รองปลัดฯให้คำปรึกษา เพิ่มประสิทธิภาพงาน

รองปลัดฯให้คำปรึกษา  เพิ่มประสิทธิภาพงาน

รองปลัดฯให้คำปรึกษา เพิ่มประสิทธิภาพงาน

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการจัดกิจกรรมการให้คำปรึกษาให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หลักสูตรการบริหารงบประมาณรายจ่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์และปรับใช้กับการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ยังรวมถึงการที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการบริหารงบประมาณประจำปี ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบที่กำหนด ให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานระหว่างกัน โดยมีนายรุ่งวิทย์ สิทธิสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การงบประมาณ เป็นวิทยากรผู้บรรยาย ผ่านระบบทางไกลออนไลน์ Zoom Meeting จากสำนักงบประมาณ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ สหกรณ์กรุงเทพ โดยมี นายเลอพงษ์ จั่นทอง ที่ปรึกษาสหกรณ์กรุงเทพ นายพุ่ม บุญเกลี้ยง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยรับฟังปัญหาของชาวนาเกลือ อาทิ ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ปัญหาที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์บ้านไร่และนิคมสหกรณ์โคกขาม ติดตามความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินสหกรณ์กรุงเทพ ที่ยุ้งฉางกลางสหกรณ์กรุงเทพ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวนาเกลือ สมาชิกสหกรณ์กรุงเทพ และสหกรณ์นิคมสมุทรสาคร จำกัด มี 2 เรื่อง คือ 1.ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ต้องการให้รัฐออกมาตรการแทรกแซงราคาเกลือทะเล เพื่อให้กลไกราคาปรับตัวสูงขึ้น ให้ราคาที่เป็นธรรมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวนาเกลือ และ 2.ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในเขตนิคมสหกรณ์บ้านไร่และนิคมสหกรณ์โคกขาม มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมสหกรณ์ (ที่ชานคลอง) ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ได้ครอบครองทำประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายจนถึงรุ่นลูกหลาน เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ สมาชิกสหกรณ์ 3,000 ครัวเรือน ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 เป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่จะอนุมัติให้นำที่ดินที่สงวนเพื่อกิจการนิคมสหกรณ์ มาจัดสรรให้กับราษฎร ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องตั้งแต่ปี 2562 แต่ยังไม่มีความ
คืบหน้า ซึ่งตนจะนำทั้ง 2 เรื่อง รายงานต่อ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เพื่อทราบและพิจารณา สำหรับความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้สินสหกรณ์กรุงเทพ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ส่งแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์กรุงเทพ ให้กรมบัญชีกลางแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม 'ปลาหมอสีคางดำ' ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

ครบรอบ 1 ปี ที่ปลาหมอสีคางดำเป็นกระแสในไทย จนถึงวันนี้ยังไม่มีการชี้ขาดว่าใครผิดใครถูก หรือการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดแต่อย่างใด เป็นเพียงความรู้สึกและตีความโจมตีผู้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียว หากได้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ในต่างประเทศ จะพบว่ามีข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และพฤติกรรมในตลาดปลาสวยงาม ซึ่งควรนำมาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดทั้งหมดคือใคร หรือแท้จริงแล้วมีปัจจัยอื่นที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหานี้

ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) และข้อกล่าวหาที่มุ่งตรงมายังจำเลย (บริษัทเอกชน) หากแต่มีข้อมูลที่น่าสนใจด้านอื่นนอกเหนือจากการนำเข้าปลามาในประเทศ ควรพิจารณาหลักฐานอื่นประกอบการตัดสินอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้อมูลจากตลาดค้าปลาและรายงานการนำเข้าที่ชี้ให้เห็นว่า มีการซื้อขายปลาหมอสีคางดำในฐานะปลาสวยงามในหลายประเทศ และยังคงมีการขายอยู่ในบางตลาดภายในประเทศ แสดงให้เห็นว่า การนำเข้าปลาหมอสีคางดำเพื่อการค้าเป็นไปได้สูง และอาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการแพร่กระจายในธรรมชาติ จากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้าปล่อยปลาลงในแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อหมดความนิยมหรือปลาไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมประมง มีตัวเลขการส่งออกปลาหมอสีคางดำของไทยระหว่างปี 2556-2559 แต่ไม่มีหลักฐานการนำเข้าแสดงให้เห็นว่าปลานี้มีการลักลอบนำเข้าด้วยเช่นกัน

สำหรับการเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเป็นปลาสวยงาม มีหลักฐานว่าหลายประเทศมีการเพาะเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเป็นปลาสวยงาม (Aquarium Market) และมีการซื้อขายกันในตลาดปลาสวยงามทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป หรือในอาเซียนบางประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเวียดนาม และไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว โดยสหรัฐอเมริกา มีประวัติการแพร่ระบาดของปลาในมลรัฐฮาวาย และใช้วิธีกำจัดจนสำเร็จในหลายรูปแบบทั้งจับและช็อตด้วยไฟฟ้า เป็นต้น จึงควรตรวจสอบแหล่งนำเข้าและแหล่งขายภายในประเทศ เพื่อหาต้นตอที่แท้จริงของการแพร่กระจาย

นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเพื่อการค้าในบางพื้นที่ก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งอาจมีการปล่อยปลาต่ำกว่ามาตรฐานหรือปลาตกเกรด ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ใกล้กับฟาร์ม ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ทราบกันดีในหมู่ผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ดังที่มีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียเป็นคลิปพบปลาดุกเผือกในท่อระบายน้ำใกล้ตลาดปลาที่สวนจตุจักร หรือ มีกลุ่มคนไปช่วยชีวิตปลาจากท่อระบายน้ำในตลาดเดียวกัน เหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบได้ 

ในตลาดค้าปลาสวยงาม ยังมีการนำเข้าสัตว์น้ำแปลกใหม่มาเป็นปลาสวยงาม และอาจมีผู้ซื้อที่ปล่อยปลาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ กรณีนี้ก็มีตัวอย่างให้เช่นกัน คือ พบปลาหมอบัตเตอร์ ซึ่งเป็น 1 ในสายพันธุ์ปลารุกรานต่างถิ่น (ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์) ที่กรมประมงประกาศห้ามเลี้ยงหรือปล่อยลงแหล่งน้ำ แต่กลับพบภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยประมงพื้นบ้านจะได้ปลาหมอบัตเตอร์ติดมาด้วย 10-20 ตัวต่อการจับปลาในเขื่อนฯ 100 ตัว   

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไม่ควรละเลย คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกและภาวะโลกร้อน ทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในน้ำ ตลอดจนภัยธรรมชาติที่ทำให้เกิดน้ำท่วมจะช่วยให้ปลาหมอสีคางดำขยายอาณาเขตได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ปล่อย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ไม่อาจมองข้ามในการพิจารณาคดีนี้ 

จากข้อมูลทั้งหมด การพิจารณาคดีนี้ไม่ควรอาศัยข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมและประเด็นแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การตัดสินคดีเป็นธรรมและมุ่งเน้นไปที่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา ในการปิดคดีนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป

‘รมช.อัครา’เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

'รมช.อัครา'เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

‘รมช.อัครา’เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

วันนี้ (17 มีนาคม 2568) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 นายอภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายมนตรี สีหมงคลสกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองหลวง รัชชโลทร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ก่อนจะร่วมมอบถุงพันธุ์ปลาน้ำจืดให้กับหน่วยงานในจังหวัดชลบุรี ณ บริเวณแก้มลิงบ้านทุ่งศาลา 3 ต.วัดสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ท่าบุญมี อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี มีลักษณะเป็นแก้มลิงสำหรับรองรับน้ำ มีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ให้มากขึ้นจากเดิม 125 ล้าน ลบ.ม.เป็น 199 ล้าน ลบ.ม. (ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 74 ล้าน ลบ.ม.) เพื่อเสริมศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยวผ่านถนนรอบอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรองรับคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย

ในการนี้ นายอัคราฯ ได้เร่งรัดให้กรมชลประทานก่อสร้างโครงการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องชาวชลบุรี ได้ใช้ประโยชน์ในเร็ววัน ที่สำคัญจะช่วยสนับสนุนการใช้น้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำ นำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา ครั้งที่ 1/2568 โดยมี น.ส.เบญจพรชาครานนท์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายรัตนะ สวามีชัย คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรและสหกรณ์ใน จ.พะเยา และพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิดการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน เกษตรกรมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีรายได้เพิ่ม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา ให้เป็นต้นแบบการทำเกษตรทุกมิติ อาทิ การมีระบบชลประทานที่ดี ดินดี ใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดูแลพื้นที่เพาะปลูก จนเกิดการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีมาตรฐาน ทุกกระบวนการผลิตไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะนำไปเป็นต้นแบบส่งต่อองค์ความรู้ไปอีก 71 จังหวัด เพื่อให้เกิดเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา อาทิ 1.การทำนำข้าวหลากสี 2.ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และโคเนื้อคุณภาพดี 3.การวางระบบกระจายน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรม 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอาราบิก้า ลิ้นจี่ ข้าวหอมมะลิ ถั่วเหลือง และการผลิตไผ่ Low Carbon 5.การพัฒนาแปลงต้นแบบการย่อยสลายตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก่อนเผาเพื่อลด PM2.5 และ 6.การผลักดันเกษตรกรสู่ Smart Farmer

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ  ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 6/2568 ว่าได้ติดตามความก้าวหน้าตามมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปจีนอย่างใกล้ชิด โดยขับเคลื่อนมาตรการป้องกันสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 หรือ BY2 “Big Cleaning” เพื่อทำความสะอาดทุกสวนทุกโรงคัดบรรจุทั่วประเทศเตรียมความพร้อมป้องกันการปนเปื้อนสาร BY2 ในทุเรียนผลสดก่อนเปิดฤดูกาลทุเรียนตะวันออกรวมทั้งมาตรการ “4 ไม่” ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สีไม่มีสารเคมีต้องห้าม เพื่อรักษาคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนไทย สร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าตลอดจนกรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (SOP) การควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติให้เป็นทิศทางเดียวกัน

“ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องชาวสวนทุเรียน ว่าเราได้เตรียมความพร้อมรองรับทุเรียนภาคตะวันออกผ่านมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยเน้นไปที่การ Big Cleaning และเร่งประชาสัมพันธ์ห้ามใช้สารต้องห้าม ซึ่งจากการลงพื้นที่ Big Cleaning จ.จันทบุรี ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรมีความเข้าใจเป็นอย่างดี เชื่อว่าเกษตรกร ผู้ประกอบการ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะหากตรวจพบว่ามีสารปนเปื้อน ก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่อาจยังมีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่ พร้อมกำชับให้เร่งหาสาเหตุการตกค้าง รายงานให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งเราได้รายงานให้สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ทราบ อย่างต่อเนื่องแล้ว” นายอิทธิ กล่าว

นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และจีน 8 แห่ง และเตรียมเพิ่มอีก 4 แห่ง เพื่อรองรับทุเรียนตะวันออกในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนนี้ อีกทั้งได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ ว่าสามารถให้บริการทดสอบตัวอย่างตรวจสอบสาร BY2 และสารแคดเมียม ได้มากกว่า 2,000 ตัวอย่างต่อวัน ดังนั้นขอให้พี่น้องเกษตรกรคลายความกังวลในช่วงพีคของฤดูกาล กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจในการเตรียมความพร้อมรองรับทุเรียนภาคตะวันออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวจีนถึงคุณภาพและความปลอดภัยของทุเรียนไทย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ออกประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออก ปี 2568 ดังนี้ พันธุ์กระดุม วันที่ 4 เมษายน พันธุ์พวงมณีและพันธุ์ชะนี วันที่ 10 เมษายน และพันธุ์หมอนทองวันที่ 30 เมษายน หากตัดทุเรียนก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยว ต้องนำมาตรวจวัดน้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนก่อน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนร่วมกัน ระหว่างสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมทั้งนายถาวร ทันใจ รองปลัดและกระทรวงเกษตรฯ นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายกฤษ อุตตมะเวทินผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.เสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ม.ล.ปุณทริก สมิติ ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะ

ทั้งนี้ มีประเด็นการหารือ ดังนี้ 1.ผลกระทบและความเดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำชี ใน จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร 2.ปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนและธุรกิจชุมชน 3.แนวทางการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าเกษตรปลอดภัย และ 4.ประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องสภาเกษตรแห่งชาติ และแนวทางการส่งเสริมบทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

‘อัครา’ฉลอง70ปี บ้านผาลั้งได้ไฟฟ้า ช่วยชุมชนพื้นที่สูง สร้างโอกาสพัฒนา

‘อัครา’ฉลอง70ปี  บ้านผาลั้งได้ไฟฟ้า  ช่วยชุมชนพื้นที่สูง  สร้างโอกาสพัฒนา

‘อัครา’ฉลอง70ปี บ้านผาลั้งได้ไฟฟ้า ช่วยชุมชนพื้นที่สูง สร้างโอกาสพัฒนา

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “เฉลิมฉลอง 70 ปี ที่รอคอย” โครงการขยายเขตการใช้กระแสไฟฟ้าบ้านผาลั้ง และส่งเสริมการผสมผสานนวัตกรรมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนบนพื้นที่สูง ที่ลานอเนกประสงค์บ้านผาลั้ง หมู่ 4 ต.ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย ถือเป็นความสุขและความภาคภูมิใจที่พี่น้องชาวผาลั้ง ที่ได้ต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้ได้มีไฟฟ้าใช้เหมือนกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ราบ ซึ่งไฟฟ้าไม่เพียงแต่จะนำแสงสว่างมาสู่บ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพ และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับชุมชนด้วย

นายอัครากล่าวว่า โครงการขยายเขตการใช้กระแสไฟฟ้าบ้านผาลั้ง ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งเสาและสายส่งเท่านั้น แต่เป็นการจุดประกายความหวังและโอกาสให้พี่น้องชาวผาลั้งทุกคน เชื่อว่าไฟฟ้าจะช่วยยกระดับการศึกษาของเยาวชน ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การพัฒนาหัตถกรรม หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการผสมผสานนวัตกรรมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันล้ำค่าของชุมชน จึงขอชื่นชมในความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของพี่น้องชาวผาลั้ง ที่ได้รักษาและสืบทอดภูมิปัญญาอันดีงามของบรรพบุรุษไว้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนได้

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการ

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ตรวจราชการ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ตรวจราชการ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมด้วย นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก.และ นางสาวภัทรวดี สุขเสวตร ปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ร่วมลงพื้นที่ติดตาม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดหนองคาย โดยร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และรับฟังความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรจังหวัดหนองคาย ณ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย แห่งที่ 2 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

ในการนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย ได้ร่วมมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) และโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวนรวม 122 ราย ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอโพนพิสัย และอำเภอเฝ้าไร่ จำนวนรวม 138 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,598-0-77 ไร่

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ร่วมคณะ'รมว.เกษตรฯ' ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ จ.หนองคาย ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.07 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ร่วมติดตามคณะ”รมว.เกษตรฯ” ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายฯ ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์เขต 4 นายสัตวแพทย์กล้าหาญ ศรีทองท้วม

ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 4 และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดหนองคาย รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดหนองคาย พร้อมทั้งมอบนโยบายการปฏิบัติงานฯ และเยี่ยมชมนิทรรศการ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย แห่งที่ 2 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ ได้มอบปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ แจกหญ้าแห้งแพงโกล่า จำนวน 200 ฟ่อน จำนวน 4,000 กิโลกรัม มอบชุดถุงยังชีพปศุสัตว์ (วิตามิน แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ) จำนวน 200 ชุด นอกจากนี้ได้ออกหน่วยให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว 80 ตัว และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 200 ตัว พร้อมมอบอาหารสัตว์เลี้ยง 300 กิโลกรัม ประกอบด้วย อาหารเม็ด อาหารกระป๋อง ให้แก่ประชาชนที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการ และแจกไข่ไก่ จำนวน 500 แพ็ค (5,000 ฟอง) ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานด้วย พร้อมทั้งได้จัดนิทรรศการให้ความรู้พี่น้องเกษตรกรในหัวข้อต่างๆ อาทิ โรคพิษสุนัขบ้าภัยใกล้ตัว ไข่ไก่คุณภาพเยี่ยมจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP สินค้าปศุสัตว์ OK ผลิตภัณฑ์แพะคุณภาพพรีเมี่ยมจากฟาร์ม GMP หนองคายวากิว ไข่เค็มคุณภาพเยี่ยมจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ด (หนองคายไข่เค็ม) และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกร

– 006