อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

22 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกรมการข้าว ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม และประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

โดยที่ประชุมได้ร่วมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานภายในกรมการข้าว และติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 รวมไปถึงติดตามความคืบหน้างานด้านการก่อสร้างในระดับภูมิภาค โดยอธิบดีกรมการข้าวได้เน้นย้ำให้การจัดซื้อจัดจ้างต้องไปเป็นตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าวจะต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นหลักอีกด้วย

-(016)

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

'สมุทรสาคร'ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

22 เมษายน 2568 ที่บริเวณคลองพิทยาลงกรณ์ ท่าเทียบเรือประมง โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศจังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม 

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาคร มีการกำจัดปลาหมอคางดำแล้ว จำนวน 1,937,998 กิโลกรัม ภายใต้แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้งหมด 7 มาตรการ โดยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ภายใต้มาตรการที่ 7 เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับสัตว์น้ำที่นำมาปล่อยในครั้งนี้ เป็นพันธุ์กุ้งกุลาดำจำนวน 500,000 ตัว จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร และยังมีเกษตรกรชาวประมงได้นำลูกปูม้า และปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง จากโครงการธนาคารปูมาร่วมปล่อย เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในคลองพิทยาลงกรณ์และคลองสาขา ให้ประชาชนในพื้นที่ได้อาศัยเป็นแหล่งทำมาหากินต่อไป 

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้ง 7 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด มาตรการที่ 2.การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง มาตรการที่ 3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ มาตรการที่ 4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน มาตรการที่ 5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

.025

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นางสาวเกษร จำปา ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการสำรวจและทำแผนที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายรัตนะ สวามีชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ ผู้แทนสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สํานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

– 006

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง...กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ'ปลาหมอคางดำ'ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.47 น.

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ”ปลาหมอคางดำ”ก่อนประเทศไทย : นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตข้ามพรมแดนนั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความน่าสนใจ เช่นเดียวกับการเข้ามาของ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตกชนิดนี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางชีวภาพและเศรษฐกิจของบางประเทศในแถบนี้ และประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า “กัมพูชา” มิใช่เพียงประเทศหนึ่งที่ปลาหมอคางดำเข้ามาอาศัย หากแต่เป็น “แหล่งน้ำแรก” ในภูมิภาคนี้ที่เปิดประตูรับการมาเยือนของปลาชนิดนี้ ก่อนทีจะแพร่ขยายในประเทศไทย

การค้นหาข้อมูลเรื่องปลาหมอคางดำ แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ทำให้พบว่าความเข้าใจผิดที่ว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยก่อน อาจเป็นสิ่งที่รับรู้กันในขณะนี้ ทว่า หากเราพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางวิชาการระดับนานาชาติ ความจริงกลับชี้ไปในทิศทางที่แตกต่าง รายงานของ FishBase ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเกี่ยวกับปลาที่มีครีบ https://www.fishbase.se/country/1412 ในปี 2004 (พ.ศ.2547) ระบุชื่อ “กัมพูชา” ในฐานะประเทศที่มีการนำเข้าปลา Tilapia สายพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะรวมถึงปลาหมอคางดำ (S. melanotheron) แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์โดยตรงในขณะนั้น แต่บริบทและหลักฐานสนับสนุนในภายหลัง ยืนยันถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว

จากรายงานของ FishBase ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นไปได้ที่ว่าเป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลกัมพูชาในการนำเข้าปลาชนิดนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นโปรตีนสำคัญ ตลอดจนเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังฟื้นตัวและต้องการแหล่งอาหารราคาถูกสำหรับประชาชน การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้กัมพูชาเป็นเสมือน “ประตูหน้าด่าน” สำหรับการเข้ามาของปลาหมอคางดำในภูมิภาค

ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย กลับปรากฏชัดเจนในช่วงปี 2012 (พ.ศ.2555) เป็นต้นมา โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล่วงเลยจากรายงานของ FishBase ที่ระบุถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาไปนานหลายปี ลำดับเวลาที่แตกต่างกันนี้เอง คือหลักฐานสำคัญที่ไม่อาจถูกมองข้ามได้ เพราะชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงที่ปลาหมอคางดำอาจแพร่กระจายไปประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน

สิ่งที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือ ทัศนคติที่แตกต่างกันต่อปลาหมอคางดำในทั้งสองประเทศ ในขณะที่ในประเทศไทย ปลาชนิดนี้ถูกมองว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่ในกัมพูชา พวกมันได้รับการยอมรับในฐานะ “ปลาดำ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นของกัมพูชา สร้างรายได้และเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์อาจเข้าถึงได้ยาก มุมมองที่แตกต่างนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการรับรู้และการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

จากหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนในรายงานของ FishBase และลำดับเวลาของการพบปลาหมอคางดำในประเทศไทย จึงเป็นข้อสรุปที่มีหลักฐานชี้ชัดว่า “กัมพูชา” คือประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดรับและมีการบันทึกการมีอยู่ของปลาหมอคางดำ ก่อนที่ปลาชนิดนี้จะแพร่กระจายสู่ประเทศไทย การตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ มิได้เป็นเพียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ชีวภาพที่น่าสนใจ หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจพลวัตของการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และอาจนำไปสู่การทบทวนนโยบายและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับภูมิภาคในอนาคต

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

'อธิบดีกรมชลฯ'ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

วันนี้ (21 เมษายน 2568) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ Dr.Jianbin Wang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature West solution ในโอกาสที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ และประชุมหารือการดำเนินโครงการความร่วมมือด้าน Nature-Based Solutions (NbS) ในประเทศไทย ระหว่างกรมชลประทาน และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย ณ ห้องประชุมกรมชลประทาน ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ

– 006

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

เกษตรกรสองสามีภรรยาชาวอำเภอสิเกา จ.ตรัง ยึดอาชีพเลี้ยงนกกระทาขายไข่และขายนกมานานถึง 24 ปีแล้ว เคล็ดลับคือเปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทุกเช้า-เย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง ทำนกอารมณ์ดี ไข่ใหญ่ไข่ดก อายุยืน ขายสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 บาท ทำยอดจองล่วงหน้าเต็มทุกวันจนคนในหมู่บ้านไม่เคยได้กิน

วันนี้ 21 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 5 ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง นายโกมล กับ นางดรุณี ไชยบุตร สองสามีภรรยา  ซึ่งยึดอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงนกกระทาไว้กว่า 3,500 ตัว โดยในแต่ละวันสามารถเก็บไข่นกกระทาขายได้ไม่ต่ำกว่า 1,600 ฟอง ขายฟองละ 1.10 บาทหรือร้อยละ 110 บาท ทำบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งใน จ.ตรังและจังหวัดใกล้เคียง  แห่จองแน่นจนมีไม่พอขาย จนต้องสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะไข่นกกระทาของที่นี่ ให้ลูกใหญ่ ไข่ดกและเก็บขายได้ทุกวัน

ส่วนเคล็ดลับคือการที่เกษตรกร เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง เพราะเชื่อว่าจะทำให้นกอารมณ์ดี ไม่ตื่นตกใจคน ไม่เครียด จึงมีอายุยืน แม้บางตัวปลดระวางไปแล้ว ก็ยังออกไข่ให้เก็บขายได้  ซึ่งเพลงที่เปิดเลือกเป็นเพลงเพื่อชีวิต เพราะเจ้าของชื่นชอบ เวลาเข้ามาเก็บไข่และให้อาหารนก ก็จะได้ฟังพร้อมกันทั้งนกทั้งคน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและอารมณ์ดีไปด้วยกัน

ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงนกกระทาเป็นรายได้เสริมมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้ไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมในยูทูป และทดลองทำตาม ด้วยการเปิดเพลงให้นกฟัง ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด จึงเปิดเพลงให้ฟังเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากเพื่อนบ้าน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังเพาะลูกนกขายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยลูกนกกระทาอายุ 1 วัน ขายตัวละ 5 บาท อายุ 15 วันตัวละ 12 บาท อายุ 40 วันตัวเมียขายตัวละ 25 บาท ตัวผู้ 10 บาท และนกปลดระวางอายุ 50 วันขึ้นไป จะขายตัวละ 13-15 บาท สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 60,000-70,000 บาท ดีกว่าการทำสวนยางพาราหลายเท่า  ส่วนมูลนก ใช้ทำปุ๋ยในสวนผัก สวนมะนาว และสวนผลไม้ต่าง ๆ โดยมีไม่พอขาย ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจติดตามได้ทาง FB ดรุณี ไชยบุตรหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-4319290

ด้าน นายโกมล ไชยบุตร อายุ 52 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงนกกระทา กล่าวว่า ตอนนี้เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้ฟังตั้งแต่ตอนเช้า หยุดเปิดก็ตอนออกจากฟาร์ม ทำให้นกอารมณ์ดีขึ้นไม่ตกใจง่าย ผลตอบรับปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วแต่ยังทำขึ้นไปไม่ได้ตามที่ต้องการ ปีนี้มีปริมาณนกเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้ามาจากหลายพื้นที่ส่วนใหญ่จากต่างจังหวัด เช่น กระบี่ สงขลา ภายในจังหวัดก็มีอยู่ 2-3 รายที่มาเอาประจำ แต่ละวันมีไข่นกกระทาไม่เพียงพอ แต่ละฟาร์มก็ให้ไม่พอต้องหมุนกัน ผลัดเปลี่ยนลูกค้ากันให้ได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องการ แต่ละวันสร้างรายได้เฉพาะไข่นกอยู่ที่วันละ 1,800 บาท

แต่ถ้าคิดรายได้ทั้งขายตัวนกและไข่นกก็จะได้ประมาณ 60,000-70,000 บาทในช่วงนี้ โดยมีคนมาศึกษาดูงานหลายราย ตอนนี้มีนกทั้งหมด 3,500 ตัว เป็นนกไข่ประมาณ 2,000 ตัว และนกเนื้อประมาณ 1,500 ตัว โดยให้ไข่ประมาณ 1,600- 1,700 ฟองต่อวัน และขายร้อยละ 110 บาท  ส่วนนกปลดระวางขายตัวละ 15 บาท นกเนื้อขายตัวละ 13 บาท ///-026

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.07 น.

20 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรชาว จ.กาฬสินธุ์ ช่วงรอยต่อฤดูแล้งกับฤดูฝน ที่เริ่มจะมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว ส่งผลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่เพาะปลูกตามแปลงเกษตรทั่วไป แตกกิ่งใบและเจริญเติบโตตามฤดูกาล เช่นเดียวกับผักชะอม หรือผักขา (ภาษาถิ่นอีสาน) ที่นิยมเพาะปลูกกันมากตามพื้นที่ที่เคยว่างเปล่า ที่สวน ที่กำลังแตกกอ ชูยอดอวบสีเขียวขจี ให้เจ้าของมาเด็ดยอดไปมัดขาย และรับประทานเป็นผักสด หรือเครื่องเคียงประกอบอาหาร โดยเปลี่ยนมูลค่าในตัวเองจากยอดผักพื้นบ้านเป็นเงินตรา ว่ากันว่าหากคำนวณในภาพรวม มีราคาหลักหมื่นหลักแสนบาทต่อวันเลยทีเดียว

นางทองม้วน กล่อมจิตร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 9 บ้านท่าสีดา ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผักชะอม หรือผักขา เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของตำบลลำพาน รองจากการทำนาปลูกข้าว ซึ่งปลูกกันมากที่บ้านดงเมือง บ้านท่าสีดา และบ้านท่าสินธุ์  สร้างรายได้เสริมสำหรับผู้ใช้พื้นที่ปลูกน้อย แต่เป็นอาชีพหลักสำหรับคนที่ใช้พื้นที่ปลูกบริเวณ ใช้ต้นกล้าปลูกครั้งเดียว แต่สามารถเก็บผลผลิตคือส่วนของยอดอ่อน สำหรับรับประทานและเพื่อการค้าขายได้นานกว่า10 ปี นอกจากนี้ยังทนฝน ทนแล้ง ไม่มีศัตรูพืชรบกวน โดยเฉพาะมีรายได้ทุกวัน แรก ๆ ตลาดจำหน่ายที่ตลาดเกษตร ตลาดสดทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมามีพ่อค้า แม่ค้าคนกลาง มารับซื้อถึงที่ โดยนำส่งตลาดไทรังสิต และตลาดนัด ตลาดสดทั่วไป

นางทองม้วนกล่าวอีกว่า สำหรับตนใช้พื้นที่สวนประมาณ 3 งาน ปลูกผักชะอมมาประมาณ 5 ปี มีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท เพราะทำตามแรงคนสูงอายุ ไม่ได้ใช้พื้นที่ปลูกมากเหมือนคนอื่น ขณะที่บางคนใช้พื้นที่ปลูก 5 ไร่ 10 ไร่ มีรายได้จากการเก็บยอดผักชะอมขายวันละ 10,000 บาททีเดียว ทั้งนี้ การปลูกผักชะอมในพื้นที่ และมีการต่อยอดขยายผล ขยายพันธุ์ในพื้นที่ ต.ลำพาน จนถึงปัจจุบันดังกล่าว เริ่มจากเจ้าหน้าที่เกษตรได้เข้ามาส่งเสริมพืชทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เพิ่ม ที่ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่าง ข้าวนาปี หรือ ข้าวนาปรัง อย่างเดียว โดยเริ่มเข้ามาส่งเสริมครั้งแรกที่บ้านดงเมืองเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นว่าได้ผลและมีตลาดรองรับผลผลิต เกษตรกรให้ความสนใจก็เริ่มมีการขายพื้นที่ แบ่งพื้นที่สวน พื้นที่นามาเป็นแปลงเพาะปลูกผักชะอม ทำให้พื้นที่ ต.ลำพาน มีชื่อเสียงด้านเป็นแหล่งปลูกผักชะอมหรือผักขาแห่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

“อย่างครอบครัวตนเคยทำนาปี ถึงฤดูแล้งทำนาปรัง ปลูกข้าวโพดและพืชผักสวนครัวบ้าง  ระยะหลังต้นทุนทำนาสูงขึ้น และราคาขายข้าวเปลือกไม่แน่นอน ผลผลิตไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งค่าปุ๋ย ค่ารถไถ ค่ารถเกี่ยวข้าว ประกอบกับมีอายุมากขึ้น เรี่ยวแรงทำนาลดลง จึงหันมาปลูกผักชะอมเป็นอาชีพเสริม โดยซื้อต้นกล้าผักชะอมมาต้นละ 10 บาท  ซึ่งปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่เปลืองน้ำ ไม่เปลืองปุ๋ย อายุ 6 เดือนเริ่มเก็บผลผลิตคือยอดอ่อนขาย การเก็บเกี่ยวก็ไม่เหนื่อย เก็บยอดตอนเช้าหรือเก็บได้ตลอดทั้งวันตามออเดอร์ หรือตามที่สะดวก ถือเป็นการออกกำลังไปในตัว และรู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยซ้ำ เพราะทุกยอดคือบาทเงินสิบเงินร้อยทั้งนั้น โดยจะขายเป็นกำหรือมัดละ 10 บาทเท่านั้น เก็บขายได้ทุกวัน หากไม่ขาดน้ำ บำรุงดีเก็บยอดขายได้ทุกฤดูกาลตลอดปี” นางทองม้วนกล่าว

สำหรับผักชะอม หรือภาษาอีสานเรียก “ผักขา” ซึ่งบางคนมีเรียกชื่อให้ใหม่ โดยล้อเลียนจากคำว่า “ขา” ว่า “ผักพูดเพราะ” นั้น ถือเป็นผักพื้นบ้านที่สร้างมูลค่า ได้มากกว่าคำว่าผักสดหรือผักพื้นบ้าน เพราะนอกจากจะนิยมเด็ดส่วนของยอดผักชะอมหรือผักขา มารับประทานกันแบบสดๆกับอาหารประเภทส้มตำ ลาบ ก้อย ป่น ขนมจีน หรือเป็นเครื่องเคียงประกอบอาหาร ประเภทไข่เจียว แกงส้มปลา แกงใส่หน่อไม้ หรือแกงไข่มดแดง ที่ให้รสชาติอร่อยอีกด้วย ทั้งนี้ ถึงมีคุณลักษณะส่วนตัวของผักชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กลับให้รสชาติที่ออกเปรี้ยว มัน อร่อย บางคนที่ชื่นชอบเปิบอาหารที่มีผักชะอมเป็นส่วนประกอบ ถึงกับยกนิ้วให้ว่าเป็นสุดยอดผักพื้นบ้านที่ถูกปาก ถูกคอ ถูกใจ แถมยังสร้างอาชีพและรายได้มูลค่ารวมอย่างน่าทึ่ง ไม่ต่ำว่าวันละหลายหมื่นถึงแสนบาทดังกล่าว

.025

เปิดแคมเปญ’ธนาคารที่ดิน’ รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

เปิดแคมเปญ'ธนาคารที่ดิน' รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

เปิดแคมเปญ’ธนาคารที่ดิน’ รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

“ธนาคารที่ดิน” เปิดแคมเปญ “ธนาคารที่ดินรุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน” เป็นมรดกส่งต่อลูกหลาน สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ในปีงบประมาณ 2568 “ธนาคารที่ดิน” วางแผนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยเลือกพื้นที่ภาคอีสาน เป็นพื้นที่นำร่อง ช่วยเหลือประชาชน 20 จังหวัด ให้มีที่ทำกินเป็นมรดกส่งต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ทั้งสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

“ธนาคารที่ดิน มีแผนโรดโชว์กับส่วนราชการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน เพื่อนำเสนอภารกิจ และผลการดำเนินงานเป็นการสร้างความรับรู้ด้านการแก้ไขปัญหาประชาชนไม่มีที่ดินทำกิน ให้แก่สาธารณชนรับทราบ และส่งต่อไปถึงผู้กำหนดนโยบายด้านที่ดินต่อไป“นายกุลพัชร กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 22-24 เม.ย.2568 กองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน จะลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน กับเจ้าของที่ดิน พร้อมลงนามในสัญญาเช่าที่ดิน/ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และประชุมวางแผนการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชผักบ้านแดนสวรรค์ ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เนื้อที่ 112 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา จำนวน 32 ครัวเรือน 

จากนั้น ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค.2568 กองส่งเสริมพัฒนาชุมชน และเครือข่าย จะดำเนินการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ณ “ศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โคก หนอง นา โมเดล” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยวิทยากรหลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ 

สำหรับวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า พื้นที่ ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เนื้อที่ 68 ไร่ 3 งาน 84.9 ตารางวา ช่วยเหลือสมาชิก 28 ครัวเรือน และวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น  สมาชิก 50 ครัวเรือน

โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 เป็นต้นไป “ธนาคารที่ดิน” กำหนดให้วิสาหกิจชุมชนฯ ที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะต้องผ่านการอบรม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสนับสนุนให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เกิดการพัฒนาคนทุกคนทั้งในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับประเทศ สามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชน ที่เดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกิน เป็นของตนเอง หรือกำลังจะสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง หรือขายฝาก สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือที่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เลขที่ 210 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม 10400 โทร 02-278-0992 (เวลาราชการ)

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

กระทรวงเกษตรฯ รับหนังสือจากเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือชาวสวนยางรับผลกระทบถูกกดราคาที่ไม่เป็นธรรม

(วันนี้ 18 เม.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับราคายางพารา โดยมีนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เ  เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 123 เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้เกษตรกรชาวสวนยางจากการที่มีผู้ประกอบการบางกลุ่มจงใจใช้โอกาสจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีคู่ค้าของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (นายโดนัลด์ ทรัมป์) มากดราคาการซื้อ-ขายยางพาราจนราคาต่ำลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบขาดทุนจากการซื้อ-ขายที่ไม่เป็นธรรม และส่งผลต่อตลาดยางพาราในภาพรวมทั้งประเทศ

ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตยางแผ่นรมควันภาคใต้จึงเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางยื่นหนังสือต่อกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ตามข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1) กำหนดราคาซื้อ-ขายยางพาราให้มีราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม 2) กำหนดให้ผู้รับซื้อยางพาราแจ้งปริมาณกักเก็บยางพารา รวมถึงแผนการผลิต นำเข้า-ส่งออก การจำหน่ายต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการควบคุมเสถียรภาพทางราคา 3) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความผันผวนของราคายางพารา 4) ขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่จงใจกดราคารับซื้อให้ต่ำมากกว่าปกติ ซึ่งอาจมีจำหน่ายไม่ตรงกับต้นทุน มีการจัดทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง อันมีเหตุให้เชื่อว่าอาจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร 5) กำหนดมาตรการควบคุมการขนย้ายยางพาราในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า หรือสวมสิทธิเป็นยางพาราในราชอาณาจักรไทย 6) ปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 ให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 7) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการสินเชื่อเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางผ่านคณะกรรมการยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อขยายเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)

อย่างไรก็ตาม น.ส.อนงค์นาถ ให้ความมั่นใจกับเกษตรกรชาวสวนยาง ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อเรียกร้องไปพิจารณาดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.46 น.

วันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 15.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ พร้อมกับ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เป็นคู่เคียงพระยาแรกนา ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ เพื่อเตรียมความพร้อมในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2568 ณ กรมชลประทาน (สามเสน)