‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

“อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันพุธที่ 23 เมษายน 2568 เวลา 15.45 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทรงเปิดอาคาร 30 ปี จากนั้น ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร ห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับเสด็จ

สำหรับศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ที่บ้านนายาง เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ กิโลเมตรที่ 22 ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) อย่างเป็นทางการ มีพื้นที่ประมาณ 325 ไร่ มีลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยซอนและห้วยซั้ว ล้อมรอบพื้นที่ศูนย์ฯ การบริหารโครงการฯ ดำเนินการในรูปแบบ “คณะทำงานฝ่ายไทย” ประกอบด้วย สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และ “คณะทำงานฝ่ายลาว” ประกอบด้วย กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองนาซายทอง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารงานโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีภารกิจหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดทำกิจกรรมในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การสาธิตด้านการประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดินและพัฒนาด้านพืช การให้บริการผลิตพันธุ์ปลา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานทั่วไป โดยมุ่งเน้นที่เกษตรกรหมู่บ้านเป้าหมายรอบศูนย์ฯ และขยายขอบเขตการให้บริการมาโดยตลอด รวมทั้งการพัฒนาให้คำแนะนำทางวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน

– 006

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง และเมืองนาทรายทอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันที่ 23 เมษายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ และโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสิทธิพร พฤติพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ

สำหรับการดำเนินงานของกรมชลประทานในปีที่ผ่านมาเพื่อการสนับสนุนโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคารห้องประชุม พร้อมการจัดหาครุภัณฑ์สำหรับการประชุม งานซ่อมแซมอาคารเรียน งานปรับปรุงโรงน้ำดื่มให้มีมาตรฐานต่อการบริโภคของครู นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน

กรมชลประทานได้ดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารห้องประชุมและป้ายโครงการ พร้อมอุปกรณ์ห้องประชุม รวมทั้งจัดหาครุภัณฑ์ด้านสำรวจและคอมพิวเตอร์

– 006

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงคันไถ เตรียมการในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันนี้ (24 เม.ย.) นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นทุกปี โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ได้มอบหมายให้เก็บและดูแลรักษาคันไถ จะทำพิธีบวงสรวงคันไถเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือเป็นการบูชาพระพลเทพ ผู้มีคันไถเป็นอาวุธ และในปี 2568 นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงคันไถ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธี ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารเก็บรักษาคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้เก็บรักษาไว้ที่อาคารจัดเก็บคันไถ ซึ่งมีชุดองค์ประกอบ คือ คันไถ สีแดงชาดลงรักปิดทองตลอดคัน ขนาดความสูง 2.26 เมตร ยาว 6.59 เมตร หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาค ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ แอกเทียมพระโค ยาว 1.55 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม ฐานรอง เป็นที่สำหรับรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง และธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ สำนักพระราชวังได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง และวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาคือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเทพีคู่หาบ ประกอบด้วย เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.ธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร และ น.ส.วราภรณ์ วิสัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน กองการเจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.ฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.อภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีสำคัญ ของไทยมาแต่โบราณ และยังคงถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อบำรุงขวัญ และกำลังใจในการประกอบอาชีพการเกษตร ให้เกิดความมั่นใจว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมแสดงถึงเสถียรภาพของบ้านเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีในแต่ละรัชสมัย นับเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมไทยด้านวัฒนธรรมประเพณีอันทรงคุณค่ายิ่งให้คงอยู่สืบไป

015

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.08 น.

กรมชลประทาน ปลื้ม เกษตรกรให้ความร่วมมือใช้น้ำตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68  ส่งผลให้การใช้น้ำทั่วถึง ไม่ขาดแคลน เดินหน้าแผนรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงเดือน พ.ค.นี้

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 44,821 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 59% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 20,882 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,048 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 7,352 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้ ทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 28,396 ล้าน ลบ.ม.(97% จากแผนฯ) ในส่วนของผลการทำนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้วกว่า 9.99 ล้านไร่ (100% จากแผนฯ) เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 6.07 ล้านไร่ (61% ของผลการเพาะปลูก)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2567/68 พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการใช้น้ำ ทำให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่วันข้างหน้า ด้วยการวางแผนส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำได้เพาะปลูกข้าวนาปี และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากปี 2568 จะมาถึง ช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย รวมถึงดำเนินการกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

015

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยสู่ตลาดโลก ชูบทบาทเชิงรุกของภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศ มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2568 นี้ มกอช. ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเข้าถึงระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรได้อย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นการอนุญาต กำกับดูแล ตรวจสอบ และรับรองผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะมาตรฐานบังคับที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปทุเรียน เช่น โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ และผู้ผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่สามารถยื่นขอใบอนุญาตและแสดงเครื่องหมายการรับรองก่อนการส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าในด้านคุณภาพและความปลอดภัย

ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก ด้วยระบบความปลอดภัยทางอาหารที่ได้รับการยอมรับ มกอช. ได้พัฒนามาตรฐานบังคับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ มกษ. 9001-2567: การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (GAP) , มกษ. 9070-2566: หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ , มกษ. 9046-2560: หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง และ มกษ. 3-2567: มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ทุเรียน

มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเพื่อส่งเสริมศักยภาพของทุเรียนไทย มกอช. ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ จัดทำหลักสูตรกลางสำหรับผู้ควบคุมการเก็บเกี่ยวและผู้ตรวจสอบความแก่อ่อนของผลทุเรียน พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และระบบ E-learning ผ่านเว็บไซต์ http://www.elearning.acfs.go.th (ผู้เรียนผ่านแล้วกว่า 1,500 คน) ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจประเมิน และผู้ตรวจสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมกว่า 1,500 คน ส่งเสริมสถานประกอบการต้นแบบ พร้อมหน่วยตรวจสอบรับรอง (CB) ที่ยื่นขยายขอบข่ายตาม มกษ. 9070 แล้ว 7 ราย จัดทำสื่อวีดิทัศน์ สื่อประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาวิทยากรด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร จัดสัมมนาและกิจกรรมเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ

“มกอช. ยืนยันว่า จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME อย่างเข้มข้น และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมความพร้อมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องและสามารถยื่นขอการรับรองตามมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยรับประกันคุณภาพทุเรียนของไทยให้คงรักษาชื่อเสียงและความโดดเด่นทั้งด้านรสชาติและคุณภาพระดับพรีเมียม เป็นที่ยอมรับตลาดโลก” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

015

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะ10 วิธี ดูแลสวนไม้ผล รับมือ พายุฤดูร้อน หลังสงกรานต์

วันนี้ (24 เม.ย.) นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะภาคใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคใต้ อ่าวไทย และทะเลอันดามัน เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ซึ่งอาจทำให้สวนไม้ผลเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง และอากาศร้อน เนื่องจากลมใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม เกษตรกรจึงควรดูแลสวนให้ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และหมั่นติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พายุฤดูร้อนมักเกิดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เกษตรกรควรเฝ้าระวังและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้ชาวสวนเตรียมพร้อมป้องกันบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน ควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ ตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือไม่ให้ผลผลิตออก สำหรับต้นไม้ผลที่มีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง ใช้เชือกโยงกิ่งและต้น หรือใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงต้น และเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหาย และลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน ควรฟื้นฟูสวน โดยตัดแต่งกิ่งฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน ขณะที่ดินยังเปียกชื้น เมื่อดินแห้งให้พรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ขุดหรือปาดดินโคลนออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง พร้อมตัดแต่งกิ่ง จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ หากต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและไม้ผลในพื้นที่ภาคใต้ ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

– 006

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า “ทำไมหมูแพง?”

ตามหลักเศรษฐศาสตร์เกษตรจะมีคำอธิบายได้ดีในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติของตลาด หากแต่เป็น “วัฏจักรปกติ” ของการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ 2 วัฏจักรหลักที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้:

1. วัฏจักรฤดูกาล: หน้าร้อน หมูโตช้า ผลผลิตลด ราคาปรับขึ้น

ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงจัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของสุกร สุกรที่เลี้ยงในสภาพอากาศร้อนมักจะกินอาหารน้อยลง โตช้าลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถจับหมูขายได้ตามเวลาที่กำหนด ต้องเลี้ยงต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น และปริมาณสุกรที่เข้าสู่ตลาดลดลง ราคาหมูจึงปรับตัวสูงขึ้น เป็นกลไกพื้นฐานของอุปสงค์และอุปทานในตลาดที่เราเห็นกันทุกปีช่วงนี้

2. วัฏจักรเศรษฐกิจสุกร: ขาดทุน 4 ปี กำไร 1 ปี

การเลี้ยงสุกรในประเทศไทย โดยทั่วไปต้องเผชิญกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่ผันผวนยาวนาน ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี (ปัจจุบันเฉลี่ย 4 ปี) เพราะเมื่อราคาดีก็จะแห่เลี้ยงกันจนผลผลิตเกินความต้องการ ก่อนจะได้กำไรในปีที่ตลาดขาดแคลนสุกร โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และโรค ASF (African Swine Fever) เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องลงทุนมากขึ้นในการดูแลสุขภาพสัตว์ด้านปัจจัยการป้องกันโรคระบาดตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ช่วงเวลาการขาดทุนยืดยาวขึ้น แต่ระยะเวลาที่มีกำไรยังคงเท่าเดิม

เหล่านี้ คือสาเหตุที่เราเห็นเกษตรกรจำนวนมากทยอยเลิกเลี้ยงหมูเมื่อขาดทุนหนัก ทำให้ปริมาณสุกรในระบบลดลง เมื่อถึงจุดที่ตลาดขาดแคลน ราคาก็จะพุ่งสูง กระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง ส่งผลให้หมูล้นตลาดในปีถัดไป ราคาก็ตกต่ำ กลับไปสู่วงจรขาดทุนอีกหน

เมื่อเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัมในภูมิภาคอาเซียน ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ 88 บาท ขณะที่สูงสุด คือ มาเลเซีย 125 บาท รองลงมา คือ เมียนมา 104 บาท เวียดนาม 98 บาท กัมพูชา 94 บาท และลาว 85 บาท ตามลำดับ เห็นได้ว่าราคาหมูของไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ   

ทั้งนี้ภาครัฐและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้ร่วมมือกันเพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทาน เพื่อให้การผลิตใกล้เคียงกับการบริโภคให้ราคาไม่สูงมากจนผู้บริโภคชะลอการซื้อ และไม่ต่ำเกินไปจนผู้เลี้ยงขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ปลดทั้งลูกหมูขุนและแม่พันธุ์สุกร เพื่อลดผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด

สำหรับผู้บริโภค หากมีความเข้าใจในบริบท และ “ภาพรวม” ของการผลิตสุกรในประเทศ ราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้ ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้บริโภค แต่เป็นผลจากปัจจัยธรรมชาติและกลไกตลาดที่หมุนเวียนเป็นประจำทุกปี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อากาศเย็นลง สุกรจะโตเร็วขึ้น การผลิตดีขึ้น ปริมาณหมูเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาก็จะลดลง เป็นวัฏจักรตามธรรมชาติอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น หมูที่ผลิตในประเทศไทยได้มาตรฐานระดับสากล ปลอดภัยจากสารต้องห้ามและยาปฏิชีวนะตกค้าง เป็นโปรตีนคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาหมูตกต่ำ ขอให้ผู้บริโภคช่วยกันบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้น เพื่อพยุงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศไม่ให้ล่มสลาย เพราะถ้าผู้เลี้ยงหมูหมดกำลังใจและเลิกเลี้ยงกันหมด วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างถาวรและควบคุมมาตรฐานด้านสุขอนามัยได้ยาก ขอเพียงเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้อาหารดี ราคายุติธรรม คือ เป้าหมายร่วมกันของทุกคน

#แทนขวัญ มั่นธรรมะ นักวิชาการอิสระ

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

'อิทธิ'มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

“อิทธิ“มอบหมาย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ใช้เทคนิคทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ลดระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานในช่วงที่ผ่านมา

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาในระดับวิกฤตรวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดฝุ่น pm.2.5 มาจากการเผาวัชพืช ตอ ซัง เพื่อการทำการเกษตรรอบใหม่

โดยก่อนหน้านี้ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะใช้วิธีการขึ้นบินและพ่นสเปรย์ละอองน้ำเพื่อลดระดับฝุ่น PM 2.5 แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการคิดค้นวิธีการใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย คือการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง จากเดิมที่ต้องขึ้นบินพ่นสเปรย์ละอองน้ำ 2 รอบ หากเปลี่ยนมาใช้วิธีการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้งจะบินแค่รอบเดียว และแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ดีกว่า ซึ่งการโปรยเกล็ดน้ำแข็งแห้งจะทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการผกผันและเกิดช่องโหว่ในการระบายฝุ่น PM 2.5 ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศด้านนอกไม่กระทบต่อสุขภาพขแงประชาชน

ทั้งนีัที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอขอเพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 หรือ น้ำแข็งแห้ง จำนวน 4 แห่ง

1.ชุดเครื่องสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จ.ตาก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

2.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

3.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

4.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท ซึ่งการอนุมัติงบประมาณตรงนี้จะเป็นการช่วย ให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่กรมฝนหลวงฯต้องสั่งซื้อน้ำแข็งแห้งจากภาคเอกชน

ด้านนายราเชน ศิลปะรายะ  อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯได้ระดมปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่วิกฤตในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างรุนแรงในปฏิบัติการครั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ใช้เทคนิคการโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง เพื่อปรับสภาพอากาศให้ผกผันเกิดช่องอากาศในชั้นบรรยากาศช่วยในการระบายและกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ รวมถึงเลี้ยงเมฆให้มีความหนาแน่นก่อนเข้าสู่กระบวนการทำฝน ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดฝนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย เพื่อประสานเส้นทางการบินให้สอดคล้องกับเที่ยวบินพาณิชย์ ไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยและการจราจรทางอากาศ

จากการติดตามผล พบว่าหลังการปฏิบัติการในบางพื้นที่ ค่าฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตในช่วงที่ผ่านมา  และยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดต่อไป

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

'นฤมล'เรียกถก'คกก.ควบคุมยาง'สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

“รมว.นฤมล”เรียกถกคณะ กก.ควบคุมยาง สร้างความเข้าใจ ภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก พร้อมออกประกาศเขตควบคุมยาง ต่อสู้กับยางเถื่อน รักษาผลประโยชน์และตอบโจทย์การส่งออกยางพารา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ยางพาราและ ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทย พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งในปี 2567 มีการส่งออกยางพาราจำนวน 3.96 ล้านตัน โดยส่งออกยางแท่งเอสทีอาร์มากที่สุด จำนวน 1.76 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการศึกษามาตรการการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับการรับมือกับมาตรการดังกล่าว และลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรให้น้อยที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การหารือแนวทางการดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องยางพารา และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ยางพาราไทย พบว่า ประเทศไทยของเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของโลก จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาและทบทวนแนวทางการดำเนินงานให้มีความชัดเจน และแก้ไขปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความกังวลใจของพี่น้องเกษตรกร โดยยึดมั่นตามแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ที่ยึดมั่นการถวายงานและสานต่อของพระราชา รวมกับการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมาตรการภาษีดังกล่าวออกมาแล้วท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่ายอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง เขตควบคุมการขนย้ายยางพารา พ.ศ. …. ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ 1.อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 2.อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และ 5.อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้มีความมั่นคง และป้องปรามการลักลอบนำยางเข้าราชอาณาจักร อีกทั้ง มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดมาตรฐานยางและวิธีการมัดยางและการบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก พ.ศ. …. เพื่อสร้างความชัดเจนในมาตรฐานการส่งออกของผู้ประกอบการและเกษตรกรในอนาคต

“เรารับรู้ถึงความทุกข์ของเกษตรกร จึงต้องให้ความเป็นธรรมว่า จะทำอย่างไรให้ราคายางพาราอยู่ในจุดที่เหมาะสม กระทรวงเกษตรฯในฐานะภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรไทย การประชุมครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าเกษตรกรจะอยู่ได้ ก็ต้องทำให้ภาคเอกชนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน และก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันทั้งสามฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลตลาด ราคา และรายละเอียดต่างๆ ซึ่งจากนี้จะมีการนัดเพื่อพูดคุยกันนอกรอบ และนำกลับเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมครั้งหน้า ซึ่งทางภาคเอกชนก็เข้าใจในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ก็ขอให้เราสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทุกท่าน กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรเสมอเพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมอย่างสูงสุด และพร้อมรับฟังและแก้ไขในทุกปัญหาความเดือดร้อนอย่างจริงจัง

– 006