เก็บมาคิด : หากก้าวพ้นประเทศไทย 4.0 วินัยและคุณธรรมจะตามมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239404

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเขียนแผนที่ เส้นทางชีวิตให้คนไทยเดินของรัฐบาลชุดนี้ ที่เรียกว่า 4.0 เป็นการแนะนำส่งเสริมที่ให้คนทั้งประเทศ มุ่งเข้าสู่ ยุคของการใช้เทคโนโลยี มาเป็นตัวนำทางชีวิต ซึ่งมีจุดเด่นที่ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตของคนทุกคนบนโลกใบนี้ ที่เรียกกันว่า เป็นภาคเศรษฐกิจ

เป็นที่ยอมรับกันอย่างไม่มีใครค้านว่า เทคโนโลยี เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ที่สร้าง สิ่งใหม่ๆ หรือ นวัตกรรม ให้เกิดขึ้นเพื่อ อำนายความสะดวก และพัฒนางานต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในสังคมวันนี้ แม้แต่คนแก่คนเฒ่าก็ยังขาดไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้กับนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมา เพราะนวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินชีวิตไปแล้ว

จากการที่มีข่าวว่าคณะวิทยาการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอที ได้ประกาศลงนามความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางวิชาการ เน้นการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 นั่นก็หมายความว่า ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างเห็นด้วยและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทาง 4.0 เช่นกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.สุเจตน์จันทรังษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้ความเห็นว่า ที่ภาครัฐต้องการให้ประเทศไทยเดินอยู่บนเส้นทาง 4.0 หมายถึง แนวคิดที่จะสร้าง Value-Based Economy หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้ ทุกหน่วยงานต้องปรับและพัฒนาทั้งในด้านบุคลากร ผลิตภัณฑ์และบริการเชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านเทคโนโลยีที่จะต้องก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกล หรือระบบเครือข่ายที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และรวดเร็ว เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สถาบันได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนให้แก่ภาคเอกชน และเปิดโอกาสให้แก่ภาคเอกชนได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งได้ร่วมกันศึกษาและวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่าย นำไปสู่การพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันและทัดเทียมกับอารยประเทศ นั่นเอง และท่านอธิการบดียังย้ำให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสาขาเทคโนโลยีและวิศวกรรมเชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์ ที่จะสร้างความมั่นใจและรับประกันผลสำเร็จของการพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีทันสมัย นำไปสู่การดำเนินธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

จากคำกล่าว และแนวคิดของทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่เห็นพ้องต้องกันว่า เส้นทางของคนไทยทั้งประเทศ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะเดินไปบนเส้นทาง 4.0 ได้อย่างแน่นอน ทำให้ ต้องเก็บมาคิด ต่อยอดของอนาคต 4.0 ออกไปถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะตามเข้ามาโดยอัตโนมัติ นั่นคือ “สภาวะแห่งวินัย และ คุณธรรม”

รูปธรรมที่เห็นกันง่ายๆ ถึงสภาวะวินัยและคุณธรรมจะติดตามมา เมื่อคนไทยเดินก้าวพ้นเส้นทาง 4.0 คือ หมายถึงว่า เมื่อคนไทย ส่วนใหญ่พบกับความสำเร็จต่อการนำ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับชีวิตประจำวันแล้ว รูปแบบของการใช้ชีวิตก็จะต้องถูกปรับเปลี่ยนไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับการดำเนินชีวิต

ตัวอย่าง ในภาคส่วนของการทำธุรกิจ เมื่อภาคธุรกิจ นำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้ในการดำเนินการ อย่างเช่น ในเรื่องของการค้าขาย การเงิน ซึ่งมีแนวโน้มให้เห็นตั้งแต่บัดนี้แล้วว่า การใช้เงิน การฝากถอนเงิน การซื้อสินค้า เริ่มหันมาใช้ระบบ นวัตกรรม ที่สื่อสารกันด้วย นวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปเห็นหน้าเห็นตากันเหมือนยุคก่อนๆ ซึ่งเมื่อสภาวะการทำธุรกิจ เป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือ และการสร้างความประทับ จึงอยู่ที่ ความซื่อสัตย์ และการมีวินัย

พูดกันง่ายคือ เมื่อการทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเห็นตัว หรือไม่จำเป็นต้อง “ยื่นหมูยื่นแมว” กันแล้ว ความซื่อสัตย์ และวินัยจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนต้องปลูกฝังให้กับตัวเอง และการทำธุรกิจ ซึ่งก็เท่ากับว่า ทุกคนต้องสร้าง วินัยและคุณธรรมให้กับตัวเอง และองค์กรเพื่อการอยู่รอด

สำหรับในภาคส่วนของการศึกษา เมื่อการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนให้การเรียนทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้าไปสู่จิตวิญญาณของเยาวชนแล้ว ย่อมเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนของชาติรู้จักการใช้สมอง รู้จักการวิเคราะห์ พิจารณาอย่างเป็นระบบ ไม่เพ้อเจ้อ หรือมโนอย่างไร้สาระ

ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะพ้องจองและกลมกลืนไปกับยุค 4.0 ของประเทศไทยได้อย่างน่าปลาบปลื้ม ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า รัฐบาลชุดนี้จะนำพาให้คนไทยทั้งประเทศเดินก้าวพ้นเส้นทาง 4.0 ได้ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศชุดใหม่หรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะโลกนี้ อนิจจังมันไม่เที่ยง

เก็บมาคิด : ธรรมชาติสร้างสมอง มนุษย์สร้างนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238140

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความก้าวหน้าในภาคสังคม หัวใจหลักที่สุดของการพัฒนาคือ ต้องมี “ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า” เพราะสังคมโลกนับแต่วันนี้เป็นต้นไป มนุษย์จะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ให้เป็นไปตามที่มนุษย์ต้องการ

ทำให้เราได้เห็นว่า ความแปลกใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือ ไม่เป็นรูปธรรม เกิดจากมันสมองของมนุษย์ทั้งสิ้น

ในงานเสวนาเรื่อง “การปฏิรูปสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรม”ที่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เราได้พบว่า ในการพัฒนาที่จับต้องได้ “นวัตกรรม” ถือเป็นหัวใจหลักที่สังคมกำลังจับตามองกันมากที่สุด เพราะนวัตกรรม คือ สิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ในงานเสวนาวันนั้น มีผู้ทรงวุฒิหลายท่าน ที่แสดงความเห็นในเรื่องของ นวัตกรรม ที่ทำให้เราต้อง “เก็บมาคิด”หลายอย่าง ดังต่อไปนี้

“ในด้านความจำเป็น”

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่การประดิษฐ์สิ่งใหม่ ให้เกิดขึ้นเท่านั้นแต่ต้องมีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และทำให้เกิดมีผลกระทบต่อสังคมด้วย ในฐานะสถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความสามารถได้มีโอกาสแสดงศักยภาพและต่อยอดศักยภาพนั้นออกไป บทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดโอกาสให้เฉพาะชาวจุฬาฯเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คนเก่ง คนดี และมีไฟ มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมออกสู่สังคมไทย ขยายไปสู่สังคมอาเซียนและสังคมโลก โดยใช้พื้นที่ CU Innovation Hub ที่จุฬาฯจัดตั้งขึ้น

ในด้านการกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ให้ความเห็นว่า สังคมนวัตกรรมถือเป็นความอยู่รอดของประเทศไทย ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรมได้นั้น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันปรับสภาพแวดล้อมในการสนับสนุนบรรยากาศการสร้างความคิดสร้างสรรค์และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์นั้นออกไป การสนับสนุนเกิดได้สองทาง อย่างแรก คือการริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งอาจไม่สำเร็จ หรือล้มเหลว เราต้องให้อภัยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่จะตามมา เพราะการที่จะไปถึงขั้นสุดท้ายที่จะเป็นนวัตกรรมออกมาได้ ต้องผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างที่สองคือต้องมีกระบวนการสนับสนุนให้แนวคิดนั้นต่อยอดไปได้ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องคน เรื่องเงิน

ในด้านของการนำไปใช้

คุณกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการและประธานที่ปรึกษา ฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ ให้ความเห็นว่า สังคมนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งความร่วมมือจากภายในหน่วยงานเดียวกันและต่างหน่วยงาน เนื่องจากนวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สังคมไทยจะต้องยอมรับการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น สังคมนวัตกรรมต้องกล้าที่จะมีการดีเบตในประเด็นต่างๆ และรับฟังความคิดเห็น คนไทยเอง ก็จะต้องเรียนรู้ อาจเริ่มจากสังคมระดับเล็ก คือ สังคมครอบครัวหรือโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมให้ลูกเห็นต่างได้ นักเรียนต้องสามารถเห็นต่างจากคุณครูได้

ในด้านของการลงทุน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เน้นย้ำว่า นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ คนต้องกล้าคิดทำเรื่องใหม่ การสร้างนวัตกรรมเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศต้องยอมลงทุนสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นบนการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะความล้มเหลวเป็นบันไดสำคัญของความสำเร็จ เมื่อรู้จักเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวนั้นรวมทั้งต้องบ่มเพาะให้เด็ก มีความรู้ความสามารถ ควบคู่ไปกับการที่ภาครัฐสร้างกลไกสนับสนุนต่างๆ ที่เหมาะสม

ในด้านอื่นๆ ที่จะต้องช่วยกัน

คุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า มูลนิธิชัยพัฒนาทำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด โดยสิ่งที่มูลนิธิฯถือเป็นต้นแบบปฏิบัติคือแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานไว้ การสร้างสังคมนวัตกรรมนั้นนอกจากนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีแล้ว อีกด้านที่สำคัญมากที่ต้องสร้างและพัฒนาให้เกิดขึ้นคือนวัตกรรมทางสังคม

คุณสุทธิชัย หยุ่น กูรูทางด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า สังคมไทยต้องปรับวัฒนธรรมบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตกรรม โดยจะต้องสร้างสังคมที่กล้าตั้งคำถาม ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมนวัตกรรมอย่างจริงจัง

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวทำให้เห็นว่า เครือข่ายของการสร้างนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ต้องโยงใยเชื่อมโยงกันไม่ต่างจาก
ใยแมงมุม ที่จะต้องวิ่งเข้าสู่เป้าหมายเดียวกันอันเป็นศูนย์กลาง หรือ หัวใจของนวัตกรรม

ซึ่งหากมองไปถึงองคาพยพของ CU Innovation Hub หรือ “ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริม นวัตกรและนวัตกรรม สร้างเสริมสังคมไทยสู่วิถีใหม่ในการใช้ชีวิต การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงเป็น หน่วยหนึ่งของความสำคัญในการสร้าง นวัตกรรมให้ยั่งยืนและมั่นคง

ทั้งนี้ ทาง CU Innovation Hub ได้จัดทำ กิจกรรมหลัก ใน 4 ด้าน คือ Academy หลักสูตรเพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็น, Incubation การบ่มเพาะความคิดสู่คำตอบและต้นแบบพร้อมต่อยอดออกสู่ตลาด Acceleration เร่งผลงานออกสู่ตลาดในวงกว้าง และ Outreach สื่อสารบริการนวัตกรรมสู่สาธารณะ ศูนย์กลางตลาดนวัตกรรมในจุดเดียว

เป้าหมายในชีวิตของคนทุกคนในวันนี้ หากเราต้องการสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน สิ่งเดียวที่พ่อแม่พึงกระทำที่สุดคือ บ่มเพาะให้ลูกหลานเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มี “มันสมอง”เพราะทรัพย์สมบัติ แม้คุณจะมีมากเท่าไร ยิ่งใช้มันก็ยิ่งหมดไป แต่มันสมองคุณยิ่งใช้ มันจะยิ่งงอกงามมากขึ้น

ชนิตร  ภู่กาญจน์

เก็บมาคิด : จากภาพมายา สู่ ความเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237723

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา แต่การพัฒนาประชาคมอาเซียนรวมทั้งการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และโอกาสที่คนไทยจะได้รับจากประชาคมอาเซียน ก็ยังมีคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์บอกว่าก่อนหลายปีว่าต้องการให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับผลประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง

แต่สำหรับคนที่ติดตามโครงการประกวดคลิปวีดีโอ ในหัวข้อ “ประชาคมอาเซียนในฝันของฉัน” ของกรมอาเซียนก็จะพบว่า การจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มประชาคมอาเซียนจะต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการบอกเล่า สร้างสรรค์ ผลงานของตัวเอง เพื่อนำเอาไปเก็บเกี่ยวประโยชน์จากกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะการเปิดเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนเป็นการเพียง ขยายโอกาสให้คนในอาเซียนทั้งหมดเชื่อมถึงกันอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ใครจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ คุณภาพของแต่ละบุคคลในเมื่อทุกคนสามารถมีโอกาสที่เท่าเทียมกันแล้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้จากผลงานการส่งวีดีโอของเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงความเห็นว่า อยากเห็นประชาคมอาเซียนพัฒนาต่อไปในทิศทางใด ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบคลิปวีดีโอ มีภาพที่ปรากฏให้เห็นในหลายภาคส่วนดังต่อไปนี้

ผลงานที่ได้รับรางวัล ชนะเลิศในระดับมัธยมศึกษา ของ ด.ญ.วริศรา อินทะเขื่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสา จังหวัดน่าน ในผลงานที่ชื่อว่า “น้ำไหลไปทั่วโลก Woven World”บอกเล่าถึงเด็กผู้หญิงที่เติบโตมาในครอบครัวของการทอผ้าลายน้ำไหล และมีความต้องการที่จะบอกให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับรู้ถึงความสวยงามของผ้าทอดังกล่าว จึงใช้สื่อออนไลน์ที่ตนเองถนัดเผยแพร่เรื่องราวของผ้าลายน้ำไหลจนเป็นรับรู้อย่างกว้างขวาง

แนวคิดหลักหรือจุดเด่นของเรื่องที่ทำให้คว้ารางวัลนี้มาได้ อยู่ที่การนำศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายท้องถิ่นของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์ความงดงาม สะท้อนให้กลุ่มประชาคมอาเซียนได้เห็นถึงความอ่อนช้อย ความประณีตด้านงานหัตถกรรมของเมืองไทย ที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าถึงปัจจุบัน ผ่านสื่อโซเชียลให้คนทั่วอาเซียนได้เห็นถึงความรู้ความสามารถด้านงานศิลป์ของคนไทย เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยความงดงามเหล่านี้ก็ไม่เคยจางหายไปอีกทั้งยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้สืบทอดกันต่อไปสู่กลุ่มคนรุ่นหลัง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เป็นของ นายกิตติพัฒน์ จำปาทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมารีวิทยา จังหวัดปราจีนบุรี ในเรื่อง “อาเซียนร่วมใจ” เนื้อหาของคลิปจะนำเสนอถึงความก้าวหน้าไปสู่ความมั่งคั่งพร้อมกัน โดยมองว่า โลกยุคโลกาภิวัตน์ ผู้ที่มีชัยในสงครามเศรษฐกิจ คือคนที่ได้เปรียบเท่านั้น ดังนั้นบนสังเวียนเส้นทางแห่งประชาคมอาเซียนเราจะมาแก่งแย่งชิงดีกันเองไม่ได้ หากแต่ต้องมีความร่วมมือร่วมใจกันของคนทุกคนในชาติ โดยเนื้อหาดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงของอาเซียน ประกอบกับความเห็นส่วนตัวอยากจะทำผลงานออกมาในรูปแบบเพลงเพื่อให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจง่าย โดยเนื้อหาตั้งใจนำเสนอเรื่องการรวมตัวที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน และความหวังในการเป็นปึกแผ่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2ของ นางสาวชนิษฎา อ่อนอรุณ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดทรงธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ชื่อว่า “See YouAgain แล้วพบกันใหม่” เล่าเรื่องราวของ “ลิลลี่” นักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศสิงคโปร์ ที่เข้ามาเรียนในประเทศไทยและ “ต้น” เด็กชายชาวไทย ที่แอบชอบลิลลี่ แต่ด้วยภาษาทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างลำบาก ทำให้ต้นคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเมื่อเธอเรียนจบก็ต้องกลับสิงคโปร์ แต่แล้วเมื่อต้นได้เรียนวิชาสังคม เรื่องประชาคมอาเซียน ทำให้เด็กชายเกิดแรงบันดาลใจมุ่งมั่นเรียนภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น จนสามารถสื่อสารกับลิลลี่ได้อย่างเข้าใจ

เนื้อหาของคลิปวีดีโอนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของภาษาของคนไทย เมื่อเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ก็จำเป็นต้องพยายามฝึกฝนภาษาทางการอย่างภาษาอังกฤษให้มีความชำนาญ เพื่อใช้ในการสื่อสารอีกทั้งเพื่อความก้าวหน้าธุรกิจ การศึกษาและอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงเรื่องของความรักอย่างเช่นตัวละครในคลิปดังกล่าว

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ใช่ความหมายที่ว่า เราจะรอรับ “การให้”จากอาเซียน แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะสร้างคุณค่าของเราเองให้อาเซียนต้อง “มาขอ” เราเองต่างหาก และวันนี้ คนไทยทั้งประเทศพร้อมจะสร้างคุณค่าให้กับประเทศชาติกันหรือยัง

ชนิตร ภู่กาญจน์

เก็บมาคิด : การแก้ไขความเสื่อมด้วยการเสียสละ ความหวังของคนไทยในวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237174

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักการศึกษา นักบริหาร และผู้มีสติปัญหาอีกหลายคน เริ่มมองกันแล้วว่า “สถานศึกษา” คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศในระยะนี้ คนเหล่านี้ มองเห็นพ้องต้องกันว่า “ห้องเรียน” คือแหล่งบ่มเพาะสติปัญญา แหล่งสร้างสรรค์ และแหล่งรวมจิตวิญญาณของคนในประเทศ ต่อการที่จะร่วมกันวาดแผนที่การเติบโตของประเทศในกาลข้างหน้า

เท่าที่ผ่านมา สถานศึกษา ถูกปล่อยปละละเลย ที่ค่อยๆ ลดสีสันความเข้มข้นทางจิตวิญญาณของสถาบันการศึกษาที่มีต่อความรับผิดชอบของการพัฒนาประเทศลงเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังจาก 14 ตุลาคม 2516 ค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี สีสัน ความเข้มของการศึกษา ที่มีต่อการรับผิดชอบสังคมแทบจะหมดสิ้นไปจากจิตวิญญาณของนักศึกษาที่นับว่า เป็นอนาคตของประเทศ

จากความมีสาระ จนกลายเป็นความไร้สาระของบรรดาเยาวชนส่วนมาก และจากการไม่รับผิดชอบของผู้บริหารการศึกษา จนกระทั่ง อนาคตของชาติที่เคยฝากความหวังไว้กับเยาวชนแทบจะมองหาความรับผิดชอบไม่เห็น

จนกระทั่งเมื่อวันนี้มาถึง วันที่สังคมไทยพบกับวิกฤติความเสื่อมทางคุณธรรม ที่พึ่งของชาติ โอนเอน จนไม่สามารถเป็นเสาหลักให้กับการจะทำให้เกิดการพัฒนาได้

เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปพึ่งพาทางใด ดูเหมือน ส่วนใหญ่จะมองแต่ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับมากกว่า การเสียสละเพื่อสังคม

สุดท้าย ทุกคนก็มองไปถึง แหล่งบ่มเพาะทางปัญญาที่เรียกว่า สถานศึกษา หวังพึ่งพิงที่จะให้สถานศึกษา เป็น
หัวหอกในการนำพาให้เยาวชนของชาติหันมาหาสาระเพื่อดูแลสังคม เฉกเช่นที่เคยมีอยู่ในจิตและวิญญาณในเก่าก่อน

แต่การบ่มเพาะในสถานศึกษามิใช่จะทำขึ้นในเพียงวันเดียว หรือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทุกอย่างจริงต้องฝากความหวัง(เอาไว้ชั่วคราว)กับคนที่มีใจภักดิ์ต่อประเทศชาติมากที่สุด เพื่อ “ขอเวลา” สร้างสมพลังจากเยาวชนของนักศึกษาให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

แต่จะทำได้แค่ไหน เวลา และความจริงใจ จะเป็นเครื่องพิสูจน์

ระยะหลังๆ มานี้ผมได้เห็นกิจกรรมของนักศึกษาที่ สร้างสาระให้กับสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผศ.สมทรง นุ่มนวล คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ได้กล่าวถึงการสร้างเยาวชนเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม เคยกล่าวไว้ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น เราสร้างบัณฑิตออกไปรับใช้ชุมชนท้องถิ่น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องปลูกฝังให้กับนักศึกษาก็คือเรื่องของจิตอาสาหรือจิตสำนึกสาธารณะ เพราะวันนี้ หรืออนาคตข้างหน้าต่อให้ผลิตบัณฑิตที่เก่งกาจสักแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้สอนให้เขารู้จักการให้ การแบ่งปัน การคืนกลับให้สังคม ความเก่งกาจนั้นก็ไม่มี
ความหมาย

และมีช่วงหนึ่งที่ได้รับรู้ถึงการทำกิจกรรม “ออกค่าย” ของนักศึกษา ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานีกว่า 50 ชีวิต ที่ยกทีมออกไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นโดยการออกค่ายอาสาพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่น นายกิตติศักดิ์ เพชรรัตน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้กล่าวถึงการทำกิจกรรมนี้ว่า นักศึกษาในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มจิตอาสาขึ้น เพื่อให้เพื่อนนักศึกษาได้รวมตัวกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและท้องถิ่น ที่ผ่านมาพวกเราได้ออกค่ายอาสาพัฒนาไปหลายโรงเรียนแล้ว แม้การออกค่ายของพวกเราจะไม่ได้สร้างอาคารใหญ่โตอะไรหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น แต่พวกเราก็ภาคภูมิใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างนี้แหละ การออกค่ายในครั้งนี้มีชาวบ้านมาช่วยด้วย ทำให้ได้เห็นความสามัคคีของชุมชน เป็นภาพสะท้อนว่าสถาบันการศึกษากับชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

จากจุดเริ่มต้นเหล่านี้ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการปลุกจิตวิญญาณของเยาวชน ให้หันมามองถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเก็บมาคิดกันอย่างมากในยามที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมอย่างแท้จริง