‘รมว.นฤมล’เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

'รมว.นฤมล'เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

‘รมว.นฤมล’เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

“รมว.นฤมล”เปิดโครงการพัฒนาหมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยี ช่วยพัฒนาที่ดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคการเกษตร

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ต.นาสาร อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการพัฒนาที่ดินตามบริบทท้องถิ่น (เพิ่มเติม) โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวิธานสันติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช พื้นที่ไสใหญ่ ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับการอบรมหมอดินอาสามีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสา เนื่องจากหมอดินอาสาต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาตนเองและชุมชน การอบรมหมอดินอาสาจึงเน้นในรูปแบบบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หมอดินอาสาได้เรียนรู้เทคโนโลยีในการพัฒนาที่ดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้การแก้ปัญหาด้านดินจากประสบการณ์ในการทำการเกษตรของตนเอง รวมถึงการสร้างเครือข่ายสาขาอาชีพต่างๆ หมอดินอาสา และจัดทำต้นแบบหมอดินอาสาในการแก้ไขปัญหาดินต่างๆ ทั้งนี้ หมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน แบ่งออกเป็น 4 ระดับตามรูปแบบการปกครองของประเทศ ได้แก่ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมอดินอาสาประจำตำบล หมอดินอาสาประจำอำเภอ และหมอดินอาสาประจำจังหวัด ปัจจุบันมีจำนวนหมอดินอาสาทุกระดับปฏิบัติงานอยู่เกือบทั่วประเทศจำนวน 77,826 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายท่านอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลกรมพัฒนาที่ดินซึ่งได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างจริงจัง พร้อมขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับพี่น้องหมอดินอาสา ซึ่งเป็นที่รู้จักในเวทีระดับโลก การจัดฝึกอบรมในวันนี้ จะเป็นเวที่ที่จะรับฟังข้อเสนอ คำแนะนำจากหมอดินอาสา เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปปรับปรุงและผลักดันแนวการทำงานให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกรได้

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมปฏิบัติงานเพื่อถวายแด่ในหลวง ผ่านโครงการหลวงและโครงการพระราชดำริต่างๆ พร้อมทั้งดูแลเกษตรกรของพระราชา ให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรกร ผ่านการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในเรื่องดิน น้ำ และเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร”

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า หมอดินอาสาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การจัดอบรมในวันนี้ จะทำให้หมอดินอาสาได้รับความรู้และเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ กลับไปพัฒนาตนเองและถ่ายทอดสู่เกษตรกรหรือคนในชุมชน นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานเชื่อมโยงกัน สื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงาน แลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และเกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ต่อไป

– 006

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

ชวนชิมลิ้นจี่สด! จากพืชสวนเศรษฐกิจตัวใหม่-ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายหนองคาย

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เยี่ยมชมสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอท่าบ่อ ยกเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายได้ตัวใหม่ของจังหวัด เกษตรจังหวัดเตรียมทำแผนส่งเสริมระยะยาว เจ้าของสวนยิ้มแป้น เปิดสวนเพียง 2 วันขายแล้วหมื่นกว่าบาท ซื้อหน้าสวน ก.ก.ละ 90 บาท

 วันที่ 25 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วย นายสันติภาพ โทนหงส์สา เกษตรจังหวัดหนองคาย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เยี่ยมชมสวนเกษตรของ นางบุญปอง เสนาคำ เกษตรกรที่บ้านสมสร้าง ตำบลหนองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งได้ทำการปลูกลิ้นจี่เต็มพื้นที่ขณะนี้สามารถเก็บผลผลิตออกสู่ตลาดได้แล้ว

นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า สวนลิ้นจี่ของนางบุญปองที่นี่ ได้ทำการเกษตรหลากหลาย จนมาพบพืชเศรษฐกิจอย่างลิ้นจี่ ได้ชิมแล้วรสชาติดี ผลใหญ่ จะมีการขยายผลให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและเกษตรกรในอำเภออื่น ๆ ให้เรียนรู้ การทำเกษตรอย่างจริงจังให้ได้คุณภาพ รับประกันได้ว่ารสชาติดี ผลใหญ่ ผู้ว่าฯการันตี

ขณะที่ นายสันติภาพ โทนหงส์สา เกษตรจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำการส่งเสริมไม้ผลเศรษฐกิจคุณค่าสูง จ.หนองคาย โชคดีที่อยู่ติดแม่น้ำโขง มีการส่งเสริมการปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน กล้วยหอมทอง เงาะ มะพร้าว ในส่วนของลิ้นจี่ที่จังหวัดหนองคาย มีการปลูก 250 ไร่ เกษตรกรนำพันธุ์ลิ้นจี่จาก จ.นครพนม พันธุ์ นพ. มาปลูก ให้ผลผลิตดี พื้นที่เก็บผลผลิตได้ประมาณ 150 ไร่ ทิศทางการส่งเสริมสนับสนุน เกษตรกรหัวไวใจกล้า ลงทุนเอง จะช่วยดูแลด้านองค์ความรู้ให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ มีรายได้ สำนักงานเกษตรกรจังหวัดหนองคายได้จัดทำแผนงานปี 2570 ไม้ผลคุณค่าสูงเป็นแผนของจังหวัดหนองคาย เพิ่มลิ้นจี่เป็นไม้ผลสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดหนองคายเพื่อส่งเสริมให้มากขึ้น เล็งตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยอาศัยรถไฟความเร็วสูง เกษตรกรที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกลิ้นจี่ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอได้ทุกแห่ง

ด้าน นางบุญปอง เสนาคำ เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ กล่าวว่า ได้ทำการเกษตรบนพื้นที่ 13 ไร่ ก่อนหน้านี้ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง รวมถึงพืชระยะสั้น เช่น พริก มะเขือ ยาสูบ เป็นต้น ปลูกมาเยอะมาก แต่เจอปัญหาราคาตกต่ำ ก่อนหน้านี้ได้ไปดูงานที่ จ.นครพนม เห็นว่าสวนที่ไปดูงานได้ผลผลิตดี จึงอยากลอง หันมาปลูกลิ้นจี่ ตั้งแต่ปี 2562 ซื้อต้นพันธุ์ลิ้นจี่มา 50 ต้น ปลูกไว้ 2-3 ปี ได้ผลผลิตดี ขายได้ จึงเพิ่มการปลูก ซื้อต้นพันธุ์มาลงเพิ่ม  ระยะแรกเกษตรกรไม่เห็นด้วยที่เปลี่ยนจากปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลังที่เก็บขายได้ทุกปี หันมาปลูกลิ้นจี่ นาน 3-4 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้

แต่เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าลิ้นจี่ประสบปัญหาจากสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ออกดอกออกผลเลย ในช่วงนั้นได้ปลูกลิ้นจี่ ร่วมกับ ทุเรียน มะม่วง และฝรั่ง ซึ่งลิ้นจี่ดูแลง่ายกว่าทุเรียน ส่วนฝรั่งต้องใช้วิธีห่อทุกลูกกันแมลง จึงทุ่มให้ลิ้นจี่อย่างเดียว รื้อผลไม้ชนิดอื่น ลงลิ้นจี่อย่างเดียว จนตอนนี้มีต้นลิ้นจี่ในสวนทั้งหมด 308 ต้น รสชาติของลิ้นจี่ที่สวน เนื้อเยอะ เม็ดเล็ก หวานฉ่ำ ปีแรกเก็บผลผลิตลิ้นจี่ขายได้หมื่นกว่าบาท แต่พอปีนี้เปิดสวนขายเพียง 2 วัน มีรายได้แล้วหมื่นกว่าบาท เก็บผลผลิตได้มากขึ้น เพราะต้นนึงจะเก็บได้ประมาณ 50 กิโลกรัม ขาย ก.ก.ละ 90 บาท ขายออนไลน์ด้วยที่เพจ ‘บุญปอง เสนาคำ’ หรือ โทร093-3206532 ติดต่อซื้อได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ก็จะเก็บผลผลิตหมดแล้ว นางบุญปอง กล่าวทิ้งท้าย ///-026

กรมการข้าวชู Soft Power ‘ข้าวไทย’ หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

กรมการข้าวชู Soft Power 'ข้าวไทย' หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

กรมการข้าวชู Soft Power ‘ข้าวไทย’ หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดเพิ่มเงินเข้าครัวเรือน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.28 น.

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ชู  Soft Power ข้าวไทย หนุนเกษตรกรเชียงราย ต่อยอดใช้นวัตกรรมสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เพิ่มเงินเข้าครัวเรือน 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมีนายปิยะพันธ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ เพื่อติดตามภารกิจ และผลสำเร็จในการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปสินค้าข้าวไทย ประกอบด้วย ศูนย์ข้าวชุมชนข้าวปลอดสารพิษตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง อำเภอเทิง  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสุรากลั่นฐิตินันท์ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย โดยผลจากการดำเนินการของกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว และศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ได้สร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งด้านการพัฒนากระบวนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และยกระดับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวให้เกิดอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก    

นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  “ข้าว” นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการบริโภคและการเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค เนื่องจากเป็นพืชเกษตรหลักของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดโดยคิดเป็นร้อยละ 45.2 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ ในฐานะที่กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมการข้าว ที่มีบทบาทในการดูแลภารกิจด้านการตลาดสินค้าข้าวของกรมการข้าว และเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวระหว่างพี่น้องเกษตร ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาให้ข้าว ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ที่ทำให้อาหารไทย เป็นหนึ่งใน Soft Power 

นอกจากข้าวจะเป็นอาหารจานหลักแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องปรุงและขนมในรูปแบบต่าง ๆ โดยในแต่ละพื้นที่ของไทย ได้นำเอาข้าวมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการดำรงชีวิต กลายเป็นวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย

การผลักดัน Soft Power  ข้าวไทย เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณค่าและพลังของ Soft Power รวมทั้งมีพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านการเพิ่มมูลค่าของข้าวไทย ให้เกิดความยั่งยืนในเชิงพาณิชย์ โดยในการดำเนินการจะเน้นทั้งในด้านของการประชาสัมพันธ์ข้าว การส่งเสริมให้เกิดการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะช่วยต่อยอดการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ข้าวเกิดการพัฒนาและยกระดับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวให้ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2568 กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ได้ดำเนินนโยบายเพื่อเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปสินค้าข้าวไทย ภายใต้แผนงานสำคัญ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้มีการต่อยอดบรรจุภัณฑ์ ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและเพิ่มมูลค่าของสินค้า เพื่อสนับสนุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากข้าว รวมถึงการให้คำแนะนำด้านมาตรฐาน GMP พร้อมสนับสนุนโรงสีให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ต่อไป

009

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

กรมการข้าว เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2568

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.48 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2568 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 6 พันธุ์ จำนวน 2,590 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,030 กิโลกรัม บรรจุ 136,000 ซอง

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 440 กิโลกรัม บรรจุ 73,000 ซอง

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 420 กิโลกรัม บรรจุ 71,000 ซอง

4.) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 33,000 ซอง

5.) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 285 กิโลกรัม บรรจุ 52,000 ซอง

6.) กข24 (สกลนคร 72) เป็นข้าวเหนียว ไวต่อช่วงแสง ลำต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,002 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 190 กิโลกรัม บรรจุ 35,000 ซอง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่านใดที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 31 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารที่ทำการกรมการข้าว ชั้น 1 และส่วนภูมิภาคจะดำเนินการจัดส่งไปที่สำนักงานเกษตรจังหวัดในแต่ละจังหวัด
 

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ’รมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ'รมว.กษ.' ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

เลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมติดตามคณะ’รมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการนครศรีธรรมราช-เปิดงาน Field Day 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เป็นประธานเปิดงาน วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร นายอัครา พรหมเผ่า และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม โดยภายในงานมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมออกบูธนิทรรศการให้องค์ความรู้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 24 เมษายน 2568

ในส่วนของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำโดย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ในอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 500 ราย 676 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,040-2-44 ไร่ พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน และปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคใต้ นอกจากนี้ ยังออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินก่อนรับมอบเอกสารสิทธิให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และให้บริการยื่นคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ครอบคลุม 17 อำเภอ 73 ตำบล พื้นที่ประมาณ 663,054 ไร่ โดย อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินไปแล้ว 36,965 ราย 49,004 แปลง เนื้อที่ประมาณ 431,357 ไร่

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายธนินณิวัฒน์ ทิพปภาสมิทธิ์ ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 8 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายฯ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค เพศเมีย จากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 60 ตัว มอบใบสำคัญการมอบกรรมสิทธิ์โค – กระบือแก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 600 ฟ่อน แก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย มอบท่อนพันธุ์ จำนวน 500 กิโลกรัม มอบข้าวโพด จำนวน 1,000 กิโลกรัม มอบหญ้าพลิแคทูลั่ม จำนวน 500 กิโลกรัม และแจกไข่ไก่กว่า 1,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ นอกจากได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวอีกด้วย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ติดตาม’รมว.นฤมล’ นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

'อธิบดีกรมการข้าว'ติดตาม'รมว.นฤมล' นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

‘อธิบดีกรมการข้าว’ติดตาม’รมว.นฤมล’ นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับการจัดงานดังกล่าว ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีการเรียนรู้ในการวางแผนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) จำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ซึ่งบางพื้นที่ผลผลิตจะออกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ต่อเนื่องจากภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน ได้แก่ อำเภอพิปูน ลานสกา ฉวาง และอำเภอช้างกลาง เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมวัน Field Day ในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกันการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

ในส่วนของกรมการข้าว ได้ร่วมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 200 ชุด ตัวแทนรับมอบ จำนวน 20 ราย นอกจากนั้นยังได้ร่วมจัดนิทรรศการนำเสนอองค์ความรู้ด้านข้าวภายในงานอีกด้วย

– 006

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

24 เมษายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขอแจ้งข่าวดีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ราคายางพาราทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น 3 – 10.3 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อเปิดตลาดวันที่ 8 เมษายน ราคายางทุกชนิดปรับลดลงหนักถึง 10 – 12 บาทต่อกิโลกรัมในวันเดียว สาเหตุจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ​เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 เร่งออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง ทั้งในด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ และขยายตลาดส่งออก โดยมีการออก (ร่าง) ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา ใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางเถื่อน ซึ่งอาจบั่นทอนเสถียรภาพราคาในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศมาตรฐานการมัดและบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก เพื่อเพิ่มความชัดเจนด้านมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก

นางนฤมล กล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลมีภารกิจสำคัญในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้จะมีมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ท้ายที่สุดผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนอาจเป็นผู้บริโภคในสหรัฐฯ ผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่เกษตรกรไทยไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบนี้ ยืนยันว่า​จะดำเนินการเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร

“เรารับรู้ถึงความทุกข์ของเกษตรกร จึงต้องดูแลให้ราคายางพาราอยู่ในจุดที่เหมาะสม และทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ไปด้วยกัน” นางนฤมล กล่าว

‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

'นฤมล'นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

‘นฤมล’นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568  ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรก็ถือเป็นความทุกข์ของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ซึ่งวันนี้ก็มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนก็ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัดทั้งหลายให้ลงมากำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะต้องใช้กลไกใดในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯสิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือ ยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทยอยู่กับเรา และเรามีคณะกรรมการควบคุมยางพาราภายใต้ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯรักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุครัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจังและขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายางมากว่าหนึ่งปี และเริ่มจะมามีปัญหาในช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของทรัมพ์ที่ประกาศขึ้น tariffs หลังจากนั้นเป็นวันหยุดยาว และเมื่อตลาดยางเปืดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ราคายางทุกชนิดปรับลงวันเดียว 10-12 บาทต่อกิโลกรัม 

“วานนี้ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งหลังการประชุมดังกล่าว วันนี้ 24 เม.ย.2568 ราคายางพาราทุกชนิด ได้ปรับขึ้นมา 3 บาทถึง 10.3 บาทต่อกิโลกรัม และเราก็หวังว่า ราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น หากภาคเอกชนยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก เราก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือบังคับใช้เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมพ์ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด  

ด้าน นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจมาส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

ส่วนนายอิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกท่าน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งในเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

รมว.นฤมล นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568 ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด ลั่น พร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด

วันนี้ (24 เม.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รวมถึงผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับการจัดงานดังกล่าวทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมบูรณาการทำงาน สนับสนุนเกษตรกรให้เรียนรู้การวางแผนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) จำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ซึ่งบางพื้นที่ผลผลิตจะออกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ต่อเนื่องจากภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน ได้แก่ อ.พิปูน อ.ลานสกา อ.ฉวาง และ อ.ช้างกลาง เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมวัน Field Day จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกันการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรถือเป็นความทุกข์ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งวันนี้มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัด ให้กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าจะต้องใช้กลไกใดบ้างในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ สิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีคณะกรรมการควบคุมยางพารา ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่ รมว.เกษตรฯ รักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ  ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจัง และขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายาง มากว่า 1 ปี และเริ่มจะมีปัญหาช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศขึ้น tariffs จากนั้นก็เป็นช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เมื่อตลาดยางเปิด ราคายางทุกชนิดปรับลง 10-12 บาทต่อกิโลกรัม ทันที

“ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางฯ เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งภายหลังการประชุมดังกล่าว ราคายางพาราทุกชนิดได้ปรับขึ้นมา 3-10.3 บาทต่อกิโลกรัม เราหวังว่าราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นหากภาคเอกชน ยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก ก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือ บังคับใช้ เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมป์ ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด

ด้านนายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่นายอิทธิ กล่าวว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกคน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด  นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

015