จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“มีความคิดอยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน จึงเปลี่ยนจากสวนมะม่วงมาปลูกป่าไม้จำนวน 3 ไร่ เพื่อการเก็บเกี่ยวของป่า กระทั่งในปี 2557 ส.ป.ก.บึงกาฬ ได้เข้ามาสำรวจป่าไม้ จึงทำให้เกิดความคิดในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบวนเกษตรผสมผสาน และได้นำมาปรับใช้ในแปลง จึงเริ่มปลูกป่ามากขึ้นและมีรายได้จากการปลูกป่าโดยการเลี้ยงผึ้งป่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว”

นายประสพ ชาญประเสริฐ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 9 บ้านคำชมภู ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ เล่าถึงความสนใจหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ จากชาวสวนยางพารา เพิ่มเติมด้วยการปลูกมะม่วง และปรับเปลี่ยนสู่วิถีวนเกษตร ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อจำลองสภาพป่าตามธรรมชาติให้เกิดระบบนิเวศเกื้อกูลกัน จากพื้นที่ทั้งหมด 29 ไร่ หักที่อยู่อาศัย 1 ไร่ อีก 28 ไร่ที่เหลือ แบ่งเป็นสวนยางพารา 18 ไร่ ปลูกต้นยางนา 4 ไร่ และทำระบบวนเกษตรอีก 6 ไร่

ปัจจุบันมีการปลูกไม้ป่า เช่น พยุง ยางนา สักทอง ตะเคียน ไม้แดง ไม้เต็ง ปลูกไม้กินได้/ผลไม้/สมุนไพร เช่น ข้าว กล้วย มะม่วง มะนาว ไผ่หวาน อีกทั้งยังเลี้ยงปลาและเลี้ยงผึ้ง โดยมีน้ำผึ้งป่าเป็นสินค้าสำคัญ มีรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ย 1 แสนบาทต่อปี และมีองค์ความรู้สำคัญคือการปลูกป่าแบบผสมผสานและการเลี้ยงผึ้ง

‘เฉลิมเกียรติ’ ประกาศพันธกิจ ‘ธนาคารที่ดิน’ มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

'เฉลิมเกียรติ'ประกาศพันธกิจ'ธนาคารที่ดิน'มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

‘เฉลิมเกียรติ’ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

‘เฉลิมเกียรติ”ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ ในประเด็นภารกิจและพันธกิจของ “ธนาคารที่ดิน” มุ่งทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้  บริหารจัดการที่ดินด้วยกระบวนการที่แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ไม่เปิดช่องให้ขายสิทธิ์ หรือซื้อขายเปลี่ยนมือ ปิดโอกาสที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนข้ามชาติ เป็นการรักษาทรัพยากรประเทศ ช่วยประชาชนมีอาชีพ พ้นความยากจนได้อย่างยั่งยืน

•ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

ปัจจุบันคนไทยของเราโดยส่วนมากอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือให้คําแนะนํา รวมทั้งให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะช่วยทํามาหากิน โดยเฉพาะในส่วนของที่ดินทํากิน ดังนั้น สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ มีภารกิจให้การสนับสนุนประชาชน ชาวบ้านทั่วไปทั้งหมดที่ไม่มีรายได้ หรือว่ามีรายได้ค่อนข้างที่จะต่ำ “ธนาคารที่ดิน” ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามพันธกิจ และภารกิจ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยที่ทํามา 12 พื้นที่ และกำลังขยายเป็น 42 พื้นที่ทั่วประเทศ ภายในปีงบประมาณ 2568 เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการที่จะทำในลักษณะเอาปลาไปให้ เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับว่าเมื่อประชาชนได้ที่ดินไปแล้ว ทําอะไรในพื้นที่ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร แต่ “ธนาคารที่ดิน” เราให้เครื่องมือหาปลา เราทำเช่นนี้เพราะต้องการที่จะช่วยให้ประชาชนให้สามารถดำรงชีพได้ และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง 

“เครื่องมือหาปลา” ที่เรานำไปให้ประชาชน มีอะไรบ้าง เราฝึกอาชีพต่าง ๆ ให้ โดยเฉพาะการทำเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และการประมง เพราะอาชีพ คือสิ่งที่จะช่วยประชาชนเอาตัวรอดได้เร็วที่สุด อย่างน้อยคือช่วยลดรายจ่ายภายในครอบครัว การลดรายจ่าย ก็คือการเพิ่มรายได้ไปในตัวของมันเอง พอประชาชนช่วยตัวเองได้ โดยที่ใช้หลักพอมีพอกินหรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเท่ากับว่าประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่เราให้การสนับสนุนในลำดับต่อมา ก็คือการเพาะปลูก โดพเฉพาะ “พืชเศรษฐกิจ” เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่า นอกจากนั้นเรายังหาตลาดให้ เพื่อกระจายผลผลิต ไปสู่ผู้บริโภค กระจายสินค้าไปสู่ตลาด ทั้งระดับชุมชน จังหวัด ภาค กระทั่งถึงระดับประเทศ หมายความว่าประชาชน ในพื้นที่โครงการของ “ธนาคารที่ดิน” จะมีรายได้กลับคืนมา เพื่อจ่ายค่าเช่าซื้อที่ดินจากเรา ตรงนี้ก็จะครบวงจรที่ว่า “ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้“ 

“ธนาคารที่ดิน” เรามีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทําทุกวิธีการเพื่อให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน มีกินแล้วก็สามารถที่จะมีรายได้ ไปใช้จ่ายในครัวเรือนแบบครบวงจร ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชนทั่วไปที่มาร่วมกับเรา ให้มีความเข้มแข็งด้านอาชีพ มีชีวิตที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

•ธนาคารที่ดิน แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่จัดการด้านที่ดินให้ประชาชนเหมือนกัน

สิ่งที่ ”ธนาคารที่ดิน” ดําเนินการโดยเฉพาะโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน ก็คือ เราทําให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดินจริง ๆ เพราะประชาชน ต้องผ่อนชําระค่าเช่าซื้อที่ดินกับเราเป็นเวลา 30 ปีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ย่อมแสดงว่าเขาไม่รู้สึกว่าเป็นของฟรี เพราะหากประชาชนคิดว่าได้มาฟรี ๆ แล้ว ก็จะเกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสิทธิ์กันโดยง่าย เหมือนที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในเวลานี้  

ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชน เข้ามาร่วมในลักษณะมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในที่ดินที่ทํากินอยู่ นั่นคือปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนในที่ดินของเขา เพราะฉะนั้น การที่จะมาอยู่ในพื้นที่ “ธนาคารที่ดิน“ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ในระยะ 30 ปี ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา การที่เราจัดหาที่ดินให้ประชาชนเช่าซื้อ ประชาชนต้องรวมกลุ่มกันเป็นลักษณะของวิสาหกิจชุมชน อาจจะ 7 คน 10 คน หรือมากกว่านั้น มีการแบ่งความรับผิดชอบ ใครจะเป็นหัวหน้า หรือประธานกลุ่ม ใครจะช่วยเหลือกลุ่มในด้านอะไร อยู่ที่ประชาชนตกลงกันเองทั้งหมด เพราะฉะนั้น เมื่อประชาชน เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งต้องรับผิดชอบ จะต้องดูแลที่ดินของตัวเองอย่างดี ขณะเดียวกันเราก็คงไม่ปล่อยให้ประชาชน ทําโดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ตรงนี้เราก็พยายามที่จะให้การสนับสนุนเรื่องของความรู้ การพัฒนาที่ดินการหาพืชที่เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมของภูมิภาค นั้น ๆ มาให้ ขณะเดียวกันก็ให้คําแนะนํา และรวมทั้งการหาตลาดให้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะครบวงจร ตอนนี้คนที่มาอยู่ในโครงการของเรา มีประมาณเกือบ 30 กว่าโครงการ/พื้นที่ทั่วประเทศ และจะขยายเป็น 42 โครงการ/พื้นที่ ในลำดับต่อไป ตรงนี้ทําให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ คำว่า เราหาพืชเศรษฐกิจมาให้ รวมถึงหาสิ่งดี ๆ แล้วก็สิ่งใหม่ ๆ หรือว่า นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาให้โดยเฉพาะยุคนี้มีเรื่องของการนำ AI มาใช้ในเรื่องการเกษตร รวมทั้งการนําระบบการขนส่งที่ทันสมัย มาสนุนให้การขนส่งผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค หรือตลาด 

ดังนั้น เมื่อประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ มีรายได้ ก็จะมีความรัก ความหวงแหนในพื้นที่ เป็นเครื่องยืนยันว่า “ธนาคารที่ดิน” ทําโครงการได้ครบถ้วน ส่งเสริมประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ 

•ธนาคารที่ดิน ให้ประชาชน รักษาสิทธิในที่ดิน ไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือจนที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนต่างชาติ อันส่งผลให้ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ถูกทําลาย

โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน  เป็นโครงการที่เปิดให้ประชาชน รวมกลุ่มสมาชิกเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ แล้วร้องขอให้ธนาคารที่ดิน ช่วยเหลือจัดสรรที่ดิน และมาทำสัญญาเช่าซื้อในโครงการฯ ระยะเวลา 30 ปี เช่าซื้อในรูปแบบแปลงรวม เพราะฉะนั้นในระยะเวลา 30 ปีนี้ ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารที่ดิน สถานะเป็นที่ของรัฐ ประเภทที่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้น การที่ประชาชนผู้เช่าซื้อจะเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือว่าซื้อสิทธิ์ย่อมทําไม่ได้ เรามีกระบวนการที่ควบคุมการเปลี่ยนมืออยู่แล้ว คนที่จะมาอยู่ที่นี่จะต้องอยู่ในกติกาของกลุ่มก่อน สมาชิกของกลุ่มที่เข้ามาต้องได้รับอนุมัติจากกลุ่มใหญ่เสียก่อน คือต้องให้กลุ่มเห็นชอบก่อน การที่จะเอาที่ดินที่เช่าซื้ออยู่ไปขายสิทธิ์ให้คนอื่น หรือซื้อขายจนที่ดินนั้นตกไปอยู่ในมือของนายทุน หรือทุนต่างชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ 

“ตรงนี้ ขอย้ำว่า ธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนคนไทย อย่างแท้จริง” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

•โมเดลใหม่ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือที่ดินของรัฐ

นอกจากโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน แล้ว “ธนาคารที่ดิน” มีโมเดลใหม่  คือ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือนำเอาที่ดินของรัฐจากหน่วยงานอื่น เช่นที่ดินอยู่ในการดูแลของกรมบังคับคดี ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่ามาบริหารจัดการเพื่อกระจายไปสู่ประชาชน 

โมเดลใหม่ ๆ เหล่านี้ ธนาคารที่ดิน เราจะบูรณาการ หรือมีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน กล่าวคือ ที่ดินของรัฐ ปัจจุบัน มีหลายส่วนนะครับ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ดินของการนิคม และของธนารักษ์ ในส่วนของเรา เรามีความเชี่ยวชาญด้านการกระจายการถือครองที่ดิน ในส่วนนี้เราสามารถเข้าไปช่วยได้ก็คือ พื้นที่ของกรมธนารักษ์ หรือที่ราชพัสดุ ธนาคารที่ดิน จะเข้าไปดำเนินการในที่ตรงนี้ลักษณะหน่วยงานของรัฐ ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ เราจะเข้าไปในลักษณะขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่นที่ธนารักษ์ หรือจะใช้ลักษณะการเช่าเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ตรงนั้น แล้วก็นํามาทําให้เกิดประโยชน์ 

สำหรับการใช้พื้นที่นั้น ๆ ทำโดยให้ประชาชนที่มีความประสงค์ที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ และปลูกสมุนไพร หรือในส่วนที่เป็นการทำเกษตรผสมผสาน ตรงนี้เราให้ความรู้ประชาชนเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อไป และในพื้นที่อื่น ๆ ก็เหมือนกัน และต่อไปถ้าเกิดประชาชน อยากได้พื้นที่นี้ เพื่อให้ประชาขนได้เป็นเจ้าของที่ดิน ก็มาเข้ามาร่วมโครงการ โดยไปหาพื้นที่แปลงอื่นที่ไม่ใช่ที่ของรัฐ มาเข้าสู่กระบวนการเช่าหรือเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี และกระบวนการต่าง ๆ ประชาชนก็ได้เรียนรู้เรื่องเกษตรจากเรา เพราะในวันนี้ ธนาคารที่ดิน เราส่งเสริมให้ประชาชน บางคนซึ่งเขาอาจจะไม่มีเงินจำนวนมาก เราก็นำมาอยู่ในพื้นที่เพื่อส่งเสริมด้านอาชีพ หรือว่าทําเกษตรกรรม และมีรายได้ที่จะให้ดำรงชีวิตไปได้ ความเป็นอยู่ของพวกเขาจะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

•ปี 2568 ธนาคารที่ดินมีเป้าหมายกระจายการถือครองที่ดินในโครงการฯ อย่างไร

ตอนนี้โครงการฯ ที่เรามีอยู่ประมาณ 10,000 ไร่ ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน ผมมีความภาคภูมิใจ และอยากส่งความรักความปรารถนาดีให้กับคนไทยเหล่านี้

ความหมายของ 10,000 ไร่ ย่อมหมายถึงสมาชิกในครัวเรือน อีกหลายหมื่นคนที่เป็นเครือข่ายของธนาคารที่ดิน 

“ถ้าพูดถึงในภาพรวมทั้งหมดแล้ว 10,000 ไร่ ยังถือว่านิดหน่อย ยังไม่มากเท่าที่ควรแต่เราก็มีความพยายามที่อยากจะให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน เป็นหลัก เราต้องการให้คนไทยทุกคนมีกิน เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถใช้หน่วยงานของรัฐในส่วนของพื้นที่ที่ธนาคารที่ดินไปขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือจากรัฐบาล ในการที่จะสนับสนุนงบประมาณมาดําเนินการตรงนี้ หรือในลักษณะของการทํางานระหว่างรัฐกับรัฐ แสดงว่า หน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐก็จะสามารถทําให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทํากิน และสามารถยืนอยู่ได้ ตรงนี้ข้อสําคัญคือมันต้องมีกิน เป็นหลักนะ“ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

อยากจะเป็นขวัญกําลังใจ ให้กับทุกคนที่กําลังทํางานอยู่ในพื้นที่ในแต่ละโครงการ ขอให้ท่านมีกําลังใจจะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ สามารถที่จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วก็ขอให้ท่านเชื่อมั่นว่าในการดําเนินงานของธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง และแท้จริงครับ

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย สู่ความมั่นคงด้านน้ำระดับประเทศ

21 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และประธานคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเทคนิค (Memorandum of Understanding on Knowledge to Knowledge: K2K) โดยมี นายอสิ ม้ามณี เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากกรมชลประทาน นำโดย นายวัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

“MOU นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำในประเทศไทย โดยกรมชลประทาน มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายและโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต นอกจากนี้ เรายังเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ผ่านโปรแกรม RID SWAMP ทั้งในด้านของแบบจำลองทางกายภาพ นวัตกรรม และงานวิจัยต่างๆ เพื่อนำกลับมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานต่อไป“ นายสุริยพล กล่าว

สำหรับพิธีลงนามฯครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบัน Stichting Deltares แห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผลจากการหารือร่วมกันตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ และเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ และด้านวิศวกรรมชลศาสตร์ ทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
 

‘อธิบดีกรมชลฯ’เยือนเนเธอร์แลนด์ ศึกษาต้นแบบการจัดการน้ำระดับโลก เสริมแกร่งระบบชลประทานไทยเพื่ออนาคต

'อธิบดีกรมชลฯ'เยือนเนเธอร์แลนด์ ศึกษาต้นแบบการจัดการน้ำระดับโลก เสริมแกร่งระบบชลประทานไทยเพื่ออนาคต

‘อธิบดีกรมชลฯ’เยือนเนเธอร์แลนด์ ศึกษาต้นแบบการจัดการน้ำระดับโลก เสริมแกร่งระบบชลประทานไทยเพื่ออนาคต

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และประธานคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) พร้อมด้วย นายวัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมชมและศึกษางานโครงการ Maeslantkering ณ ท่าเรือรอตเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Delta Works Project ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำที่ดีที่สุดของโลก ซึ่งทางคณะฯ ได้ร่วมฟังการบรรยายแนวคิดและหลักการในส่วนต่างๆของโครงการ อาทิ อาคารป้องกันคลื่น (strom surge) การรักษาแนวชายฝั่งทะเลด้วยวิธีการดูดทรายกลับจากทะเล รวมถึงการบริหารจัดการในช่วงฤดูฝนเพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้ง (กรณีเกิดวิกฤติ) เพื่อนำมาปรับใช้และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทานของประเทศ

ต่อมาในช่วงบ่าย อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงานสถาบัน Deltares ณ เมืองเดลฟท์ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจ และงานวิจัยด้านน้ำที่สำคัญ พร้อมทั้งเยี่ยมชม Physical Model ในรูปแบบต่างๆ ที่ทางสถาบันฯได้พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นแนวทางนำไปปรับใช้ในการออกแบบโครงสร้างและอาคารให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และหารือแผนการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลง MoU:K2K ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและการจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคตต่อไป

– 006

ปลูกมันแล้วขาดทุน หนุ่มพิษณุโลกผันตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกิดผลดีทั้งด้านรายได้และพื้นที่ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์

ปลูกมันแล้วขาดทุน หนุ่มพิษณุโลกผันตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกิดผลดีทั้งด้านรายได้และพื้นที่ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์

ปลูกมันแล้วขาดทุน หนุ่มพิษณุโลกผันตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกิดผลดีทั้งด้านรายได้และพื้นที่ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

นายกองมี อยู่ทิม เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 4 ต.ท่าสะแก อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เผยแรงบันดาลใจ ปรับเปลี่ยนแปลงเกษตรเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 41 วา สู่เกษตรทฤษฎีใหม่ จำลองสภาพป่าตามธรรมชาติด้วยระบบวนเกษตร ว่า เดิมเคยทำไร่มันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาขาดทุน จนวันหนึ่งเห็นรายการโทรทัศน์นำเสนอเนื้อหาเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อมามีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ได้เรียนรู้การทำเกษตรในป่า ด้วยการปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้ 2 ปีให้เป็นป่าเพื่อปรับสภาพดินให้ดีขึ้น ซึ่งก็พบไม้พื้นถิ่นโตขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มปลูกไม้เกษตรแซมเข้าไป

พื้นที่เกษตรของนายกองมี อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลและมีบ่อขุด 5 บ่อไว้สำรองน้ำ เพียงพอต่อการใช้ทำเกษตร ในพื้นที่ปลูกต้นไผ่ กล้วย ส้มโอ ฟักทอง ทุเรียน เตย ไผ่ลวก ยางนา ขนุน มะรุม กระถินเพกา ตะขบและสับปะรด นอกจากนั้นยังเลี้ยงจิ้งหรีด ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียนและปลาสลิด ปัจจุบันมีรายได้จากการทำเกษตรเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อปี

“จุดเด่นของที่นี่คือดินมีความอุดมสมบูรณ์ แปลงเกษตรมีความร่มรื่น มีลักษณะคล้ายป่า มีกิจกรรมเกษตรที่หลากหลาย ทำให้มีผลผลิตที่จะสร้างรายได้” นายกองมี ระบุ

‘ก.เกษตรฯ’เปิดพิกัดความชุก‘ปลาหมอคางดำ’ แถลงยิบมาตรการแก้ปัญหา

‘ก.เกษตรฯ’เปิดพิกัดความชุก‘ปลาหมอคางดำ’ แถลงยิบมาตรการแก้ปัญหา

‘ก.เกษตรฯ’เปิดพิกัดความชุก‘ปลาหมอคางดำ’ แถลงยิบมาตรการแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

‘อัครา’นำทีมตั้งโต๊ะแจงยิบปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ก่อนเปิดศึกอภิปราย มั่นใจสถานการณ์จะดีขึ้นหลังอนุมัติงบลุยแก้ปัญหา

21 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าว “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับการแก้วิกฤตปลาหมอคางดำ…ทางรอดระบบนิเวศไทย” ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสัปดาห์หน้า

นายอัครา พรหมเผ่า กล่าวว่า ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมประมงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้มอบนโยบายให้กรมประมงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ที่ได้กำหนดให้การระบาดของปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ และแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 ซึ่งประกอบด้วย 7 มาตรการ 15 กิจกรรม กรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้าน ดังนี้

1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด โดยสามารถกำจัดปลาหมอคางดำ 3,702,038 กิโลกรัม (บ่อเลี้ยง  2,321,964.50 กก. แหล่งน้ำธรรมชาติ 1,380,073.50 กก.) ผ่านโครงการต่าง ๆ

2.การกำจัดปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ได้ดำเนินการปล่อยลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าทั้งสิ้น 743,136 ตัว ได้แก่ ปลากะพงขาว 335,136 ตัว ปลาอีกง 310,000 ตัว ปลาช่อน 58,000 ตัว ปลากราย 20,000 ตัว ปลากดเหลือง 20,000 ตัว

3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ ได้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำไปผลิตปลาป่น ผลิตน้ำหมักชีวภาพ ปลาร้า นำไปบริโภคแปรรูป ทำปลาแดดเดียว ปลาหวาน กะปิ น้ำปลา และนำส่งโรงงานลูกชิ้น รวมถึงใช้เป็นปลาเหยื่อ รวมกว่า 3,702,038 กิโลกรัม

4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน ได้ดำเนินการจัดทำระบบแจ้งตำแหน่งการพบปลาหมอคางดำ สำหรับประชาชน และได้จัดตั้งชุดสำรวจและเฝ้าระวังลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความชุกชุมในพื้นที่เดือนละ 2 ครั้ง

5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ ได้จัดทำการประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำผ่านช่องทางสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม ตลอดจนออกประกาศ ระเบียบ และกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ จำนวน 10 ฉบับ

6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มีการจัดทำโครงการ การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรมประมงยังได้จัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย จำนวน 19 เรื่อง เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ ได้มีการวางแผนผลิตพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความหลากหลาย เพื่อเตรียมปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ มุ่งเน้นการฟื้นฟูความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้กับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันนั้น มีข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม ดังนั้นขอชี้แจงข้อเท็จจริงจากข้อมูลการสำรวจของกรมประมง ในเดือนกรกฎาคม 2567 พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำใน 19 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร  สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา แบ่งเป็น

ความชุกชุมระดับชุกชุมมาก (มากกว่า 100 ตัว/100 ตารางเมตร) 4 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์

ความชุกชุมระดับปานกลาง (11-100 ตัว/100 ตารางเมตร) 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

ความชุกชุมระดับน้อย (1-10 ตัว/100 ตารางเมตร) 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นนทบุรี และสงขลา และไม่พบปลาหมอคางดำ 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ชลบุรี และพัทลุง

แต่ปัจจุบันไม่พบประชากรปลาหมอคางดำในระดับชุกชุมมาก ส่วนความชุกชุมระดับปานกลาง พบ 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช

ความชุกชุมระดับน้อย 11 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประชากรปลาหมอคางดำมีแนวโน้มลดลงจากการดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง (มีการสุ่มตรวจทุกเดือน)

สำหรับสถานการณ์การเพาะเลี้ยงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ พบว่าพื้นที่เพาะเลี้ยงที่มีการแพร่ระบาดมาก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติและแบบกึ่งพัฒนา ซึ่งกรมประมงได้ตรวจสอบ ควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมถึงได้ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เข้าไปเสนอแนะแนวทางการจัดการบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันการหลุดรอดของปลาหมอคางดำ เข้าไปในบ่อเลี้ยงให้กับเกษตรกรแล้ว

ด้านนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากความเดือดร้อนของเกษตรกร ชาวประมง ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิได้นิ่งนอนใจ เร่งหาทางออกในการช่วยเหลือเยียวยา โดยประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568

คณะทำงานประกอบด้วย รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธาน มีผู้แทนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญ

ด้านต่าง ๆ ของกรมประมง และประมงจังหวัดในเขตพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำร่วมเป็นคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมประมงดำเนินการนำข้อมูลวิชาการความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบการประเมินและจัดทำเกณฑ์การพิจารณาความเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบ สำหรับใช้ในการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ปลาหมอคางดำ) ของจังหวัด

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อ 1 (4) ของประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาใช้ประกอบการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นกรมประมงจะเสนอ ขอความเห็นชอบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และกรมบัญชีกลาง พร้อมทั้งแจ้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และจังหวัดต่อไป

ขณะที่นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวปิดท้ายว่า การดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ตามวาระแห่งชาติของกรมประมงนั้น ได้บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม และดำเนินการอยู่ตลอดในทุกมิติทั้งการป้องกัน กำจัด นำไปใช้ประโยชน์ เยียวยาผลกระทบ ตลอดจนฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งจากข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ที่กรมประมงเก็บรวบรวมอยู่ตลอดนั้น บ่งชี้ได้ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเริ่มอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น กรมประมงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการตาม 7 มาตรการสำคัญต่อไป

ขณะนี้ กรมประมงได้ดำเนินการขอใช้งบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท จากสำนักงบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 450 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติแล้ว และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เห็นถึงความเร่งด่วนของปัญหา จึงได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ 98,457,100 บาท ให้กรมประมงอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้จ่าย ดังนี้

1.การรับซื้อปลาหมอคางดำ ที่ถูกกำจัดออกจากแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาดทั้งธรรมชาติและบ่อเลี้ยง จำนวน 3 ล้านกิโลกรัม ในราคา 20 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 60 ล้านบาท เพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ และแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ

2.สนับสนุนกากชาเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพาะเลี้ยง 35,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 10.5 ล้านบาท

3.สนับสนุนปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลากราย ฯลฯ เพื่อปล่อยลงในบ่อเลี้ยงที่กำจัดปลาหมอคางดำแล้ว จำนวน 300,000 ตัว เป็นเงิน 3 ล้านบาท

4.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกไปใช้ประโยชน์ ผลิตน้ำหมักชีวภาพ จำนวน 3.2 ล้านลิตร และแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเงิน 22 ล้านบาท

5.สนับสนุนเครื่องมือ ทำการประมงเพื่อจับปลาหมอคางดำให้แก่เกษตรกรและชาวประมง พร้อมค่าดำเนินงานต่าง ๆ ประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมประมงจะเร่งดำเนินการในการรับซื้อปลาหมอคางดำ โดยขณะนี้ได้กำหนดจุดรับซื้อไว้แล้วในเบื้องต้น 86 จุด และเตรียมประกาศรับสมัครจุดรับซื้อเพิ่มเติมต่อไป ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้ในกรอบเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศต่อไป

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ ’สวนฟักทองเงือก2ใจ’ อยู่ที่บ้านแกใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้พบกับ นายสุรพงษ์ โพธิ์เงิน อายุ 42 ปี หรือเจ้าของเพจ Facebook ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’มีผู้ติดตามมากถึง 3.8 แสนคน

ซึ่งเขาเป็นเกษตรกรที่มีใจรักในการทำเกษตรและมักถ่ายคลิปลงโซเชียลเพจ Facebook ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’ พร้อมสาธิตการทำเกษตรต่างๆ ที่ชาวเน็ตคุ้นหูก็คือชื่อ ‘บ่าวพงษ์’ ล่าสุดได้ทำการเพาะปลูก ฟักทองพันธุ์ เงือก2ใจ จนได้ผลผลิตที่มากและสามารถทำเงินให้กับครอบครัวเป็นจำนวนไม่น้อย

แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ  หลังจากที่ ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’ ได้ทำการทดลองการเพาะปลูก ฟักทองเงือก2ใจ จนประสบผลสำเร็จ และมีการออกดอกติดผลในเวลาต่อมา จึงทำให้ ‘บ่าวพงษ์’ได้นำรูปภาพและคลิปอของผลฟักทองเงือก2ใจไปรีวิวโพสต์ลงเพจ facebook  และทำให้มีชาวเน็ตหลายคน ต่างให้ความสนใจ และบางคนได้ลองสั่งไปรับประทานดู ปรากฏว่าฟักทองพันธุ์เงือก2ใจนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือเนื้อเป็นสีที่เหลืองทอง เนื้อมีความนวลละมุน ไม่มีเส้นใย และรสชาติแถมยังหอมมันอีกด้วย ซึ่งชาวเน็ตต่างแห่ สั่งจองกันอย่างนับไม่ถ้วน ที่สำคัญราคาสูง ตกเฉลี่ยถูงลูกละ 1,000 – 2,000 บาทเลยทีเดียว นับว่าเป็นการทำเกษตรที่ได้กำไรดี และเป็นการลงทุนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

นายสุรพงษ์ โพธิ์เงิน อายุ 42 ปี เจ้าของสวนฟักทองเงือก 2 ใจ เล่าว่า ตนเองได้ไปเที่ยวดูงานเกษตรที่ต่างจังหวัด และได้เห็นฟักทองเลือกสองใจซึ่งกำลังเป้นกระแส การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในขณะนี้ ทั้งราคาที่มีสูง และรสชาติที่อร่อย นับว่าเป็นราชาฟักทองเลยก็ว่าได้ ตนจึงได้ซื้อผลของฟักทองเงือก2ใจมา 1 ลูกในราคา ประมาณ 2,500 บาท และได้นำมาขยายพันธุ์ โดยการนำเมล็ดมาเพาะปลูกในที่นาของตนเอง และได้ขยายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้ต้นฟักทองที่กำลังเจริญเติบโตรวมแล้ว ประมาณเกือบ 70ต้น และให้ผลผลิตที่มาก ตนเองจึงได้ถ่ายคลิปลงเพจ facebook ปรากฏว่าชาวเน็ตเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก และได้แห่มาสั่งจองกันแล้วประมาณ 50-70 ลูก สังเกตที่ปลายคั่วของฟักทองจะมีพลาสติกสีแดง นั่นหมายความว่ามีคนจองแล้ว

โดยแต่ละลูกเฉลี่ยแล้ว ตกไปลูกละ 1,000 -2,000 บาทน้ำหนักประมาณ4-5กิโลกรัม  แล้วแต่ไซส์ขนาด บางลูกใหญ่สุดก็ตกไปประมาณเกือบ 10 กิโล ราคา 5,000 บาท และตนได้ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100% ในการบำรุงพืช ไม่มียาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยเคมี  ต้นจึงอยากฝากไปถึง คนที่มีใจรักในการทำเกษตร อย่าไปกลัวในการทำเกษตร ว่าจะเอาไปขายที่ไหน ทำให้ได้ผลผลิตก่อนเดี๋ยวค่อยไปหาตลาด เพราะช่วงนี้ตลาดออนไลน์เยอะ ถ้าทำผลผลิตได้คุณภาพที่ดี เดี๋ยวถ้ามีคนที่สนใจเขาจะมาสั่งซื้อเราเอง ถ้าเราขาดไม่หมดก็แบ่งปันพี่น้องกันกิน เพื่อได้นำไปขยายพันธุ์ต่อ ///-026

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน  รับเสด็จร.10-พระราชินี  ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ  ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 18 หน่วยงาน ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนพฤกษศาสตร์สากล มาตรฐาน BGCI และสวนจากภูผาสู่มหานที ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กทม.

ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “มะยงชิด พันธุ์ทูลเกล้า” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของ จ.นครนายก จัดเป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับมะปราง หรือเป็นมะปรางชนิดหนึ่ง แต่ผลมะยงชิดมีหลายขนาดตามลักษณะของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป มีลักษณะเด่นคือ ผลใหญ่ รูปไข่ มีสีเหลืองส้ม เนื้อแน่นกรอบ มีกลิ่นหอม ไม่มียาง ทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการคันคอ

สำหรับสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯนับเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ โดยคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้พัฒนาสวนในทุกด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตามข้อกำหนดมาตรฐานขององค์การสวนพฤกษศาสตร์สากล BGCI -Botanic Gardens ConservationInternational จนประสบความสำเร็จ ได้รับการรับรองเป็นสวนพฤกษศาสตร์สากลมาตรฐาน BGCI เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเป็นสวนพฤกษศาสตร์มาตรฐานสากลสวนแรกและสวนเดียวใน กทม.และเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศไทย

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก  อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้น ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้นใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชนเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปี 2569 ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กทม.ว่ากรมวิชาการเกษตร ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “Diversityof Life, connecting people, waterand plants for sustainable livingความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต :สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณสู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569–14 มีนาคม 2570 ที่พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีกิจกรรม 6 โซน ดังนี้ 1.โซนพื้นที่ทางเข้าจุดประชาสัมพันธ์ จุดจำหน่ายบัตร2.โซนสวนนานาชาติ สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 3.โซนอาคารเรือนกระจก (Greenhouse) สำหรับการประกวดพืชและอาคารอำนวยการ (Exhibition Building) สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 4.โซนพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมถึงแปลงรวบรวมพันธุ์ การปลูกพืชผสมผสาน 5.โซนสวนการเกษตรไทย และอาคารหลักต่างๆ และ 6.โซนสวนป่าคาร์บอนเครดิตและเรือนเพาะชำ

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีภาคการเกษตร ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไปเพื่อต่อยอดภาคการเกษตรไทยสู่ระดับนานาชาติ และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งแสดงศักยภาพด้านการพัฒนาพืชสวนและสมุนไพรของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวระดับโลก เนื่องจากเป็นการจัดงานในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นครั้งแรก