางสมาคมฯ จะให้ความร่วมมือ ดูแลเกษตรกร และพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมและเกษตรกรไทยยั่งยืน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

ด้านนายอำนวย ทงก๊ก ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องขอบคุณทางรัฐบาล รมว.นฤมลฯ รมช.อิทธิฯ และส่วนราชการ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมถึง อ.ส.ค. ที่แก้ปัญหาได้ถูกทาง โดยบริษัทที่ทำ MOU ในการรับซื้อน้ำนมดิบที่มีปัญหาเกิน MOU ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นนมผงเก็บไว้ เมื่อขาดแคลนก็เอามาใช้เหมือนกับในต่างประเทศ ส่วนสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปนมผงก็จะทำให้ดีที่สุด

ส่วนนางสาวชัญญา จงธรรม์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาธุรกิจโคนม กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยินดีที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนมีน้ำนมดิบล้นเกินความต้องการของตลาด จะดูแลในเรื่องของแผนที่จะนำน้ำนมดิบเข้าผลิตกับสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ส่วนระหว่างที่จะนำน้ำนมไปแปรรูป จะดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพให้สหกรณ์ โดยจะมีงบประมาณจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือในช่วงวิกฤตินี้ 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างไม่ทอดทิ้ง พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมนมของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อากาศร้อนจัด! ส่งผล’ไข่ไก่’ ปรับขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์​ มีผล 28 เม.ย.นี้

อากาศร้อนจัด! ส่งผล'ไข่ไก่' ปรับขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์​ มีผล 28 เม.ย.นี้

อากาศร้อนจัด! ส่งผล’ไข่ไก่’ ปรับขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์​ มีผล 28 เม.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.24 น.

อากาศร้อนจัดส่งผลไข่ไก่” ปรับขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์​ มีผลวันจันทร์นี้

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายชาณุวัฒน์ สิวะโมกข์ รองเลขานุการสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่กล่าว​ว่า อากาศร้อนจัดและแปรปรวน​เป็น​เหตุ​ ​ไก่ออกไข่​น้อย โดยเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งจะ แจ้งปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าเล้าเกษตรกร เป็นฟองละ 3.60 บาท (น้ำหนัก 20.5 กก.ขึ้นไป) จากเดิม ฟองละ 3.40 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2568 เป็นต้นไปการปรับขึ้นโดยราคาที่ปรับขึ้นครั้งนี้เป็นไปตามภาวะอากาศที่ร้อนและสภาพ​อากาศ​แปรปรวน​มาก​ ทำให้แม่ไก่เครียดและให้ผลผลิตลดลง​ รวมถึง​ไก่ของเกษตรกร​รายย่อยที่เลี้ยงระบบเปิดป่วยตายไปจำนวน​หนึ่ง​ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​ตกต่ำ​ เกษตรกรบางส่วนจึงปลดแม่ไก่ออกจากระบบเพื่อลดต้นทุน​ ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ในตลาดมีจำกัด ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับปกติ

สำหรับแนวโน้มราคาช่วงนี้ คาดว่ายังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อเนื่อง​ จนกว่าสภาพ​อากาศ​ลดความแปรปรวน​ซึ่ง​จะทำให้ผลผลิตได้ปกติ ราคาก็จะทยอยปรับลดลงตามกลไกตลาด

‘รมว.นฤมล’เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

'รมว.นฤมล'เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

‘รมว.นฤมล’เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

“รมว.นฤมล”เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคการเกษตร

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ต.นาสาร อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการพัฒนาที่ดินตามบริบทท้องถิ่น (เพิ่มเติม) โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวิธานสันติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช พื้นที่ไสใหญ่ ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับการอบรมหมอดินอาสามีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสา เนื่องจากหมอดินอาสาต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาตนเองและชุมชน การอบรมหมอดินอาสาจึงเน้นในรูปแบบบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยีในการพัฒนาที่ดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้การแก้ปัญหาด้านดินจากประสบการณ์ในการทำการเกษตรของตนเอง รวมถึงการสร้างเครือข่ายสาขาอาชีพต่างๆ หมอดินอาสา และจัดทำต้นแบบหมอดินอาสาในการแก้ไขปัญหาดินต่างๆ ทั้งนี้ หมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน แบ่งออกเป็น 4 ระดับตามรูปแบบการปกครองของประเทศ ได้แก่ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมอดินอาสาประจำตำบล หมอดินอาสาประจำอำเภอ และหมอดินอาสาประจำจังหวัด ปัจจุบันมีจำนวนหมอดินอาสาทุกระดับปฏิบัติงานอยู่เกือบทั่วประเทศจำนวน 77,826 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายท่านอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลกรมพัฒนาที่ดินซึ่งได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างจริงจัง พร้อมขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับพี่น้องหมอดินอาสา ซึ่งเป็นที่รู้จักในเวทีระดับโลก การจัดฝึกอบรมในวันนี้ จะเป็นเวที่ที่จะรับฟังข้อเสนอ คำแนะนำจากหมอดินอาสา เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปปรับปรุงและผลักดันแนวการทำงานให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกรได้

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมปฏิบัติงานเพื่อถวายแด่ในหลวง ผ่านโครงการหลวงและโครงการพระราชดำริต่างๆ พร้อมทั้งดูแลเกษตรกรของพระราชา ให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรกร ผ่านการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในเรื่องดิน น้ำ และเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร”

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า หมอดินอาสาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การจัดอบรมในวันนี้ จะทำให้หมอดินอาสาได้รับความรู้และเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ กลับไปพัฒนาตนเองและถ่ายทอดสู่เกษตรกรหรือคนในชุมชน นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานเชื่อมโยงกัน สื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงาน แลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และเกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ต่อไป

– 006

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เยี่ยมชมสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอท่าบ่อ ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายได้ตัวใหม่ของจังหวัด เกษตรจังหวัดเตรียมทำแผนส่งเสริมระยะยาว เจ้าของสวนยิ้มแป้น เปิดสวนเพียง 2 วันขายแล้วหมื่นกว่าบาท ซื้อหน้าสวน ก.ก.ละ 90 บาท

 วันที่ 25 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วย นายสันติภาพ โทนหงส์สา เกษตรจังหวัดหนองคาย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เยี่ยมชมสวนเกษตรของ นางบุญปอง เสนาคำ เกษตรกรที่บ้านสมสร้าง ตำบลหนองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งได้ทำการปลูกลิ้นจี่เต็มพื้นที่ขณะนี้สามารถเก็บผลผลิตออกสู่ตลาดได้แล้ว

นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า สวนลิ้นจี่ของนางบุญปองที่นี่ ได้ทำการเกษตรหลากหลาย จนมาพบพืชเศรษฐกิจอย่างลิ้นจี่ ได้ชิมแล้วรสชาติดี ผลใหญ่ จะมีการขยายผลให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและเกษตรกรในอำเภออื่น ๆ ให้เรียนรู้ การทำเกษตรอย่างจริงจังให้ได้คุณภาพ รับประกันได้ว่ารสชาติดี ผลใหญ่ ผู้ว่าฯการันตี

ขณะที่ นายสันติภาพ โทนหงส์สา เกษตรจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำการส่งเสริมไม้ผลเศรษฐกิจคุณค่าสูง จ.หนองคาย โชคดีที่อยู่ติดแม่น้ำโขง มีการส่งเสริมการปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน กล้วยหอมทอง เงาะ มะพร้าว ในส่วนของลิ้นจี่ที่จังหวัดหนองคาย มีการปลูก 250 ไร่ เกษตรกรนำพันธุ์ลิ้นจี่จาก จ.นครพนม พันธุ์ นพ. มาปลูก ให้ผลผลิตดี พื้นที่เก็บผลผลิตได้ประมาณ 150 ไร่ ทิศทางการส่งเสริมสนับสนุน เกษตรกรหัวไวใจกล้า ลงทุนเอง จะช่วยดูแลด้านองค์ความรู้ให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ มีรายได้ สำนักงานเกษตรกรจังหวัดหนองคายได้จัดทำแผนงานปี 2570 ไม้ผลคุณค่าสูงเป็นแผนของจังหวัดหนองคาย เพิ่มลิ้นจี่เป็นไม้ผลสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดหนองคายเพื่อส่งเสริมให้มากขึ้น เล็งตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยอาศัยรถไฟความเร็วสูง เกษตรกรที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกลิ้นจี่ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอได้ทุกแห่ง

ด้าน นางบุญปอง เสนาคำ เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ กล่าวว่า ได้ทำการเกษตรบนพื้นที่ 13 ไร่ ก่อนหน้านี้ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง รวมถึงพืชระยะสั้น เช่น พริก มะเขือ ยาสูบ เป็นต้น ปลูกมาเยอะมาก แต่เจอปัญหาราคาตกต่ำ ก่อนหน้านี้ได้ไปดูงานที่ จ.นครพนม เห็นว่าสวนที่ไปดูงานได้ผลผลิตดี จึงอยากลอง หันมาปลูกลิ้นจี่ ตั้งแต่ปี 2562 ซื้อต้นพันธุ์ลิ้นจี่มา 50 ต้น ปลูกไว้ 2-3 ปี ได้ผลผลิตดี ขายได้ จึงเพิ่มการปลูก ซื้อต้นพันธุ์มาลงเพิ่ม  ระยะแรกเกษตรกรไม่เห็นด้วยที่เปลี่ยนจากปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลังที่เก็บขายได้ทุกปี หันมาปลูกลิ้นจี่ นาน 3-4 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้

แต่เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าลิ้นจี่ประสบปัญหาจากสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ออกดอกออกผลเลย ในช่วงนั้นได้ปลูกลิ้นจี่ ร่วมกับ ทุเรียน มะม่วง และฝรั่ง ซึ่งลิ้นจี่ดูแลง่ายกว่าทุเรียน ส่วนฝรั่งต้องใช้วิธีห่อทุกลูกกันแมลง จึงทุ่มให้ลิ้นจี่อย่างเดียว รื้อผลไม้ชนิดอื่น ลงลิ้นจี่อย่างเดียว จนตอนนี้มีต้นลิ้นจี่ในสวนทั้งหมด 308 ต้น รสชาติของลิ้นจี่ที่สวน เนื้อเยอะ เม็ดเล็ก หวานฉ่ำ ปีแรกเก็บผลผลิตลิ้นจี่ขายได้หมื่นกว่าบาท แต่พอปีนี้เปิดสวนขายเพียง 2 วัน มีรายได้แล้วหมื่นกว่าบาท เก็บผลผลิตได้มากขึ้น เพราะต้นนึงจะเก็บได้ประมาณ 50 กิโลกรัม ขาย ก.ก.ละ 90 บาท ขายออนไลน์ด้วยที่เพจ ‘บุญปอง เสนาคำ’ หรือ โทร093-3206532 ติดต่อซื้อได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ก็จะเก็บผลผลิตหมดแล้ว นางบุญปอง กล่าวทิ้งท้าย ///-026

กรมการข้าวชู Soft Power ‘ข้าวไทย’ หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

กรมการข้าวชู Soft Power 'ข้าวไทย' หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

กรมการข้าวชู Soft Power ‘ข้าวไทย’ หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.28 น.

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ชู  Soft Power ข้าวไทย หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดใช้นวัตกรรมสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เพิ่มเงินเข้าครัวเรือน 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมีนายปิยะพันธ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ เพื่อติดตามภารกิจ และผลสำเร็จในการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปสินค้าข้าวไทย ประกอบด้วย ศูนย์ข้าวชุมชนข้าวปลอดสารพิษตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง อำเภอเทิง  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสุรากลั่นฐิตินันท์ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย โดยผลจากการดำเนินการของกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว และศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ได้สร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งด้านการพัฒนากระบวนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และยกระดับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวให้เกิดอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก    

นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  “ข้าว” นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการบริโภคและการเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค เนื่องจากเป็นพืชเกษตรหลักของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดโดยคิดเป็นร้อยละ 45.2 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ ในฐานะที่กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมการข้าว ที่มีบทบาทในการดูแลภารกิจด้านการตลาดสินค้าข้าวของกรมการข้าว และเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวระหว่างพี่น้องเกษตร ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาให้ข้าว ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ที่ทำให้อาหารไทย เป็นหนึ่งใน Soft Power 

นอกจากข้าวจะเป็นอาหารจานหลักแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องปรุงและขนมในรูปแบบต่าง ๆ โดยในแต่ละพื้นที่ของไทย ได้นำเอาข้าวมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการดำรงชีวิต กลายเป็นวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย

การผลักดัน Soft Power  ข้าวไทย เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณค่าและพลังของ Soft Power รวมทั้งมีพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านการเพิ่มมูลค่าของข้าวไทย ให้เกิดความยั่งยืนในเชิงพาณิชย์ โดยในการดำเนินการจะเน้นทั้งในด้านของการประชาสัมพันธ์ข้าว การส่งเสริมให้เกิดการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะช่วยต่อยอดการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ข้าวเกิดการพัฒนาและยกระดับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวให้ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2568 กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ได้ดำเนินนโยบายเพื่อเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปสินค้าข้าวไทย ภายใต้แผนงานสำคัญ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้มีการต่อยอดบรรจุภัณฑ์ ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและเพิ่มมูลค่าของสินค้า เพื่อสนับสนุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากข้าว รวมถึงการให้คำแนะนำด้านมาตรฐาน GMP พร้อมสนับสนุนโรงสีให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ต่อไป

009

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.48 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2568 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 6 พันธุ์ จำนวน 2,590 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,030 กิโลกรัม บรรจุ 136,000 ซอง

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 440 กิโลกรัม บรรจุ 73,000 ซอง

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 420 กิโลกรัม บรรจุ 71,000 ซอง

4.) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 33,000 ซอง

5.) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 285 กิโลกรัม บรรจุ 52,000 ซอง

6.) กข24 (สกลนคร 72) เป็นข้าวเหนียว ไวต่อช่วงแสง ลำต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,002 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 190 กิโลกรัม บรรจุ 35,000 ซอง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่านใดที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 31 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารที่ทำการกรมการข้าว ชั้น 1 และส่วนภูมิภาคจะดำเนินการจัดส่งไปที่สำนักงานเกษตรจังหวัดในแต่ละจังหวัด
 

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ’รมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ'รมว.กษ.' ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ’รมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เป็นประธานเปิดงาน วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร นายอัครา พรหมเผ่า และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม โดยภายในงานมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมออกบูธนิทรรศการให้องค์ความรู้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 24 เมษายน 2568

ในส่วนของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำโดย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ในอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 500 ราย 676 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,040-2-44 ไร่ พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน และปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคใต้ นอกจากนี้ ยังออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินก่อนรับมอบเอกสารสิทธิให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และให้บริการยื่นคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ครอบคลุม 17 อำเภอ 73 ตำบล พื้นที่ประมาณ 663,054 ไร่ โดย อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินไปแล้ว 36,965 ราย 49,004 แปลง เนื้อที่ประมาณ 431,357 ไร่

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายธนินณิวัฒน์ ทิพปภาสมิทธิ์ ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 8 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายฯ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค เพศเมีย จากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 60 ตัว มอบใบสำคัญการมอบกรรมสิทธิ์โค – กระบือแก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 600 ฟ่อน แก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย มอบท่อนพันธุ์ จำนวน 500 กิโลกรัม มอบข้าวโพด จำนวน 1,000 กิโลกรัม มอบหญ้าพลิแคทูลั่ม จำนวน 500 กิโลกรัม และแจกไข่ไก่กว่า 1,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ นอกจากได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวอีกด้วย