สิ้นชาติขาดกัน ‘ยงยุทธ-จตุพร’ สู่พรรคเชียงราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462869

สิ้นชาติขาดกัน’ยงยุทธ-จตุพร’สู่พรรคเชียงราย

3 เมษายน 2564 – 16:37 น.

เพื่อชาติยุคสิงห์เชียงราย เปลี่ยนตัวหัวหน้าใหม่ ฉลองวันเกิด “ยงยุทธ” เตรียมรับเลือกตั้งใหม่

++
    วันที่ 3 เม.ย.2564 เป็นวันเกิดของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช คู่ชีวิตได้โพสต์ภาพสองตายายและหลานสาวผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊คส่วนตัว 
    “สุขสันต์วันเกิดคุณตายงยุทธ ติยะไพรัช วันนี้หลานสาวน้องฮาญ่า พี่ฮั่น พี่ฮาย พี่โฮม จะช่วยให้ทีมสิงห์เชียงรายยูไนเต็ด ชนะเมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ให้เป็นของขวัญวันเกิดให้กับคุณตานะคะ ขอให้คุณตามีความสุขสุขภาพแข็งแรงตลอดไป คุณตาบอกว่าถ้าคนเชียงรายมีความสุข ตาก็มีความสุข วันนี้เราจะมีความสุขร่วมกัน จากนี้และตลอดไปค่ะ HBD ค่ะ ตายงยุทธ ติยะไพรัช”

 สิ้นชาติขาดกัน'ยงยุทธ-จตุพร'สู่พรรคเชียงราย

วันเกิดยงยุทธ ติยะไพรัช

    เหมือนเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เพราะที่ห้างอิมพิเรียล สำโรง มีการประชุมใหญ่สามัญพรรค เพื่อชาติประจำปี 2564 โดย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ 
    สมาชิกพรรคเพื่อชาติ ได้เลือก “บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งบุศริณธญ์ (ชื่อเดิม บุษรินทร์ ติยะไพรัช) พี่สาวของยงยุทธ ติยะไพรัช 
    ว่ากันตามจริง “ยงยุทธ” เป็นกำลังสำคัญในการหนุนพี่สาว-บุศริณธญ์ เป็น ส.ว.เชียงราย และเป็นนายก อบจ.เชียงราย กระทั่ง ยงยุทธมาช่วยปั้นพรรคเพื่อชาติ จึงวางตัวพี่สาวเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ของพรรค
    เมื่อ “บุศริณธญ์” ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เท่ากับพรรคนี้ได้ย้ายจากอิมพีเรียล สำโรง ไปอยู่สนามสิงห์สเตเดี้ยม รังเหย้าของสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงรายยูไนเต็ด 
    ไม่แปลกที่พรรคเพื่อชาติ จะเลือกวันประชุมใหญ่ในวันที่ 3 เม.ย.2564 ซึ่งตรงกับวันเกิดของ “ยุทธ แม่จัน” ผู้มากบารมีเหนือพรรคเพื่อชาติ

 สิ้นชาติขาดกัน'ยงยุทธ-จตุพร'สู่พรรคเชียงราย

ยงยุทธ สลักจฏดิ์ และหลานสาว 

++
พรรคร่างทรง
++
    กลางปี 2561 ที่ร้านกาแฟพีซ คอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยผู้ชายสามคนคือ จตุพร พรหมพันธุ์สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และยงยุทธ ติยะไพรัช 

 สิ้นชาติขาดกัน'ยงยุทธ-จตุพร'สู่พรรคเชียงราย

ไม่มีภาพนี้อีกแล้ว ยงยุทธ-จตุพร 

    ไม่นานมานี้ “จตุพร” เล่าเบื้องหลังการตั้งพรรคเพื่อชาติว่า มาจากแนวคิดแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยของ “คนแดนไกล” โดยที่พวกเขามิรู้เลยว่า นายใหญ่ได้ซ้อนแผนตั้ง “พรรคไทยรักษาชาติ” ไว้อีกชั้นหนึ่ง
    สำหรับผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อชาติ ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน ประกอบด้วย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, ลินดา เชิดชัย, เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (ลูกสาวของยงยุทธ) และอารี ไกรนรา
    จริงๆแล้ว ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อชาติ ระหว่างจตุพรกับยงยุทธ จนต้องแยกทางกันเดินสายปราศรัย จตุพรรับผิดชอบภาคอีสาน และยงยุทธ ก็รับผิดชอบภาคเหนือ
    เลือกตั้งเสร็จ จตุพรก็วางมือจากพรรคเพื่อชาติ หันหลังให้กับยงยุทธ และสงคราม จึงมีข่าวในช่วงนั้นว่า จตุพรเตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่
    ฉะนั้น ส.ส.เพื่อชาติ 5 คน ก็แบ่งเป็นฝ่ายยงยุทธ 4 คนและที่เหลือเพียงหน่อเดียวคือ “อารี ไกรนรา” อดีตหัวหน้าการ์ด นปช. ที่ยังยืนเคียงข้างจตุพร

++
พรรคเชียงราย
++
    ยงยุทธ ติยะไพรัช ต้องเว้นวรรคทางการเมือง จึงทำได้เพียงเป็น “กองเชียร์” ทั้งพรรคเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทย 
    เวลานี้ ยงยุทธเคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชนในนาม “กลุ่มพลเมืองร่วมใจ” ซึ่งในช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย กลุ่มนี้หนุน “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์ ชิงนายก อบจ.เชียงราย แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน 
    วิสาระดีพ่ายศึก ก็เหมือนตระกูล “ติยะไพรัช” แพ้ศึกท้องถิ่น และเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ที่คนของยงยุทธ ไม่ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย
    ตอนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงราย มิตติ ติยะไพรัช ลูกชายยงยุทธ พร้อมเอฟซีทีมสิงห์เชียงรายฯ ก็เชียร์ สุธาสินี เหล่ารุ่งโรจน์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ แต่ก็พ่ายแชมป์เก่าวันชัย จงสุทธานามณี อดีตนายกเล็กนครเชียงราย
    ยงยุทธอยู่นอกสภาก็จริง แต่ก็มีตัวแทนอยู่ในสภา 2 คนคือ ลูกสาว- ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และน้องสาว-ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย เขต 7
    นับจากนี้ไป ยงยุทธมีภารกิจสร้างพรรคเพื่อชาติ ให้พร้อมสำหรับเลือกตั้งครั้งหน้า และเตรียมความพร้อมให้พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย

ขอคนละชื่อไล่ บิ๊กตู่ จับตา 4 เมษาสามัคคีประชาชน ม็อบจุดติด รบ.อยู่ยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462856

ขอคนละชื่อไล่ บิ๊กตู่ จับตา4เมษาสามัคคีประชาชน ม็อบจุดติด รบ.อยู่ยาก

3 เมษายน 2564 – 14:25 น.

ขอคนละชื่อไล่ บิ๊กตู่ จับตา4เมษาสามัคคีประชาชน ม็อบจุดติด รบ.อยู่ยาก คอลัมน์ .. วิเคราะห์การเมืองร้อนวันเสาร์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยู่ในฐานะนายกฯมา 7 ปี เป็นเวลาที่ยาวนานทำลายสถิตินายกฯจากรัฐประหาร  
วันนี้ประชาชนทุกหมู่เหล่าสุดจะทนกับการบริหารงาน ที่เล่นพรรคเล่นพวก ความยุติธรรมหดหายไปจากแผ่นดิน ทำให้บรรดาคนไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ กับคนที่เคยชอบ พล.อ.ประยุทธ์ หันมาจับมือกัน  
ทีมงาน พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะมองข้ามปรากฎการณ์นี้ แต่หากประเมินม็อบ4เมษา ว่าไม่มีน้ำยาเหมือน ม็อบราษฎร นั้นอาจจะประเมินผิด 

วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ มีทั้งศึกในและศึกนอก ว่ากันว่าหนักหนาสาหัสพอสมควร  

เริ่มจากศึกใน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคร่วมรัฐบาลพากันสร้างดาวคนละดวง ช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง หวังจะได้เป็นรัฐบาลอีก ภายใต้การล็อกสเปคผ่าน 250 สว.  แม้นจะเป้าหมายเดียวกัน แต่ในความเป็นมิตรของประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ก็แค่เกมเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น เพราะทุกพรรคพร้อมจะแตกหักเมื่อเวลามาถึง 
เอาแค่ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ไปร่วมกับภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยโดยมีฝ่ายองค์กรภาคประชาชนและฝ่ายค้านด้วย ยิ่งทำให้พปชร.เกิดความระแวงอยู่แล้ว 
 
ส่วนศึกนอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ประกาศระดมขอคนละชื่อ ไล่ระบอบประยุทธ์ ฉากหน้าอาจจะดูเฉยๆ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความไม่พอใจในการบริหารของรัฐบาลจะเรียกแขกเพิ่มขึ้น 
 
จะเห็นได้จากความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องในแต่ละคดี ที่ดูเหมือนคนรวยจะได้เปรียบ  
การทำงานขององค์กรอิสระทั้งหลายที่ปกป้องแต่ผลประโยชน์ตนเองและคนรวย แต่ไม่แยแสกระแสและความรู้สึกของประชาชน จะกลายเป็นความเคียดแค้นบ่มเพาะให้ม็อบมีพลังมากยิ่งขึ้น 
 
ลำพังการแจกเงินของรัฐบาลนั้น รัฐบาลอย่าเพิ่งลำพองใจว่าได้คะแนนนิยม เพราะคนที่ได้รับประโยชน์จากรัฐบาล คือกลุ่มคนที่ไม่มีแนวคิดเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องการคนหนุน คนเหล่านี้จะไม่ออกมาให้เปลืองตัว 
 
ฉะนั้น 4เมษา วันแรกจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของคนไม่พอใจรัฐบาลเท่านั้น หากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน ม็อบจะเพิ่มจำนวนขึ้น และเมื่อไหร่ที่ กลุ่มพลังมวลชน ที่เคยสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เกิดความรู้สึกว่า ถูกพล.อ.ประยุทธ์ หักหลัง ถูกพล.อ.ประยุทธ์ แสวงหาแต่ประโยชน์ตนเอง 
 
เมื่อนั้นอาจได้เห็นกลุ่มคนหลากหลายจากม็อบในแต่ละยุคสมัยมารวมกันโดยมีเป้าหมายคือขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อนั้น รัฐบาลและสถาบันหลักจะทานกระแสคลื่นมหาชนเหล่านี้ไม่ไหว. 

‘คนตุลา’ รีเทิร์นพรรคใหม่ ‘จาตุรนต์’ บวกกลุ่ม ‘พี่โทนี่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462850

‘คนตุลา’ รีเทิร์นพรรคใหม่ ‘จาตุรนต์’บวกกลุ่ม ‘พี่โทนี่’

3 เมษายน 2564 – 13:43 น.

คนเดือนตุลาในวัยสนธยา “เสี่ยอ๋อย” ปั้นพรรคใหม่ “สองหมอ” สายตรงจันทร์ส่องหล้า รีโนเวทเพื่อไทย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว กลุ่มคนเดือนตุลา ฝ่ายประชาธิปไตย หรือ OctDem (Octoberists for Democracy) แม้ “จำนวน” จะไม่มาก แต่ “เซเลบตุลา” มาครบ ดูหน้าตาแล้ว ก็จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มโดมรวมใจ, กลุ่มเพื่อนอ๋อย และกลุ่มแคร์
    เหตุที่ต้องใช้ชื่อ กลุ่มคนเดือนตุลา ฝ่ายประชาธิปไตย เพราะปัจจุบัน “คนเดือนตุลา” แตกเป็นเสี่ยงๆ แยกขั้วแยกสี ไม่เผาผีกันแล้ว นับแต่มีการชุมนุมโค่นระบอบทักษิณ จนมาถึงยุทธการล้มยิ่งลักษณ์
    กลุ่มคนเดือนตุลา ฝ่ายไม่เอาทักษิณ ยังกระจัดกระจายอยู่ในวุฒิสภา ,พรรคประชาธิปัตย์ ,พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคพลังประชารัฐ
    บังเอิญว่า คนใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ ได้รับมอบหมายมาตั้ง “กลุ่มแคร์” เพื่อปฏิรูปพรรคเพื่อไทย โดยยึดโมเดลพรรคไทยรักไทย จึงทำให้ OctDem เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ 
    บังเอิญเช่นเดียวกัน “จาตุรนต์ ฉายแสง” กำลังเตรียมการก่อตั้งพรรคใหม่ ที่ไม่มีเงา “ทักษิณ” จึงกระโจนเข้ามาก่อการตั้ง OctDem อย่างเอาการเอางาน

 'คนตุลา' รีเทิร์นพรรคใหม่ 'จาตุรนต์'บวกกลุ่ม 'พี่โทนี่'

++
กลุ่มเพื่อนอ๋อย
++
    ก่อนถึงวันเปิดตัวกลุ่ม OctDem  “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ ได้แถลงผ่านเพจเฟซบุ๊คว่า “เมื่อเห็นนักศึกษาเยาวชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ กำลังถูกคุกคามทำร้ายและไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงคิดกันว่าเราควรจะใช้ประสบการณ์และบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้เป็นประโยชน์ ไม่ให้สังคมต้องแตกแยกและสูญเสียเหมือนในอดีต”
    เนื่องจาก “เสี่ยอ๋อย” เป็นลูกชายนักการเมืองดังเมืองแปดริ้ว อนันต์ ฉายแสง จึงเป็นคนเดือนตุลาคนแรกๆ ที่ได้เป็น ส.ส. โดยบารมีของบิดา 
    ช่วงที่เสี่ยอ๋อย เป็นห้วงเวลาที่คนเดือนตุลา เพิ่งกลับออกมาจากป่าเขา ถอดเสื้อคลุมสังคมนิยม ไปเรียนหนังสือ เรียนต่อต่างประเทศ รับราชการ ทำธุรกิจ ฯลฯ
    หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 นักกิจกรรมยุค 14 ตุลา ได้เข้ามาทำงานการเมืองกันมากขึ้น และมีหลายคนประสบความสำเร็จทางธุรกิจ พวกเขาจึงนัดพบกันในนาม “เพื่อนพ้องน้องพี่”
    ปี 2534 ยุค รสช. มีการร่างรัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง “คนรุ่น 14 ตุลา” จึงเปิดประชุมขยายวงที่โรงแรมแถวสามย่าน เพื่อระดมความคิดเรื่องจัดตั้งพรรคเชิงอุดมการณ์ 14 ตุลา
    คนเดือนตุลากลุ่มหนึ่ง ได้จัดตั้ง “พรรคประชาธรรม” ขึ้นมา แต่ไม่ได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และอีก 4-5 ปีถัดมา ผู้ก่อการพรรคประชาธรรม ได้มาช่วยกันวางโครงสร้าง “พรรคไทยรักไทย” 
    วันนี้ “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย หนึ่งในผู้ก่อการพรรคประชาธรรม ได้เป็น 1 ใน 4 แกนหลักของ “กลุ่มแคร์” ที่รับภารกิจจาก “โทนี่” ให้มาฟื้นฟูพรรคเพื่อไทย
    หลายคนถาม “เสี่ยอ้วน” ในวันเปิดตัวกลุ่ม OctDem เพราะเจอแต่ “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เข้าใจว่า ในกลุ่มแคร์คงแบ่งบทบาทกันเล่น ตามความถนัด

 เสี่ยอ้วนเดินงานประสานกับ ส.ส. และอดีต ส.ส.สายเพื่อไทย ส่วน “2 หมอ” ก็รับหน้าที่ปั่นเรตติ้ง “พี่โทนี่” ให้ติดลมบน

 'คนตุลา' รีเทิร์นพรรคใหม่ 'จาตุรนต์'บวกกลุ่ม 'พี่โทนี่'

หมอมิ้ง แกนนำกลุ่มแคร์

++
พรรคเส้นทาง “อ๋อย”
++
    หลังเปิดเผยเรื่องเตรียมการจัดตั้ง “พรรคเส้นทางใหม่” ก็มีพรรคพวกถามไถ่กันเยอะ เพราะหลายสำนักข่าวระบุตรงกันว่า หัวหน้าพรรคเส้นทางใหม่ ชื่อ จาตุรนต์ ฉายแสง 

 'คนตุลา' รีเทิร์นพรรคใหม่ 'จาตุรนต์'บวกกลุ่ม 'พี่โทนี่'

จาตุรนต์ ว่าที่หัวหน้าพรรคเส้นทางใหม่

    ดังนั้น เสี่ยเอ-เศกสิทธิ์ จึงได้โพสต์เฟซบุ๊ค Seksit Vainiyompong ชี้แจงอีกครั้งว่า “มีหลายคนโทรมาถามเรื่องข่าวที่จะออกจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคการเมืองใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม 1.เรื่องหัวหน้าพรรค 2.เรื่องผมจะมีตำแหน่งอะไร ขอเรียนว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไร จนกว่าจะมีการประชุม ตอนนี้ผมก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ถึงเวลาอาจจะเป็นแค่คนเดินเอกสารก็ได้ หวังแต่ว่าให้งานสำเร็จตามที่ได้รับมอบมาก็พอใจแล้ว”
    สรุปว่า เสี่ยเอ เป็นคนเดินงานเอกสารเรื่องตั้งพรรคเส้นทางใหม่ ส่วนหัวหน้าพรรคก็ไม่สรุปอย่างเป็นทางการ เพราะ “เสี่ยอ๋อย” ลีลาเยอะ ต้องโหมโรงกันนานหน่อย กว่าพระเอกจะออกจากหลังม่าน


    จริงๆแล้ว “เสี่ยอ๋อย” อยู่สังกัดเดิมก็ได้ เพราะ “เจ๊หน่อย” ถอยออกไปตั้งพรรคสร้างไทยแล้ว แต่ดูเหมือนว่า เสี่ยอ๋อยอยากเป็น “ดาวฤกษ์” เปล่งแสงด้วยตัวเอง ไม่ต้องการเป็นดาวเคราะห์อยู่ในสุริยะจักรวาลของโทนี่
    เส้นทางใหม่ จึงเป็นทางเลือกของเสี่ยอ๋อย และเวลานี้ อาศัย OctDem ตีปี๊บไปพลางๆก่อน รอฤกษ์เดือน พ.ค.เปิดตัวเป็นทางการ

คนละเรื่องเดียวกัน…”ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462814

คนละเรื่องเดียวกัน…”ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน

2 เมษายน 2564 – 21:19 น.

เกินคาด-พลิกล็อกหรือไม่ เมื่อศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง “คลัง”ที่ให้”ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน ในคดีจำนำข้าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า มีความผิดจำคุก 5 ปี  ความต่างอยู่ตรงไหนหรือเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว.. เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาวันนี้ ( 2 เม.ย.) เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท จากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่

โดยศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่า  คำสั่งกระทรวงการคลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการทุจริตเกิดขึ้นในเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนเกี่ยวข้องแต่การสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกลับมิได้มีการดำเนินสอบสวนให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่คนใดควรต้องรับผิดเป็นจำนวนเท่าใดจากการทุจริต

 “อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำเอ็มโอยูเพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้องและขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด”

แต่หากเรามองย้อนไปยังคดีอาญา คือ คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยต่อศาลเมื่อวันที่ 19 ก.พ.58 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554

จากกรณีปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวที่มีการกำหนดกรอบวงเงินดำเนินการ 5 แสนล้านบาท กระทั่งทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

และองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์พิพากษาให้จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา “น.ส.ยิ่งลักษณ์” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 จำเลยคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ปปช.ม.123/1 ซึ่งเป็นบทหนักสุดที่ละเลยการตรวจสอบระบายข้าวจีทูจีจนทุจริตเสียหายกับ ก.คลัง,ประเทศชาติ

และศาลออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย มารับโทษตามคำพิพากษา หลังจากไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัดและหลบหนีคดีไปต่างประเทศ

เมื่อนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีดังกล่าวมาพลิกดู คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า..

“สำหรับประเด็นระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนั้น วินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลย (หมายถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์) ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของ ”ยิ่งลักษณ์“ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157(เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา  123/1 ลงโทษจำคุก  5 ปี”

ดังนั้นความต่างระหว่างคำพิพากษาของศาลปกครองกลางและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็คือ..

ศาลปกครอง ระบุว่า “ยิ่งลักษณ์” รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำ“เอ็มโอยู”เพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้อง

ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ระบุว่า ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์  ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีกอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น

“นรวิชญ์ หล้าแหล่ง”ทนายความ “ยิ่งลักษณ์ ” บอกว่า ผลคำพิพากษาศาลปกครองเป็นคุณกับนางสาวยิ่ง​ลักษณ์​

“แต่สิ่งที่สำคัญจากคำพิพากษา นอกจากการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้เงิน ยึด และอายัด​เงินแล้วนั้น คือในคำพิพากษาระบุว่า นางสาวยิ่ง​ลักษณ์​ไม่มีส่วนในการทุจริตโครงการ​รับจำนำข้าว โดยจะนำคำพิพากษาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไป”

เป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่..ต้องรอดูกันต่อไป เพราะเป็น“หนังยาว” แน่ 

ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ ‘ตู่’ รวมดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462802

ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ ‘ตู่’ รวมดาว

2 เมษายน 2564 – 17:11 น.

ไผเป็นไผ ม็อบไล่ประยุทธ์ รวมดาวทั้งแดง ทั้งเหลือง ตั้งข้อสังเกต “กลุ่มเพื่อนอานันท์” หายไปไหน

++
    โหมโรงทุกวัน “ม็อบไล่ประยุทธ์” ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดตั้งตารอคอย จะเป็นม็อบเบิ้มเบิ้มหรือไม่ สมราคาแกนนำเสื้อแดงหรือเปล่า
    ล่าสุด จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้ชี้แจงแล้วว่า การนัดชุมนุมช่วงเย็นวันที่ 4 เม.ย.2564 มีลักษณะกึ่งเสวนา กึ่งปราศรัย และไม่มีการเคลื่อนออกไปเผชิญหน้า แต่อยู่ในที่ตั้งบริเวณอนุสรณ์สถานพฤษภา 35 
    “งาน 4 เม.ย.จะเป็นการฉายปัญหาทุกมิติอย่างวิญญูชน ทั้งเรื่องพลังงาน ทุนผู้ขาดกินรวบ เรื่องรัฐธรรมนูญ และการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น ดังนั้น เวทีนี้เป็นเวทีที่ให้เหตุผล และต้องการพูดให้ประยุทธ์ ฟังด้วยมธุรสวาจา ไม่มีถ้อยคำด่าทอ ไม่มีความโกรธเคืองใดๆกับประยุทธ์” จตุพรกล่าว
    สรุปว่า การชุมนุมไล่ประยุทธ์นัดแรก ไม่ต่างรายการเวทีเสวนาสัญจร ซึ่งจะเป็นการทดสอบพลังประชาชน ว่าให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด ก่อนจะประเมินอีกครั้งว่า มีความพร้อมจะลงถนนเมื่อใด
    ดังที่ทราบกัน “ตู่ จตุพร” ชูคำขวัญในการเคลื่อนไหวขับไล่ประยุทธ์ว่า “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” และยึดโมเดลพฤษภาคม 2535 การต่อสู้ประชาชนกับเผด็จการเท่านั้น

 ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ 'ตู่' รวมดาว

จตุพร กำลังถูกท้าทาย 
    เบื้องต้นคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ 30 องค์กรประชาธิปไตย จัดเสวนา “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นรายการอุ่นเครื่อง ก่อนจะเปิดเวทีเสวนาสัญจรนอกสถานที่

++
รวมดาวไฮด์ปาร์ก
++
    แม้ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จะเป็นแม่งานใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาจากผู้ร่วมรายการเสวนา พบว่า มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ นปช. , อดีตแนวร่วมพันธมิตรฯ และกลุ่มเอ็นจีโอ 

 ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ 'ตู่' รวมดาว

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์

    1.แกนนำ นปช. สายจตุพร มีประมาณ 7-8 คน อารี ไกรนรา, ยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก), ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ, วิโชติ วัณโณ, สมชาย ใจมุ่ง (รังษี เสรีชัย) , ศักดิ์รพี พรหมชาติ ,เกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ และพรศักดิ์ ศรีละมุล
    2.อดีตแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาทิ พิภพ ธงไชย, การุณ ใสงาม, สมบูรณ์ ทองบุราณ,วีระ สมความคิด ,ไทกร พลสุวรรณ ฯลฯ

 ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ 'ตู่' รวมดาว

พิภพ ธงไชย 

 ส่อง 4 เมษาผ่าม็อบ 'ตู่' รวมดาว

ไทกร พลสุวรรณ

    3.เอ็นจีโอ อาทิเช่น เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ,เยี่ยมยอด ศรีมันตะ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย ,สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ,ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือพีเน็ต และกมล กมลตระกูล กรรมการนโยบาย สภาของผู้บริโภค ,ณัฎฐา มหัทธา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และธิษะณา ชุณหะวัณ กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า 

   ที่น่าจับตาคือ “กลุ่มเพื่อนอานันท์” ที่ถูกพูดถึงอย่าง ปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด(มหาชน) ก็ไม่ได้มาปรากฏตัวในงานเสวนา “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
    บังเอิญว่า อดุลย์ ประธานญาติวีรชนฯ มีร้านอาหาร จึงเป็นที่นัดพบของนักกิจกรรมรุ่นพฤษภา 35 และกลุ่มเพื่อนอานันท์อยู่เป็นประจำ ซึ่งการก่อเกิดกลุ่มสภาที่ 3 ก็มาจากวงเสวนาในร้านอาหารของอดุลย์
    พักหลัง จตุพร พรหมพันธุ์ ได้ปลีกตัวจากกลุ่มแกนนำ นปช. มาพบปะพูดคุยกับเพื่อนเก่าบ่อยครั้ง จึงตกผลึกแนวคิด “สามัคคีทุกสี” เสนอทางออกให้กับสังคมไทย 
    จังหวะก้าวนับจากนี้ไป “จตุพร” และเพื่อนเก่าสมัยพฤษภา 35 จะนำพาขบวนไล่ประยุทธ์ไปถึงจุดไหน และที่สำคัญ ม็อบ 4-4-4 จะจุดติดหรือไม่? 

ลมเปลี่ยนทิศ “โทนี่” ยาใจ “เสนาะ” สระแก้วยุค “กำนันกี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462785

ลมเปลี่ยนทิศ “โทนี่” ยาใจ “เสนาะ” สระแก้วยุค “กำนันกี” 

2 เมษายน 2564 – 13:36 น.

ทักษิณเปิดรุก “ไทยรักไทยโมเดล” ส่งกระเช้าและคำอวยพร “ป๋าเหนาะ” แอบหวังดึงใจ “กำนันกี” 

++
วันเกิดครบรอบ 88 ปี ของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่บ้านเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2564 มีบรรยากาศคึกคักกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เฮือกสุดท้าย “ป๋าเหนาะ” เดียวดายใต้เงาชิน

ลมเปลี่ยนทิศ "โทนี่" ยาใจ "เสนาะ" สระแก้วยุค "กำนันกี" 

เสนาะ วัย 88 ปี    

เนื่องจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าอวยพรเสนาะ เทียนทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรค โดยเฉพาะ “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย ได้นำกระเช้าผลไม้ของ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” มามอบให้ ก่อนจะต่อสายโทรศัพท์ให้ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้อวยพรวันเกิด “ป๋าเหนาะ” อีกด้วย    

กระเช้าคุณหญิงอ้อ พร้อมคำอวยพรจาก 2 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร เปรียบเหมือนยาบำรุงเลี้ยงหัวใจของ “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”     

ตามนโยบายของ “โทนี่” ได้สั่งการให้ “หมอมิ้ง” และ “อ้วน ภูมิธรรม” ปรับโฉมพรรคเพื่อไทยให้กลับมายิ่งใหญ่ โดยยึดโมเดลไทยรักไทย จึงหาทางรวบรวม “อดีต ส.ส.ไทยรักไทย” ให้กลับมาสู้ร่วมกันอีกครั้ง    

หลังความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง 2562 “เสนาะ” ก็แทบไม่ได้กลับไปสระแก้ว แอบรักษาแผลใจอยู่ในบ้านพักเมืองทองธานี

ลมเปลี่ยนทิศ "โทนี่" ยาใจ "เสนาะ" สระแก้วยุค "กำนันกี" 

เจ้าพ่อวังน้ำเย็นดีใจสุดๆ เมื่อได้คุยกับทักษิณ

++
บ้านใหญ่วัฒนานครเหงา
++
ควันหลงจากการเลือกตั้งเทศบาล ปรากฏว่า เทศบาลตำบลวัฒนานคร มีผู้สมัครนายกเทศมนตรีเพียงคนเดียวคือ แสงประทีป เทียนทอง หลานชายของป๋าเหนาะ ที่เคยเป็นนายกฯมาหลายสมัยแล้ว    

แสงประทีป และสนธิเดช เป็นบุตรชายของเอื้อ เทียนทอง พี่ชายคนโตของป๋าเหนาะ (เสียชีวิตเมื่อ ก.ค. 2552) เมื่อเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ป๋าเหนาะนำหลานชาย-สนธิเดช ลงสู้กับแชมป์เก่า ฐานิสร์ เทียนทอง บุตรชายขวัญเรือน เทียนทอง และสนธิเดชก็แพ้ไปตามคาด    

พูดถึง “เสนาะ” กับ “ขวัญเรือน” ในมุมของคนสระแก้ว ก็ยังงงๆ กับการแข่งขันกันเองของคนในตระกูล “เทียนทอง”     

ภาพที่คนสระแก้วได้เห็นคือ เสนาะกับขวัญเรือน เจอหน้ากันในวันเลือกตั้งนายก อบจ.สระแก้ว วันที่ 20 ธ.ค.2564 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 8 เทศบาลตำบลวัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ขวัญเรือน เทียนทอง และเสนาะ เทียนทอง เดินทางมาลงคะแนนเสียงหน่วยเดียวกัน และ “ป๋าเหนาะ” ได้พูดคุยให้กำลังใจน้องสะใภ้ พร้อมกับพูดว่า “คราวนี้น่าจะได้เกินแสนคะแนนแน่นอน”     

ถอดรหัสงานวันเกิด “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” ปีนี้ ชี้ชัดว่า สมัยหน้าเลือกตั้ง ส.ส.สระแก้ว ตระกูลเทียนทอง สายป๋าเหนาะยังสู้ต่อไป     

สำหรับตระกูลเทียนทอง สายกำนันกียังจะอยู่พรรคเดิม หรือย้ายกลับมาร่วมมือกับ “ป๋าเหนาะ” ก็ต้องดูกันในวันนั้น

ลมเปลี่ยนทิศ "โทนี่" ยาใจ "เสนาะ" สระแก้วยุค "กำนันกี" 

ขวัญเรือน นายก อบจ.สระแก้ว

++
บ้านใหญ่เขาฉกรรจ์คึกคัก
++
ยุคเสนาะ เทียนทอง ยังมีบารมี บ้านพักในตลาดวัฒนานคร ถือว่าเป็น “บ้านใหญ่” ของคนสระแก้ว แต่ปัจจุบัน คำว่า “บ้านใหญ่” ได้ย้ายไปที่บ้านพักของ “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง ที่ อ.เขาฉกรรจ์     

“กำนันกี” วัย 76 ปี ได้ตัดสินใจลงสมัครนายก อบจ.สระแก้ว โดยตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา “ทรงยศ” คนในตระกูล “เทียนทอง” ได้เข้ามาบริหาร อบจ.สระแก้ว ติดต่อกันมา 5 สมัย    

ทรงยศ เทียนทอง บุตรชายของวิทยา เทียนทอง อดีต ส.ส.สระแก้ว หลายสมัย ซึ่งเป็นนายก อบจ.สระแก้ว มานาน แต่หนที่แล้ว ไม่ลงสนาม 

อีกประการหนึ่ง ช่วงท้ายๆของการบริหารงาน “ทรงยศ” เจอแรงกดดันจากสมาชิกสภา อบจ.ค่อนข้างมาก มีการตรวจสอบการใช้งบฯอย่างเข้มข้น

“ดิฉันทำใจ มาตั้งแต่แรกที่ตัดสินใจลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้วในครั้งนี้แล้วว่า “นามสกุล” จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายการโจมตีตัวดิฉัน และข้ออ้างที่จะหยิบมาใช้เรียกคะแนนเสียงคงหนีไม่พ้น “การเปลี่ยนหน้า” ให้คนใหม่ๆ เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้บ้าง” ถ้อยแถลงของกำนันกี    

ฉะนั้น กำนันกี จึงใช้คำขวัญว่า “ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม” แม้ว่าจะนามสกุล “เทียนทอง” และกำนันกี ชนะทั้งตำแหน่งนายก อบจ. และทีมสมาชิกสภา อบจ.ก็มีชัยแบบยกทีม    

แล้ววันนี้ สระแก้วก็มาถึงยุคกำนันกี บารมีเบ่งบาน เมื่อลูกสาว “ตรีนุช” เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และตัวเธอเองก็เป็นนายก อบจ.สระแก้ว     

วันข้างหน้า กำนันกีจะนำพาทายาทไปหนทางใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับคำขวัญ “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล”

“โรม ก้าวไกล” หาญท้า “ตุลาการ” เป้าหมายคือเลิก 112 และปฏิรูปสถาบัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462769

“โรม ก้าวไกล” หาญท้า”ตุลาการ” เป้าหมายคือเลิก112และปฏิรูปสถาบัน 

2 เมษายน 2564 – 11:16 น.

“โรม ก้าวไกล” หาญท้า”ตุลาการ” เป้าหมายคือเลิก112 และปฏิรูปสถาบัน  คอลัมน์…  วิเคราะห์การเมืองร้อน 

 “ผมจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาและร่วมกันลงมติว่าจะเชิญให้ประธานศาลฎีกาเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกรณีดังกล่าวหรือไม เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับ กมธ. หลายคน ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยที่จะเชิญประธานศาลฎีกาเข้าร่วมการประชุม และชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ศาลฎีกาได้ชี้แจงการทำงานให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำคณะราษฎร” 

นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  
รังสิมันต์ โรม อ้างว่าจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน 

สิระกับโรม อยู่กันคนละขั้ว เพราะว่าโรม พยายามอย่างยิ่งในการยกเลิกหรือแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 และการปฏิรูปสถาบัน 
ขณะที่ สิระ ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลนั้น ออกมาต่อต้านการแก้ไข มาตรา112 และเป็นกลุ่มคนรักสถาบัน   

“เป็นการแถลงข่าวส่วนบุคคล เพราะคณะกรรมาธิการยังไม่มีมติให้แถลง และการเชิญประธานศาลฎีกา ก็ยังไม่เห็นหนังสือ ต้องรอดูก่อนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดระเบียบข้อบังคับสภาหรือไม่ โดยการแถลงข่าวเมื่อวานนี้(31 มี.ค.2564) ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ตนไม่เข้าใจว่าใช้เหตุผลใดในการเชิญประธานศาลฎีกามา เพราะตามหลักการต้องมีผู้ร้องเข้ามาก่อน ส่วนที่หยิบยกประเด็นมาจากโซเชียลถือว่าไม่มีผล และการที่นายรังสิมันต์ อ้างว่าไม่มีใครคัดค้านนั้น ก็ต้องขอดูหนังสือ ถ้าประชุมกันแล้วไม่ขัดข้อบังคับก็จะดำเนินการตามที่ร้องมา” สิระ ตอบโต้ทันควัน  

ความจริงสาธุชนย่อมทราบเจตนาของ “รังสิมันต์ โรม” และพรรคก้าวไกลว่า มีความมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เป็น พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตอนหลังแปลงร่างไปเป็น คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล แต่แนวความคิดยังไม่เปลี่ยนแปลง  

ในวันที่ “รังสิมันต์ โรม” แต่งงานมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นประธานการแต่ง ในงานเต็มไปด้วยกลุ่มคนชู 3 นิ้ว  

การที่ “รังสิมันต์ โรม” พุ่งเป้าไปที่ประธานศาลฎีกานั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่า มีเป้าหมายเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือ และด้อยค่าการทำหน้าที่ของตุลาการ ซึ่งโรมและใครก็ทราบดีว่า การพิพากษาอรรถคดีของตุลาการนั้นอยู่ภายในพระปรมาภิไธย 

ดังนั้นจึงมองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก โรมและคณะ ต้องการที่จะพังทลายองค์กรตุลาการ ซึ่งเป็นกำแพงสุดท้าย ก่อนจะถึงตัวสถาบันพระมหากษัตริย์  

ไม่ใช่ “โรม” ไม่ทราบ ไม่ใช่พรรคก้าวไกลไม่ทราบว่า กรณีของกรรมาธิการฯไม่สามารถเชิญตุลาการมาชี้แจงได้เพราะ ไม่อาจละเมิดและก้าวก่ายได้ เนื่องจากองค์กรตุลาการนั้นพิเศษกว่า บริหาร และนิติบัญญัติ แต่โรมก็ทำ ทำเพื่อให้บรรดาม็อบ 3 นิ้วได้ใจ  

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ บรรดาม็อบ 3 นิ้ว ได้ไปชุมนุมหน้าศาลอาญาเพื่อแสดงเชิงสัญญลักษณ์ ได้ไปชุมนุมหน้าศาลฎีกาสนามหลวงเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์กดดันตุลาการมาแล้ว  

ประกอบกับได้กำลังหนุนจากกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการกดดันศาลเพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยคดี112  

ล่าสุดกลุ่มคนเดือนตุลาเก่า อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง , นพ.พรหมมินทร์ เลิศสิริเดช , สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ฯลฯได้ตั้งกลุ่ม OctDem  ขึ้นมาเพื่อกดดันศาลให้ประกัรตัวจำเลย112 

เหตุการณ์ครั้งนี้ หากไม่สามารถทัดทานได้ องค์กรตุลาการจะกลายเป็นเหยื่อทางการเมืองให้กลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทำสำเร็จ. 

ดราม่ารุ่นใหญ่ รวมพล “คนตุลา” หนุนสามนิ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462686

ดราม่ารุ่นใหญ่ รวมพล “คนตุลา” หนุนสามนิ้ว

1 เมษายน 2564 – 14:56 น.

“Octoberists” คนหนุ่มสาวเมื่อ 50 ปีที่แล้ว นัดรวมพลครั้งใหญ่ แสดงพลังหนุนม็อบสามนิ้ว

++
พวกเขากลับมาแล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน? “คนเดือนตุลา” อดีตคนหนุ่มสาวเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ได้นัดรวมพลตอนวัย 60-70 ปี เพื่อหนุนช่วยนักกิจกรรมรุ่นลูกรุ่นหลาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  14 ตุลา ความทรงจำ ของใครของมัน

ดราม่ารุ่นใหญ่ รวมพล "คนตุลา" หนุนสามนิ้ว

จาตุรนต์ ฉายแสง    

บ่ายโมง วันศุกร์ที่ 2 เม.ย.2564 กลุ่ม OCTDEM นัดรวมตัวกันที่ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ข้างหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะเดินจากธรรมศาสตร์ไปยังศาลฏีกา เพื่อยื่นหนังสือต่อตัวแทนประธานศาลฏีกา     

กลุ่ม OctDem (Octoberists for Democracy) คือกลุ่มคนทำกิจกรรม เมื่อช่วง 14 ต.ค.2516 ถึง 6 ต.ค.2519     

“หลายคนบอกว่า พวก Octoberists แก่แล้ว ควรกลับบ้านนอนได้แล้ว สังคมเป็นเรื่องของเด็กๆ แต่คนเดือนตุลารุ่นนั้นยังมีลมหายใจอยู่นี่นะ และหลายคนยังเป็น “ตุลาธรรม” ผู้รักความเป็นธรรม ไม่ใช่สลิ่มกิมกลวง เมื่อสังคมยังไม่มีความเป็นธรรม เมื่อเด็กๆ และประชาชนออกมาต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าแล้วถูกอำนาจรัฐเผด็จการทำร้ายอย่างอยุติธรรม ถึงใครจะไล่คนรุ่นเดือนตุลาไปนอน  คนรุ่นเดือนตุลาหลายคนก็นอนไม่หลับ เรายังมีเรื่องราวบอกเล่าแลกเปลี่ยน มีวาระสังคมนำเสนอ มีความต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ผู้รักความเป็นธรรม ฯลฯ”    

จุดเริ่มต้น OctDem อ้างอิงปากคำ “ใบตองแห้ง” พิธีกรรายการทีวีช่องวอยซ์ ทีวี ที่มาจากการพูดคุยกันในงานศพมารดาของ “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่วัดธาตุทอง  จึงเกิดไอเดียตั้ง OctDem (Octoberists for Democracy) 

ดราม่ารุ่นใหญ่ รวมพล "คนตุลา" หนุนสามนิ้ว

หมอมิ้ง กลุ่มแคร์

++
ไผเป็นไผ
++
งานแรกของ OctDem คือการจัด Clubhouse ร่วมกับกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย โดยเชิญ ธงชัย วินิจจะกูล หนึ่งในคนเดือนตุลา มาพูดคุยในหัวข้อ “ศาล หลักนิติธรรม กับความขัดแย้งแตกแยกของสังคมไทย” ร่วมกับ จาตุรนต์ ฉายแสง, พนัส ทัศนียานนท์ และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี     

สำหรับแกนนำกลุ่ม OctDem จากหลากหลายอาชีพ เช่น เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.),สิตา การย์เกรียงไกร อดีตกรรมการ ศนท. ,จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตนายกสโมสรนักศึกษาเชียงใหม่ ,นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดล, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตนายกสโมสรนักศึกษามหิดล, กฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนายกองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์, สุรชาติ บำรุงสุข อดีตอุปนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ , พลากร จิรโสภณ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

ดราม่ารุ่นใหญ่ รวมพล "คนตุลา" หนุนสามนิ้ว

อ้วน กลุ่มแคร์

++
ดราม่ารุ่นใหญ่
++
ด้านนักวิชาการอย่าง “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” ที่เคยร่วมขบวนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยุค 14 ตุลา และเคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่าเขา หลัง 6 ตุลา ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไม่มียี่่ห้อ เป็นคนเดือนตุลาอะไรที่ไหน และถือเป็นการด่ากันถ้ามาเรียกว่าเป็นคนเดือนตุลา”    

อาจารย์พิชิต ยังลำดับเหตุการณ์การเมืองที่เกี่ยวข้องกับ “คนเดือนตุลา” ตั้งแต่ยุคอกหักออกจากป่า หลบหน้าหลบตาผู้คน จนถึงยุคฟองสบู่แตก    

“คนเดือนตุลาในวงวิชาการและการเมือง “พลิกคดี” ได้สำเร็จในยุค 2540 มีอนุสรณ์เล็ก ๆ ให้ระลึกถึง “คนเดือนตุลา” จึงกลายเป็น “วีรชนผู้จากไป” Fallen Heroes ที่เศร้าและโรแมนติก นับแต่นั้น “คนเดือนตุลา” ก็ผุดขึ้นมายังกับดอกเห็ดในแทบทุกแวดวงอาชีพ”    

หลังรัฐประหาร 2549 คนเดือนตุลา แตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีทั้งหนุนทหารไล่ทักษิณ หรือรักทักษิณต้านทหาร    

ที่แย่ไปกว่านั้น พิชิตบอกว่า มี “คนตุลา รอ.” ที่พลิกขั้วไปเป็นแกนนำกลุ่มอนรักษ์หรือกลุ่มจารีต รวมถึง “คนตุลา รท.” ที่เวียนว่ายอยู่ในแวดวงการเมือง และคนรุ่นนี้ก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองวุ่นวายมาจนถึงวันนี้    

“ปัจจุบันชื่อ “คนเดือนตุลา” กลายเป็น “ยี่ห้อ” ที่อ้างกันอย่างภาคภูมิออกสื่อหลักและโซเชียลหรือบนเวทีเสวนา บางคนถึงขนาดเรียกชื่อจัดตั้งของตัวเองว่า “สหายxxx” ทั้งที่ตัวยังสวมเสื้อเหลืองหรือชุดสีกากีอยู่เลย เดือนตุลาของทุกปีถือเป็น “เดือนเช็งเม้ง” ที่จะมารำลึกอดีตแถมด้วยเสวนาที่เอาคนดังเดือนตุลาหน้าเดิม ๆ มานั่งบนเวทีคุยเรื่องเดิม ๆ ถึงประสบการณ์เดิม ๆ กัน”    

นักวิชาการปีกประชาธิปไตย ที่ประกาศว่า อย่ามาเรียกขานว่า “คนเดือนตุลา” กลับยกย่องคนเดือนตุลากลุ่มหนึ่ง    

“คนที่น่านับถือที่สุดคือ ลุงป้าคนเดือนตุลาจำนวนหนึ่งที่โนเนม โนบอดี้ ไม่ใช่นักวิชาการหรือนักการเมืองดัง แต่บริจาคเงินมากมายและยืนหยัดร่วมกับเสื้อแดงในอดีตมาจนถึงร่วมกับ นร. นศ.ในวันนี้ คนเหล่านี้แหละที่ เวลาเปลี่ยน สังขารเปลี่ยน แต่อุดมการณ์ยิ่งมั่นคง”

“พปชร.” ชิงธงนำแก้รธน. ฆ่าพรรคเล็ก – เพิ่มอำนาจสส. ของบฯได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462662

“พปชร.”ชิงธงนำแก้รธน. ฆ่าพรรคเล็ก-เพิ่มอำนาจสส.ของบฯได้ 

1 เมษายน 2564 – 12:08 น.

“พปชร.”ชิงธงนำแก้รธน. ฆ่าพรรคเล็ก-เพิ่มอำนาจสส.ของบฯได้  คอลัมน์… วิเคราะห์การเมืองร้อน

ระหว่างที่ 3 พรรคอย่าง ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา กำลังสาละวนกับการหารือเพื่อตั้งไข่ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอยู่นั้น 

ปรากฎว่า พลังประชารัฐ (พปชร.) ชิงธงนำมาก่อนด้วยการเตรียมเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จะยื่นต่อประธานสภาในวันที่ 7 เมษายน นี้ 

สาระสำคัญหลักๆ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของ พปชร. อาทิ การแก้ไขให้ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว ได้ง่ายขึ้น ด้วยการแก้ไขมาตรา29  
นัยว่าประเด็นนี้ต้องการจะเอาใจบรรดา “แกนนำม็อบราษฎร” ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ 
 แต่สิ่งที่ซ่อนเอาไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมของ พปชร.คือ ผลประโยชน์ของนักการเมืองและพรรคการเมือง   

อาทิ การตัดระบบไพร์มารี่โหวตทิ้ง ยกให้เป็นอำนาจของ กรรมการบริหารในการเลือกคนลงสมัคร ส.ส.  การให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ  ให้มี ส.ส.เขต 400 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100  คน  
 
โดยให้มีการนับคะแนนแบบใหม่ คือคะแนน ส.ส.เขตไม่ต้องนำไปรวมกับคะแนนพรรค และการคิดคำณวนคะแนนพรรค สมมุติ มีคนมาใช้สิทธิ์ 30 ล้านคน ก็เท่ากับ คะแนน 300,000 คะแนน จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน  
 
ที่สำคัญคือ จะบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่ง ส.ส.เขตไม่ต่ำกว่า 100 เขตขึ้นไป จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการคำณวนคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ   

วิธีการเช่นนี้เท่ากับเป็นการคุมกำเนิดหรือฆ่าพรรคการเมืองเล็กไปทันที ใครที่ใช้ยุทธวิธีแตกพรรคหรือแตกแบงก์พัน จะไม่ได้ประโยชน์ มันตรงกันข้ามกับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ให้โอกาสพรรคเล็กเพราะทุกคะแนนมีค่าไม่มีทิ้งน้ำ   

แต่การแก้ไขของ พปชร.นั้นให้พรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบเหมือนในอดีต เท่ากับว่าพรรค พปชร. พรรคเพื่อไทย จะได้เปรียบในการเลือกตั้งใหม่   

จะทำให้มีรัฐบาลผสมเพียงไม่กี่พรรค จากเดิมที่รัฐบาลผสมปัจจุบันมีถึง 19 พรรคการเมือง หากไม่ตัดพรรคไทยศิวิไลซ์ออกไปก็จะมีถึง 20 พรรค 

ฉะนั้นบรรดานักการเมืองที่คิดจะออกมาตั้งพรรคเอา ส.ส. 5-10 คน เพื่อหวังจะไปร่วมรัฐบาล จะไม่ได้ประโยชน์จากร่างของ พปชร.  

ยังไม่หมด พปชร.ยังเสนอแก้ไข เพิ่มอำนาจให้ ส.ส.ด้วยการเสนอแก้มาตรา144 ที่ ส.ส.ไม่สามารถไปของบประมาณจากหน่วยงานรัฐได้ แก้ใหม่เป็นให้อำนาจ ส.ส.สามารถของบประมาณจากหน่วยงานรัฐได้ โดยไม่มีความผิด   

โดยอ้างว่าที่ผ่านมา ส.ส.ทำงานไม่ได้เพราะไม่สามารถจัดสรรงบลงพื้นที่เลือกตั้ง ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นล่าช้า นอกจากนี้ยังแก้ให้ ส.ส.สามารถสั่งการหน่วยงานราชการเพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ ซึ่งจากของเดิมไม่ได้ให้อำนาจตรงนี้เอาไว้  

อย่างไรก็ตาม ร่างแก้ไขของ พปชร. ไม่แตะอำนาจของ ส.ว. เพราะมองว่าอีก 3 ปี อำนาจของ ส.ว.ก็หมดไป โดยมุ่งหวังสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง จะได้มีรัฐบาลผสมไม่เกิน 3 พรรค  

ในขณะที่ 3 พรรคอย่างประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา มุ่งแก้อำนาจของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ผ่านการพิจารณาเพราะกระบวนการแก้ไข ยังให้ ส.ว.เข้ามามีอำนาจเกี่ยวข้อง  

จากนี้ไปต้องจับตาเกมแก้รัฐธรรมนูญให้ดี เพราะเมื่อกติกาที่ พปชร.ต้องการเสร็จสิ้น นายกฯจะตัดสินใจยุบสภาเพื่อไปเลือกตั้งใหม่ทันที. 

ผีไม่เผา “เต้น” สายโทนี่ “ตู่” สายชินไม่เอา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462660

ผีไม่เผา “เต้น” สายโทนี่ “ตู่” สายชินไม่เอา

1 เมษายน 2564 – 11:52 น.

ไม่ใช่เรื่องใหม่ “ตู่-เต้น” แยกทางกันมานานแล้ว ฝ่ายหนึ่งภักดี “นายใหญ่” อีกฝ่ายขอปลดแอกจันทร์ส่องหล้า คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
พักนี้ ผู้คนกลับมาสนใจข่าวสารจาก “แกนนำ นปช.” อีกครั้ง เนื่องจาก “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศจะลงถนนไล่ประยุทธ์ โดยจับมือเพื่อนพ้องน้องพี่ “คนพฤษภา 35”    

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ฤทธิ์เจ๊ “ตู่-เต้น”  แยกขาดนปช.ล่มสลาย

ผีไม่เผา "เต้น" สายโทนี่ "ตู่" สายชินไม่เอา

นปช.สายชิน แถลงข่าว

ขณะที่ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพิ่งถอดกำไลอีเอ็ม พ้นเคราะห์พ้นโทษ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแสดงจุดยืนเคียงข้าง “ม็อบสามนิ้ว” ก็มีเสียงไชโยโห่ร้องมาจากฟากฝั่งกองเชียร์เด็ก ส่วนกองแช่งขุดคลิปเก่ามาเขย่าขวัญสั่นประสาทอีกรอบ 

หลายคนถามว่า “ตู่-เต้น” จะกลับมารวมตัวกันได้หรือไม่? ถ้าใครติดตามคอลัมน์ท่องยุทธภพมาตลอด จะทราบดีว่า แกนนำเสื้อแดงคู่นี้ มีอาการ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” มา 2-3 ปีแล้ว     

นับแต่ “เสี่ยเต้น” หอบผ้าหอบผ่อนออกจากตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปปักหลักแถวแยกแคราย และ “เสี่ยตู่” ก็ตามไปติดๆ ไปลงหลักปักฐานสร้างสตูดิโดใหม่แถวซอยวัดนวลจันทร์ เลียบด่วนรามอินทรา    

การแยกทางของ นปช. 2 ขั้ว ก็คือความขัดแย้งระหว่างปีก “เอาทักษิณ” กับปีก “ไม่เอาทักษิณ”    

ภารกิจสุดท้ายของ “ตู่” ที่รับใช้บ้านจันทร์ส่องหล้าคือ การตั้งพรรคเพื่อชาติ ร่วมกับ “ยุทธ จัน” และ “สงคราม สำโรง” หลังเลือกตั้ง “ยุทธ แม่จัน” ก็ยึดพรรคไปเรียบร้อย ในสายตู่ ก็เหลือ “อารี ไกรนรา” ไว้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อชาติ แต่มีอิสระในการโหวต    

อัพเดทล่าสุด “ยุทธ แม่จัน” ชักแกว่งๆ หลังพ่ายศึกเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ต้องวิ่งหา “ขาใหญ่สายเหนือ” พลังประชารัฐ เป็นที่พึ่งทางใจ 

ผีไม่เผา "เต้น" สายโทนี่ "ตู่" สายชินไม่เอา

จตุพร ขอแยกทางสร้างเครือข่ายใหม่

++
นชป.สายชิน
++
ถ้าย้อนไปดูพื้นฐานทางการเมืองของ “ตู่” กับ “เต้น” ก็ต่างกันสิ้นเชิง จตุพร พรหมพันธุ์ เติบโตมาจากชมรมปาฐกถาและโต้วาที พรรคสัจจธรรม และพรรคศรัทธาธรรม รามคำแหง เป็นนักกิจกรรมการเมืองยุคพฤษภาทมิฬ    

ส่วน “เต้น” โด่งดังมาจากรายการโต้คารมมัธยมฯ และเวทีวาทีของกรรณิการ์ ธรรมเกสร ทางช่อง 9 อสมท เรียกว่าเป็นนักพูดโดยแท้ วันหนึ่งอยากเป็น ส.ส. ไปสมัคร ส.ส.ที่บ้านเกิด-นครศรีธรรมราช ก็สอบตก    

จับพลัดจับผลู “เต้น” มาร่วมงานกับรุ่นพี่อย่างจตุพร พรหมพันธุ์ และจักรภพ เพ็ญแข ทำสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี เลยกลายเป็นดาวไฮด์ปาร์ก และเป็นแกนนำ นปช.    

วันที่ “ตู่” และ “เต้น” แยกทางกันก็คือ วันที่ “เต้น” เข้าไปหา “เจ๊แดง” และได้เป็น รมช.พาณิชย์ แต่ “ตู่” ถือว่าตัวเองมีศักดิ์ศรี หาก “นายใหญ่” อยากให้บำเหน็จรางวัลก็ต้องให้เอง ไม่ไปร้องขอกับใคร    

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์สองแกนนำ นปช. ก็ร้าวลึกอยู่ภายใน จนสิ้นยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และยาวมาถึงปลายรัฐบาล คสช. จึงแยกบ้านกันอยู่    

จังหวะที่ “เสี่ยเต้น” ไปรับใช้ “นายใหญ่” ที่พรรคไทยรักษาชาตอ ก็ตัดสินใจพา วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปอยู่ที่ศูนย์ข่าวยูดีดีนิวส์ ที่อาคารเอเวอรี่มอลล์ (นิวเวิลด์เดิม) สี่แยกแคราย นนทบุรี    

“ธิดา” เป็นเสมือนฝ่ายทฤษฎีของ นปช.สายชิน มีสื่อออนไลน์ UDD news เป็นกระบอกเสียง และระหว่างที่เกิดม็อบสามนิ้ว ปลายปีที่แล้ว ธิดาสนับสนุนเยาวชนนักศึกษาเต็มที่ พร้อมเรียกร้องให้คนเสื้อแดงเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย    

“คนเสื้อแดงเป็นสหายร่วมศึกกับเยาวชน” นี่เป็นถ้อยแถลงของธิดา และไม่แปลกที่ “เต้น” จะมาแถลงจุดยืนซ้ำ เพื่อจะสื่อความไปถึงลูกๆหลานๆว่า “เสี่ยโทนี่” ไม่ได้ทอดทิ้งเยาวชน    

จะอย่างไรก็ตาม “ธิดาโพลล์” ที่ระบุว่า นปช.ยังยืนยันอุดมการณ์ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็สะท้อนว่า นปช.สายชิน ไม่ทะลุฟ้า ทะลุเพดานกับลูกๆหลานๆ     

ขอให้กำลังใจอยู่ขอบเวที ส่งเสียงเชียร์ ชูสามนิ้ว และสนับสนุนทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวตามที่ “พี่โทนี่” สั่งไว้ 

ผีไม่เผา "เต้น" สายโทนี่ "ตู่" สายชินไม่เอา

นปช.สายชินไม่เอา

++
นปช.สายชินไม่เอา
++
คณะเสี่ยเต้น มี UDD news เป็นกระบอกเสียง “จตุพร พรหมพันธุ์” ก็มีสำนักข่าว Peace News เหมือนกัน ซึ่งสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ อยู่ในซอยรามอินทรา 40 (ซอยวัดนวลจันทร์)    

แกนนำ นปช.ที่ยังเดินตาม “ตู่” ประกอบด้วย อารีย์ ไกรนรา, ยศวริศ ชูกล่อม, เกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ ,สุริยา ชินพันธุ์, วิโชติ วัณโณ, พรศักดิ์ ศรีละมุน ,ศักดิ์รพี พรหมชาติ และธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ     

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 คนของ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” มาคุยกับจตุพร ขอให้ร่วมมือกับสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช ตั้งพรรคเพื่อชาติ เป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย  ช่วงหาเสียง “ตู่” งัดข้อกับ “ยุทธ แม่จัน” ถึงขั้นแตกหัก     

เลือกตั้งจบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คนของเพื่อชาติ อยู่ในกำมือยุทธ แม่จัน 4 คน “ตู่” ก็แยกทางออกมา และหันหลังให้บ้านจันทร์ส่องหล้านับแต่วันนั้น    

“ตู่” เลือกทางเดินของตัวเอง โดยหันไปจับมือ “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” และกลุ่มเพื่อนอานันท์ เดินงานการเมืองนอกสภา ในนาม “สภาที่ 3”    

การลงสู่ท้องถนนรอบใหม่ของตู่ จตุพร จึงชูธง “สามัคคีทุกสี” ไล่ประยุทธ์ โดยไม่แตะเรื่องสถาบันฯ