เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

นางแสงดาว ตีระสี ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เผยผลสำเร็จจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่บนพื้นที่ 8 ไร่ จากทั้งหมด 14 ไร่ โดยใช้ระบบวนเกษตร วางแผนกิจกรรมในแปลงโดยให้ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ลดของเสียในแปลงให้เหลือน้อยที่สุดและใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายได้จากผลผลิตในแปลง อาทิ 1.ข้าว แปรรูปเป็นข้าวตัง รายได้ 30,000 หมื่นบาทต่อปี 2.สวนผัก ปลูกและขายผักตามฤดูกาล รายได้ 25,000 บาทต่อปี 3.มะพร้าว ขายสด รายได้ 15,000 บาทต่อปี 4.เลี้ยงปลา มีรายได้แบ่งเป็นขายสด 14,000 บาทต่อปี และแปรรูปเป็นข้าวตังและข้าวเกรียบ 20,000 บาทต่อปี และ 5.เลี้ยงสุกรขุน รายได้ 120,000 บาทต่อปี รวมรายได้ทั้งหมด 224,000 บาทต่อปี

“จากพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา จึงได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการทำเกษตร จึงทำเป็นไร่นาสวนผสม ซึ่งได้ศึกษาจากโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9″ นางแสงดาว กล่าว

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน  ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด  โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.50 น.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ ปรี๊ดโต้เดือดกลางครม. นายกฯสั่งหย่าศึก

“พิชัย-นฤมล”โต้เดือดกลางครม.ปมส่งออก“ทุเรียน” หลังยังเคืองงานเก่าส่งออกมีปัญหา“นายกฯอิ๊งค์”ต้องออกโรงหย่าศึก พร้อมสั่งให้ไปตกลงกันนอกรอบให้เรียบร้อย ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมได้มีการหารือประเด็นเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนของไทยที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการของประเทศจีน เกี่ยวกับการตรวจจับสารย้อมสี หรือ Basic yellow2 โดยนายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยควรมีเครื่องมือในการตรวจจับปริมาณสารย้อมสี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวอย่างดุเดือดและใช้เวลาพอสมควร

โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์กล่าวว่า เมื่ออายัดทุเรียนมาได้แล้ว ทำไมไม่ทำลาย

ทำให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์รีบโต้แย้งขึ้นมาด้วยเสียงเข้มและมั่นใจว่า ตามขั้นตอนเมื่ออายัดของได้แล้ว ไม่สามารถทำลายได้ทันที ในระหว่างนั้นก็มีรัฐมนตรีหลายคนใน ครม. มีสีหน้าแปลกใจกับการโต้เถียงกันระหว่างรัฐมนตรีสองกระทรวงใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อสังเกตว่าสองกระทรวงนี้ทำงานไม่กินเส้นกันมาก่อนหรือไม่ ในเรื่องการส่งระบายสินค้าการเกษตรที่มีปัญหาและมีการวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ จนในที่สุด น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องหย่าศึก ด้วยการสั่งให้รรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงดังกล่าว ไปคุยนอกรอบให้ยุติ ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ  แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหารือกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเทวินทร์ นรินทร์ ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯนายชีวิน อินทรานุกูล ผอ.สำนักกฎหมายและที่ดิน และนายอานนท์ ยิ้มแก้ว ผอ.ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน ร่วมกับผู้แทนเกษตรกร นายศักดา กาญจนเสน ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และนางบุรี อาจโยธา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน โดยมีประเด็นการหารือกรณีคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสังเกตในการขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ จ.สุรินทร์ ต้องการให้กำหนดราคาการจ่ายค่าชดเชยเป็นราคาเดียวกันทั้ง 3 จังหวัด (สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด) และเมื่อจ่ายค่าชดเชยแล้วอาจจะมีการเรียกร้องซ้ำอีก

ทั้งนี้ นายถาวร แจ้งว่าจากการร่วมประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไม่ได้ติดขัดในประเด็นการนำเสนอเข้า ครม.แต่ขอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์ ควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดการโต้แย้งจากกลุ่มอื่นๆ และขอให้นำข้อมูล จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด พิจารณาร่วมกับ จ.สุรินทร์

ด้านนายศักดา ชี้แจงในที่ประชุม ว่า 1.การกำหนดราคาค่าชดเชยเป็นการคำนวณโดยใช้ค่ามัธยฐานจากราคาที่ดินพื้นฐานจากกรมธนารักษ์ จึงทำให้ค่าชดเชยใน 3 จังหวัดแตกต่างกัน เนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 สำนักงบประมาณ ขอให้กลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง 2.กรณีการเรียกร้องซ้ำจะไม่มีการเรียกร้องเพิ่มเติมอีก เว้นแต่ข้อมูลพื้นฐานของกรมธนารักษ์ แปลงเปลี่ยนไป และ 3.การพิจารณาของคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และรอจัดการประชุมคณะทำงาน หากนำมาพิจารณาและนำเสนอพร้อมกับ จ.สุรินทร์ เกรงว่าจะทำให้ จ.สุรินทร์ ต้องเสียเวลา

อย่างไรก็ตาม ประธานฯ ได้เสนอดังนี้ 1.ให้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อพิจารณาประเด็นที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯมีข้อสังเกต 2.มอบหมายนายถาวร พิจารณาการจัดทำหลักเกณฑ์กลาง เพื่อใช้กับทุกกลุ่มเกษตรกรที่มีเรียกร้องกรณีการจ่ายค่าชดเชย 3.มอบหมายกรมชลประทาน รวบรวมข้อมูลจัดทำบัญชีกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว และ 4.มอบหมายกรมชลประทาน ติดตามเร่งรัดการพิจารณาคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด

รองปลัดฯประชุมอนุกก. จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

รองปลัดฯประชุมอนุกก.  จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

รองปลัดฯประชุมอนุกก. จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 และคณะทำงานฯ พร้อมรับทราบกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นวันสวดมนต์เริ่มพระราชพิธีพืชมงคล ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถ่หว่าน) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรูปแบบการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 และเห็นชอบแผนการจัดการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของ
คณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 พร้อมมอบหมายคณะทำงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทั้ง 20 คณะ เพื่อดำเนินงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์

นอกจากนี้ยังติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่ การขออนุญาตใช้พื้นที่สนามหลวง และแผนการฝึกซ้อมใหญ่-ซ้อมย่อย และการฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย  สถานการณ์น้ำ  มอบให้กรมชลฯ  จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,667 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 1,099 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 28,729 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,778 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 10,082 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,400 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 63% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,209 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 69% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2567/2568 พบว่าทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ในวงการอาหารทะเล อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาทต่อปี และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2552 ผลผลิตกุ้งของไทยสูงสุดถึง 600,000 ตัน แต่กลับปรากฏว่าหลังจากนั้น อุตสาหกรรมนี้กลับเริ่มเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วงเนื่องจากการระบาดของโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ในช่วงปี 2555-2557 ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 300,000 ตัน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ทำให้ไทยสูญเสียตำแหน่งในตลาดโลก แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในหลายด้าน

เมื่อปัญหาโรคระบาดเป็นปัญหาเรื้อรัง การเลี้ยงกุ้งในระบบดั้งเดิม เน้นการเปิดน้ำจากแหล่งธรรมชาติและไม่ควบคุมคุณภาพน้ำจึงไม่ตอบโจทย์  เมื่อน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแพร่กระจายในบ่อ หรือปล่อยให้มีสัตว์พาหะปะปนเข้าบ่อทำให้อัตราการตายของกุ้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนหนักเป็นสาเหตุหลักให้หลายคนเลิกอาชีพ และปล่อยฟาร์มให้รกร้าง เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตามมา

ตามรายงานของ SCB EIC ในปี 2024 พบว่าการส่งออกกุ้งของไทยมีมูลค่าเพียง 1,134.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงถึง 7.4% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกและอัตราการรอดของกุ้งที่ต่ำลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งไทยจะมีแนวโน้มลดลงต่อไปในปี 2025 อีก 2.3% อย่างต่อเนื่อง

หากต้องการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมายั่งยืน จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงไปสู่ระบบที่มีความรับผิดชอบและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ซึ่งตอบโจทย์การป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง การติดตั้งมาตรการป้องกันเช่น ตาข่ายป้องกันนก การจัดการพื้นที่ฟาร์มให้มีความปลอดภัย และระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกษตรกรสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการขาดทุนได้อย่างมาก

ในด้านการใช้เทคโนโลยี การมีระบบการเลี้ยงแบบปิดหรือกึ่งปิด สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ดีจะช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีเสถียรภาพมากขึ้น ระบบน้ำหมุนเวียนที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อก่อนปล่อยเข้าบ่อ จะมีส่วนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงบ่อร้างและการเลี้ยงด้วยมาตรฐานใหม่ที่คำนึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพ จะช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้อีกครั้ง โดยมีความเสี่ยงต่ำกว่าเดิม

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลงระบบการเลี้ยงอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิบัติการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งเป็นวาระแห่งชาติในปี 2568-2572 ด้วยงบประมาณกว่า 5,178 ล้านบาท ผ่านการกำหนด 11 มาตรการสำคัญ เช่น การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ การส่งเสริมระบบการจัดการฟาร์มที่ยั่งยืน การจัดการโรคกุ้ง การสร้างแบรนด์และขยายช่องทางการตลาดไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์

การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการส่งออกของกุ้งไทย โดยการสร้างแบรนด์และการตระหนักถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สามารถสร้างความมั่นใจในกลุ่มลูกค้า ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกันกับองค์กรและหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงและการจัดการฟาร์ม จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ในระยะยาว ประเทศไทยต้องเตรียมตัวในการแข่งขันกับผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ เช่น เอกวาดอร์ อินเดีย และอินโดนีเซียซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า กุ้งไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มการผลิตสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมกับความยั่งยืนในการผลิต

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจัง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปรับตัวของเกษตรกร จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโอกาสกลับมาเป็นผู้นำในตลาดโลกอีกครั้ง การทวงคืนแชมป์การส่งออกกุ้งไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากทุกฝ่ายรวมแรงร่วมใจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ยั่งยืน ระหว่างการทำงานร่วมกันของคนในวงการ อุตสาหกรรมกุ้งไทยจึงมีความหวังฟื้นฟูและสร้างคุณค่าใหม่ต่อประเทศและต่อสังคมในอนาคต

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรเผยความสำเร็จในการพัฒนาสูตรอาหารปลานิลโดยใช้ ใบไชยา และ แมลง เป็นวัตถุดิบหลัก ช่วยเพิ่มปริมาณโอเมกา-3 ในเนื้อปลานิลให้เทียบเคียงกับปลาแซลมอนนำเข้า ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลจากการใช้ปลาป่นและน้ำมันปลา

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568  ณ ห้อง 7401 อาคารสถานพัฒนามาตรฐานและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร ได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับ “การพัฒนาสูตรอาหารปลานิลจากแมลงเป็นหลัก ด้วยวัตถุดิบพื้นบ้านเพื่อยกระดับการสะสมโอเมก้า-3 (linolenic acid และ DHA) ในกล้ามเนื้อให้เทียบเคียงปลามูลค่าสูงจากต่างประเทศ”

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า  จากการทดลองในห้องปฏิบัติการของคณะวิจัย พบว่า ใบไชยาป่น ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่พบมากในจังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งสำคัญของ กรดไขมันชนิด 18:3n-3 (linolenic acid) ซึ่งสามารถเป็นสารตั้งต้น (precursor) สำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัวสูง (LC-HUFA) ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อนำใบไชยาป่นมาผสมในอาหารปลานิลที่ระดับ 200 กรัม/กิโลกรัม หรือ 20% สามารถ ทดแทนกากถั่วเหลืองได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวิเคราะห์กรดไขมันในกล้ามเนื้อปลานิล พบว่ากรดไขมัน LC-HUFA (linolenic acid) ในเนื้อปลานิลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า กรดไขมัน DHA ซึ่งเป็นไขมันโอเมกา-3 ที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 2.41 เท่า เทียบกับชุดควบคุม ปริมาณ DHA ในเนื้อปลานิลสูงถึง 65.75 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศลดการพึ่งพาปลาป่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ต้องพึ่งพาปลาป่นและน้ำมันปลาเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การจับปลาจากธรรมชาติจำนวนมาก กระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและทำให้ราคาวัตถุดิบเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนา อาหารปลานิลสูตรใหม่ที่ใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ร่วมกับ ใบไชยา เพื่อให้ปลาสามารถสะสมกรดไขมันโอเมกา-3 ได้โดยไม่ต้องใช้ปลาป่น

ผลการวิจัยนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอาหารสัตว์น้ำที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของปลานิล และช่วยให้ปลานิลไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

การวิจัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงปลานิลที่มีโอเมกา-3 สูงในราคาที่ถูกลง แต่ยังเป็นอีกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรทางทะเล และสนับสนุนอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ///-026

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

“ยางพารา” หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่นิยมปลูกกันในหลายพื้นที่ของไทย แต่การฝากชีวิตไว้กับผลผลิตเพียงอย่างเดียวย่อมหมายถึงความเสี่ยง ดังที่ น.ส.ลัดดาวัลย์ คมจันทา เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 10 บ้านท่าศิลารมย์ ต.บ้านแก้ง อ.นาแก จ.นครพนม เปิดเผยว่า ด้วยปัญหารายได้และหนี้สิน ทำให้เห็นว่าการปลูกแต่ยางพาราอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ แปลงพื้นที่ 14 ไร่ จากทั้งหมด 15 ไร่ 28 ตารางวา ให้เป็นระบบวนเกษตร หรือการปลูกพืชหลายชนิดในลักษณะจำลองสภาพป่าตามธรรมชาติ

โดยมีทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น พยุง สักทอง มะค่า ต้นกุง ผักหวาน ยางนา ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น สละอินโด มะม่วง กล้วย คอนแคน ไผ่ ไพล ขมิ้นชัน กระชาย อีกทั้งยังเลี้ยงไก่ นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมลดต้นทุนการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น เพาะกล้าไม้ ผสมดินพร้อมปลูก ทำปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ปัจจุบันมีรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย 350,000 บาทต่อปี

“การใช้ประโยชน์ในที่ดินกิจกรรมหลักคือ ปลูกยางพารา ไม้ยืนต้น ไม้ผล ไม้สมุนไพร แซมในพื้นที่ว่าง และมีกิจกรรมเสริมด้วยการเพาะขยายพันธุ์ไม้ ผสมดินพร้อมปลูกและทำปุ๋ยหมัก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ของครอบครัว” น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.37 น.

เกษตรกรกลุ่มปลาหมอคางดำ 19 จังหวัดปักหลักชุมนุมหน้า  สปก. รองรัฐบาลแก้ปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำที่กระทบต่อระบบนิเวศพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบ  “นฤมลส่งอธิบดีประมงเจรจาม็อบ ปลาหมอคางดำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเรียกร้องเรื่องปลาหมอคางดำ 19 จังหวัดประมาณ 200 คน นำโดย นายธีระ วงศ์เจริญ แกนนำกลุ่มเรียกร้องเรื่อง ปลาหมอคางดำ 19  จังหวัด มีการเรียกร้อง 4  ข้อคือ 1.เรียกร้องให้มีการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนหาผู้กระทำผิด 2.กำจัดปลาหมอให้หมดภายใน1ปี พร้อมกับเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ 3. ประกาศเขตภัยพิบัติทันที  4.หน่วยงานรัฐต้องฟ้องผู้กระทำผิดเพื่อนำเงินมาชดใช้เยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด เบื้องต้น ผู้ชุมนุมปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เพื่อเตรียมเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.00 น. โดยผู้ชุมนุมประกาศจะมีการเทปลาหมอข้างดำที่บรรทุกมาด้วยที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับมีการเผาพริกเผาเกลือเพื่อที่จะมีการสาปแช่งคนที่ก่อปัญหาให้เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อไป

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าล่าสุดได้ มอบหมายให้นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงไปพูดคุยและทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเบื้องต้นได้รับรายงานจากอธิบดีกรมประมงถึงการแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยได้ชี้แจงข้อเรียกร้องของผู้แทนเกษตรกรดังนี้  ข้อเรียกร้องให้แต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนผู้กระทำความผิดที่ทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำ ในเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้รายงานผลแล้ว ไม่ปรากฏพยานและหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า การแพร่ระบาดเกิดจากแหล่งใด ประกอบกับปัจจุบันได้มีการฟ้องร้องอยู่ที่ศาลปกครองกลางและศาลแพ่งซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงต้องรอผลคำพิพากษา

เรียกร้องให้ผู้ที่ทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำชดใช้ความเสียหายต่อระบบนิเวศนั้น เมื่อผลการสืบสวนสอบสวนแล้วเสร็จ โดยพบการกระทำความผิด ให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยกรมประมงพร้อมร่วมมือกับกระทรวงทรัพย์หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในการฟ้องร้องและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป

เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงได้ซื้อปลาออกจากระบบแล้ว 3.5 ล้านกิโลกรัมเเละอยู่ระหว่างการของบประมาณจากสำนักงบประมาณ 200 ล้านบาทเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ปล่อยปลาผู้ล่า รวมถึงสนับสนุนกากชา

ให้ประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำเพื่อได้รับเงินช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัตินั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้ว พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัดเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรเป็นประธานและอธิบดีกรมประมงเป็นเลขานุการ ส่วนกลไกระดับพื้นที่มีคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดดำเนินการอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมประมงได้ประสานนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โดยจะเดินทางมาร่วมกับอธิบดีกรมประมงในการพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

014

‘ม็อบปลาหมอคางดำ’19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

'ม็อบปลาหมอคางดำ'19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

‘ม็อบปลาหมอคางดำ’19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.01 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568  เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ได้นัดหมายรวมตัวกันที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเวลา 10.00 น.จากนั้นจะเดินเท้าเคลื่อนพลไปหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำปลาหมอคางดำประมาณ 5 ตัน  ไปเทบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงคำตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการช่วยเหลือ โดยทางผู้ชุมนุมจะปิดท้ายด้วยการเผาพริกเผาเกลือ

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนรับผลกระทบปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 18 มีนาคมนี้เพื่อทวงคำตอบ 4 ข้อจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

1. ปัญหาการแพร่ระบาดได้ลุกลามขยายตัวจนเกินกว่าที่ชาวบ้านจะแก้ไขปัญหาได้เอง รวมทั้งส่งผลกระทบกับระบบนิเวศในวงกว้าง

2. การดำเนินงานของรัฐบาลที่เคยประกาศว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้งบประมาณเพียง 12 ล้านบาทเพื่อจับปลาหมอคางดำอีกรอบหนึ่ง แต่ยังคงเหลือปลาหมอคางดำอีกหลายสิบล้านตันที่ไม่ถูกกำจัด ทำแค่ในลักษณะไฟไหม้ฟาง

3. ประชาชนพยายามพึ่งพาตนเองโดยได้ฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง แต่เป็นเพียงชั้นรับฟ้องคดีแบบกลุ่ม หากสิ้นสุดกระบวนการ ก็คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 4 ปี และเป็นการฟ้องเฉพาะประชาชนจังหวัดสมุทรสงคราม แต่มีประชาชนอีก 18-19 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ซึ่งไม่ว่าศาลจะตัดสินให้บริษัทเอกชนต้องจ่ายสินไหมทดแทนหรือไม่ ก็ยังไม่รวมผลกระทบต่อระบบนิเวศและอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตการฟ้องร้อง

4. ตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก 19 จังหวัดได้เดินทางมาชุมนุมและยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐเร่งทำใน 4 ข้อ คือ 1. ให้ตั้งกรรมการสอบสวนหาผู้กระทำผิด 2. กำจัดปลาหมอคางดำภายใน 1 ปี 3. ประกาศเขตภัยพิบัติ 4. ดำเนินคดีต่อผู้ก่อหายนะต่อระบบนิเวศ แต่ก็ปราศจากคำตอบใด ๆ จากผู้นำรัฐบาล พวกตนจึงต้องมาทวงคำตอบ