ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.43 น.

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

วันที่ 17 เมษายน 2568 นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมในการซักซ้อมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารในสังกัด เข้าร่วม ณ สโมสรกรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ

โดยกรมชลประทาน ได้อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ เพื่อให้การซักซ้อมพระราชพิธีฯเป็นไปอย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ ซึ่งในในปีนี้ได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
 

‘นฤมล’ถก’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

'นฤมล'ถก'สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร' รับปากคุย'นายกฯ'ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

‘นฤมล’ถก’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

‘นฤมล’ถกตัวแทน’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ หลังบุก’ก.เกษตรฯ’ยื่นค้านนำเข้าเนื้อโคจากสหรัฐฯ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผนเจรจา เลี่ยงกระทบพี่น้องเกษตรกร 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณณ์ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ กว่า 60 องค์กร เข้ายื่นหนังสือถึง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคจากสหรัฐอเมริกา ตามที่ภาคเอกชน และรัฐบาลไทย จัดทำแผนไว้เพื่อยื่นข้อเสนอเจรจามาตรการทางภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ โดยทางสมาคมฯ และเกษตรกร ได้สะท้อนความกังวลใจ หลังรัฐบาลมีแผนเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกานำเข้าเนื้อโคเพื่อแลกกับสินค้าบางรายการที่ขาดดุลการค้า โดยยอมรับว่าหากนำเข้า ก็จะยิ่งกระทบตลาดในประเทศ ที่ปัจจุบันมีการทุ่มตลาดจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ด้านนางนฤมล ได้รับหนังสือข้อเรียกร้อง เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแผนเจรจา ลดผลกระทบเกษตรกร

ทั้งนี้ นางนฤมล พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมประชุมหารือ รับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โดยในที่ประชุม ตัวแทนสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า หากยิ่งมีการนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคมากขึ้น อาจเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 1.4 ล้านครัวเรือน โคเนื้อจำนวน 9.6 ล้านตัว และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ยอมรับว่า ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อแดง และเครื่องในจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อ เกรดพรีเมี่ยม และยังขัดต่อกฎหมายไทยที่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสหรัฐฯ มีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงโคเนื้อ

ทั้งนี้นางนฤมล กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะนำส่งให้คณะทำงาน และทีมเจรจา ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย และหลังจากนี้ จะเข้าพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาข้อกังวลของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการปรับแผนเจรจาไม่ให้ผลส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร

นอกจากนี้ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ในเบื้องต้น หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากสหรัฐ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการอยู่มาก

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

“นฤมล”พร้อม 2 รมช .เกษตรฯ รับฟังปัญหากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ในประเทศ กว่า 60 องค์กร กังวลรัฐบาลนำเข้าเนื้อสหรัฐฯ รับปากส่งข้อมูลให้นายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาเจรจากับทางการสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (17 เม.ย.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ กว่า 60 องค์กร บุกยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ สะท้อนความกังวลใจ ภายหลังรัฐบาลมีแผนเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกา นำเข้าเนื้อโคเพื่อแลกกับสินค้าบางรายการที่ขาดดุลการค้า ยอมรับหากนำเข้า ก็จะยิ่งกระทบตลาดในประเทศ ที่ปัจจุบันมีการทุ่มตลาดจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ด้าน รมว.เกษตรฯ รับหนังสือข้อเรียกร้องเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแผนเจรจา ลดผลกระทบเกษตรกร

ทั้งนี้ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และสมาชิกเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคเนื้ออีกกว่า 60 องค์กร รวมตัวกันบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ ตามที่ภาคเอกชน และรัฐบาลไทย จัดทำแผนไว้เพื่อยื่นข้อเสนอเจรจามาตรการทางภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา เบื้องต้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมหารือ รับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ และรับหนังสือข้อเรียกร้องไว้พิจารณา เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ตัวแทนสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สะท้อนว่าหากมีการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคมากขึ้น อาจเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 1.4 ล้านครัวเรือน โคเนื้อ 9.6 ล้านตัว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ยอมรับว่าปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อแดงและเครื่องในจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมี่ยม และยังขัดต่อกฎหมายไทยที่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสหรัฐมีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงโคเนื้อ

ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะนำส่งให้คณะทำงานและทีมเจรจา ที่นายกฯ ได้มอบหมาย และหลังจากนี้จะพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาข้อกังวลของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการปรับแผนเจรจาไม่ให้ผลส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ในเบื้องต้น หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มีความต้องการอยู่มาก

015

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

'สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร'บุก'ก.เกษตรฯ'ยื่น'นฤมล'ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.02 น.

สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เข้ายื่นหนังสือ’นฤมล’คัดค้านการนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านกลุ่มมวลชนจากสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 60 กลุ่มจากทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อที่จะเข้ายื่นหนังสือต่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการคัดค้านนโยบายการเปิดการการนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐอเมริกา หลังการประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

โดยนายสัตวแพทย์ วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย สมาชิกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรโคเนื้อไม่เคยสร้างปัญหาในด้านการส่งออกกับสหรัฐอเมริกา และที่ต้องคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคจากอเมริกาเนื่องจากเนื้อโคจากสหรัฐอเมริกา มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งขัดกับกฏหมายของประเทศไทย และจะส่งผลถึงความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย อีกทั้งที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคยังได้ช่วยเหลือ และอุดหนุนสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะเปิดนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองในมาตรการด้านภาษี ลดการขาดดุลด้านการค้า มองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 1.4 ล้าน ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันต้องเผชิญปัญหาราคาโคตกต่ำจากการแข่งขันในตลาดจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมียม

ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจา เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการอยู่มาก

นอกจากนี้ ทางฟากฝั่งของผู้ผลิตอาหารสัตว์ นายสมภพ เอื้อทรงธรรม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ธุรกิจอาหารสัตว์ในประเทศไทย มีปริมาณการผลิต 21 ล้านตันต่อปี แต่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเติบโตราว 1.1% ต่อปีเท่านั้น เพราะข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ไม่มากพอ โดยสามารถผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออกได้เพียง 2% จากผลผลิตอาหารสัตว์ทั่วโลก 1,200 ล้านตัน หากรัฐบาลมีแผนการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเครื่องในสัตว์ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ ก็จะส่งผลดี อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อการส่งออก มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

สำหรับการมาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโควันนี้เพื่อเป็นการยืนยันถึงผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับ จากมาตรการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องใน ไม่ใช่วัตถุดิบที่น่าจะนำมาผลิตอาหารสัตว์ ขณะที่การเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ทางกลุ่มสมาคมสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรผู้เลี้ยงโค จะเข้ายื่นหนังสือต่อ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และในวันที่ 22 เม.ย.2568 จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ทบทวนมาตรการนำเข้าเนื้อโคดังกล่าวด้วย

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

รมช.เกษตรฯ มุ่งพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่า พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง

วันนี้ (17 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนหน้านี้ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร พร้อมเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในโรงเรียนบ้านโป่ง ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร หมู่ 8 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งทาง รมช.เกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้พื้นที่แล้ว จึงมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา สำรวจโรงเรียนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานและไม่ได้นำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ มาพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ออกสำรวจและหารือถึงแนวทางการดำเนินงาน จนมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว นำมาทำการแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ โดยใช้เป็นฐานเรียนรู้องค์ความรู้ด้านข้าว เป็นศูนย์จัดการดินและปุ๋ย ฐานเรียนรู้ด้านประมงและปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

015

ดันราคา ‘ไข่ไก่’ ปรับขึ้นแผงละ 6 บาท มีผล 17 เม.ย.นี้

ดันราคา ‘ไข่ไก่’ ปรับขึ้นแผงละ 6 บาท มีผล 17 เม.ย.นี้

ดันราคา ‘ไข่ไก่’ ปรับขึ้นแผงละ 6 บาท มีผล 17 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

วันที่ 16 เมษายน 2568  เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด

แจ้งราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไป อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท โดยเป็นการปรับขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง หรือแผงละ 6 บาท จากก่อนหน้าราคาอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง ซึ่งจะมีผลวันที่ 17 เม.ย.

ข่าวดี!จีนรับรอง10ห้องแล็บ ตรวจBY2รับส่งออกทุเรียน

ข่าวดี!จีนรับรอง10ห้องแล็บ  ตรวจBY2รับส่งออกทุเรียน

ข่าวดี!จีนรับรอง10ห้องแล็บ ตรวจBY2รับส่งออกทุเรียน

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นฤมล”รมว.เกษตรฯแจ้งข่าวดี“จีน”รับรองห้อง Lab ตรวจ BY2 รวม10 แห่ง มั่นใจเพียงพอให้บริการรับช่วงฤดูกาลผลิตทุเรียนส่งออกไปจีน

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่สอบถามถึงสถานการณ์ห้องแลปตรวจวิเคราะห์หาสาร“Basic Yellow2”( BY2) และ แคดเมียม (Cd) ในทุเรียนสด ก่อนส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯได้ยื่นหนังสือขอเพิ่มจำนวน 5 แห่ง และ ขอกลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume) จำนวน 2 แห่ง

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรได้พยายามติดตามความคืบหน้า โดยกรมวิชาการเกษตรได้มีการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา และล่าสุดทาง GACCได้แจ้งผลการพิจารณาห้องแลปทดสอบสาร BY2 ของไทย  โดยระบุว่า“คณะผู้เชี่ยวชาญจีนได้ดำเนินการวิเคราะห์ประเมินเอกสารห้องแลปที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และได้เห็นชอบให้ห้องแลปที่ฝ่ายไทยเสนอ จำนวน 7 แห่ง สามารถดำเนินงานด้านการทดสอบสาร BY2 ในผลไม้ส่งออกจีนของไทยได้ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2568 เป็นต้นไป”

“ผลการพิจารณาตอบกลับจากประเทศจีน ทำให้ปัจจุบันไทยมีห้องแลปทดสอบสาร BY2 จำนวน 10 ห้อง ซึ่งมั่นใจว่า จะเพียงพอรองรับปริมาณทุเรียนที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงปลายเดือนเมษายน และ เดือนพฤษภาคมนี้อย่างแน่นอน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม ณ วันที่ 14 เมษายน 2568 รายชื่อแลปไทย ที่สามารถทดสอบสาร BY2 จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ 1. Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. Chachoengsao branch 2. Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. Chiangmai branch 3. Asia Medical and Agricultural Laboratory and Research Center Co., Ltd. 4. Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. Songkhla Branch 5 Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. Bangkok branch 6. Bureau Veritas AQ Lab (Thailand) Limited 7. Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd.(Khon Kaen Branch) 8. Intertek Testing Services (Thailand) Limited 9. Overseas Merchandise Inspection Co., Ltd. 10. ALS Laboratory Group (Thailand) Co., Ltd.

เร่งแก้ราคายางดิง ‘ชวน’ต่อสายตรง‘นฤมล’

เร่งแก้ราคายางดิง ‘ชวน’ต่อสายตรง‘นฤมล’

เร่งแก้ราคายางดิง ‘ชวน’ต่อสายตรง‘นฤมล’

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เร่งแก้ราคายางดิง ‘ชวน’ต่อสายตรง‘นฤมล’

ราคายางพาราดิ่งหนัก อดีตนายกฯชวน หลีกภัย ต่อสายตรงถึง “นฤมล-กยท.” ขอให้เร่งคลี่คลายวิกฤต ห่วงเกษตรกรรับภาระหนัก

จากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สืบเนื่องจากแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวโน้มขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงยางพาราของไทย แม้จะมีประกาศขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปอีก 90 วัน แต่สถานการณ์กลับยังทรุดตัวลง ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสม และขาดเสถียรภาพด้านรายได้อย่างรุนแรง

ล่าสุด นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวสวนยางจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพายางพาราเป็นรายได้หลัก ได้แสดงความห่วงใยและความกังวลต่อภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกร จึงได้ต่อสายตรงถึง ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเพิก เลิศวังพง ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อขอให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นระบบในการคลี่คลายปัญหาราคายางตกต่ำโดยเร็ว

ด้านรายงานเบื้องต้นจาก กยท. ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางตกต่ำในขณะนี้ มาจากพฤติกรรมของผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายที่กดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม ทั้งยังได้รับแรงกระทบจากทิศทางตลาดโลกและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ คณะกรรมการการยางฯ เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าหารืออย่างเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทางรับมือ พร้อมจัดทำมาตรการรองรับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยหนึ่งในแนวทางเบื้องต้นที่ประธานบอร์ด กยท. เสนอ คือ การพิจารณาใช้กลไกตามพระราชบัญญัติยางพารา พ.ศ. 2542 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในตลาด

ทั้งนี้ นายชวนย้ำว่า จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมให้การสนับสนุนทุกมาตรการที่มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง

ปลัดเกษตรฯ สางปมน้ำนมดิบล้นตลาด ประสาน’อสค.-ไทยมิลค์-หนองโพ’ รับซื้อผลิตเป็นนมโรงเรียน

ปลัดเกษตรฯ สางปมน้ำนมดิบล้นตลาด ประสาน'อสค.-ไทยมิลค์-หนองโพ' รับซื้อผลิตเป็นนมโรงเรียน

ปลัดเกษตรฯ สางปมน้ำนมดิบล้นตลาด ประสาน’อสค.-ไทยมิลค์-หนองโพ’ รับซื้อผลิตเป็นนมโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

ปลัดเกษตรฯ สางปมน้ำนมดิบล้นตลาด ประสานอสค.–ไทยมิลค์–หนองโพ รับซื้อผลิตเป็นนมโรงเรียน

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ประสานอสค. บริษัทไทยมิลค์ และสหกรณ์โคนมหนองโพ รับซื้อน้ำนมส่วนเกินไปแปรรูปเป็นนมกล่อง เพื่อเตรียมแจกจ่ายนักเรียนในโครงการนมโรงเรียน พร้อมระบุสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยี​การ​เลี้ยง​โคนมส่งผลให้ผลผลิตน้ำนมต่อตัวเพิ่มขึ้น

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าปริมาณน้ำนมดิบในระบบมีการล้นตลาดเฉลี่ยวันละ 30–40 ตัน จากกว่า 10 สหกรณ์โคนมทั่วประเทศ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ประสานความร่วมมือกับองค์การ​ส่งเสริม​กิจการ​โคนม​แห่ง​ประเทศไทย​ (อสค.) บริษัทไทยมิลค์ และสหกรณ์โคนมหนองโพ เข้ารับซื้อน้ำนมส่วนเกินทั้งหมด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นนมกล่องส่งมอบให้กับโครงการนมโรงเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำนมดิบมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม โดยกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมการใช้อาหารสัตว์แบบหมัก​ (Corn silage) ที่ผลิตจากต้นข้าวโพดและฝักอ่อนข้าวโพด รวมถึงการดูแลสุขภาพโคด้วยวัคซีน ส่งผลให้เต้านมไม่อักเสบ แม่โคมีสุขภาพดี ผลิตน้ำนมได้มากขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 12–13 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน เพิ่มเป็น 15–16 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ในการพัฒนาสายพันธุ์โคที่สามารถรีดนมได้ในระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังคลอด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาราว 12 เดือน ทำให้ผลผลิตน้ำนมรวมในระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายประยูรบอกด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเร่งบรรเทาผลกระทบแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์นี้ ได้ประสานให้นำน้ำนมส่วนเกินไปแปรรูปเป็นนมกล่อง เพื่อเข้าสู่ระบบโครงการนมโรงเรียนทันทีที่เปิดภาคเรียนด้วย

‘สมาคมปศุสัตว์-เอกชน’ชื่นชมรัฐเข้าใจภาคเกษตร เชื่อมั่นทีมเจรจาข้อมูลครบ

'สมาคมปศุสัตว์-เอกชน'ชื่นชมรัฐเข้าใจภาคเกษตร เชื่อมั่นทีมเจรจาข้อมูลครบ

‘สมาคมปศุสัตว์-เอกชน’ชื่นชมรัฐเข้าใจภาคเกษตร เชื่อมั่นทีมเจรจาข้อมูลครบ

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.25 น.

“สมาคมปศุสัตว์-เอกชน”ชื่นชมรัฐเข้าใจภาคเกษตร เชื่อมั่นทีมเจรจาข้อมูลครบ ด้านเกษตรกรขอบคุณรัฐ มีมติไม่นำเข้าหมู-เครื่องใน

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 รายงานข่าวจากที่ประชุมแนวทางเจรจาของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา เป็นประธานที่ประชุม ระบุว่า เป็นการประชุมที่เปิดโอกาสให้ สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย สมาคมภาคปศุสัตว์และผู้ประกอบการเอกชน ตลอดจนทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้เข้าให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยรองนายกฯ รับฟังอย่างตั้งใจ และประเมินสถานการณ์ด้วยความเข้าใจระบบอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาที่เป็นประโยชน์กับชาติ ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูคลายกังวลและขอบคุณรัฐที่ประกาศไม่นำหมู-เครื่องในหมู เข้าเป็นสินค้าต่อรองสหรัฐ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า รู้สึกคลายกังวลกับสถานการณ์ หลังจากก่อนหน้านี้เข้ายื่นหนังสือขอความเห็นใจจากท่านรองนายกฯและคณะ ซึ่งท่านรับฟังและเข้าใจในข้อมูลที่นำเรียนอย่างรอบด้านชัดเจน ในฐานะผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ ตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดต้องขอขอบคุณท่านรองนายกฯ ที่มีมติว่าจะไม่นำชิ้นส่วนและเครื่องในหมูไปอยู่ในรายการสินค้าที่ใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ แต่จะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง เนื่องจากปัจจุบันการผลิตหมูในไทยมีปริมาณเหลือจนสามารถส่งออกได้จึงไม่เข้าเงื่อนไขสินค้าที่ต้องนำเข้าเพิ่ม แตกต่างจากข้าวโพดที่เป็นสินค้าที่ไทยขาดแคลน (Net Importer)

ขณะเดียวกัน ท่านยังมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาภาคเกษตรและห่วงโซ่การผลิตหมูในประเทศให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ให้ได้ในอนาคต เพื่อการส่งออกได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกๆประเทศปฏิบัติต่อภาคเกษตร ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นผลดีต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

เกษตรกร สมาคมภาคปศุสัตว์ และผู้แทนผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงห่วงโซ่ผลิตอาหารของไทย พร้อมให้ความร่วมมือเดินหน้ายกระดับและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อผลิตอาหารคุณภาพให้ประชาชนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัย รวมถึง ส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศ  รักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศตลอดไป

สำหรับแผนการเจรจาของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ มีความชัดเจนค่อนข้างมาก มีการกล่าวถึงสินค้าอื่นๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรอบด้าน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีข้อมูลในการเจรจาครบถ้วน เชื่อได้ว่าทีมประเทศไทยจะสามารถต่อรองให้สหรัฐลดภาษีโต้ตอบลงให้เหลือใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งได้