‘เกษตรกรเลี้ยงปลาทั่วประเทศ’กระทุ้ง’นายกฯ’ ค้าน FTA ไทย-EFTA ยกสินค้าปลา-ผลิตภัณฑ์ออกทุกการเจรจา

'เกษตรกรเลี้ยงปลาทั่วประเทศ'กระทุ้ง'นายกฯ' ค้าน FTA ไทย-EFTA ยกสินค้าปลา-ผลิตภัณฑ์ออกทุกการเจรจา

‘เกษตรกรเลี้ยงปลาทั่วประเทศ’กระทุ้ง’นายกฯ’ ค้าน FTA ไทย-EFTA ยกสินค้าปลา-ผลิตภัณฑ์ออกทุกการเจรจา

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.09 น.

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาทั่วประเทศ ยื่น จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ ค้านข้อตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA สินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ หวั่นอาชีพล่มสลาย ให้จัดเป็นสินค้าอ่อนไหว ยกออกนอกกรอบทุกเจรจา คงภาษีที่ 5% ปกป้องอาชีพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “ไม่เห็นด้วย” กับการเปิดเสรีการค้าในสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย กับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และในทุกกรอบเจรจา ซึ่งตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลา โดยตนพร้อมด้วย นายสมาน พิชิตบัญชรชัย นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย นายพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานแปลงใหญ่ปลานิลชลบุรี นายอมร เหลืองนฤมิตรชัย นายกสมาคมปลานิลไทย และนายพงศ์วิวัฒน์ วงศ์โกศลจิต ประธานชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำไทย จึงยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในงานสัมมนาที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัด รับฟังความเห็นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA ที่โรงแรมโนโวเทล มารินา ศรีราชา เมื่อวานนี้ (10 เมษายน 2568)  ขณะเดียวกันตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ และถึงประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผ่านประธานสภาเกษตรกรต่างๆ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน

ตัวแทนเกษตรกรแสดงความกังวลว่า หากข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ รวมถึงธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ผู้ผลิตลูกพันธุ์ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้ค้าปัจจัยต่างๆ ผู้ประกอบการ ตลาดสด ผู้ขนส่ง ทีมจับปลา รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆมากมาย จำนวนกว่า 1 ล้านคน เพราะในประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ มีระบบการผลิตสัตว์น้ำ อาหารทะเลที่ทันสมัย ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าประเทศไทย

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาของประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยกรายการสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดกว่า 100 รายการ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นปลาที่นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ประเทศผู้นำโลกด้านการเพาะเลี้ยง-การผลิตอาหารทะเลออกจากการเจรจาฯข้อตกลงการเปิดเสรีการค้านี้ เพราะผลกระทบจากการเปิดเสรี เปิดให้ปลากว่า 100 รายการ เข้ามาในประเทศแบบไม่ต้องเสียภาษีนี้ จะร้ายแรงมาก ต่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของผู้เพาะเลี้ยงปลาและอุตสาหกรรมของประเทศ ขอให้จัดสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าอ่อนไหว เป็นรายการยกเว้นการเจรจา (Exclision List) เช่นเดียวกับ กรณีข้าวของญี่ปุ่น และนมของแคนาดา และคงภาษีที่ร้อยละ 5 และคัดค้านการเปิดเสรี (ภาษีเป็นศูนย์-0%) ในสินค้าเหล่านี้ เพื่อปกป้องอาชีพและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ” ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าว

ในจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นต่อรัฐบาล เกษตรกรยังอ้างอิงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อปี 2542 และล่าสุดปี 2567 ที่มีการทะลักเขามาของปลาจากต่างประเทศจำนวนมาก อาทิ ปลาดุก ปลากะพง ส่งผลให้ราคาในประเทศตกต่ำ เกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุนจนต้องเลิกประกอบอาชีพ

ข้าราชการ กษ. เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2567

ข้าราชการ กษ. เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2567

ข้าราชการ กษ. เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2567

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.50 น.

11 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพาย ประจำปี พ.ศ. 2567 ของข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นางปรียาพร จันทโรภาส ผู้อำนวยการสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 กรมชลประทาน และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมชูชาติ กำภู สถาบันพัฒนาการชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

สำหรับในปี  2567 มีข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) จำนวนทั้งสิ้น 518 ราย โดยในส่วนของกรมชลประทาน มีข้าราชการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย จำนวน 90 ราย 

นับเป็นเกียรติประวัติและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่เป็นผู้ประพฤติดี มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ สมควรแก่การเชิดชูเกียรติและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

-(016)

‘กรมปศุสัตว์’บูรณาการ 3 หน่วยงานรัฐ ตรวจยึดเนื้อสัตว์แช่แข็งลักลอบนำเข้า

'กรมปศุสัตว์'บูรณาการ 3 หน่วยงานรัฐ ตรวจยึดเนื้อสัตว์แช่แข็งลักลอบนำเข้า

‘กรมปศุสัตว์’บูรณาการ 3 หน่วยงานรัฐ ตรวจยึดเนื้อสัตว์แช่แข็งลักลอบนำเข้า

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

“กรมปศุสัตว์”บูรณาการ 3 หน่วยงานรัฐ ตรวจยึดเนื้อสัตว์แช่แข็งลักลอบนำเข้ารวมกว่า 1,100 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3 แสนบาท บริเวณริมโขง จ.เชียงราย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย ร่วมปฏิบัติการกับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงของ หน่วยงานความมั่นคง ร้อย ท.พ.3101 และเจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอเชียงของ ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้าม บริเวณริมแม่น้ำโขง พบเนื้อสัตว์แช่แข็งและผลิตภัณฑ์จากสัตว์แปรรูปแช่แข็ง รวมกว่า 1,100 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.6 แสนบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 เวลา 16.00 น. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงของ หน่วยงานความมั่นคง ร้อย ท.พ.3101 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตรวจสอบพื้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านดอนที่ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบขนส่งสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร

จากการตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านดอนที่ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบกล่องโฟมจำนวน 22 กล่อง วางกระจายอยู่โดยไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ ตรวจสอบภายในพบว่าเป็นเนื้อสัตว์แช่แข็งและผลิตภัณฑ์จากสัตว์แปรรูปแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 1,100 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 361,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงทำการอายัดของกลาง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

การนำเข้าสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242, 252, 166 และ 167 และยังเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มาตรา 31 เนื่องจากเป็นของต้องห้ามและของต้องกำกัดที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขอนามัยและโรคระบาดในสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือที่ดีระหว่างกรมปศุสัตว์ ศุลกากร และหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการป้องกันโรคระบาดจากสัตว์ และคุ้มครองความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

– 006

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.ชัยภูมิ’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการ

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ตรวจเยี่ยม'ส.ป.ก.ชัยภูมิ' ในวาระติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ตรวจราชการ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.ชัยภูมิ’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.46 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.ชัยภูมิ ในวาระติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.ชัยภูมิ ในวาระลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยมีคณะปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ชัยภูมิให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรค ณ ห้องประชุม ส.ป.ก.ชัยภูมิ

ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก.ได้ให้ข้อเสนอแนะ แนวทางการดำเนินงาน แนวทางการแก้ไขปัญหา และกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ยุติธรรม มีความสามัคคี พร้อมทั้งให้ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานสำเร็จตามแผนงาน บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

– 006

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน

'อธิบดีทวีศักดิ์'ร่วมพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.14 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายอรรถวุฒิ กรุงแสนเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายไลซันต์ ตั้งภูมิ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินชัยภูมิ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ต.หนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีความเข้มแข็งยั่งยืน อีกทั้งให้มีการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันข้าวในตลาดโลก ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้แบบยั่งยืน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัด กษ. รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวมถึงมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมจัดนิทรรศการด้านการพัฒนาที่ดินที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวในครัวเรือน พร้อมทั้งมอบป้ายโครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ตาม Agri Map และมอบป้ายโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานให้กับผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการฯ อีกด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวในครัวเรือน โดยกรมการข้าวสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

จากนั้นในช่วงบ่าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา ตำบลหนองไผ่ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ติดตามการดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองสามขา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมชลประทาน มีแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

– 006

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้โอวาทเยาวชนเกษตรทั้ง 12 คน ก่อนเดินทางไปฝึกงานด้านเกษตรที่ญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต

วันนี้ (10 เม.ย.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกและผ่านการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) และจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2568 เป็นระยะเวลา 11 เดือน จำนวน 12 คน ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 2568 โดยมี นายปรมินทร์ ไตรทิพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้จัดการฝึกอบรมฯ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ซึ่งโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนเกษตรผ่านเข้าร่วมโครงการมาแล้วทั้งสิ้น 676 คน

“เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยทั้ง 12 คน ในปีนี้ ควรภาคภูมิใจ ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างสุดความสามารถ และอย่าท้อถอย ต้องกล้าแสดงออก ทั้งทางกาย และการพูดจา เพื่อให้ครอบครัวญี่ปุ่นรับรู้ถึงความตั้งใจมุ่งมั่น และความพยายามที่จะเรียนรู้ของเรา อ่อนน้อมถ่อมตน และแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือการงานเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญคือต้องเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาพัฒนาการเกษตรของตนเอง และเป็นตัวอย่างให้แก่เกษตรกรอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต”  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้แนวคิดในการต่อยอดและพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต โดยมุ่งเน้นการตลาดและส่งออกเป็นสำคัญ เพราะสินค้าเกษตรไทยถือว่าเป็นที่ต้องการของท้องตลาดและมีคุณภาพในระดับส่งออกได้ แต่ยังขาดการเพิ่มศักยภาพและแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ขายและส่งออกสินค้าได้ด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางให้ได้ ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการเพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

สำหรับปี 2568 คณะกรรมการบริหารโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ได้คัดเลือกเยาวชนให้เข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อม จำนวน 12 คน เข้ารับการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 เมษายน 2568 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 65 วัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในแบบญี่ปุ่น ตลอดจนฝึกวินัย และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี ฝึกปฏิบัติในศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และฝึกงานในฟาร์มรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตการฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

015

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

ดร.ศยามล สิทธิสาร อาจารย์ประจำ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานับเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก และอนุญาตให้ใช้ สารเร่งเนื้อแดง ได้ในปริมาณที่ควบคุมไว้ ในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด รวมถึงประเทศไทยด้วย

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองอาหารสัตว์ สารเหล่านี้ห้ามใช้ในอาหารสัตว์เด็ดขาด รวมถึง อย.กระทรวงสาธารณสุข มี พ.ร.บ. คุ้มครอง หากตรวจพบในอาหาร คือ ผิดกฎหมาย  โดยสารเร่งเนื้อแดง จะส่งผลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไฮเปอร์ไทรอยด์ ลมชัก ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนศีรษะ บางรายส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น

สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) ในทางการแพทย์ยานี้ถูกใช้ในเรื่องช่วยขยายหลอดลมผู้ป่วย หอบหืด หลอดลมอักเสบ จุดเด่นของตัวยานี้ คือขยายหลอดลม  สารกลุ่มนี้มีหลากหลายชนิด แต่ที่เกษตรกรมักจะนำมาใช้มากที่สุดคือ ซัลบูทามอล (Salbutamol) และ แรคโตพามีน (Ractopamine) ด้วยจุดประสงค์ให้หมูมีอาการตื่นตัว ออกวิ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดชั้นไขมันและเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อให้หมูมีเนื้อแดงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขายได้ในราคาดีขึ้นด้วย โดยวิธีการคือจะผสมในอาหารและน้ำดื่ม ในอาหารจะให้อยู่ประมาณไม่เกิน 10 กรัมต่อกิโลกรัมอาหารสัตว์ และเนื่องจากผสมในน้ำดื่มด้วยทำให้สัตว์ได้รับยาทั้งวัน หากผู้บริโภคเนื้อสัตว์ได้รับสารนี้สะสมไปเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก โรคหัวใจ เพราะยามีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจ

ดร.ศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า มีรายงานจากทางฝั่งยุโรปว่าหญิงมีครรภ์จะถูกกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง จากรายงานแม้พบสารเร่งเนื้อแดงในปริมาณเพียงเล็กน้อยหน่วยมิลลิกรัม แต่หากได้รับต่อเนื่องเรื่อยๆ เป็นเดือนหรือเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไป เพียงเดือนสองเดือนไม่ต้องถึงปี กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่จะแสดงอาการผลข้างเคียงเร็วมาก ตอนนี้ทางฝั่งสหรัฐอเมริกายินยอมให้ใช้สารนี้ โดยการใช้สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ในการปศุสัตว์ หากอยู่ในความดูและควบคุมที่เหมาะสม โดยกำหนดให้ใช้ในเกณฑ์ปริมาณที่ไม่ส่งผลอันตรายก็ยอมรับได้ แต่สำหรับประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก จึงไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้เลย โดยให้ตรวจพบเป็นศูนย์ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission : Codex) ได้กำหนดปริมาณมาตรฐานสากล ในการตกค้างสูงสุด ( Maximum Residue Limits (MRLs)) ในเนื้อและไขมันไว้ว่าต้องค้างไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ในตับไม่เกิน 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในไตไม่เกิน 90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในขณะที่หลายประเทศไม่ยอมรับค่า MRLs ที่ Codex กำหนด โดยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ยอมรับไม่ได้

สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลผู้บริโภค พบว่า คนไทยนิยมบริโภคทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู และเลือดหมู จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างเกินกว่าค่าที่ Codex กำหนด ดังนั้น การคำนึงถึงสุขภาพของคนไทยในระดับสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการเปิดตลาดรับหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ยกทัพขอ‘รมว.คลัง-หอการค้าฯ’ช่วยป้องอาชีพก่อนล่มสลาย

10 เมษายน 2568 วันนี้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 1,000 คน ยกทัพบุกกระทรวงการคลัง-หอการค้าไทยฯ ยื่นหนังสือขอความเห็นใจ พร้อมนำหัวหมู 37 หัว บนบานกู้วิกฤต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 37% เพื่อลดการขาดดุลการค้า และรัฐบาลไทยเตรียมเจรจาเปิดทางนำเข้าเครื่องในหมูสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทให้ล่มสลาย  รวมถึงกระทบสุขภาพคนไทย เสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ  พร้อมกันนี้ได้เข้าพบ รมว.กษตรฯ  ขอบคุณที่เคียงข้างเกษตรกรไทย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ระบุว่าอนุมัติให้มีการนำเข้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐฯนั้น สร้างความกังวลใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องในหมูเป็นแหล่งสะลมสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯใช้กันอย่างแพร่หลาย หากนำเข้าเครื่องในมาไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหรืออาหารมนุษย์ ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงและต่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้น เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ขณะที่คนไทยกินเครื่องในหมูในปริมาณมากเทียบเท่าเนื้อหมู จึงไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพคนไทย 

ทั้งนี้ การนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรและอีกหลายภาคส่วน เป็นเหตุผลที่กลุ่มเกษตรกรรวมตัวมาเพื่อขอความเห็นใจจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาแก้ปัญหาดุลการค้าสหรัฐฯ ให้ช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ให้สามารถยืนหยัดผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน รักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป ทั้งนี้ อาชีพผู้เลี้ยงหมูเป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่ประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน แม้จะล้มลุกคลุกคลานเผชิญปัญหามากมายมาโดยตลอด แต่กลุ่มเกษตรกรและภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็มุ่งมั่นตั้งใจยกระดับ พัฒนา ปรับปรุง เพื่อผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคด้วยคุณภาพหมูที่สะอาด ปลอดภัย เป็นความภูมิใจของคนเลี้ยงหมูทุกคน 

การยื่นหนังสือในวันนี้มีข้อมูลให้ คณะเจรจาได้นำไปพิจารณา คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สนับสนุนการนำเข้าพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ขาดแคลน หรือผลิตได้ไม่เพียงพอในบ้านเรา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถเพิ่มดุลการค้าให้สหรัฐฯได้ถึงปีละ 84,000 ล้านบาท น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ได้ไม่น้อย ทั้งนี้ จะเป็นการนำเข้าในส่วนที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทย นับว่าคุ้มค่ากว่าการนำอุตสาหกรรมสุกรและห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ไปแลกอย่างชัดเจน

ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเนื้อหมูของไทย อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคของประชาชน หากปล่อยให้มีเนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาปริมาณซัพพลายจะเกินกว่าดีมานด์ ส่งผลกระทบไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังเช่นสถานการณ์หมูเถื่อนที่เกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงปี 2564 ที่ทำให้ผู้เลี้ยงต้องสูญเสียอาชีพไปมากมาย

สินค้าทั้งชิ้นส่วนและเครื่องในสุกรของสหรัฐ ผลิตจากประเทศที่มีกฎหมายไม่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามใช้ในการเลี้ยงและกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สุกรทุกชนิดแม้จะมีการอ้างว่ามีการเลี้ยงโดยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในสหรัฐ  ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐไม่ห้ามการใช้  จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรปไม่รับสินค้าไก่เนื้อจากประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งไก่เนื้อไปยังยุโรปและออกกฎหมายในลักษณะที่ห้ามใช้สารต้องห้ามในลักษณะเดียวกับกลุ่มยุโรปเช่นกัน  ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน  หากผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์หรือเครื่องในที่มีสารตกค้างดังกล่าว จะมีผล เป็นความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และแม้จะนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มสุนัขและแมว ก็ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเกิดข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปตามมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรยังเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ปกป้องเกษตรกรเช่นกัน หลังประธานสภาหอการค้าฯ เคยเสนอแนวคิดให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ 

จากนั้นเดินทางเข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอบคุณที่แสดงจุดยืนเคียงข้างเกษตรกร และประกาศจะไม่ยอมเอาผลประโยชน์ของภาคเกษตรไปแลกกับข้อตกลงทางการค้า ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกร แต่รัฐมนตรีเกษตรฯ ยังช่วยปกป้องสุขอนามัยที่ดีของประชาชนชาวไทยด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายฯ ในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายวีระสันติ ประทุมพล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ นายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผู้อำนวยการกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ นายสัตวแพทย์อดิศร ชาติสุภาพ ปศุสัตว์เขต 3 นายพีรศักดิ์ ไชยชนะแสง ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 3 อาทิ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ และจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และลงตรวจราชการพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกล่าวมอบนโยบายฯ และมอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค-กระบือจากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 69 ตัว แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 69 ราย สบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 200 ฟ่อน สนับสนุนปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เวชภัณฑ์ / เมล็ดพันธุ์หญ้าแก่ตัวแทนเกษตรกร 69 ราย และแจกไข่ไก่กว่า 5,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ พร้อมมอบป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน (OTOP) แก่กลุ่มเกษตรกรอำเภอบ้านเขว้า จำนวน 150,000 บาท นอกจากนี้ ได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวด้วย

– 006