อยากมีรายได้และสุขภาพดี! แรงบันดาลใจเกษตรกร‘อำนาจเจริญ’ปรับวิถีการปลูกสู่เกษตรทฤษฎีใหม่

อยากมีรายได้และสุขภาพดี! แรงบันดาลใจเกษตรกร‘อำนาจเจริญ’ปรับวิถีการปลูกสู่เกษตรทฤษฎีใหม่

อยากมีรายได้และสุขภาพดี! แรงบันดาลใจเกษตรกร‘อำนาจเจริญ’ปรับวิถีการปลูกสู่เกษตรทฤษฎีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

“ทำเกษตรเชิงเดี่ยวมานาน รายได้ไม่แน่นอนจึงมีแนวคิดอยากสร้างรายได้ ตลอดจนมีสุขภาพที่ไม่ดีจึงเริ่มหันมาทำเกษตรปลอดภัย ปลูกพืชผสมผสาน บริหารจัดการบนพื้นที่จำกัดอย่างเกื้อกูลกันให้มีรายได้ประจำวัน เดือนและปี ปลูกพืชที่หลากหลาย ลดรายจ่ายทั้งคนและสัตว์”

นายวร สว่างเนตร เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 8 บ้านภูเขาขาม ต.คีมใหญ่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการหันมายึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชหลายชนิดสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน แบ่งเป็น 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น ยางนา ประดู่ สัก พยุง กระถินเทพา 2.ไม้ใช้สอย เช่น ไผ่ซางหม่น ไผ่สร้างไพร 3.ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ไผ่กิมซุง ไผ่อินโดจีน สะเดา กล้วยหอมคาเวนดิซ กล้วยตานี ข่า ตะไคร้ ฝรั่งกิมจู มะขามเปรี้ยวยักษ์ ลำไย นอกจากนั้นยังเลี้ยงเป็ดบาบาลี ไก่พื้นเมือง สุกร โค ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาหมอและหอยขม

ประโยชน์ที่ได้รับมีทั้งด้านเศรษฐกิจ มีรายได้จากการขายผลผลิต แบ่งเป็นรายวัน เช่น ฝรั่ง กล้วย เป็ด ไก่ กิ่งพันธุ์ ผัก รายเดือน คือสุกร และรายปีคือโค รายได้ทั้งหมดเฉลี่ยต่อปี 252,500 บาท บนพื้นที่ 4 ไร่ 1 งาน 34 ตารางวา ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้พื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และผลผลิตไม่ใช้สารเคมีจึงมีความปลอดภัย ยังมีด้านสังคมคือเกิดการรวมกลุ่มเพาะพันธุ์ลูกหมูจำหน่าย เป็นแหล่งศึกษาดูงานของผู้สนใจ

“อยากให้คนในชุมชนได้กินของดี ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพิ่มการปลูกป่า ไม้โตเร็วเพื่อใช้เป็นไม้ใช้สอย ให้ร่มเงาและสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง” นายวร กล่าว

‘อัครา’ช่วยค่าฝากเก็บรักษาคุณภาพข้าว

‘อัครา’ช่วยค่าฝากเก็บรักษาคุณภาพข้าว

‘อัครา’ช่วยค่าฝากเก็บรักษาคุณภาพข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2567/68” ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งร่วมโครงการเพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ในปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567

สำหรับการดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ในปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วม 1,138 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ 18,094 ตัน รวมมูลค่า 162,850,500 บาท ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำให้สหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ได้รับเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก รวม 27,141,000 บาท แบ่งเป็นสหกรณ์ 18,094,000 บาท สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 9,047,000 บาท

นายอัครา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวนาจึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้ร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2567/68 นอกจากนี้ กรมการข้าว ยังใช้แนวทางการนำโรงเรียนร้าง มาเข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อปรับปรุงเป็นลานตากชุมชน ช่วยเกษตรกรที่ขาดแคลนลานตาก หรือปรับเปลี่ยนเป็นยุ้งฉาง เพื่อเข้าโครงการชะลอการขายข้าวได้

‘นฤมล’คุมผลไม้ส่งออก ย้ำLabตรวจ BY2 มีเพียงพอ

‘นฤมล’คุมผลไม้ส่งออก ย้ำLabตรวจBY2มีเพียงพอ

‘นฤมล’คุมผลไม้ส่งออก ย้ำLabตรวจBY2มีเพียงพอ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุมเข้ม : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 2/2568 ติดตามการแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออก โดยมีมาตรการคุมเข้ม เฝ้าระวังป้องกันตั้งแต่กระบวนการผลิตการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ตามที่ประเทศคู่ค้ากำหนด

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออกของประเทศไทย ในกลุ่มสินค้าเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย 1.ทุเรียน 2.ลำไย และ 3.มะม่วง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประกาศใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ เป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในสินค้าเกษตรส่งออก อาทิ มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันในกระบวนการผลิต มาตรการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนด เป็นต้น

“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยใกล้จะออกผลผลิตและเตรียมจำหน่ายสู่ตลาด ได้ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมเจรจาเปิดตลาดใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผลผลิตของเกษตร และลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินค้าเกษตร สำหรับทุเรียน ปัจจุบันเรามีห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 แล้ว 13 ห้อง สามารถทดสอบตัวอย่างได้วันละ 3,000 ตัวอย่าง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนที่จะต้องตรวจก่อนส่งออก ในส่วนของลำไย มีการเจรจาเปิดตลาดการส่งออกผลลำไยสดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้กำชับทุกภาคส่วนทำตามมาตรการที่กำหนดเพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า นอกจากภารกิจด้านการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ แล้ว ยังให้ความสำคัญทางด้านวิชาการในการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์พืชเกษตรมูลค่าสูงด้วย

‘อิทธิ’มอบวัคซีนคุมเข้ม ป้องกันโรค‘ลัมปีสกิน’ระบาด

‘อิทธิ’มอบวัคซีนคุมเข้ม  ป้องกันโรค‘ลัมปีสกิน’ระบาด

‘อิทธิ’มอบวัคซีนคุมเข้ม ป้องกันโรค‘ลัมปีสกิน’ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนดังกล่าว ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ที่เทศบาล ต.แม่จะเรา อ.แม่ระมาด จ.ตาก ว่าโรคลัมปี สกิน สร้างความเสียหายต่อภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันและควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ให้กับกรมปศุสัตว์ เพื่อจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน 7,850,000 โดส เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร

สำหรับ จ.ตาก เป็นจังหวัดที่สอง ตามแผนของกรมปศุสัตว์ ในการมอบวัคซีนลัมปี สกิน เนื่องจากมีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา เป็นประตูการค้าสำคัญที่มีการค้าขายชายแดนมาอย่างยาวนาน การค้าขายโค กระบือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคลัมปีสกิน ทำให้การนำเข้าโค กระบือผ่านชายแดนชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างมาก ซึ่งการป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับโค กระบือในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต่างประเทศยอมรับและเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ของไทย และยังเป็นการส่งเสริมการค้าชายแดนด้วย

“โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน มีความสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในพื้นที่ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับทราบถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น วัคซีน 7.8 ล้านโดสนี้ จะครอบคลุมการป้องกันโรคในโค กระบือทั่วประเทศ โดย จ.ตาก ได้รับการจัดสรรวัคซีน 236,520 โดส ครอบคลุมประชากรโคและกระบือทั้งหมดในจังหวัด สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถขอรับบริการฉีดวัคซีนได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรืออำเภอใกล้บ้าน และหน่วยงานอื่นๆ ที่ให้ความร่วมมือ” นายอิทธิ กล่าว

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้ตรวจเยี่ยมคอกกักสัตว์วังแก้ว ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นคอกกักสัตว์เพื่อการนำเข้าราชอาณาจักรจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถกักโค กระบือ ได้ 5,500 ตัว แพะ แกะ 7,500 ตัว มีการดำเนินการกักโรคสัตว์ที่นำเข้าเพื่อตรวจทดสอบโรค และฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่สัตว์ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามระเบียบของกรมปศุสัตว์ พร้อมพบปะและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการคอกกักสัตว์เอกชนเพื่อการนำเข้า และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดน จ.ตาก

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่ ติดตามโครงการ นำร่องแก้ปัญหา งานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่  ติดตามโครงการ  นำร่องแก้ปัญหา  งานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่ ติดตามโครงการ นำร่องแก้ปัญหา งานด้านเกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการ “นำร่อง” การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรโดยน้อมนำแนวพระราชดำริ มาปรับใช้ในพื้นที่บ้านหนองกระทิง ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา และการดำเนินงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้นำชุมชน กลุ่มเกษตรกรหมู่บ้านคชานุรักษ์ และส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วม

ทั้งนี้ โครงการนำร่อง มีพื้นที่เป้าหมายเดียวกันกับโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ประกอบด้วย 5 โครงการหลัก ได้แก่ การยกระดับรายได้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงรวม (ผัก) การยกระดับเศรษฐกิจชุมชน กลุ่มวิสาหกิจ แพะ แกะ โค การส่งเสริมอาชีพทางเลือก การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และระบบส่งน้ำเพื่อใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้พบกับเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงรวม (ผัก)ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูป (น้ำพริก) และเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยง โค แพะ แกะ โดยได้ให้ข้อเสนอแนะการดำเนินงานด้านต่างๆ อาทิ การรวมกลุ่มเกษตรกร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนายกระดับไปสู่ผู้ประกอบการ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการแปรรูป รวมถึงโอกาสในการเพิ่มช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย

‘ผส.พข.9’ลงพื้นที่ดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริ และติดตามผลการดำเนินงานปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร

'ผส.พข.9'ลงพื้นที่ดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริ และติดตามผลการดำเนินงานปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร

‘ผส.พข.9’ลงพื้นที่ดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริ และติดตามผลการดำเนินงานปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นางสาวหงส์ลดา นาคฉ่ำ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร ลงพื้นที่ดำเนินงานโครงการพระราชดำริสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการลดใช้สารเคมีทางการเกษตรและลดการเผาในพื้นที่ต้นน้ำ ม.10 บ้านโล๊ะโค๊ะ ม.26 บ้านป่าหมาก อ.โกสัมพีนคร และบ้านป่านาคา ม.8 ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน และติดตามผลการดำเนินงาน 1) โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) บ้านเกาะรากเสียด ม.2 ต.เพชรชมพู อ.โกสัมพีนคร 2) โครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติทางการเกษตร บ้านทุ่งธารทอง ม.16 ต.โกสัมภี อ.โกสัมพีนคร 3) โครงการสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี 4) โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ต.ลานดอกไม้ตก อ.โกสัมพีนคร 5) แปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อปลูก อ.โกสัมพีนคร ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานแล้วเสร็จตามแผนงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่กำหนดไว้

– 006

เกษตรกร‘ร้อยเอ็ด’ปรับแนวทางหลังขาดทุน พลิกชีวิตด้วย‘เกษตรทฤษฎีใหม่’

เกษตรกร‘ร้อยเอ็ด’ปรับแนวทางหลังขาดทุน พลิกชีวิตด้วย‘เกษตรทฤษฎีใหม่’

เกษตรกร‘ร้อยเอ็ด’ปรับแนวทางหลังขาดทุน พลิกชีวิตด้วย‘เกษตรทฤษฎีใหม่’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

นายภักดี พลเยี่ยม เกษตรกรหมู่ 10 หมู่บ้านโคกล่าม ต.หนองใหญ่ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบปัญหาจากเกษตรเชิงเดี่ยว โดยก่อนหน้านี้ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย แต่เกิดภาวะขาดทุนและหน้าดินเสื่อมโทรม จึงหันมายึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชหลากหลายชนิดแบบผสมผสาน โดยนำระบบวนเกษตร คือการจำลองสภาพป่าธรรมชาติมาใช้

จากพื้นที่ 10 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา มีสระน้ำ 2 แห่ง แบ่ง 7 ไร่มาทำวนเกษตร ปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่นอย่างไผ่เลี้ยง ยางนา พยุง ประดู่ สัก ตะขบ เครือไม้ ไม้ผลและสมุนไพร เช่น มะพร้าว มะม่วง ขนุน ฝรั่ง ปลูกข้าว เลี้ยงควาย ไก่และปลา มีรายได้ 7 หมื่นบาทต่อปี มีสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น สบู่ กระเช้าเถาวัลย์ และมีองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดได้ เช่น เลี้ยววัว เลี้ยงไก่ ขยายพันธุ์พืชและแปรรูปสมุนไพร

“การปลูกไม้ป่าร่วมกับการเพาะกล้าไม้ ช่วยสร้างรายได้และอนุรักษ์พันธุ์ไม้ให้อยู่กับระบบนิเวศอย่างอุดมสมบูรณ์” นายภักดี กล่าว

พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

“ผมเรียนจบจากวิทยาลัยเกษตร พอจบแล้วก็ได้กลับมาพลิกฟื้นที่ดินของคุณแม่ เริ่มปลูกข้าวโพด ถั่วเขียว ผัก บวบ มะเขือ ปรับเปลี่ยนกิจกรรมสู่การปลูกพืชหลายชนิดในแปลง และปรับวิถีชีวิตให้พออยู่พอกิน”

นายสมพงศ์ ปั้นทอง เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 2 บ้านพชรชมภู ต.นาโบสถ์ อ.วังเจ้า จ.ตาก เล่าย้อนไปในวันที่เริ่มต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งตนเองเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสานในลักษณะเกื้อกูลกัน ทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น สัก ไผ่ ผักหวาน ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม มะขาม มะนาว ลำไย มีการเลี้ยงไก่ ปลานิลและปลาตะเพียน ในพื้นที่ 10 ไร่ จากทั้งหมด 34 ไร่ 1 งาน 17 วา ที่แบ่งมาทำเกษตรในรูปแบบนี้

โดยปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 6 หมื่นบาทต่อปี จากสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เช่น มะขามแช่อิ่ม ปลาส้ม เครื่องจักสาน สเปรย์ตะไคร้หอม น้ำมันนวด นอกจากนั้น ยังลดรายจ่ายได้ 5,000 บาท จากการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักและผักหวาน

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลักของไทยกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ กล่าวภายหลังร่วมกล่าวในพิธีเปิดการประชุมเตรียมความพร้อมระดับภูมิภาคสำหรับการประชุมสุดยอดระบบอาหารแห่งสหประชาชาติ 4 (Regional Preparatory Meeting for the United Nations Food Systems Summit 4 : UNFSS 4) โดยมีนายสเตฟานอส โฟติอู ผอ.ศูนย์ประสานงานUNFSS (Mr.Stefanos Fotiou Director, UN Food Systems Coordination Hub) นายจอง จิน คิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนระดับภูมิภาคของ FAO ประจำเอเชียและแปซิฟิก (Mr.Jong-Jin Kim Assistant Director General and Representative, FAO RAP) น.ส.ลิน หยาง รองเลขาธิการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Ms.Lin Yang Deputy Excutive Secretary , Economic And Social Commission For Asia And The Pacific: ESCAP) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่องค์การสหประชาชาติ UN Convention Center, Bangkok Thailand ว่าปัจจุบันระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับความท้าท้าย ทั้งในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เป็นความท้าทายสำคัญที่เราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารและไปสู่ความยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรม และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการรับรู้การลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนแก่ประชากรโลก

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะการยุติความหิวโหยและความยากจนจะไม่สามารถบรรลุได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินการที่กล้าหาญและเร่งด่วนในการปรับปรุงการจัดการที่ดินเกษตร ดิน และทรัพยากรน้ำ ซึ่งที่ประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้เข้าร่วมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง จาก 27 ประเทศจากทั่วโลก ได้เห็นชอบปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการความขาดแคลนน้ำและการฟื้นฟูดิน เพื่อระบบ เกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น (Ministerial Declaration on managing water scarcity and reversing soil degradation for sustainable and resilient agrifood systems) เพื่อมุ่งมั่นการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการทรัพยากรดินและน้ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศสมาชิก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้ จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานในการขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนระหว่างกัน และเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุม the United Nations Food Systems Summit 4 (UNFSS 4) ในเดือนกรกฎาคมนี้ที่เอธิโอเปีย

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบการจัดทำแผนขับเคลื่อนสมุนไพร Herb of the Year ปี 2568-2570 “ขมิ้นชัน ไพล ในระยะ 1 ปี”โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกสายพันธุ์ขมิ้นชันและไพลของไทย พร้อมสนับสนุนการวิจัยวิธีการขยายพันธุ์ การเพาะปลูกให้ได้รับมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ สร้างเครือข่ายผู้ผลิต วางแผนการเก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสมส่งผลให้ได้สารสำคัญในปริมาณสูง และจัดทำแผนการตลาดทางออนไลน์เพื่อให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกในการเพิ่มรายได้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการขับเคลื่อนขมิ้นชันและไพลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับแผนการใช้สมุนไพรในสถานพยาบาล หรือคลินิกแผนไทยในอนาคต

นอกจากนี้ที่ประชุมรับทราบรายงานขับเคลื่อนสมุนไพร ปีงบประมาณ 2568 ไตรมาสที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) ในการส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยตั้งเป้าหมายส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้ได้ GAP หรือเกษตรอินทรีย์ 73,000 ไร่ มีผลการดำเนินงานรวม 45,803 ไร่ แบ่งเป็น 1.GAP 29,058 ไร่ และ 2.เกษตรอินทรีย์ 16,745 ไร่ พร้อมทั้งมีกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่แปรรูปสมุนไพรมีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น 99 แห่ง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบแผนพัฒนาวัตถุดิบสมุนไพรและการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพสู่การผลิตสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมการผลิต และส่งเสริมให้แปลงใหญ่ได้รับมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงจัดทำบรรจุภัณฑ์ การสร้างแรงจูงใจในการซื้อ-ขาย และการประชาสัมพันธ์คุณค่าของสมุนไพรให้ผู้บริโภค สนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจ BCG