‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

9 เมษายน 2568 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้สมาคมฯในนามของพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้ง 19 องค์กร พร้อมด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และ 4 บริษัทส่งออก ได้นำข้อเสนอพิจารณาเจรจาต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐอเมริกา เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นผู้แทนรับที่ทำเนียบรัฐบาล

นายเอกพจน์ กล่าวว่า การเข้ายื่นข้อเสนอดังกล่าวเพื่อให้เป็นแนวทางให้ภาครัฐ ได้มีข้อมูลที่รอบด้าน ครอบคลุมภาคเกษตรทั้งระบบ  โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาล แยกตัวเลขออกเป็น 2 อุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมการเกษตร(สินค้าเกษตร) และอุตสาหกรรมการผลิต จะเห็นชัดว่าตัวเลขของอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐาน และไทยผลิตเองนั้นเกินดุลมาไม่มากประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งองค์กรในอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้หารือและมีมติเห็นพ้องต้องกันที่จะขอเสนอให้รัฐบาลไทยเจรจาในส่วนของสินค้าเกษตร โดยใช้เฉพาะการเทียบดุลสินค้าเกษตรเท่านั้น

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ สนับสนุนข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการยื่นข้อเสนอก่อนหน้านี้ โดยมีใจความสำคัญ คือ 

1. ข้าวโพด เพื่อผลิตอาหารสัตว์ในสัดส่วนที่ขาดแคลนจำนวน  1.5 ล้านตัน เป็นมูลค่า 13,500 ล้านบาท และสามารถเติบโตได้ถึง 4.2 ล้านตัน เป็นมูลค่า 36,000 ล้านบาท  

2. กากถั่วเหลือง โดยขอให้ลดภาษีกากถั่วเหลือง เฉพาะจากสหรัฐฯ จาก 2% เหลือ 0% ตลอดไป จะทำให้ผู้นำเข้าทั้งหมด เปลี่ยนการนำเข้าจากบราซิลเป็นนำเข้าจากสหรัฐฯ  ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 48,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ให้เกษตรกรกลุ่มปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงได้อีกด้วย 

3. กากข้าวโพด DDGS ซึ่งปัจจุบันมี ภาษีนำเข้า 9% หากรัฐบาลลดเหลือ 0% อาจจะทำให้มีการนำเข้าราว 9,900 ล้านบาท ดังเช่นปี 2561

นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวด้วยว่า  ข้อเสนอให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ จากสหรัฐฯ  จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ เพราะเป็นการเปลี่ยนแหล่งนำเข้า และนำเข้าในจำนวนที่ขาดแคลนเท่านั้น  ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยให้มีโอกาสลดต้นทุน และสินค้ากุ้งไทยที่จะถูกเก็บภาษีจากนโยบายสหรัฐฯ  สำหรับเกษตรกรในประเทศ มีผู้ผลิตอาหารสัตว์ดูแล โดยรับซื้อในราคาที่เหมาะสม     ขณะเดียวกัน ยังจะทำให้การนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมเกษตรจากสหรัฐฯ ของไทยเพิ่มเป็น 61,500 – 93,900 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศสหรัฐฯได้ 

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ดุลการค้าสหรัฐอเมริกามูลค่ากว่า  1.66 ล้านล้านบาท ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเพิ่มภาษีการค้าขึ้นอีก 37%  สร้างความกดดัน และหนักใจในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ลงทุนโดยตรง

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.30 น.

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’  

8 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ต่อการประชุมติดตามมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกาช่วงบ่ายวันนี้ (8 เม.ย.) ก่อนที่ทีมไทยจะเดินทางไปเจรจา ว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และให้ข้อคิดเห็นกับผู้ที่จะเดินทางไปเจรจา เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่ผู้เจรจา จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อเกษตรกร เพราะมันจะไม่ใช่กระทบต่อในประเทศ แต่กระทบต่อสินค้าส่งออกด้วย จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมผู้เลี้ยงสุกร คัดค้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกา นางนฤมล กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องการสะท้อนข้อมูลเนื่องจากสอดคล้องกับทิศทางที่กลุ่มผู้เรียกร้องเสนอ รวมไปถึงจะกระทบกับสุขภาพผู้บริโภคอย่างไรเนื่องจากมีผลวิจัยอยู่

นางนฤมล กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นการประกอบการตัดสินใจของทีมเจรจาที่จะไปเสนอต่อสหรัฐฯ เพราะเมื่อเราจะไปเจรจาอะไรต้องดูผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และส่วนตัวไม่ต้องการให้เอาภาคเกษตรไปแลกให้ภาคอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ บางทีอุตสาหกรรมต่างๆ อาจเป็นต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยใช้ไทยเป็นทางการผลิต จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

8 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย  ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ให้ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จำนวน 5 คน ได้เข้ามาพูดคุย หารือหาแนวทางต่างๆ พร้อมรับฟังปัญหาความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ในห้องประชุม ประมาณ 40 นาที ก่อนจะออกมารับหนังสือดังกล่าว

สำหรับหนังสือดังกล่าว ระบุว่า เรื่อง ขอเสนอเพื่อแก้ปัญหาตามประกาศคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย ตามประกาศคำสั่ง Exocutive Orders ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tants) สำหรับประเทศไทย ภายได้กฎหมาย Intemalional Emergency Economic Power Act of 1977 (IEEPA) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 โดย Individualized Reciprocal Higher Tariff ประเทศไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 36% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นั้น

ก่อนหน้านี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีการหารือกับกลุ่มภาคการผลิตปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ “สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” โดยมีข้อเสนอรายการสินค้าที่จะนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ เพื่อให้การเกินดุล และขาดดุลการค้าระหว่างไทย-สหรัฐแคบลง เพื่อลดแรงกดดันในการที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะมาสร้างผลกระทบกับเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกรภายในประเทศ หลังจากที่สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGSเพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้เป็นจำนวนถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 25668

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงขอยืนแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ ตามแนวทางเดียวกับสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทยหลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่ม“ผู้เลี้ยงหมู”บุกทำเนียบฯ! 8 เมษายน ยื่นหนังสือ“นายกฯอิ๊งค์” ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทย มีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้า และลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบและแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่” การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ)

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง  กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'เป็นปธ.เปิดกิจกรรม'สงกรานต์ รัน 2568'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อเวลา 5.40 น.วันที่ 6 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” พร้อมด้วย นายภาชน์ จารุภุมมิก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และผู้เข้าร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมในพิธีเปิด โดยมี นายสมยศ เกษสุวรรณ นายอำเภอบางไทร เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณลานหน้าศาลาพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ในการขับเคลื่อนภารกิจตามที่ได้รับมอบให้เป็นไปตามพระบรมราโชบาย จึงได้มีแนวคิดในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมกับชมรมนักวิ่ง กรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพโดยการออกกำลังกาย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ภารกิจของ ส.ป.ก.ด้านงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์งานฝีมืออันเลื่องชื่อจาก 12 แผนกวิชาของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่มุ่งเน้นการสร้างความดึงดูดผ่านทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ศิลปหัตถกรรมของท้องถิ่นด้วยสื่อ และการท่องเที่ยว

ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทางรวม 3 กิโลเมตร และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.บางส่วนได้ร่วมกิจกรรมใน ระยะ “ฟัน รัน 5 กิโลเมตร” และ “มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร” อีกด้วย โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย รวมไปถึงยังส่งเสริมให้ประชาชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียง มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จัก ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (เดิม) หรือศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ซึ่งได้กลับมาเปิดให้เยี่ยมชมและท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง

– 006

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ’ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

6 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37% โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง  ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้  เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปี พ.ศ.2570-2571 จังหวัดกำแพงเพชร

นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายเจษฎา สาระ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความเรียบร้อยการก่อสร้างอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และความพร้อมของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯและพื้นที่แปลงที่จะดำเนินการออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในปี พ.ศ. 2570-2571 ณ ตำบลวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

โดยอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) มีความเรียบร้อยและพร้อมเปิดใช้งาน ส่วนพื้นที่งานจัดระบบฯปี พ.ศ. 2570-2571 มีความพร้อมทั้งในส่วนของพื้นที่ดำเนินการและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

'กุ้ง'สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.48 น.

นักวิชาการ ชี้ อุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยมีมาตรฐาน อยู่ภายใต้กฏหมายกำหนด ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความปลอดภัย ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย อร่อย มีโปรตีนดี ไขมันน้อย ได้โอเมก้า-3  

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เดือนเมษายนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีการบริโภคอาหารอย่างคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยม คือ “กุ้ง” เพราะรสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย   

“กุ้ง” แหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง 

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ โดยตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม 

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีข่าวจากต่างประเทศที่มีการใช้ฟอตเฟตในอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งเกินมาตรฐานนั้น แนะผู้บริโภคอย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามกฎหมายในข้อบังคับในการใช้สารประกอบฟอสเฟตในอาหารทะเล

ฟอตเฟต มีคุณสมบัติช่วยให้กุ้งอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้กุ้งเกิดความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำหนักจากการแช่แข็ง การละลาย หรือการขนส่ง ช่วยให้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ดีขึ้น เนื้อแน่น เด้ง ช่วยชะลอการเกิดสีคล้ำในเนื้อกุ้ง และยังยืดอายุการเก็บรักษาของกุ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณตามที่กฏหมายกำหนดจะทำให้กุ้งมีคุณสมบัติตามที่ต้องการและมีความปลอดภัยในการบริโภค

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกหัวและลำตัวติดกันแน่น สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น เป็นกุ้งที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะแสดงว่าก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด 

ที่สำคัญในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ซื้อกุ้งจากแหล่งจำหน่าย แนะนำให้หาภาชนะเก็บรักษาความเย็น เช่น กล่องโฟม ไปด้วยเพื่อใช้สำหรับเก็บรักษาอุณหภูมิ เพื่อความสดใหม่ และก่อนนำกุ้งเข้าแช่ในตู้เย็นให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง

009