‘หนู’ เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465367

‘หนู’ เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

30 เมษายน 2564 – 16:47 น.

คลัสเตอร์ทองหล่อ ทำเอา “เสี่ยหนู” และ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ยอมกลืนเลือด

หลัง “ลุงตู่” ออกโรงขู่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็แทบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกมาจากแกนนำ 2 พรรคใหญ่ มีแต่กองเชียร์ค่ายภูมิใจไทย พยายามปกป้อง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าเป็นแพะรับบาป อันเนื่องมาจากการหยุดการระบาดของโควิดไม่ได้ และการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดที่ล่าช้า
    เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2564 ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี หรือ “น้องกวาง” สายบ้านใหญ่ศรีสะเกษ ได้อรรถาธิบายแทน “เสี่ยหนู” ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ติดใจกรณีนายกรัฐมนตรีรวบอำนาจในการแก้ปัญหาโควิด และการทำงานร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เป็นไปด้วยดี มีการพูดคุยหารือกันโดยตลอด และยังจะทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ได้โดยเร็ว
    สรุปสั้นๆ พรรคภูมิใจไทยจะไม่ถอนตัวจากรัฐบาลประยุทธ์ ตามที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคพยายามเรียกร้องให้ “เสี่ยหนู” ตัดสินใจสละเรือ เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง

 'หนู' เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

3 แกนนำแห่งค่ายสีน้ำเงิน

++
ไม่ถอนตัว
++
    เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค “Chada Thaised” มาผิดฟอร์มขาใหญ่ โดยแสดงตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี หลังฝ่ายค้านเรียกร้องให้ลาออก
    “..วันนี้ดูข่าวฝ่ายค้านเสนอให้นายกประยุทธ์ลาออกแล้วเศร้า การเมืองไทยไร้การพัฒนา วิธีคิดของนักการเมืองยังไม่ไปไหนวังวนเดิมๆ คุณคิดแค่ว่าฝ่ายค้านต้องไล่รัฐบาลด่านายกให้นายกลาออก ถามกันตรงๆวันนี้ถ้านายกลาออกบ้านเมืองจะวุ่นวาย กว่าจะได้นายกคนใหม่ใช้เวลาเท่าไหร่ในสถานการณ์ ขณะนี้บ้านเมืองจะวุ่นขนาดไหนคุณคิดได้แค่นี้..”
    ท่าทีของ “ชาดา” น่าสนใจ เพราะได้โพสต์หลัง “บิ๊กตู่” แสดงภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤต โควิด ดูช่างแตกต่างจาก “ศุภชัย ใจสมุทร” และ ส.ส.บางคนของค่ายนี้
    หากประเมินจากคณิตศาสตร์การเมือง วันนี้ พรรคภูมิใจไทย มีเสียง ส.ส. จำนวน 61 คน ถือเป็นพรรคอันดับ 2 แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ ในรัฐบาลประยุทธ์ และเป็นพรรคอันดับ 3 ในรัฐสภา รองจากพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ
    การเลือกตั้งทั่วไป 2562 พรรคภูมิใจไทย ส่ง ส.ส.เขต ครบ 350 เขต ได้คะแนนเลือกตั้ง มากกว่า 3 ล้าน 7 แสนคะแนน ทำให้ได้ ส.ส.รวม 51 คน (ไม่นับรวม ส.ส.อนาคตใหม่ที่ย้ายเข้ามาตอนหลัง) แยกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 13 คน และ ส.ส.เขต 38 คน 
    ตัวเลข ส.ส.เขต เพียง 38 คนนั้น ถือได้ว่า ไม่ได้กระเตื้องขึ้นจากปี 2554 มากนัก หากใช้ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือ บัตร 2 ใบ ค่ายสีน้ำเงินก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ถึง 5 คน
    แม้เวลานี้ ภูมิใจไทยจะได้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล จำนวน 10 คน มาร่วมงาน และจะได้มาเพิ่มอีก 4 คนนั้น พูดกันตามตรง ส.ส.เหล่านี้ ไม่ใช่ “ส.ส.ดาวฤกษ์” เหมือน ส.ส.เขตส่วนใหญ่ของค่ายนี้
 แวดวงการเมืองรู้ดีว่า ส.ส.อนาคตใหม่ ไม่ต่างจากสามล้อถูกหวย ได้กระแสธนาธรช่วยหนุน จึงได้เป็น ส.ส.แบบไม่คาดฝัน

 'หนู' เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

วันนี้ ภูมิใจไทยต้องถอย

 การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “เนวิน ชิดชอบ” หาจุดขายให้ภูมิใจไทย ด้วยนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ และมอบให้ “เสี่ยหนู” เล่นบทแทงกั๊ก เอาใจฝ่ายประชาธิปไตย และคนเสื้อแดง จึงมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคภูมิใจไทย
    วันที่ค่ายสีน้ำเงินตัดสินใจร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยผิดหวัง และปลายปีที่แล้ว ทีมคนหนุ่มค่ายภูมิใจไทย เล่นบทหัวหอกแก้รัฐธรรมนูญ หวังซื้อใจม็อบเยาวชนปลดแอก แต่แกนนำเด็กๆ พาเกมโอเวอร์ ชูธงทะลุเพดาน “นายใหญ่อีสานใต้” ก็สั่งถอย
    มาถึงวันนี้ “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ฉุดเรตติ้งพรรคให้ตกต่ำ มินับประเด็นเรื่องวัคซีนโควิดที่ล่าช้า “เสี่ยหนู” จึงต้องให้ “น้องกวาง” ออกมาแจงสี่เบี้ยยาวเหยียดแต่สรุปได้สั้นๆว่า “ยังไงก็ไม่ถอนตัว” จากพรรคร่วมรัฐบาล

เจาะ “ตู่ทีวี” มวยตู้การเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465353

เจาะ “ตู่ทีวี” มวยตู้การเมือง

30 เมษายน 2564 – 14:57 น.

จากจอแดง “พีซทีวี” เป็น “จอมวยตู้” วันพรุ่งนี้ “จตุพร” กำลังจะปลุก “มวยตู้การเมือง” ไล่ประยุทธ์อีกรอบ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
แม้จะถูกหยามหยัน ทั้งจากพวกเดียวกัน และฝั่งตรงข้าม ก็ไม่ยอมท้อและถอย “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ยังเดินหน้าจัดเวทีออนไลน์ไล่ประยุทธ์ โดยใช้สถานีโทรทัศน์พีซทีวี เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดทุกแพล็ตฟอร์ม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ผีไม่เผา “เต้น” สายโทนี่ “ตู่” สายชินไม่เอา

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

เวทีสามัคคีประชาชน

ในนามคณะสามัคคีประชาชน “เดอะตู่” จะจัดรายการอภิปรายชำแหละระบอบประยุทธ์ ที่ปกครองประเทศไทยมากว่า 7 ปี วันที่ 1-2 พ.ค.2564 โดยแบ่งเป็น 2 ภาค โดยภาคแรก บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น จะมีหมู่มิตรคณะสามัคคีประชาชน ไทยไม่ทน เปิดเวทีปราศรัย ส่วนภาคสอง ช่วงสี่โมงเย็นเป็นต้นไป จะเป็นเวทีแขกรับเชิญ ทั้งนักการเมืองและนักวิชาการการเข้ามาร่วมด้วย    

ครั้งที่ผ่านมา “เดอะตู่” ได้ต้อนรับ “ขาใหญ่สายจีน” ไพศาล พืชมงคล มาขึ้นเวทีสามัคคีประชาชน ก็เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะระดับ “ซือแป๋การเมือง” ขยับแต่ละครั้ง ย่อมถูกจับตามอง    

จริงๆ แล้ว ขาใหญ่เจ้าประจำของตู่ จตุพร อีกรายหนึ่งก็คือ “พญาไม้” เผด็จ ภูรีปติภาณ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ฉายา “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” เพราะรู้จักทุกฝักฝ่าย อยู่ยงคงกระพันมากว่า 4 ทศวรรษ

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

สตูดิโอพีซีทีวี รามอินทรา 40

++
รวมดาววันฝนตก
++
เวทีสามัคคีประชาชน ฉลองวันกรรมกร “เดอะตู่” เปิดเผยชื่อบรรดาแขกรับเชิญที่ฝ่ายความมั่นของ “ลุงตู่” ต้องมอนิเตอร์ทุกนาที ได้แก่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ,ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ,พิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าเพื่อไทยฝ่ายเศรษฐกิจ ,ประพัฒน์ จงสงวน ,พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล และมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ เต้ พระรามเจ็ด ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์     

เห็นรายชื่อข้างต้นนี้ พูดได้คำเดียวว่า รวมดาวรวมพล…วันฝนตกห่าใหญ่จริงๆ ใครที่ปรามาสเวทีคณะสามัคคีประชาชน ไทยไม่ทน ของตู่ จตุพร คงต้องคิดใหม่เสียแล้ว

“หากไม่สามัคคีกันก็ถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง อยู่ในสภาพสังคมไร้อนาคตเหมือนเดิม จึงขอบอกว่า เจตนารมณ์ของคณะสามัคคีประชาชนคือ เปิดประตูทุกบาน ใช้หลักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ต้อนรับทุกคนในฐานะปัจเจกมาร่วมกันมาไล่ประยุทธ์ออกไป”    

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

สนามมวยพีซทีวี

วันนี้ จตุพรไม่ต่างโปรโมเตอร์มวย ที่ระดมนักชกรุ่นใหญ่จากหลายค่าย มาชกออกจอตู้ ซึ่งหลายคน อาจไม่รู้ว่า ช่องพีซทีวีเป็นที่มั่น “มวยตู้” ที่แฟนมวยทั้งประเทศรู้จักกันดี 

++
ที่มั่นมวยตู้
++
แกนนำเสื้อแดงหลายคนมองว่า “ตู่ จตุพร” ดื้อรั้นดังทุรังแบกรับค่าใช้จ่ายสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี เพราะอุตสาหกรรมสื่อยุคดิจิตอล โทรทัศน์ดาวเทียมกลายเป็นสื่อตกยุคตกสมัย ไม่มีใครสนใจลงทุนกันแล้ว    

สำหรับประธาน “ตู่” ก็คิดต่างจากคนอื่น เขาดิ้นรนหาทุนมาสร้างรวงรังใหม่ ที่ซอยรามอินทรา 40 หรือซอยนวลจันทร์ 40 แยก33/1 จนสำเร็จเสร็จสิ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว    


สนามมวยพีซทีวี

กลางปี 2562 “จตุพร” พร้อมด้วย อารี ไกรนรา, เจ๋ง ดอกจิก, สุริยา ชินพันธ์, วิโชติ วัณโณ และศักดิ์รพี พรหมชาติ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวี บนเนื้อที่ 3 ไร่ โดยมีการก่อสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว คล้ายสตูดิโอบันทึกรายการทีวีทั่วไป    

ปลายปี 2563 จตุพรร่วมกับกลุ่มโปรโมเตอร์มวย ปรับสตูดิโอพีซทีวี เป็นเวทีมวยตู้ใช้ชื่อ “ศึกพีชทีวี ต้นกล้ามวยไทย” จัดมวยทุกๆ วันจันทร์ ถ่ายทอดสดทางช่องพีชทีวี    

ต้นปี 2564 ทีมงานศึกจ้าวมวยไทย เวทีสยามอ้อมน้อย จำเป็นต้องย้ายสนามจากแถวอ้อมน้อย เพราะโควิดระบาดหนัก จึงมาจัดที่สตูดิโอสนามมวยพีชทีวี เป็นการแข่งขันในระบบปิด (ไม่ให้มีแฟนมวยเข้าชมการแข่งขันในสนาม) ถ่ายทอดทางช่อง 3 และช่องอมรินทร์ทีวี    

นับแต่โควิดระบาดหนัก “จตุพร” จึงย้ายเวทีสามัคคีประชาชน มาไว้ในสตูดิโอพีซทีวี ซึ่งเคยเป็นเวทีมวยไทย ที่จัดการชกแบบจอตู้     

เรียกว่าจากสังเวียนมวยไทย มาสู่สังเวียนมวยการเมือง รวมดาวยอดนักชกจากหลายค่ายมาไล่ถล่ม “บิ๊กตู่” ค่าย 3 ป. ใครจะอยู่ ใครจะไป..ต้องชมกันยาวๆ 

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465284

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

29 เมษายน 2564 – 19:28 น.

ตื่นข่าวทหารมะกันนำโควิดเข้าประเทศ ทางการลาวชี้แจงแล้ว เข้ามาขุดกระดูกทหารจีไอ สมัยสงครามอินโดจีน 

++

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ใน สปป.ลาว ที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วงค่ำวันที่ 28 เม.ย.2564 ในโซเชียลลาว ได้มีการแชร์คลิประบุว่า ทหารสหรัฐอเมริกา กำลังเดินลงจากเครื่องบินบรรทุกทหารลำใหญ่ พร้อมอธิบายว่า ทหารสหรัฐฯ บุกนครหลวงเวียงจันทน์ จะมาช่วยเหลือประเทศลาว

คนบางกลุ่มก็ตกใจ เพราะกลัวทหารสหรัฐจะนำเชื้อโควิดเข้ามาเผยแพร่อีก จึงรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลลาวที่ปล่อยให้มีคนต่างชาติเข้าประเทศ

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว
ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

                ทหารสหรัฐ 65 คน มาทำภารกิจขุดหากระดูกทหาร

จริงๆแล้ว แฟนเพจเฟซบุ๊ค AeroLaos ได้เผยแพร่คลิปอีกชุดหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันเดียวกัน โดยอธิบายว่า “C-17 Globe Master III ,USA บินขึ้นจาก Alaskan US National Guard สู่สนามบินสากลวัดไต เที่ยวบินดังกล่าวเป็นทีมงาน MAI ทหารสหรัฐอเมริกา เพื่อมนุษยธรรม เคยปฏิบัติร่วมกับคณะวิชาการฝ่ายลาวมาแล้ว..”

MIA ย่อมาจาก Missing In Action ใช้เรียกทหารหรือบุคลากรทางทหารที่สูญหายระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในยามสงคราม

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 สำนักข่าวสถานีวิทยุแห่งชาติ สปป.ลาว ได้นำเสนอข่าว “ความเป็นจริง ที่คณะวิชาการสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามา สปป.ลาว

สำนักข่าวดังกล่าวได้รายงานว่า หน่วยงานวิชาการทหารสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางมาใน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2564 โดยเครื่องบิน C-17 จำนวน 65 คน ซึ่งประชาชนลาวได้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งบวกและลบ คณะคุ้มครองสื่อมวลชน ได้สอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงทราบว่า คณะวิชาการทหารกลุ่มนี้คือ ทีมงาน MAI ที่เข้ามาขุดค้นกระดูกทหารสหรัฐฯ ซึ่งการเดินทางเข้ามาลาวครั้งนี้ ได้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขของคณะเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิด โดยจะมีการตรวจสุขภาพและกักตัว 14 วัน ก่อนจะลงปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองบัวละพา แขวงคำม่วน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
วัคซีนฟรี  1.4 ล้านโดส จีนช่วยลาว

++
กระดูกอเมริกัน

ทางการลาวกับสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ปี 2535 เกี่ยวกับความร่วมมือในการค้นหาซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือของบรรดาทหารอเมริกันที่เสียชีวิตและหายสาบสูญไปเมื่อครั้งสงครามอินโดจีน

Missing In Action (MIA) เป็นแนวทางหนึ่งของรัฐบาลลาว เป็นวิถีทางมนุษยธรรม เพราะคำนึงถึงความเจ็บปวดของครอบครัวทหารที่หายสาบสูญในสงคราม และในแต่ละปี ทางการลาวก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาในการเก็บกู้ชิ้นส่วนหรือว่าสิ่งหลงเหลือของ MIA ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20-30 ศพ และได้ดำเนินการอยู่ในทุกแขวง

ซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือของทหารอเมริกันที่ถูกค้นพบนั้น ทางการลาวก็จะส่งมอบให้กับทางการสหรัฐเป็นประจำทุกครั้งที่ได้สิ้นสุดการดำเนินงานร่วมกันในแต่ละระยะคือทุก 6 เดือน ส่วนทางการสหรัฐจะส่งซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือนี้ไปยังเกาะฮาวาย เพื่อพิสูจน์ DNA ของทหารอเมริกันที่เสียชีวิตดังกล่าวต่อไป

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

               พิธีส่งมอบกระดูกทหารสหรัฐ ในเมืองลาว เมื่อหลายปีก่อน

“ซ้อต่าย” พันล้านหลังม่าน อบจ. บุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465235

“ซ้อต่าย” พันล้านหลังม่าน อบจ.บุรีรัมย์

29 เมษายน 2564 – 13:55 น.

เบื้องหลังกรุทรัพย์สิน “เนวิน-ซ้อต่าย” พันล้าน คือเส้นทางการเมือง-การกีฬา ขุมทองท้องถิ่นบุรีรัมย์  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
นับแต่ “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ส่งผลสะเทือนถึงพรรคภูมิใจไทย และ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ไม่ต่างจากปี 2539 เมื่อคนชั้นกลางแสดงความไม่พอใจ “นักเลือกตั้งภูธร” สายอีสานใต้ ถึงขั้นนักวิชาการเรียกว่า ระบอบยียาธิปไตย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ป.ป.ช. เปิดสมบัติ “เนวิน-กรุณา ชิดชอบ” รวยเฉียดพันล้าน


ซ้อต่าย สะใภ้ชิดชอบ

วันก่อน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น รายของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งกรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563    

สำหรับ จ.บุรีรัมย์ ได้มีการเผยแพร่บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของกรุณา ชิดชอบ (ภรรยาเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดัง) กรณีพ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563    

“กรุณา” แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 736,783,634 บาท ได้แก่ เงินสด 5 แสนบาท เงินฝาก 7,804,736 บาท เงินลงทุน 139,263,701 บาท ที่ดิน (พื้นที่ จ.เชียงใหม่ และบุรีรัมย์ รวม 47 แปลง) 500,057,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 49,133,333 บาท สิทธิและสัมปทาน 4,954,363 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 35,070,000 บาท มีหนี้สิน 14,959 บาท (เป็นเงินเบิกเกินบัญชี)    

“เนวิน” แจ้งมีทรัพย์สิน 259,116,335 บาท ได้แก่ เงินสด 1.5 ล้านบาท เงินฝาก 5,375,058 บาท เงินลงทุน 27,573,500 บาท ที่ดิน (ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งหมด 31 แปลง) 194,072,850 บาท สิทธิและสัมปทาน 6,094,927 บาท ทรัพย์สินอื่น 24.5 ล้านบาท มีหนี้สิน 1,921 บาท (เป็นเงินเบิกเกินบัญชี) รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 995,899,969 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 16,881 บาท    

“ซ้อต่าย” กรุณา ชิดชอบ เริ่มลุยสนามเลือกตั้งครั้งแรก ในช่วงขาลงของ “เนวิน ชิดชอบ” และบ้านใหญ่ศิลาชัย เธอน่าจะจดจำภาพความตกต่ำในชีวิตการเมืองได้เป็นอย่างดี คอลัมนิสต์ นสพ.หัวสี พากันถากถางสามีของเธอสาหัสสากรรจ์    

สไตล์นักเลงการเมืองแบบเนวิน ไม่โต้ตอบ เดินก้มหน้าผ้าขาวม้าคลุมหัว ออกหาเสียงพบปะหัวคะแนนหามรุ่งหามค่ำ จนพาตัวเขาและภรรยาเข้าสภาฯได้สำเร็จ     

ชัยชนะฝ่ากระแสยี้ของเนวิน ลบคำติฉินนินทาไปได้ระดับหนึ่ง ทำให้ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยเวลานั้น รับตระกูล “ชิดชอบ” กลับเข้าพรรคในช่วงเลือกตั้ง 2544


ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง

++
คุมท้องถิ่น
++
“กรุณา สุภา” ดีกรีนักเรียนนอก ลูกสาวพ่อเลี้ยงคะแนน สุภา เจ้าของบริษัท เชียงใหม่คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในฐานะสะใภ้บ้านใหญ่ศิลาชัย ย่อมไม่ธรรมดา     

“ซ้อต่าย” เริ่มชีวิตการเมืองเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539 สังกัดพรรคเอกภาพ ก่อนจะย้ายไปอยู่พรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย    

ปี 2549-2550 “เนวิน” เกิดความขัดแย้งกับพี่เขย- พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ สมัยนั้น และนำมาซึ่งการเลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ ในปี 2551    

เมื่อคุยกับนอมินีไม่รู้เรื่อง เนวินจึงตัดสินใจส่งภรรยา-กรุณา มาคุม อบจ.บุรีรัมย์ โดยแข่งขันกับอุษณีย์ ชิดชอบ อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ ภรรยา พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ และเป็นพี่สาวเนวิน ผลเลือกตั้งทีมของ “ซ้อต่าย” เอาชนะไปได้ขาดลอย    

ปี 2555 แม้จะเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเสื้อแดงแรงฤทธิ์ แต่ ซ้อต่าย ก็คว้าเก้าอี้นายก อบจ.บุรีรัมย์ไปครอง ซึ่งในห้วงเวลาที่ซ้อต่าย เป็นนายก อบจ.สมัยแรก และสมัยที่ 2 เนวินได้วางยุทธศาสตร์สร้างบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองกีฬา    

แม้ภาพรวมในสนามเลือกตั้ง พลพรรคเนวินจะตกเป็นรองพรรคเพื่อไทย แต่ “นายใหญ่บุรีรัมย์” ก็สร้างชื่อจากกลยุทธ์กีฬานำการเมือง จนเป็นที่ยอมรับของคนชั้นกลาง 


เนวิน ผู้สร้างซ้อต่าย

++
นอมินีศิลาชัย
++
เลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ ปลายปีที่แล้ว “ซ้อต่าย” เปลี่ยนใจไม่ลงสนามป้องกันแชมป์ ขอเล่นบท “ผู้นำหลังม่าน” โดยส่ง “ภูษิต เล็กอุดากร” อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.พลับพลาชัย 3 สมัย ที่มีศักดิ์เป็นหลานชายของเนวิน ชิดชอบ ลุยสนามแทน    

“ซ้อต่าย” บอกเหตุผลที่ไม่ลงสนามว่า อยากจะดูแลครอบครัว และธุรกิจของตระกูล “ชิดชอบ” ทั้งสโมสรฟุตบอล รวมถึงสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต    

ด้านหนึ่ง ซ้อต่ายก็เพิ่งพ้นบ่วงกรรมจาก ปปช. สมัยที่เป็นนายก อบจ.บุรีรัมย์ จึงไม่อยากให้คู่แข่งเปิดแผลซ้ำในสนามเลือกตั้ง จึงส่งคนสนิทลงแทน    

ว่ากันว่า ภูษิต เล็กอุดากร เป็นคนวงใน ได้เข้ามาช่วยงานด้านธุรกิจฟุตบอลมาตั้งแต่ยุคแรกๆ และเป็นคนที่ “เนวิน-ซ้อต่าย” ไว้วางใจที่สุด

พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ “แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง” -ภท. เสียเปรียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465234

พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ” แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง”-ภท. เสียเปรียบ 

29 เมษายน 2564 – 13:55 น.

 1 ใน 5 ประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐ ชูธงในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบซึ่งน่าจะทำให้พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.มากกว่าเดิมจะได้แก้”สมการ-ลดการต่อรอง”ทางการเมือง ไม่ให้ซ้ำรอยเดิมที่พรรคพลังประชารัฐเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

27 เมษายน 2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำรายชื่อ ส.ส. พรรคจำนวน 110 คน ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 5 ประเด็น  ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การแก้ระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเปลี่ยนเป็น 2 ใบ

และแก้ไขการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. กลับมาเป็น 400 เขตและบัญชีรายชื่อ 100 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540

 นายไพบูลย์ อ้างว่า พรรคพลังประชารัฐเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเพื่อลดความขัดแย้ง หลังมีการโจมตีว่าพรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียว  แต่พรรคฯต้องการให้ประเทศและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้

แต่ลองมามองดูกันว่า ระบบเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ แยกกัน บัตรหนึ่งใช้เลือกตั้ง ส.ส. เขต อีกบัตรหนึ่งใช้เลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (ซึ่งก็คือการเลือกพรรค) พรรคการเมืองแบบไหนได้ประโยชน์  

คำตอบ ก็คือ พรรคการเมืองใหญ่อย่าง พรรคพลังประชารัฐนั่นแหล่ะที่ได้ประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็กเสียเปรียบ  

และหากใช้กติกา “บัตรใบเดียว” และระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม อาจเกิดกรณีได้เฉพาะ ส.ส.เขต แต่ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย พรรคพลังประชารัฐ จึงไม่อยากเป็นแบบ“พรรคเพื่อไทย”ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จึงต้องกลับไปใช้ระบบเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งเขต และบัญชีรายชื่อ

“พรรคเพื่อไทย” ซึ่งเป็น“พรรคการเมืองใหญ่” คราวนี้ก็หนุนระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเช่นกัน อีกทั้ง“พรรคเพื่อไทย”มีบทเรียนจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดเมื่อปี 2562 ที่ใช้“ระบบเลือกตั้งใบเดียว”ตามกติการัฐธรรมนูญปี 60 เกิดกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องตัดสินใจเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ และมีจำนวนมากตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่

การเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยระบบเลือกตั้งใหม่มีส.ส.เขต 400คนและส.ส.บัญชีรายชื่อ100คน และใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ  ทาง“พรรคพลังประชารัฐ” เชื่อว่าจะได้ ส.ส. ของพรรคเข้าสภาได้มากกว่าปัจจุบัน

ถึงแม้ว่า“พรรคเพื่อไทย”จะได้ประโยชน์จากระบบบัตร2ใบด้วยก็ตาม 

แต่ทาง“พลังประชารัฐ”ประเมินแล้วคุ้มเพราะเสียงของ“พรรคก้าวไกล” หรือพรรคอนาคตใหม่ในอดีตที่เคยได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งระบบบัตรใบเดียว จะหดหายไปเยอะ ขณะที่“พรรคเล็ก”ที่สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลจะไม่เกิดขึ้นจำนวนมากมายอย่างที่ผ่านมา

อีกทั้ง“พรรคเพื่อไทย” เลือกตั้งครั้งหน้า น่าจะอ่อนลงไปเยอะเพราะมีข่าวว่าจะมี ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ย้ายมาอยู่กับพรรรคพลังประชารัฐเป็นสิบคน และยังมีข่าวว่าอีกหลายสิบคนจะย้ายไปอยู่พรรคอื่น

และอย่าแปลกใจที่เมื่อนักข่าวนำเรื่องที่มีการเสนอระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ไปถามความเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  นายอนุทิน บอกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วย และคงไม่สนับสนุนเพราะของเดิมดีอยู่แล้ว ไปแก้ทำไม  

เหตุก็เพราะทำให้”พรรคขนาดกลาง” อย่างพรรคภูมิใจไทย เสียเปรียบ”พรรคการเมืองใหญ่” ในระบบที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน อาจทำให้พรรคภูมิไทยได้ ส.ส. น้อยลงและหากได้เข้าร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็จะไม่มีอำนาจต่อรองเหมือนในปัจจุบันที่มี ส.ส. ของพรรคจำนวนมาก

น่าสนใจว่าหากเลือกตั้งครั้งหน้า “ระบบใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” เกิดขึ้นจริง  “สมการการเมือง” จะเปลี่ยนไปขนาดไหน

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465175

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

28 เมษายน 2564 – 19:48 น.

นักศึกษาพม่ายุค Gen Z เข้าป่าฝึกอาวุธกับทหารกะเหรี่ยง ตามรอยนักศึกษาพม่า ABSDF ยุค 1988 

++

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ ได้นำเสนอสกู๊ปข่าวการฝึกอาวุธของนักศึกษาพม่า ในเขตที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ติดแนวพรมแดนพม่า-ไทย

ผ่านการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารมาแต่เดือน ก.พ.2564 ทำให้นักศึกษากลุ่ม United Defense Force (UDF) ได้ข้อสรุปว่า การต่อสู้ด้วยมือเปล่า มีแต่จะถูกทหาร-ตำรวจพม่าเข่นฆ่าเหมือนผักปลา พวกเขาจึงรวมตัวประมาณ 250 คน ในนี้เป็นผู้หญิง 20 คน เข้ารับการฝึกอาวุธและยุทธวิธีการรบจากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ในรัฐกะเหรี่ยง

มอง มอง แกนนำนักศึกษาพม่ากลุ่ม UDF เปิดเผยว่า มีนักศึกษาและแนวร่วมผู้ประท้วงกลุ่มอื่น ได้เข้าป่าฝึกอาวุธกับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆ อีกนับพันคน เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ต่อสู้เพื่อประชาชนและโค่นล้มเผด็จการทหาร

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                    พล.ต.เนอดา โบเมียะ ผบ.กองกำลัง KNDO

พล.ต.เนอดา โบ เมี้ยะ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์กะเหรี่ยงแห่งชาติ (Karen National Defense Organization : KNDO) ลูกชายนายพลโบเมี้ยะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติว่า เราฝึกการรบให้กับคนที่ต้องการฝึกและต้องการต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า และเราเหมือนลงเรือลำเดียวกัน ช่วยเหลือกัน เพื่อความอยู่รอด และต่างก็มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลทหาร เพื่อก่อตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ 

มีรายงานข่าวว่า นักศึกษาพม่าหลายกลุ่มได้ติดต่อขอเข้าร่วมการฝึกอาวุธกับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐฉาน และรัฐยะไข่ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘บอจ่อ แฮ’ กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

++
กองทัพ ABSDF 

มีข้อน่าสังเกตว่า คนหนุ่มสาวพม่าที่ได้เข้าไปฝึกอาวุธในเขตป่าเขา กลับไม่มีการพูดถึงกองทัพนักศึกษาพม่า(ABSDF) หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นักศึกษาพม่าที่แตกพ่ายจากการล้อมปราบในเหตุการณ์ 8-8-88 ได้มุ่งหน้าสู่ป่าเขา เพื่อก่อการจับอาวุธต่อต้านเผด็จการทหาร

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                        นักศึกษาพม่า ยุค 1988 ที่เข้าป่าจับปืน

นักศึกษาพม่ายุค 1988 ได้เข้าไปลี้ภัยอยู่แถบชายแดนไทยและจีน ด้วยการสนับสนุนจากกองกำลังชาติพันธุ์ จึงได้จัดตั้งองค์กร “แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า” (The All Burma Students’ Democratic Front : ABSDF) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กองทัพนักศึกษาพม่า” ไม่มีพื้นที่ปกครองของตนเอง แต่เคลื่อนไหวและตั้งฐานทัพอยู่ในหลายรัฐเช่น รัฐมอญ, รัฐกะเหรี่ยง, รัฐฉาน รัฐชินและรัฐคะฉิ่น

ที่มั่นหลักของกองทัพนักศึกษาพม่า (ABSDF) จะอยู่ในรัฐคะฉิ่น และรัฐกะเหรี่ยง ทหารกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และทหารสหภาพแห่งกะเหรี่ยง (KNU) ได้ให้การฝึกติดอาวุธให้แก่นักศึกษา โดยมุ่งหวังให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะล้มระบอบเผด็จการทหาร

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) ได้ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของพวกเขา ในการสร้างประเทศที่ปกครองแบบสหพันธรัฐ

ปัจจุบัน  กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) เป็น 1 ใน 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(NCA)กับรัฐบาลพม่า สมัยรัฐบาลเต็งเส่ง เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2558

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                        นักศึกษาพม่ายุค Gen Z เข้าป่าฝึกอาวุธ

ศึกในอก “อู๊ดด้า” สะตอไม่สามัคคี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465145

ศึกในอก “อู๊ดด้า” สะตอไม่สามัคคี

28 เมษายน 2564 – 15:28 น.

พายุโควิดโหมซัดเรือเหล็ก “กัปตันอู๊ดด้า” ถูกคนใน ปชป.กดดัน เที่ยวหน้าไหวมั้ยในสมรภูมิเลือกตั้ง

++
จบไปแล้ว เรื่องการแบ่งงานรัฐมนตรี  เมื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ปัญหาการแบ่งงานรัฐมนตรีดูแลพื้นที่ภาคใต้น่าจะเป็นที่ยุติแล้ว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “กัปตันอู๊ดด้า” นำพา ปชป.หนุนลุงตู่

ศึกในอก "อู๊ดด้า" สะตอไม่สามัคคี

จุรินทร์ พยายามกู้ศักดิ์ศรี ปชป.คืนมา    

นัยว่า นายกรัฐมนตรีให้ยึดถือคำสั่งแรกไปก่อน และมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแจ้ง “กัปตันอู๊ดด้า” ว่า ขณะนี้ให้ถือคำสั่งที่ 1 ที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก ยกเว้นในส่วนที่มีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามา ก็จำเป็นต้องปรับปรุงบางส่วนเท่าที่จำเป็น เพื่อให้มีภารกิจดูแลจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง    

ดังนั้น คำสั่งนายกฯ ฉบับที่มีปัญหาคือ มีการมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปดูแลนครศรีธรรมราช, สงขลา และภูเก็ต นั้นยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ    

นับแต่พ่ายศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครศรีธรรมราช ค่าย ปชป.เจอแต่ก้อนอิฐ สถานะความเป็น “แชมป์ภาคใต้” ถูกด้อยค่าลงไปเยอะ แถมอำนาจต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลก็ลดลงอีก     

ก่อนหน้าที่เรื่องแบ่งงานรัฐมนตรีจะยุติ อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ที่ทำตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระในพรรค ปชป. ก็ออกมาโวยกรณี “ธรรมนัส” จะข้ามฟากมาดูแลภาคใต้     

“ผมถามผู้บริหารในที่ประชุมพรรคถึงเรื่อง ยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูพรรคคืออะไร สิ่งที่ผมได้ยินพร้อมๆเพื่อนสมาชิกคือขอให้เชื่อผู้นำ กำลังทำ บอกไม่ได้เป็นความลับ…ผมไม่โทษคนนอกที่จะมายึดพื้นที่ของ ปชป.ครับ  เพราะเป็นสิทธิ์ ต้องโทษคนในพรรคที่ไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาช่วยกันปกป้องพรรค  ลับหลังเห็นด้วยกับผม  แต่ต่อหน้าไม่กล้า นอกจากไม่กล้า แถมเป็นโรคแพ้ภูมิวิจารณ์ ใครพูดถึงพรรคเป็นต้องออกมาตอบโต้ น่าเป็นห่วงครับ”

ศึกในอก "อู๊ดด้า" สะตอไม่สามัคคี

เสียงจากผู้อาวุโส สัมพันธ์ ทองสมัคร

++
เสียงจากผู้เฒ่า
++
เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2564 สัมพันธ์ ทองสมัคร อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช 13 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับประเด็นการคัดสรรตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในอดีต โดยยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2535 ที่เขต 1 นครศรีธรรมราช     

“เราคัดคนดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ดูตั้งแต่บรรพบุรุษ ว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวด เป็นคนอย่างไร ผมขอเรียนว่าในปัจจุบันนี้ เสียงหรือคะแนนนิยมของพรรค ไม่ได้ตกต่ำ แต่พรรคคัดเลือกคนลงสมัคร ไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์เหมือนสมัยก่อนๆ ส่งใครก็ได้ เพราะเลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทางภาคใต้ได้ให้บทเรียนกับพรรค ทางพรรคก็ควรคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย เพราะอีกไม่นานจะมีเลือกตั้งแล้ว..”    

ประเด็นการคัดเลือกผู้ลงสมัคร ส.ส. หลังเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครศรีธรรมราช ผู้อาวุโส “สัมพันธ์” ก็ได้เสนอแนะมาแล้วหนหนึ่งผ่านเฟซบุ๊คว่า “…เสียดายพรรคการเมืองที่มีอายุยืนนานมาเสียที่นั่งให้พรรคเฉพาะกิจ..ผมมีความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องหยุดพิจารณาตนเองกันละว่าพรรคควรปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง การจัดคนลงสมัครต้องทบทวนกันใหม่จะสรรหาคนอย่างไร หากไม่คิดปรับปรุงพรรคคงจะสิ้นอายุไข”    

ดูเหมือนว่า ผู้อาวุโส ปชป. จะไม่มั่นใจในภาวะผู้นำของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และหากตัดสินใจผิดพลาด ความพ่ายแพ้ก็จะมาเยือนอีก

ศึกในอก "อู๊ดด้า" สะตอไม่สามัคคี

++
บารมีชวน
++
เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในสนามภาคใต้ คอการเมืองต่างฟันธงว่า “บารมีนายหัว” ชวน หลีกภัย จะช่วยให้ ปชป.กวาดเก้าอี้ ส.ส.ใต้ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเดิม    

เวลานั้น พรรค ปชป. อาจมองว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นคู่แข่งหลักในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจาก “เนวิน ชิดชอบ” ได้มอบให้น้องชาย-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาประสานกับ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ เพาะเป้าสร้างแกนไว้ 3-4 ปีแล้ว    

ส่วนพรรคเฉพาะกิจอย่างพรรคพลังประชารัฐ เพิ่งก่อรูปก่อนเลือกตั้งแค่ปีเดียว ก็ถูกมองว่า มีโอกาสเบียดแทรกพื้นที่ตอนบนของ ปชป.ได้ยาก แต่แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป เมื่อพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที    

คนเสื้อเหลือง และ กปปส.ในภาคใต้ ไม่เคยไว้วางใจกลุ่มทุนสามานย์ทั้งในรูปแบบเก่าและใหม่ พวกเขามองว่าลุงตู่คือผู้นำที่จะต่อกรกับ “ทายาททุนสามานย์” ได้ จึงออกจากบ้านไปหย่อนบัตร เลือกพลังประชารัฐ     

เหมือนตบหน้าแกนนำ ปชป.สายใต้ เมื่อพลังประชารัฐ คว้าเก้า ส.ส.ใต้ ได้ 13 ที่นั่ง ตามมาด้วยภูมิใจไทย 7 ที่นั่ง หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า “บารมีชวน” จบแล้ว    

ด้านหนึ่ง “แม่ยก ปชป.” พยายามเรียกร้องให้ “กัปตันอู๊ดด้า” แสดงความเป็นผู้นำ กล้าวิพากษ์วิจารณ์การสืบทอดอำนาจ ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างหรือลูกไล่พรรคพลังประชารัฐ    

จับตา! จังหวะก้าวหลังจากวิกฤตโควิด เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ค่าย ปชป.จะเอายังไง และจะกล้าแยกตัวออกมาจากเรือเหล็กหรือไม่? เมื่อมีกระแสเสียงไม่พอใจรัฐบาลสูงมาก

“200 ซีอีโอ” จี้นายกฯ “ปรับ ครม.” เผยคะแนนเต็ม 10 “อนุทิน” ได้ 1 คะแนน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465088

“200 ซีอีโอ” จี้นายกฯ “ปรับ ครม.” เผยคะแนนเต็ม10 “อนุทิน”ได้1คะแนน

28 เมษายน 2564 – 09:42 น.

ซีอีโอ 79% หนุน “ปรับครม.” ชี้ “อนุทิน” ควรเปลี่ยนเร็วที่สุด โยนข้อเสนอเร่งฉีดวัคซีน ผ่อนปรนกฎทำธุรกิจ ลดดอก ยืดหนี้ ปล่อยกู้ 

ซีอีโอ 55% จี้ปรับ ครม.ดึงคนเก่งร่วมบริหาร หลังโควิด “วิกฤติหนัก”  ระบุ “สาธารณสุข” ควรปรับออกมากสุด เสนอทางแก้วิกฤติ “เร่งฉีดวัคซีนให้เร็ว” จัดโรงพยาบาล เตียง สถานที่ฉีดให้พอ แนะรัฐเร่งผ่อนกฎทำธุรกิจ ลดภาษี พักเงินต้น ยืดหนี้ ลดดอก ให้คะแนนทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “ประยุทธ์” สอบตก “อนุทิน” เต็ม 10 ได้ 1 คะแนน

“กรุงเทพธุรกิจ” สำรวจความคิดเห็น 200 ซีอีโอ องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่หลายกลุ่ม เช่น ภาคการผลิต เกษตร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ส่งออก การเงิน ค้าปลีก ท่องเที่ยว รถยนต์ อุปโภค บริโภค ไอทีดิจิทัล ถึงข้อเสนอแนะ “ทางออก” วิกฤติโควิดในไทยที่ขณะนี้วิกฤติระดับสูงสุด ยอดผู้ติดเชื้อยังคงหลักพัน ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ผลสำรวจ พบว่า ซีอีโอกว่า 55% ระบุ รัฐบาลควร “ปรับคณะรัฐมนตรี” ดึงคนเก่ง ที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาร่วมบริหาร และแก้สถานการณ์โควิด-19 ที่เข้าขั้นวิกฤติสูงสุด ซึ่งรัฐบาลชุดนี้กำลังถูกคำถามอย่างหนักถึงการบริหารจัดการที่ล้มเหลว รองลงมา ซีอีโอ 30% เห็นว่า รัฐบาลควร “ลาออก” และ 21.3% อยากให้เป็นรัฐบาลชุดเดิม แต่ขอให้มีมาตรการแก้ปัญหาแบบเชิงรุก ชัดเจน และวัดผลได้ ขณะซีอีโอราว 12.2% อยากให้รัฐบาลชุดนี้ยุบสภา 

กระทรวงที่ซีอีโอมีความเห็นว่า ควรปรับ ครม.ออกมากที่สุด 79.3% คือ กระทรวงสาธารณสุข รองลงมา 35.2% กระทรวงมหาดไทย และ 31.6% คือ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง 

วิกฤติโควิดระลอกใหม่นี้ กระทบภาพรวมธุรกิจหนัก โดยเฉพาะจากมาตรการคุมเข้มรายจังหวัด การปิดสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง สถานบริการที่ปิดเร็วขึ้น รวมถึงการขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านในเวลาที่กำหนด การขอความร่วมมือเวิร์คฟรอมโฮม ย่อมกระทบยอดขาย และรายได้ในภาคบริการ รวมถึงธุรกิจที่ยากจะหลีกเลี่ยง   

ขอรัฐลดภาษี ยืดหนี้ ลดดอกปล่อยกู้
ซีอีโอ เห็นว่า รัฐบาลควรเร่งนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจเพื่อรับมือวิกฤติ โดยกว่า 82.8% ต้องการให้รัฐบาลเร่งผ่อนคลายข้อกำหนดการทำธุรกิจ ลดภาษี พักเงินต้น ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย รองลงมา 53% ต้องการให้ปล่อยซอฟท์โลนให้ทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ส่วน 46.5% ต้องการให้ลดหรือฟรีค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ให้ทุกครัวเรือน ขณะที่ 27.8% ต้องการให้รัฐแจกเงินเยียวยาประชาชนทุกกลุ่มเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย

ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น ให้รัฐเร่งแก้ที่ต้นตอ คือ เร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เปิดให้เอกชนรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนสั่งวัคซีนได้ มีมาตรการสร้างงาน สร้างอาชีพรองรับ ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบตามมากน้อยตามลำดับ ปล่อยสินเชื่อซอฟท์โลนให้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เติมสภาพคล่องทางการเงินให้หันมาบริโภค และใช้จ่ายในประเทศมาขึ้น 

“ฉีดวัคซีนให้เร็ว และให้มากที่สุด 
เมื่อถามว่า นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เข้าขั้นวิกฤติสูงสุด คือ อะไร ซีอีโอมากกว่า 86.9% ต้องการให้เร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด รองลงมา 54.5% เร่งระดมภาคเอกชน โรงพยาบาลและทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุน เตียง สถานที่รักษา รองรับผู้ป่วย ซีอีโอมากกว่า 43% อยากให้มีบทลงโทษทางกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนมาตรการสาธารณสุขเข้มงวด และ 42.9% ต้องการให้ใช้ระบบเทเลเมดิซีนเต็มรูปแบบรองรับผู้ป่วยที่ต้องคำแนะนำ

นอกจากนี้ ซีอีโอ 36% ยังต้องการให้รัฐบาลให้อำนาจจังหวัดล็อกดาวน์ในจังหวัดของตัวเอง ขณะที่ 33.8% บอกว่าควรเพิ่มบุคลากร อาสาสมัคร ที่มีความรู้ให้คำแนะนำการ วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อ ผ่านสายด่วน หรือแอพพลิเคชัน และมีซีอีโอราว 27.3% เห็นว่าควรใช้มาตรการล็อกดาวน์บางจังหวัด รวมถึงอาจต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศ 

ความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้ ซีอีโอ ระบุว่า รัฐอาจจำเป็นต้องปิดสถานบริการไม่มีกำหนดเพื่อควบคุมระบาดและสกัดไม่ให้เกิดคลัสเตอร์เพิ่ม รวมทั้งเข้มงวดการลักลอบเข้าประเทศที่เชื่อว่ามีคนไทยอำนวยความสะดวก เพราะอาจเป็นช่องโหว่นำโควิดสายพันธุุ์ใหม่เข้ามา ทั้งต้องบังคับใช้กฏหมายลงโทษกลุ่มบุคคลที่เป็นต้นเหตุของการแพร่เชื้อเข้มงวด 

ส่วนมุมผู้ป่วยติดเชื้อมีคำแนะนำว่า หากอาการไม่รุนแรงควรพิจารณาให้กักตัวที่บ้าน เพื่อเพิ่มจำนวนเตียงให้ผู้ป่วยรุนแรง ที่สำคัญรัฐควรเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาช่วยเต็มที่

ทีมเศรษฐกิจ-สาธารณสุข “สอบตก” 
อย่างไรก็ตาม การสำรวจครั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” เปิดให้ซีอีโอให้คะแนนความพึงพอใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการแก้วิกฤติครั้งนี้ โดยซีอีโอส่วนใหญ่ประเมินให้ “สอบตก” ซึ่งซีอีโอที่ตอบในสัดส่วนมากที่สุดให้คะแนนเพียงแค่ 1 คะแนน จากเต็ม 10 

ซีอีโอ 24.9% ให้คะแนนความพึงพอใจต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในการแก้วิกฤติ จากคะแนนเต็ม 10 ให้เพียง 1 คะแนน รองลงมา 14.7% ให้ 5 คะแนน 14.2% ให้ 3 คะแนน และ 10.6% ให้ 6 คะแนน มีซีอีโอเพียง 2.5% เท่านั้นที่ให้คะแนน พล.อ.ประยุทธ์เต็ม 10 คะแนน 

ด้านความพึงพอใจต่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซีอีโอ 40% (39.9%) ให้ 1 คะแนน รองลงมา 15.7% ให้ 3 คะแนน 11.6% ให้ 2 คะแนน มีซีอีโอเพียง 1.5% เท่านั้นที่ให้คะแนนเต็ม 10  

ส่วน  “นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งรับผิดชอบงานนโยบายเศรษฐกิจ ซีอีโอ 23.4% ให้ 1 คะแนน รองลงมา 14.7% ให้ 5 คะแนน และ 13.7% ให้ 3 คะแนน มีซีอีโอเพียง 2.5% เท่านั้นที่ให้คะแนนเต็ม 10 

เช่นเดียวกับ “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ซีอีโอ 19.5% ให้ 1 คะแนน รองลงมา 14.9% ให้ 5 คะแนน มีเพียง 1.5% เท่านั้นที่ให้คะแนนเต็ม 10

จี้รัฐหนุนเอกชนร่วม “วัคซีน”
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมของ “ทางออก” วิกฤติครั้งนี้ ซึ่งซีอีโอส่วนใหญ่ย้ำการ “เร่งฉีดวัคซีน” ให้เร็ว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ รวมถึงเรียกร้องให้เปลี่ยนทีมผู้บริหารจัดการด้านสาธารณสุขของประเทศ ตั้งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลโควิดโดยเฉพาะและให้อำนาจตรง ทั้งควรพิจารณาให้ประชาชนได้รับการตรวจโควิดฟรี

ซีอีโอให้ความเห็นการบริหารจัดการวัคซีนอย่างกว้างขวาง บางความเห็น ระบุว่า หากรัฐต้องการใช้วัคซีนเพียงแค่ 2 ยี่ห้อ ด้วยเหตุผลทางการเมือง ควรเปิดให้เอกชนจัดการวัคซีนที่มีคุณภาพยี่ห้ออื่นภายใต้การควบคุมของโรงพยาบาล ไม่ใช่มาปิดกั้น

หรือรัฐบาลควรนำเข้าวัคซีน​หลายยี่ห้อเพื่อจำหน่ายราคาต้นทุน ให้เป็นทางเลือกประชาชน​ได้เข้าถึง​​​เสรี จัดทำแผนบริหารจัดการวัคซีนเป็นระบบ ตั้งแต่จัดหา กระจายและกำหนดความร่วมมือรัฐและเอกชนในรายละเอียด

“รัฐบาลควรถอยออกไป ให้เอกชนนำเข้าวัคซีน และให้โรงพยาบาล รวมถึงเอกชนได้บริหารจัดการกันเองตามที่เคยเป็น เพราะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่รัฐจะแทรกแซง ที่สำคัญเลิกหาผลประโยชน์จากวัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ การคอร์รัปชั่นจะซ้ำเติมสถานการณ์อย่างมาก”  หนึ่งในความเห็นของซีอีโอ 

ดึงผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขร่วมงาน
ขณะเดียวกัน มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาผู้มีความรู้ ซื่อสัตย์และกล้าตัดสินใจมาทำงานแก้ปัญหาโควิด รวมถึงรัฐบาลควรเปิดทางให้มีรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศแทน หรือพิจารณาคืนอำนาจให้กับประชาชน

“นายกฯ ควรใช้อำนาจในการบริหารงาน และเลือกคนดีมาทำงาน หยุดการเอื้อพวกพ้อง หมดเวลารักพี่รักน้อง ปัญหาบ้านเมืองสำคัญที่สุด” ความเห็นบางส่วนจากซีอีโอ 

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งผ่าตัดหน่วยงานราชการที่ปล่อยให้เปิดผับ บาร์ นอกเวลามาหลายปีที่มีทุจริตคอร์รัปชันกันเกือบทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุการระบาดวงกว้าง 

ซีอีโอ บางรายให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการบริหารต่อ ต้องเปิดกว้างระดมเอกชนทุกภาคส่วนมาช่วยเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพดำเนินการ ไม่ใช่มุ่งเน้นเอกชนรายใหญ่ แต่ต้องให้เอกชนทุกส่วนมาช่วยอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว 

ส่วนมาตรการช่วยธุรกิจ รัฐควรชัดเจนเพื่อให้ธุรกิจเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่ควรประกาศที่หลัง ควรให้ธุรกิจมีเวลาเตรียมแผนให้สอดคล้องกัน ขณะที่รัฐบาลอาจนำเงินเยียวยาไปช่วยเหลือกลุ่มฐานรากที่ไม่ใช้วิธีการแจกเงิน แต่เร่งส่งเสริมเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการคล่องตัว

“หมอไม่ทน” 2แสนชื่อไล่อนุทิน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวกรณี “หมอไม่ทน” ผุดแคมเปญ ล่ารายชื่อไล่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ “ลาออก” เพื่อให้ผู้มีความสามารถ มีความเหมาะสมมากกว่าเข้ารับตำแหน่ง หลังจากเห็นว่าไม่มีความสามารถมากพอในการควบคุมดูแลการแพร่ระบาดของ โควิด-19

โดยเย็นวานนี้ (27 เม.ย.) เมื่อเวลา 18.30 น. ยอดผู้ลงชื่อร่วมสนับสนุนการ “ไล่อนุทิน” ผ่านเว็บไซต์ change.org ในครั้งนี้รวมทะลุ 207,000 รายชื่อแล้ว 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

ซินแสเข่ง ผ่าวิกฤติ ดวงเมือง ไทยสู่ยุคโควิด-19 ถล่มประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465087

ซินแสเข่ง ผ่าวิกฤติ  ดวงเมือง ไทยสู่ยุคโควิด-19  ถล่มประเทศ

28 เมษายน 2564 – 09:25 น.

ซินแสเข่ง ผ่าวิกฤติ  ดวงเมือง ไทยสู่ยุคโควิด-19  ถล่มประเทศ พร้อมจัดขุนพล  รมต.เตรียมรับมือแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทย  สู้ภัย โควิด-19

ซินแสเข่ง   วิเคราะห์เจาะลึก   ผ่าดวงวิกฤต   ดวงเมืองสู่ยุคโลกาวินาศ  พฤษภาทมิฬ  เชื้อไวรัสชีวภาพโควิด-19  ฑูตมรณะถล่มประเทศไทย  นายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” จะแก้ไขสถานการณ์รับศึกโควิด- 19  ได้หรือไม่  พร้อมจัดขุนพล  รมต.  เตรียมรับมือ แนวทางขับเคลื่อนประเทศไทย  สู้ภัย โควิด-19  เตรียมรับศึก  เดือนแห่งความหายนะ  มหันตภัย  โควิด  ล้างโลก  ปชป.ร้อนตัว ข้องใจกลัวเสียพื้นที่คุมภาคใต้  ส่ง รมต  หาเสียงเพื่อยึดพื้นที่  เตรียมพร้อมยุบสภาเลือกตั้งใหม่หรือไม่

ซินแสเข่ง ผ่าวิกฤติ  ดวงเมือง ไทยสู่ยุคโควิด-19  ถล่มประเทศ

ซินแสเข่ง   อาจารย์ชนม์ทรรศน์   ฤทัยผ่อง   ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย   วิเคราะห์เจาะลึก  วิกฤติ  ดวงเมือง ประเทศไทย  สู่ยุค โควิด-19  ถล่มประเทศไทย  กับมหกรรมรับมือผู้เสียชีวิต   พฤษภาคมเดือนแห่งการปะทะ เบียดเบียนให้ร้าย  สะสมคนเจ็บป่วยให้เพิ่มพูน  แตกแยก วุ่นวาย สับสน ความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ  สร้างความวิตกกังวล  เบียดเบียน  วิตกกังวลให้อึดอัดกับเหตุที่ไม่เป็นเรื่อง  นายกรัฐมนตรี  “พ.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา”   จัดกำลังเตรียมพร้อมรับมือโควิด-19   วางแผนสยบไวรัสเดือนเมษา   เพื่อเตรียมคุมสถานการณ์  โดยจัดขุนพล  รัฐมนตรีเตรียมรับมือเพื่อให้ประชาชนได้แจ้งข่าวสารให้ความช่วยเหลือ  การติดต่อพื้นที่ในทุกจังหวัดเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน             

แต่ยุคนี้ นายกฯ ลุงตู่   ตกดวงศัตรู  จากผู้ไม่หวังดี   ยุแหย่  สร้างความแตกแยก  เหมือนทำคุณคนไม่ขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว กลับเป็นผลร้ายตอบกลับ จนกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้ง อิจฉา  ริษยา ให้ร้ายป้ายสี ไม่ประสงค์ดี และไม่ไว้วางใจ  ปี 2564 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชะตาชีวิต ปัญหาต่างๆ ในดวงชะตา ของนายกรัฐมนตรี ปี 2565 ชีวิตจะพลิกผัน ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  สำเร็จในดวงชะตาอย่างต่อเนื่อง  กราฟชีวิต ของนายกรัฐมนตรี จะพุ่งขึ้นสูงสุด อีกครั้งหนึ่ง

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในดวงชะตา เมื่อมีผลปะทะ ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ   ปัญหาความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความสับสนไม่ประสงค์ดี  จากบุคคลที่ไม่หวังดี  ยุแหย่สร้างความแตกแยก ไม่ไว้วางใจ เป็นเหตุให้ เป็นอุปสรรค ในช่วงปี 2564  หากไม่เข้มแข็งจริงอยู่ยาก ถึงแม้นทำดีออกไป   แต่ก็เหมือนเป็นผลร้ายตอบกลับ  ทำคุณคนไม่ขึ้น อย่างที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเวลาการเมือง แต่เป็นเวลาที่ต้องช่วยเหลือประชาชน ที่ต้องแบ่งงานให้รัฐมนตรีรับผิดชอบพื้นที่   ไม่ได้มุ่งหมาย  ให้มีพรรคใดพรรคหนึ่ง ได้ผลประโยชน์

‘บอจ่อ แฮ’ กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465054

‘บอจ่อ แฮ’ กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

27 เมษายน 2564 – 18:35 น.

แนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน ทหารกะเหรี่ยง KNU เดินหน้าถอนรากถอนโคนเผด็จการมินอ่องหล่าย

++

ปฏิบัติการโจมตีฐานทหารพม่าริมฝั่งสาละวิน ของทหารกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ตอนรุ่งสางวันที่ 27 เม.ย.2564 กลายเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ฝั่งไทยทันที เพราะจุดที่มีการสู้รบกันครั้งนี้ อยู่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 

เมื่อ 1 เดือนที่แล้ว ทหารกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ได้เข้าโจมตีฐานทหารพม่า ตรงกับวันกองทัพพม่า (27 มี.ค.) หลังจากนั้น กองทัพพม่าส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดในพื้นที่ของกองพลน้อยที่ 5 เมืองเดปุโน่ว ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ 7 ราย มีชาวกะเหรี่ยงกว่า 4 พันคน อพยพมาริมน้ำสาละวินของไทย และได้อพยพกลับไปหมดแล้ว

กองพลน้อยที่ 5 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army-KNLA) มีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองมูตรอ หรือเมืองผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน

KNLA กองพลน้อยที่ 5 เป็นกลุ่มฮาร์ดไลน์เนอร์ มีอดีตผู้บังคับบัญชาที่เข้มแข็งคือ พล.ท.บอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ ร่วมกลุ่มชาติพันธุ์อื่นสมัยรัฐบาลเต็งเส่ง เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว แต่เหตุใด กองพลน้อยที่ 5 จึงเปิดศึกรบทหารพม่า

พล.ท.บอจ่อ แฮ เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของกองทัพพม่า และสนับสนุนการลุกขึ้นสู้ของประชาชน

'บอจ่อ แฮ' กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

                           พล.ท.บอจ่อแฮ แม่ทัพกะเหรี่ยงสายแข็ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิถีพม่า “มินอ่องหล่าย”รัฐประหารซ้อน

กะเหรี่ยงสายแข็ง
++

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เริ่มเจรจาแบบทวิภาคีกับรัฐบาลพม่าเช่นกัน โดยลงนามหยุดยิง 2 ฝ่ายในระดับรัฐบาลท้องถิ่นตอนต้นปี 2555 และนำไปสู่การเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) ระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ 8 กลุ่ม เมื่อ 2557

หลังการเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน ที่มี พล.อ.มูตูเซพอ ตู เซพอ ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง เป็นผู้นำ โดยกลุ่มนี้ มุ่งเน้นการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง จึงต้องร่วมมือกับรัฐบาลพม่า 

'บอจ่อ แฮ' กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

                                  พล.อ.มูตู เซพอ ประธาน KNU

กลุ่มที่สอง KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.มูตรอ นำโดย นอว์ซิปโปรา เส่ง รองประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง 

ที่สำคัญ พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 5 ซึ่งไม่ไว้ใจการร่วมมือกับรัฐบาลพม่า และยังคงให้ความสำคัญกับการเรียกร้องให้พม่าเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ 

นางซิปโปร่า เส่ง รองประธาน KNU เคยกล่าวว่า การต่อสู้ ประชาชนของเรา ไม่ต้องการให้ใครมากดขี่ แม้พม่าพยายามพูดเรื่องสันติภาพและการเจรจา แต่ในความเป็นจริงมีแทบไม่มีความคืบหน้า พวกเขาพยายามบอกกับชาวโลกว่ามีสันติภาพแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

พล.ท.บอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ได้กล่าวว่า “เรายังไม่บรรลุเป้าหมาย เราต้องไม่ลืมจุดมุ่งหมายของปี ค.ศ.1949 การปฏิวัติของเรายังไม่สิ้นสุด การต่อสู้ยังคงดำเนินอยู่”

นี่คือจุดยืนและท่าทีของกะเหรี่ยง KNU สายแข็ง ไม่ประนีประนอม และประกาศถอนรากถอนโคนเผด็จการทหารพม่า

'บอจ่อ แฮ' กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า
'บอจ่อ แฮ' กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

                       การโจมตีฐานทหารพม่า เมื่อ 27 เม.ย.64