หาดใหญ่เปลี่ยน ‘ไพร’ พ่าย ‘พี่หลวงคร’ นำห่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462346

หาดใหญ่เปลี่ยน’ไพร’ พ่าย’พี่หลวงคร’ นำห่าง

28 มีนาคม 2564 – 19:54 น.

เทศบาลหาดใหญ่เปลี่ยน แชมป์เก่า “ไพร” โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความยินดี “พี่หลวงคร” ผู้ชนะ

สนามเลือกตั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้รับความสนใจจากผู้คนมากทีเดียว เพราะมีผู้สมัคร 5 ทีม คือ เบอร์ 1 ณรงค์พร ณ พัทลุง ทีมปลัดแป้น, เบอร์ 2 ไพร พัฒโน ทีม ดร.ไพร, เบอร์ 3 พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ทีมพี่หลวงคร, เบอร์ 4 พงษ์ศักดิ์ จิโรภาส พงษ์ศักดิ์พัฒนา และเบอร์ 5 ประยูร วงศ์ปรีชากร คณะก้าวหน้า

รายงานข่าวจากสนามเทศบาลนครหาดใหญ่ ผลการนับคะแนนเกือบทุกหน่วย เบอร์ 3 พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นำห่าง และมีแนวโน้มเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง

ล่าสุด เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 28 มี.ค.2564 ไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 3 สมัย โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับ “พี่หลวงคร”

“ขอแสดงความยินดีกับ พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ว่าที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ขอบ คุณทุกคนมากครับสำหรับทุกคะแนนเสียงและทุกการช่วยเหลือ ทุกคนทำดีที่สุดแล้ว ขอบคุณมากจริงๆครับ ทำใจให้สบายๆ ยอมรับผลของมันอย่างหน้าชื่นตาบาน ผมไม่เสียใจเลยที่แพ้เพราะผมมีพวกเราทุกคนอยู่เคียงข้าง”

ตอนท้าย ไพร พัฒโนยังฝากคำหวานๆ ถึงว่าที่นายกเล็กหาดใหญ่ “ขอแสดงความยินดีต่อพี่สาคร ด้วยนะครับ ผมขอฝากเมืองหาดใหญ่ไว้กับพี่ด้วยครับ ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้เพื่อหาดใหญ่ของเรา กรุณาอย่าเกรงใจ ผมยินดีเสมอครับ”

หาดใหญ่เปลี่ยน'ไพร' พ่าย'พี่หลวงคร' นำห่าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
พลิกปูม’ส.ส.ต้อย แปดริ้ว’เซเลบมวยไทย

หาดใหญ่เปลี่ยน'ไพร' พ่าย'พี่หลวงคร' นำห่าง

พี่หลวงครคือใคร?

“พี่หลวงคร” หรือ พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีต ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว  ต้นปี 2563 พล.ต.ท.สาคร เดินแนะนำตัวในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ในสีเสื้อ ปชป.มาระยะหนึ่ง ก็เบนเข็มไปหาเสียงเตรียมลุย นายก อบจ.สงขลา สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไม่ลงสนาม อบจ.สงขลา 

พล.ต.ท.สาคร ตัดสินใจกลับมาขึ้นคัตเอาท์ บอกคนหาดใหญ่ ว่า “หลวงคร” พร้อมที่จะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้นายกเล็ก แต่ไม่ได้สังกัด ปชป.

สำหรับ ไพร พัฒโน อดีตนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ เป็น ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. 2 สมัย หันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 3 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2547-2561 ก่อนจะลาออกจาก “นายกเล็กหาดใหญ่” หวังที่จะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แต่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องพลาดไป ไม่ได้ลงสนาม

หลังจากนั้น ไพร พัฒโน มุดเข้าบ้านป่ารอยต่อฯ และช่วย “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล หาเสียงชิงเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา

หาดใหญ่เปลี่ยน'ไพร' พ่าย'พี่หลวงคร' นำห่าง

                        พี่หลวงคร ว่าที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่

พลิกปูม ‘ส.ส.ต้อย แปดริ้ว’ เซเลบมวยไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462322

พลิกปูม’ส.ส.ต้อย แปดริ้ว’เซเลบมวยไทย

28 มีนาคม 2564 – 15:57 น.

รู้จักเขามั้ย? “ส.ส.ต้อย แปดริ้ว” คนดังมวยไทย ก่อนเบนเข็มสู่สังเวียนผู้แทน

ชื่อของ “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ตกเป็นข่าวเกรียวกราวอีกรอบ หลังตัวเขาเคยออกโรงขับ “สมคิด” และ “4 กุมาร” ออกจากตำแหน่งเสนาบดี แต่ข่าวล่าสุด เป็นเรื่องส่วนตัวผสมการเมือง

หลายคน อาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า “ส.ส.ชัยวัฒน์” เป็นคนดังในยุทธจักรมวยไทย และไม่มีใครไม่รู้จัก “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” 

20 กว่าปีมาแล้ว ที่ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นักการเมืองท้องถิ่นจากแปดริ้ว มาโลดแล่นอยู่ในวงการมวยไทย ในฐานะหัวหน้าค่ายมวย ส.จ.ต้อยแปดริ้ว และโปรโมเตอร์มวยไทย “ศึก ต.ชัยวัฒน์” แห่งเวทีราชดำเนิน 

ส.จ.ต้อย แปดริ้ว อยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับ “สมหมาย สกุลเมตตา” หรือ ส.สมหมาย ขาใหญ่เวทีราชดำเนิน

เมื่อกลางปี 2562 ชัยวัฒน์หรือ ส.จ.ต้อย แปดริ้ว ได้ลาออกจากการเป็นโปรโมเตอร์มวยเวทีมวยราชดำเนิน เพราะต้องการใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ฉะเชิงเทรา อย่างเต็มที่ 

พลิกปูม'ส.ส.ต้อย แปดริ้ว'เซเลบมวยไทย

                                    ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

ลูกชายนายกไก่

จาก ส.จ.ต้อย แปดริ้ว กลายเป็น “ส.ส.ต้อย แปดริ้ว” ลูกชายสุดรักของ “นายกไก่” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา 4 สมัย

สำหรับ “นายกไก่” เป็นที่รู้จักของโปรโมเตอร์มวยชั้นนำของประเทศ โดยมีขุนพลคู่ใจคือ วิชิต อ่องลออ หัวหน้าค่ายมวย ส.จ.วิชิตแปดริ้ว และชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ หัวหน้าค่ายมวย ส.จ.ต้อยแปดริ้ว

นักมวยจาก 2 ค่ายดังกล่าวนี้ มีดีกรีแชมป์มวยไทยหลายคน ทั้งเวทีราชดำเนิน และเวทีลุมพินี 

ย้อนไปปลายปี 2561 กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เปิดตัว ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตสมาชิกสภา อบจ.ฉะเชิงเทรา 3 สมัย ลงสมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา สังกัดพรรคพลังประชารัฐ 

“ชัยวัฒน์” หรือ “ต้อย แปดริ้ว” เป็นบุตรชายคนโตนายกไก่ และถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองมาแต่การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2557 โดยครั้งนั้น ชัยวัฒน์ ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติไทยพัฒนา แม้เขาจะชนะ แต่ก็วืดเข้าสภา เมื่อศาลสั่งให้เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ

พลิกปูม'ส.ส.ต้อย แปดริ้ว'เซเลบมวยไทย

                               สุชาติ ชมกลิ่น และ ส.ส.ต้อย

คว่ำแชมป์เพื่อไทย

ปี 2562 สนามเลือกตั้งฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น อ.พนมสารคาม (เฉพาะ ต.หนองยาว ต.บ้านซ่อง และต.เขาหินซ้อน) และอ.บางน้ำเปรี้ยว (ยกเว้นต.ศาลาแดงและต.โพรงอากาศ) แชมป์เก่าคือ “เฮียเน้า” สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย พบผู้ท้าชิงหน้าใหม่ ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

พูดจาภาษาเซียนก็ต้องบอกว่า “มวยถูกคู่ คนดูถูกใจ” เพราะเป็นการต่อสู้ของนักเลือกตั้งที่โตมาจากการเมืองท้องถิ่น 

“เฮียเน้า” เป็นสมาชิกสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต อ.พนมสารคาม ตั้งแต่ปี 2528-2542 และเคยเป็นนายก อบจ.แปดริ้วมา 1 สมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย  ได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2548

ส่วน “ส.จ.ต้อย” ได้บิดาเป็นกองหนุนชั้นดี พ่วงด้วยแนวร่วมการเมืองจาก “สุชาติ ตันเจริญ” และ “อิทธิ ศิริลัทธยากร” อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ผลการเลือกตั้ง ลูกชายนายกไก่ชนะขาด ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

จากเลือกตั้งระดับชาติ สู่เลือกตั้งท้องถิ่น สุชาติ ตันเจริญ และอิทธิ ศิริลัทธยากร ยังผนึกกำลัง “นายกไก่” ชิงเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว จนประสบผลสำเร็จ 

ต้องยอมรับว่า ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา หนที่ผ่านมา “นายกไก่” ต้องเจอคู่ต่อสู้เลือดใหม่ที่ไม่ธรรมดา อย่างจ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

แม้ “นายกไก่” ชนะ ได้เป็นนายก อบจ.อีกสมัย แต่ผลเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. เขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏว่า ทีมนายกไก่พ่ายเรียบ เสีย 6 ที่นั่งให้ทีมจ่าเอกยศสิงห์และตระกูลฉายแสง

ความปราชัยในเขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา ส่งผลสะเทือนมาก เพราะตระกูล “เป้าเปี่ยมทรัพย์” มีฐานการเมืองมาจากสมาชิกสภา อบจ.เขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา

พลิกปูม'ส.ส.ต้อย แปดริ้ว'เซเลบมวยไทย

        นายกไก่-กิตติ มดเล็ก(ลูกชายสุชาติ ตันเจริญ) และ ส.ส.ต้อย แปดริ้ว

บ้านบางแคร์ ‘โทนี่’ ต้องปัง กระชากเด็ก ‘ทอน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462308

บ้านบางแคร์ ‘โทนี่’ ต้องปัง กระชากเด็ก ‘ทอน’

28 มีนาคม 2564 – 13:30 น.

ชิงตลาด Gen Z กลุ่มบ้านบางแคร์ ปั้น “พ่อโทนี่” แข่งธนาธร-ก้าวไกล

เป็นไปตามแผนของกลุ่มแคร์ หรือกลุ่มบ้านบางแคร์ ที่ต้องการปั้น Tony Woodsome ให้อยู่ในใจเด็ก Gen Z หรือ Gen Y เมื่อโครงการ The Change Maker บรรลุเป้าหมายระดับหนึ่ง 

โทนี่หรือทักษิณ ชินวัตร ผู้ชายยุคเบบี้บูมเมอร์ พยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านคลับเฮาส์ และล่าสุด โทนี่ได้บรรยายในหัวข้อ “Reimagining the Future of Thailand Economy : ชวนคิดใหม่ วางอนาคตเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก” ในกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย

ระหว่างนี้ ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังท่องเที่ยวอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และสวีเดน ทั้งคู่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่สองแล้ว จึงพากันไปท่องสแกนดิเนเวีย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ราษฎร สับ “โทนี่” เกมซื้อใจเด็ก

บ้านบางแคร์ 'โทนี่' ต้องปัง กระชากเด็ก 'ทอน'

                          โทนี่หรือทักษิณ บรรยายในบ้านเอเอฟการเมือง

บ้านเอเอฟเพื่อไทย

ว่ากันว่า โครงการ The Change maker ต้นคิดมาจาก “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล 1 ใน 4 อัศวินบ้านบางแคร์ ซึ่งเฮียเพ้งปิ๊งไอเดียบ้านเอเอฟ ภาคการเมือง เหมือนเรียลลิตี้บ้านเอเอฟ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย

หากพรรคเพื่อไทย อยากแย่งชิง Gen Y Gen Z จากค่ายธนาธร หรือพรรคก้าวไกล ก็ต้องสร้างบ้าน The Change maker ที่ไม่ใช่บ้านบางแคร์ 

บ้านเอเอฟในฝันของเฮียเพ้ง เปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ๆ จะอายุเท่าไหร่ก็ได้ ขอเพียงสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง จะสมัครเข้ามากี่คนก็ได้ แล้วคัดเลือกให้เหลือเพียง 100 คน 

พรรคเพื่อไทย และกลุ่มแคร์ ได้มอบหมายให้ “เอิง” คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้อำนวยการทีมคิดเพื่อไทย เป็นผู้อำนวยการโครงการ The Change Maker

“คณาพจน์” เคยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพรรคไทยรักษาชาติ และเป็นเพื่อนสนิทของแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 12 มี.ค.2564 พรรคเพื่อไทย จัดงานปฐมนิเทศโครงการ The Change Maker รุ่น 1 ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค โดยกลุ่มแคร์ และทีมคิดเพื่อไทยหวังว่า 1 นโยบาย ที่ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันออกแบบ จะกลายเป็น  1 นโยบาย ของพรรคเพื่อไทย ในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ

บ้านบางแคร์ 'โทนี่' ต้องปัง กระชากเด็ก 'ทอน'

                                          โทนี่ ขวัญใจเด็กๆ

พ่อโทนี่สุดปัง

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรโครงการ The Change Maker แถลงว่า กิจกรรม The Change Maker ในช่วง 2 สัปดาห์  ผู้เข้า ร่วมโครงการได้นำเสนอแนวคิดที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นนโยบายให้เกิดขึ้นจริงได้

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดเวิร์คช็อปถอดรหัสการออกแบบนโยบาย และกระบวนการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากประชาชน 

วันเสาร์ที่ 27 มี.ค.2564 โทนี่หรือทักษิณ ได้บรรยายพิเศษหัวข้อ “Reimagining the Future of Thailand Economy: โทนี่ชวนคิดใหม่ วางอนาคตเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก” 

การกำหนดหัวข้อเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ถนัดของโทนี่ แต่ไม่วายจะชะแว้ปเข้าหาการเมืองบ้าง และที่กลายเป็นพาดหัวข่าวในสื่อออนไลน์ ก็มาจากการตอบคำถามของเด็กๆ เกี่ยวกับอาชีพขายบริการทางเพศ

“เราเป็นประเทศดัดจริต เรามีกฎหมายปรามการค้าประเวณี ปราบก็ไม่ปราบ สรุปแล้วก็ครึ่งๆกลางๆ ประเภทแบบว่าดัดจริต กลัวเขาจะรู้ว่ามีการค้าประเวณี และโสเภณี วันนี้เราต้องอยู่บนโลกความเป็นจริง และจริงๆแล้วถ้าทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ ควบคุมและตรวจสอบได้”

ไม่วายที่จะต้องวกมาเรื่อง “หวยบนดิน” ผลงานเด่นของรัฐบาลทักษิณ และไทยรักไทยในอดีต

หลังบรรยายเสร็จ ทีมงานเพื่อไทย ก็รวมประโยคฮิตหรือท่อนฮุกสุดปังของ “คุณพ่อ Tony Woodsome” มานำเสนอผ่านเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ อาทิ “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ในทางตรงกันข้ามทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศมหาศาล”,   “ด่า..กันหน้าทำเนียบ ไม่ทำให้ประเทศเจริญ ต้องเข้าใจอนาคตว่าจะไปตรงไหน และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร”

โทนี่ยังจะมาพบเด็กๆ อีกหลายรุ่น ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทย ยังต้องการชิงฐานเสียง Gen Z จากธนาธร และพรรคก้าวไกล

บ้านบางแคร์ 'โทนี่' ต้องปัง กระชากเด็ก 'ทอน'

                                  เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่

ศึกสาละวิน KNU ยึดค่ายพม่าต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462263

ศึกสาละวินKNU ยึดค่ายพม่าต้านเผด็จการ

27 มีนาคม 2564 – 18:55 น.

สาละวินเดือด กะเหรี่ยง KNU รุกตีฐานทหารเมียนมา หลัง KNU ขวางขนข้าวสาร 700 กระสอบ

++
    กองทัพกะเหรี่ยง มอบของขวัญวันกองทัพเมียนมาหรือวันตั๊ดมะด่อ ด้วยบุกยึดฐานย่อย ริมฝั่งสาละวิน ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 
    รุ่งเช้าวันที่ 27 มี.ค.2564 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) กองพันที่ 4 สังกัดกองพลน้อยที่ 5 เข้าฐานเซหมื่อท่า (ทหารเมียนมา) กองพันทหาราบที่ 75 สังกัดกองพลทหารราบเบาที่ 66 ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน เขต จ.ผาปูน รัฐกะเหรี่ยง
    ปรากฏว่า ทหารกะเหรี่ยงยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์สื่อสารของทหารเมียนมาได้เป็นจำนวนมาก โดยมี พล.ต.บอจ่อแฮ รอง ผบ.กองน้อยที่ 5 ได้เข้าไปตรวจสนามรบด้วย

 ศึกสาละวินKNU ยึดค่ายพม่าต้านเผด็จการ

พล.ต.บอจ่อแฮ รอง ผบ.ทหารกะเหรี่ยง KNLA 
    ถ้าจำกันได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริเวณริมฝั่งสาละวิน บ้านแม่สามแลบ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีการขนข้าวสาร 700 กระสอบไปกองไว้ เพื่อนำส่งทหารเมียนมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าขนข้าวสารข้ามฟากไปส่งทหารเมียนมา
    เนื่องจากทหารกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ประกาศไม่รับผิดชอบ กรณีมีการลำเลียงเสบียงข้ามแม่น้ำสาละวินไปยังค่ายทหารเมียนมา 
    ด้วยเหตุนี้ นายทหารเมียนมา จึงประสานมายังทางการไทยให้ขนย้ายข้าวสารกลับไป จึงทำให้มีการขนข้าวสาร 700 กระสอบ กลับมาที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
    เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ชายแดนไทย-เมียนมา ตรึงเครียด เพราะทหารเมียนมาไม่พอใจทหารกะเหรี่ยง มีการปะทะกันตามลำน้ำสาละวิน ก่อนที่ทหารกะเหรี่ยง จะบุกตีฐานทหารเมียนมาในวันตั๊ดมะด่อ

 ศึกสาละวินKNU ยึดค่ายพม่าต้านเผด็จการ

ฐานทหารพม่า ริมฝั่งสาละวิน

++
รู้จักกองพลน้อยที่ 5
++
    กองพลน้อยที่ 5 เป็นกองทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งปัจจุบัน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน มี พล.อ.มูตูเซพอ ตู เซพอ ซึ่งเป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเต็งเส่ง มาตั้งแต่ปี 2555
    กลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 7 ตัดสินใจเจรจาสันติภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา รวมทั้งปฏิรูปทางเศรษฐกิจในพื้นที่
    ด้านกลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.ผาปูน หรือ จ.มูตรอ นำโดยนอว์ซิปโปรา เส่ง รองประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง โดยแกนนำสำคัญในกลุ่มนี้คือ พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 5 
    กลุ่มกองพลน้อยที่ 5 ไม่ไว้ใจในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา และเรียกร้องให้เมียนมาเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ    

อย่างไรก็ตาม กองพลน้อยที่ 5 ได้ร่วมลงนามหยุดยิง ช่วงที่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในปี 2559 เพราะประเมินว่า อองซานซูจี จะผลักดันให้แผนสันติภาพมีความคืบหน้า
    เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564 ตรงกับวันครบรอบปีที่ 72 ของการปฏิวัติกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ในพื้นที่หมู่บ้านทีลอ ซิ ท่า อ.แดวโล จ.มือตรอ 

 ศึกสาละวินKNU ยึดค่ายพม่าต้านเผด็จการ

ทหารกะเหรี่ยงฉลองชัย 
    พล.ต.จอ มื่อ ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 5 กล่าวว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ เรามีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ด้วยการพูดคุย ด้วยแนวทางทางการเมือง แต่ไม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเมียนมา ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยและพัฒนาแนวทางสันติภาพอีก 
    หลัง พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ก่อการรัฐประหาร ชาวกะเหรี่ยงใน จ.มือตรอ หรือ จ.ผาปูน ได้จัดการชุมนุมต่อต้านเผด็จการ โดยการสนับสนุนของ KNLA กองพลน้อยที่ 5
    ขณะที่พรรคเอ็นแอลดี พยายามแสวงหาความร่วมกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อยุติระบอบการปกครองโดยกองทัพเมียนมา ปรากฏว่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ให้การตอบรับข้อเสนอจากพรรคเอ็นแอลดี ด้วยความกระตืนรือล้น
    ตัวแทนของพรรคเอ็นแอลดี กำลังขายฝันเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” ต่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อต่อกรกับทหารเมียนมา และปกป้องประชาชนให้พ้นเงื้อมมือเผด็จการ 

นี่ไง ‘กำนันกี’ เปลี่ยนสระแก้ว ไร้เงาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462258

นี่ไง ‘กำนันกี’เปลี่ยนสระแก้ว ไร้เงาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น

27 มีนาคม 2564 – 17:45 น.

สระแก้วโฉมใหม่ ยุค “กำนันกี” จับมือคนรุ่นใหม่ ล้างภาพจำเจ้าพ่อวังน้ำเย็น

++
    นับจากวันนี้ไป ผู้คนคงรู้จักชื่อ “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว มากขึ้นเพราะเธอคือมารดาของ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
    “กำนันกี” ของชาวสระแก้ว ในวัย 76 ปี ได้ตัดสินใจลงสมัครนายก อบจ.สระแก้ว โดยตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา คนในตระกูล “เทียนทอง” ได้เข้ามาบริหาร อบจ.สระแก้ว ติดต่อกันมา 5 สมัย
    “ดิฉันทำใจ มาตั้งแต่แรกที่ตัดสินใจลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้วในครั้งนี้แล้วว่า “นามสกุล” จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายการโจมตีตัวดิฉัน และข้ออ้างที่จะหยิบมาใช้เรียกคะแนนเสียงคงหนีไม่พ้น “การเปลี่ยนหน้า” ให้คนใหม่ๆ เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้บ้าง”
    ดังนั้น กำนันกี จึงใช้คำขวัญว่า “ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม” แม้ว่าจะนามสกุล “เทียนทอง” แต่ก็เป็นเทียนทองยุคใหม่ ที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม “ไม่ผูกขาด” แบบที่มีใครต่อใครวิพากษ์วิจารณ์

 นี่ไง 'กำนันกี'เปลี่ยนสระแก้ว ไร้เงาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น

นายก อบจ.สระแก้ว โปรโมตแหล่งท่องเที่ยวสระแก้ว

++
กำนันยุคสงครามเย็น
++
    เสนาะ เทียนทอง นักการเมืองอาวุโสชาวสระแก้ว มีน้องชาย 2 คนคือ วิทยา เทียนทอง และพิเชษฐ์ เทียนทอง โดยวิทยาเล่นการเมืองมากับพี่ชาย แต่พิเชษฐ์ลุยงานด้านธุรกิจอย่างเดียว
    พิเชษฐ์มีภรรยาชื่อ “ขวัญเรือน” คนวัฒนานครเหมือนกัน ห้วงเวลาที่สระแก้วยังเป็นส่วนหนึ่งของ จ.ปราจีนบุรี เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ยังเป็นยุคสงครามเย็น หรือยุคสงครามเขมร 4 ฝ่าย มีชาวเขมรอพยพอยู่แถวชายแดนไทย-กัมพูชา นับแสนคน
    ขวัญเรือน น้องสะใภ้เสนาะ เป็นกำนัน ต.วัฒนานคร ซึ่งเธอได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “คุณแม่ลูกสี่ เกิดและโตที่วัฒนานคร เข้าสู่เส้นทางการเมืองครั้งแรกในบทบาทกำนันที่ตำบลบ้านเกิด “กำนันกี” คือชื่อเล่นและชื่อเรียกที่พี่น้องชาวสระแก้วเรียกขานอย่างติดปาก”
    วัฒนานคร เป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจาก อ.อรัญประเทศ ตระกูล “เทียนทอง” จึงขยายฐานธุรกิจ จากวัฒนานครไปชายแดนอรัญฯ

 นี่ไง 'กำนันกี'เปลี่ยนสระแก้ว ไร้เงาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น

กำนันกี สมัยสระแก้ว วัฒนานคร ยังเป็นอำเภอชายแดน

    “ช่วงนั้นการทำมาค้าขายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีผู้อพยพเข้ามาเป็นเรือนแสน หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่บ้านเรา เมื่อสงครามยุติลง ความเป็นเมืองจึงเริ่มเกิดขึ้น ที่เคยเป็นป่าเป็นเขาก็ได้รับการบุกเบิก ทำถนน ลงเสาไฟฟ้า ติดตั้งน้ำประปา ฯลฯ จนกลายเป็นสระแก้ว แบบที่เราอยู่กันไม่กี่สิบปีมานี้เองค่ะ”
    วันที่ 1 ธ.ค.2536 เป็นวันที่ยกระดับสระแก้ว จากอำเภอหนึ่งของ จ.ปราจีนบุรีขึ้นเป็นจังหวัดที่ 74 ของประเทศไทย “เราเป็นเมืองด่านหน้าที่คอยตรวจคน สินค้าเข้า-ออก ชายแดนไทย-เขมรมานานก่อน จะมีตลาดโรงเกลือเป็นร้อยๆ ปีค่ะ แต่กระนั้น ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ทำให้พื้นที่ของเราเป็นเสมือน “กันชน” ให้กับเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ชั้นในของประเทศไปอีก”
    กำนันกี บอกเล่าเรื่องราวของสระแก้วในอดีต ด้วยการเป็นหัวเมืองชายแดน สระแก้วจึงกลายเป็น “เมืองทหาร” ไปโดยปริยาย 

++
บุกเบิกวังน้ำเย็น
++
    สมัยที่เขาฉกรรจ์ และวังน้ำเย็น ยังเป็นป่าดิบดงดำ มีนักแสวงโชคจากทั่วไทย เข้ามาหักล้างถางพงทำไร่ข้าวโพด “กำนันกี” ในฐานะตัวแทนตระกูลเทียนทอง ก็เข้าไปดูแล “ลูกไร่” จนรู้จักมักคุ้นกับชาวบ้านแถวนั้นเป็นอย่างดี
    เมื่อเสนาะ เทียนทอง เป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาลเปรม ได้ส่งเสริมให้ชาววังน้ำเย็น เลี้ยงโคนม แทนการทำไร่ข้าวโพด และกลายเป็นสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ที่มีชื่อเสียงในวันนี้ 
    สมัยเลี้ยงโคนม “กำนันกี” จับมือ “กำนันอำนวย” ช่วยกันผลักดันจนชาวบ้านประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคนม
    ว่ากันตามจริง ระยะหลัง “เสนาะ เทียนทอง” ไม่ได้ดูแลทุกข์สุขชาวบ้านในพื้นที่ เพราะมอบหมายให้กำนันกีเป็นตัวแทน ในนามบ้านใหญ่สระแก้ว
    เมื่อวันที่ตัดสินใจนำลูก 2 คนคือ ฐานิสร์และตรีนุช มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตการเมืองของกำนันกี แต่ก็จำเป็นต้องเลือก เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

 นี่ไง 'กำนันกี'เปลี่ยนสระแก้ว ไร้เงาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น

กำนันกี กับลูกสาว ตรีนุช เทียนทอง 

    หลังส่งลูกสาวลูกชายไปสภาฯ สำเร็จ ก็ถึงวันที่ต้องตัดสินใจเล่นการเมืองท้องถิ่น กำนันกีก็เลือกที่จะลงสมัครนายก อบจ.สระแก้ว โดยสัญญากับคนสระแก้วว่า ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม
    หากส่องเฟซบุ๊คกำนันขวัญเรือน เทียนทอง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีของชาวสระแก้ว ที่มีนายก อบจ.วัย 76 ปี ที่กระฉับกระเฉง และมีทีมงานคนรุ่นใหม่ที่แข็งขัน

เปิดเส้นทางคดี “ปารีณา” ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ปมรุกที่ดินรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462256

เปิดเส้นทางคดี”ปารีณา”ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ปมรุกที่ดินรัฐ

27 มีนาคม 2564 – 16:37 น.

คดี”ปารีณา ไกรคุปต์ ” ส.ส. ราชบุรี พลังประชารัฐ ฝ่าฝืนจริยธรรมปมรุกที่ดินรัฐและศาลฎีกาสั่งรับคำร้อง ของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาเธอไว้พิจารณา อันส่งผลให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.นั้น… ไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นในการปิดฉากเธอในทางการเมืองเท่านั้นแต่อาจ”ตลอดไป”

กรณีศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องที่ ป.ป.ช. กล่าวหา น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรงปมครอบครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ รุกที่ป่าสงวนและ ส.ป.ก.กว่า 711 ไร่ หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา

และส่งผลให้ น.ส.ปารีณา วัย 44 ปีและเป็น ส.ส.มาถึง 4 สมัย ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ทันที 

สืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด น.ส. ปารีณา ว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงใน 2 ข้อหา

คือ 1.เป็น ส.ส. กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหรือที่เรียกว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน

 และ 2.เป็น ส.ส. กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

 25 มีนาคม 2564 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า ป.ป.ช. บรรยายพฤติการณ์ชัดเจนและดำเนินการครบถ้วนเกี่ยวกับระเบียบการดำเนินคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ จึงมีคำสั่งให้รับคำร้อง

ส่วนที่ น.ส. ปารีณา ผู้คัดค้าน ขอให้ได้ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ต่อ 

ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ผู้คัดค้านปฎิบัติหน้าที่ต่อ จึงมีคำสั่งให้ น.ส. ปารีณา หยุดปฏิบัติหน้าที่และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ พร้อมกำหนดวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 09.30 น.

คดีของ น.ส. ปารีณาถือเป็นคดีแรกของ“นักการเมือง”ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขึ้นสู่ศาลฎีกา 

ที่สำคัญ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 ระบุว่า หากศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้

หากผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ

ดังนั้น หากคดีนี้“ปารีณา”ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่า ฝ่าฝืนจริยธรรม

โทษคือ

 1.พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว 

 2.ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้ไม่สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. หรือแม้กระทั่งลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น หรือ มีตำแหน่งทางการเมืองเช่นที่ปรึกษา ก็ไม่ได้ และห้าม“ตลอดชีวิต”

 3.จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้

 คดีนี้จึงไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นในการยุติบทบาทปิดฉากของเธอบน“ถนนการเมือง”เท่านั้น แต่อาจ“ตลอดไป”

 สำหรับคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกฎหมายกำหนดให้ศาลไต่สวนคดีต่อเนื่องและพิจารณาพิพากษาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

กฎหมายยังระบุว่า การพิจารณาของศาลฎีกา ให้นํา”สํานวน”การไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ“เป็นหลัก”ในการพิจารณา

นั่นหมายความว่าเป็นภาระหนักของผู้ถูกกล่าวหา ที่ต้องนำพยานหลักฐานมาหักล้างพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหาให้ได้

ทั้งนี้การไต่สวนพยานของศาล จะเริ่มจากพยานฝ่ายผู้ร้องก่อน แล้วจึงจะไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกล่าวหา  

ที่มาคดีฝ่าฝืน “จริยธรรม”

“ปารีณา” เป็นคนที่จุดประเด็นขึ้นมาเองโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเธอออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2562 ว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ขอให้ช่วยเรียกคืนที่ดิน 500 ไร่จากทั้งหมดกว่า 3,000 ไร่ของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 

โดยเธออ้างว่ามีประชาชนร้องเรียนว่าที่ดิน 500 ไร่นี้เป็นที่ดินที่ชาวบ้านได้รับจัดสรรเป็นที่ทำกิน ซื้อขายไม่ได้และชาวบ้านต้องการใช้เป็นป่าชุมชน 

ต่อมานางสมพรได้ชี้แจงว่าที่ดินแปลงนี้มีกรรมสิทธิ์หลายแบบ และเธอพร้อมที่จะส่งมอบที่ดินที่เป็นที่ทำกินของประชาชนคืนให้

หลังจาก“ปารีณา”เปิดประเด็นเรื่องที่ดินของนางสมพร  

วันที่ 13 พ.ย. 2562  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบที่ดินของ “ปารีณา” ที่ใช้ทำฟาร์มไก่ชื่อ “เขาสนฟาร์ม” ที่สงสัยว่ารุกพื้นที่ป่าสงวนและที่ดิน ส.ป.ก.

ที่ผ่านมา “ ปารีณา” อ้างว่า ที่ดินดังกล่าวได้มานานมากแล้ว เป็นที่ดินที่รัฐบาลโดยกรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าไปทำกินได้ และเสียภาษีดอกหญ้ามานานกว่า 10 ปี ทำอย่างถูกต้องกฎหมาย

นอกจากคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง“ปารีณา”ยังต้องเผชิญกับอีก 2 คดีที่เป็นผลมาจากปมถูกกล่าวหาว่าเธอครอบครองที่ดินโดยมิชอบ 

หนึ่ง คดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการครอบครองที่ดินของรัฐดังกล่าว ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาไปเมื่อ 7 ก.ย. 2563 หากผิดมีโทษจำคุกทางอาญา

สองคดีอาญา บุกรุกที่ดินป่าสงวน เนื้อที่ 711-2-93 ไร่ โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา คือ 1. ความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 2. ความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484  3.ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และ 4.ความผิดตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ.2520 และเตรียมนำตัว น.ส. ปารีณาส่งพนักงานอัยการ แต่เธอใช้เอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส. เลื่อนการเข้าพบพนักงานอัยการ   หากคดีนี้ผิด โทษตามกฎหมายจำคุก 20 ปี

จับตา บรรทัดฐาน “ป.ป.ช.” คดี “19 ส.ส.” จาก6พรรคการเมือง ถือครองที่ดิน ตามรอยคดีรุกป่า “ปารีณา” หรือไม่

นอกจากกรณี น.ส.ปารีณา ยังมีส.ส.ที่ถูกนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินของส.ส.จากหลายพรรคการเมืองทั้งการถือครองที่ดินภ.บ.ท.5 ,ที่ดินส.ป.ก.รวมถึงกรณีการถือครองกรรมสิทธิทับพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติจำนวน19ราย จาก 6 พรรคการเมือง

กรณีนี้จึงเป็นที่จับตาว่า การพิจารณาชี้มูลความผิดจริยธรรม น.ส.ปารีณา ของป.ป.ช.จนกระทั่งศาลรับคำร้องและมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันในคดีที่เกี่ยวข้องกับส.ส.ทั้ง19รายหรือไม่

ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462251

ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

27 มีนาคม 2564 – 15:07 น.

วันกองทัพพม่า “รัสเซีย” มาให้กำลังใจ “มินอ่องหล่าย” แต่ไร้เงา “จีน” เกิดอะไรขึ้น คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    วันเสาร์ที่ 27 มี.ค.2564 เป็นวันกองทัพเมียนมา หรือวันตั๊ดมะด่อ ครบรอบ 76 ปี การขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากประเทศ ซึ่งปีที่แล้ว การสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ครบ 75 ปี ได้ถูกยกเลิกโดยกะทันหัน เพราะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกแรก 
    สำหรับปีนี้ สถานีโทรทัศน์ช่อง MWD ของกองทัพเมียนมา และ MRTV ถ่ายทอดสดการแสดงแสนยานุภาพกองทัพเมียนมา ณ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ขณะที่สื่อออนไลน์เมียนมา รายงานข่าวการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารเมียนมาในทั่วประเทศ
    แม้ยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมจะพุ่งถึง 300 กว่าศพ แต่คนหนุ่มสาวทุกชาติพันธุ์ ก็ยังเดินหน้าจัดการชุมนุมประท้วงต่อเนื่อง
    ด้าน พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC)  กล่าวในวันกองทัพเมียนมาว่า กองทัพจะร่วมมือกับทั้งประเทศเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และว่าทางการจะปกป้องประชาชน และฟื้นคืนสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

มินอ่องหล่าย ในวันกองทัพเมียนมา 
    มีข้อสังเกตว่า กองทัพเมียนมา ได้ออกหนังสือเชิญตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่มที่ลงนามหยุดยิงและเข้าสู่กระบวนสันติภาพ มาร่วมงานวันกองทัพเมียนมา แต่ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เข้าร่วมแต่อย่างใด

++
รัสเซียมา-จีนไม่มา
++
    เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2564 พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ(SAC) ได้ให้การต้อนรับนายพลอเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเมียนมา 
    ระหว่างที่อยู่ในกรุงเนปิดอว์ อเล็กซานเดอร์ โฟมิน รมช.กลาโหม รัสเซีย กล่าวว่า “เมียนมาเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ของรัสเซียในเอเชีย”
    เป็นที่ทราบกันดีว่า กองทัพรัสเซียกับกองทัพเมียนมา มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และพล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย เดินทางไปรัสเซียบ่อยครั้ง รวมถึงส่งนักเรียนนายร้อยทหารไปศึกษาต่อที่รัสเซีย

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

มหามิตรรัสเซีย ยืนเคียงข้างกองทัพเมียนมา
    ก่อนหน้าการยึดอำนาจ วันที่ 21 ม.ค.2564 นายพลเซอร์เอก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมสหพันธรัฐรัสเซีย เดินทางมาเยือนสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ
    ปีที่แล้ว พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ได้ไปร่วมงานวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ครบรอบ 75 ปี ที่กรุงมอสโก ตามคำเชิญของรัฐมนตรีกลาโหม รัสเซีย
    สิ่งที่น่าคิดจากวันกองทัพเมียนมา ที่มีภาพนายพลรัสเซียเดินทางมาเยือนเนปิดอว์ ขณะที่กองทัพจีนไม่ได้ส่งนายพลคนไหนมา มีเพียงแต่นักการทูตจีนที่มาร่วมงานเท่านั้น

++
ฝันทัพสหพันธรัฐ
++
    นับแต่วันที่ 1 มี.ค.2564 คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ(CRPH) ฝ่ายพรรคเอ็นแอลดี มีประกาศให้สภาบริหารภาครัฐ (SAC) และกองทัพเมียนมา เป็นกลุ่มก่อการร้าย ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายของเมียนมา
    จากนั้น วันที่ 17 มี.ค.2564 คณะกรรมการผู้แทนฯ (CRPH) ได้ประกาศว่ากองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเมียนมา ไม่ใช่องค์กรก่อการร้าย แต่เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำกำลังเข้ามาในพื้นที่ต่างๆ เพื่อปกป้องประชาชนที่กำลังถูกกองทัพเมียนมาทำร้ายได้
    ดร.ซาซ่า ตัวแทนของคณะกรรมการผู้แทนฯ (CRPH) ได้พยายามพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อรวมกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เป็นกองทัพเดียว ในนาม “กองทัพสหพันธรัฐ” ต่อสู้กับเผด็จการเมียนมา

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ
 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

กองทัพเมียนมา แสดงแสนยานุภาพ
    เท่าที่ติดตามข่าวสาร ความฝันเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” ยังดูห่างไกล เพราะมีเพียงตัวแทนสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และสหภาพแห่งชาติกระเหรี่ยง (KNU) เท่านั้น ที่ดูจะเอาจริงเอาจังกับแนวคิดดังกล่าว
    ขณะที่กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ อย่างพรรคสหรัฐว้า (UWSP) และองค์กรเอกราชคะฉิ่น (KIO) ที่จัดว่าเป็นกองทัพที่มีศักยภาพในการสู้รบมากที่สุด ยังสงวนท่าที และไม่ได้พูดคุยกับ ดร.ซาซ่า โดยตรง
    เฉพาะองค์กรเอกราชคะฉิ่น (KIO) ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมประท้วงโดยสันติของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของกองทัพเมียนมา 
    ด้านประชาคมว้า 10 กลุ่ม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พรรคสหรัฐว้าและกองทัพสหรัฐว้า (UWSP/UWSA) ว่า อย่านิ่งเฉยต่อการกระทำของกองทัพเมียนมา ที่ปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก โดยภาคประชาสังคมว้า ได้เรียกร้องกองทัพว้า ให้เลือกยืนข้างประชาชนชาวว้าและประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ 
    สรุปว่า กองทัพสหพันธรัฐ ยังต้องรอเวลา รอความสุกงอม และรอสัญญาณจากมหาอำนาจที่เป็น “พี่เลี้ยง” ขาใหญ่ภาคเหนือ

แผน “ทอน” จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462160

แผน “ทอน” จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

26 มีนาคม 2564 – 13:08 น.

อบจ.พ่ายราบคาบ ก้าวหน้าปรับแผนเน้น “เทศบาลตำบล” สนามเล็กมีโอกาสเบียดชนะได้

++
ปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น 2564 เริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล แต่ “คณะก้าวหน้า” กลับไม่คึกคัก เหมือนตอนเลือกตั้งนายก อบจ.ปลายปีที่แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “ทอน” ไม่รู้ โค่น “นายกเล็ก 101″เหมือนโค่นหอโหวด

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ธนาธรลุยเชียงใหม่    

“ธนาธร” ยอมรับว่า ผิดหวังจากความพ่ายแพ้อย่างราบคาบจากการเลือกตั้ง อบจ. 
“เราไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยสักจังหวัดหนึ่ง แน่นอนที่สุด นี่คือความผิดหวังของพวกเรา พวกเราเจ็บปวด เพราะเราส่ง 42 จังหวัด”  

ตอนนั้น ธนาธรและคณะ คาดหวังไว้น้อย 5 จังหวัด ที่พอจะได้เก้าอี้นายก อบจ. แต่หลังพ่ายเรียบ ก็ส่งผลสะเทือนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นเทศบาล ที่ทีมงานคณะก้าวหน้า ออกสตาร์ทเหมือน “คนหมดไฟ”
คณะก้าวหน้า เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งเทศบาลแบบเงียบๆ จากจำนวนเทศบาลนคร 30 แห่ง, เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล  2,247 แห่ง ปรากฏว่า คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครจำนวนไม่มากนัก     

เฉพาะเทศบาลนคร ก็ส่งเพียง 7 แห่งคือ 1.ธีรวุฒิ แก้วฟอง ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 
2.ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี
3.สรยุทธ ปลื้มถนอม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
4.มนตรี คงวชิรวิทย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์
5.กุลธวัช ชัยปิยังกูร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
6. ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา
7.ประยูร วงศ์ปรีชากร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ปิยบุตรไปร้อยเอ็ด

++
เจาะสนามเล็ก
++
จากสนามใหญ่ระดับจังหวัด ธนาธร ปรับแผนมาเน้นพื้นที่ 10-30 ตารางกิโลเมตร อย่าง “เทศบาลเมือง-ตำบล” มากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่าง 3 จังหวัด

จ.นนทบุรี    

สรศักดิ์ พึ่งฉิม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบ้านบางม่วง อ.บางใหญ่, วิรุฬห์ นันทภูษิตานนท์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางกรวย อ.บางกรวย ,อนุสรณ์ แก้ววิเชียร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบางสีทอง อ.บางกรวย ,วราธ์ โมรัฐเสถียร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางกร่าง อ. เมืองนนทบุรี และปรีติ เจริญศิลป์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบางพลับ อ.ปากเกร็ด 

จ.สมุทรปราการ
ชัชวาลย์ พันธ์พุ่ม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว อ.บางพลี ,พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ,กิตติศักดิ์ ศีลภูษิต ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย และอานนท์ เหมือนทัพ ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองลัดหลวง 

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ช่อ โผล่ ต.หนองตาด บุรีรัมย์

จ.ร้อยเอ็ด 
พลเสฏฐ์ พงศ์ฤทธิบาล ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลกู่กาสิงห์,ชาตรี กุลสุวรรณ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโพนเมือง,เดชา แก้วภูมิแห่ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโคกกกม่วง, ร่วมภูมิศักดิ์ พลเยี่ยม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโพนทอง, สมใจ สุระ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลท่าม่วง,ทวีสิทธิ์ มนตรีชน ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลดงสิงห์ ,ประมวล สุวลักษณ์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลผักแว่น และเทพพร จำปานวน ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลอาจสามารถ    

นี่เป็นหนังตัวอย่างที่คณะก้าวหน้า บุกเทศบาลขนาดเล็กอย่างเป็นกลุ่มก้อน และยังมีที่กระจัดกระจายอยู่ในอีกหลายจังหวัด  

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

โค้งสุดท้ายต้องขึ้นรถแห่

++
จรยุทธ์เทศบาล
++
ช่วงโค้งสุดท้าย “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช เดินสายไปภาคเหนือ และภาคอีสาน ช่วยผู้สมัครนายกเทศมนตรีที่เทศบาลตำบลบ้านตาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ,เทศบาลตำบลเวียงฝาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่,เทศบาลตำบลสันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และเทศบาลตำบลเวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย     

ปิยบุตร แสงกนกกุล เดินทางไปอีสานเช่นกัน ไล่มาตั้งแต่เทศบาลตำบลโพนทอง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด,เทศบาลตำบลพรรณานคร จ.สกลนคร ,เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน จ.สกลนคร, เทศบาลตำบลบ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น, เทศบาลตำบลวังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ    

มองภาพรวม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีของคณะก้าวหน้า กระจุกตัวอยู่ในภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก ก็มีแค่ 4 จังหวัด
ทีมงานของธนาธร คงประเมินว่า สนามเทศบาลเมือง-ตำบล มีขนาดเล็กกว่า อบจ.มาก จึงทำให้ผู้สมัครนายกเทศมนตรี ที่มีบทบาทโดดเด่น อาจชนะเลือกตั้งได้    

สมรภูมิ นายก อบจ. เปรียบเหมือนการรบแบบป้อมค่าย รบพร่ากำลัง ผู้สมัคร “ทุนน้อย”ยากจะเอาชนะได้
ตรงกันข้าม สมรภูมิเทศบาลเมือง-ตำบล รบแบบจรยุทธ์ อาจเหมาะสำหรับผู้สมัครทุนน้อย แต่ “ดี เด่น ดัง” มีสิทธิ์ชนะใจชาวบ้าน    

28 มีนา..จะพิสูจน์ทฤษฎีการเมืองสนามเล็กของ “คณะธนาธร” อีกครั้งหนึ่ง

“เอ๋” พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462148

“เอ๋” พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

26 มีนาคม 2564 – 10:56 น.

ส่องสังเวียนโพธาราม การเมือง 2 ขั้ว ตระกูล “ไกรคุปต์-จังพานิช” ยังต่อสู้กันไม่เลิกรา  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
อันสืบเนื่องจากกรณี ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนฯ หลังศาลฎีการับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของเธอ

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

ลีลาหาเสียงแบบปารีณา

นัยว่า คดีของปารีณาถือเป็นสำนวนแรก ของ ส.ส. ในการกระทำผิดฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง    

ด้วยเหตุนี้ “ส.ส.เอ๋” จึงต้องพักร้อนไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาว่า เธอมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่? หากมีความผิด ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง    

หากไม่มีความผิด ปารีณาก็ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ต่อไป ถ้าไม่เกิดกรณียุบสภาหรืออุบัติเหตุการเมืองอย่างอื่นไปก่อนคดีของเธอจะจบลง

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

สจ.เส็ง คนดังโพธาราม

++
ตระกูลไกรคุปต์
++
กว่า 4 ทศวรรษมาแล้ว “ทวี ไกรคุปต์” ยึดครองพื้นที่การเมือง “โพธาราม-จอมบึง” เริ่มจากปี 2522 ทวีเป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยแรก โดยการสนับสนุนของเครือญาติตระกูล “จังพานิช” หรือ สวัสดิ์ จังพานิช นักการเมืองท้องถิ่นคนดังแห่งโพธาราม    

หลังจากนั้น ทวีย้ายไปหลายพรรค อาทิ พรรคกิจสังคม, พรรคความหวังใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย นับแต่เลือกตั้งปี 2548 ทวีถอยมาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาว-ปารีณา ลงสนามการเมืองแทน    

เลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 สมรภูมิราชบุรี เขต 3 อ.จอมบึง และอ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย) “ปารีณา” พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะคู่แข่ง “เสี่ยเส็ง” ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีต ส.อบจ.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนทิ้งห่างกันเกือบเท่าตัว    

“เสี่ยเส็ง” หรือ “สจ.เส็ง” เจ้าของห้างทองเฮ็งเส็ง อ.โพธาราม เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน มีญาติ จตุพร กมลพันธ์ทิพย์ เป็นอดีตประธานสภา อบจ.ราชบุรี และปัจจุบัน เป็นรองนายก อบจ.ราชบุรี    

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

สวัสดิ์ จังพานิช

ตอนลงสมัคร ส.ส.แข่งกับปารีณา ปรากฏว่า ตระกูล “จังพานิช” ให้การสนับสนุน สจ.เส็ง เพราะเครือญาติ “สวัสดิ์-ทวี” บาดหมางใจกัน แต่บังเอิญกระแสลุงตู่มาแรง สจ.เส็งเลยพ่ายสาวเอ๋ไปขาดลอย     

เมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ปลายปีที่แล้ว ตระกูลจังพานิช และเครือญาติ สจ.เส็ง สังกัดทีม “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี    

ในพรรคพลังประชารัฐ “เจ๊บุญยิ่ง” ส.ส.ราชบุรี ภรรยากำนันตุ้ย สังกัดกลุ่มสามมิตร คนละขั้วกับ ส.ส.เอ๋ ซึ่งคนเมืองโอ่งรู้ดีว่า สาวโพธารามสนิทแนบแน่นกับเสี่ยนภินทร ศรีสรรพางค์ เจ้าของตลาดศรีเมือง     

พลังประชารัฐสายราชบุรี มี ส.ส.อยู่ 3 คน แต่ก็ 2 มุ้ง เพราะสาวโพธาราม มีฐานเสียงที่มั่นคง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ  

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

ลูกชายสวัสดิ์ ลงสมัครนายกเล็กโพธาราม

++
ตระกูลจังพานิช
++
สวัสดิ์ จังพานิช มีศักดิ์เป็นลุงของเอ๋ ปารีณา เคยเป็น สจ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม แต่ระยะหลัง ทวีกับสวัสดิ์แยกทางกันเดิน    

ปี 2550 ปารีณาลงสนามแข่งสายัณห์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลูกชายสวัสดิ์ ที่สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย ปารีณาชนะสายัณห์ และปี 2554 สายัณห์สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่ายปารีณาอีก    

แม้แต่ในสนามนายกเล็ก ปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ส่งวารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณา ลงชิงชัย ปรากฏว่าค่ายทวีชนะ แต่ปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะวารี    

สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ สวัสดิ์ส่งลูกชาย-สายัณห์ ลงสนามป้องกันแชมป์ ก็ไม่น่าพลาด    

เนื่องจากทวีอายุอานามมากแล้ว ประกอบกับปารีณาเผชิญวิบากมากมาย ตระกูล “จังพานิช” น่าจะชนะลอยลำในสนามนายกเล็กโพธาราม     

ถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ ในเขต 3 ราชบุรี เชื่อว่าตระกูลจังพานิช ต้องหาทางล้มตระกูลไกรคุปต์ให้ได้

“คนรถไฟ” จี้ รมว. มหาดไทยเพิกถอนโฉนด “เขากระโดง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462096

“คนรถไฟ”จี้ รมว. มหาดไทยเพิกถอนโฉนด “เขากระโดง”

25 มีนาคม 2564 – 17:58 น.

สมาพันธ์คนงานรถไฟยื่นหนังสือ รมว.มหาดไทย เรียกร้องเพิกถอนโฉนดที่ดินทับซ้อนที่ดินของการถไฟฯ บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดข้อมูลประวัติศาสตร์ร้อยปีพร้อมคำพิพากษาศาลฎีกา ยันเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ ผู้บุกรุกทุกราย ทุกกรณี ต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย

นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ หรือ สพ.รฟ. พร้อมด้วยพนักงานรถไฟจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ชั้น 5 กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายเสวี จิระเสวี รองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นตัวแทนรับหนังสือแทนรัฐมนตรี

นายสุวิช กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯทั้งผืน เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าที่ดินทั้งแปลง 5,083 ไร่ เป็นของการรถไฟฯ โดยให้ทางกรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ทั้งโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่มีการบุกรุกทุกรายตามคำพิพากษา ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องให้เป็นไปตามกฏหมาย

ส่วนคนที่ยังอาศัยอยู่ในที่ดินผืนนี้ ทางการรถไฟฯก็ต้องแสดงสิทธิ์ในการดูแลที่ดิน เนื่องจากเป็นสมบัติของแผ่นดิน

อันดับแรกการรถไฟฯต้องทำเรื่องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์จากผู้อาศัยหรือบุกรุกก่อน ถ้าผู้อาศัยต้องการเช่าที่ดิน ก็ต้องคุยรายละเอียดปลีกย่อยกันต่อไป ซึ่งมีระเบียบกฎหมายรองรับอยู่แล้ว

กรณีที่ยังมีเอกชนครอบครองที่ดินเขากระโดง เช่น บ้านนักการเมือง สนามช้างอารีน่า ซึ่งเรื่องนี้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรด้วย แต่มีการชี้แจงจากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่า ที่ดินบางส่วนประชาชนอยู่มาก่อนการรถไฟฯจะเข้าทำประโยชน์นั้น นายสุวิช กล่าวว่า ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2464 มีพระราชกฤษฎีกาเรื่องการจัดซื้อที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการสร้างทางรถไฟ

 “พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดเขตชัดเจนแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่อยู่ 5,083 ไร่ 50 ตารางวา ตามกฎหมายห้ามผู้ใดบุกรุกเข้าไปจับจอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะบอกว่าไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ ก็ต้องขอให้ไปดูคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งระบุไว้ครบถ้วนอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีบ้านนักการเมืองและคนใกล้ชิดอยู่ในที่ดินผืนนี้ จะทำให้การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทำได้ยากหรือไม่ นายสุวิช กล่าวว่า ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตนในฐานะของประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้ที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินอยู่ จะมีวิธีการจัดการอย่างไร หรือเจรจาอย่างไร เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องมาพูดคุยเจรจากัน แต่เบื้องต้นนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องแสดงสิทธิ์การเป็นเจ้าของ

สำหรับเอกสารที่สมาพันธ์คนงานรถไฟ ยื่นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯนั้น ประกอบด้วย

– คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541

– มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554

– คำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560

จึงเป็นข้อยุติแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ซึ่งได้มาโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ

ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ ไปยกให้ หรือขาย-ซื้อ-แลกเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด / ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาต จึงถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯผืนนี้ เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ นำประเด็น “ที่ดินเขากระโดง” โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกา ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลการรถไฟฯ โดยกล่าวหาว่านิ่งเฉย ไม่ยอมสั่งการให้การรถไฟฯเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

และฟ้องขับไล่เอกชนรายอื่นๆ ที่ครอบครองที่ดินเขากระโดงอีกหลายแปลง ซึ่งมีครอบครัวของรัฐมนตรี และสนามช้างอารีน่า รวมอยู่ด้วย

ด้าน นายศักดิ์สยาม ชี้แจงในสภาช่วงที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า กรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาเอกชน 35 ราย การรถไฟฯได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ส่วนเอกชนรายอื่นๆ ที่บุกรุก ก็กำลังดำเนินการเพิ่มเติม มีบางรายที่การรถไฟฯจัดทำสัญญาเช่าให้เป็นไปตามระเบียบ  

“สำหรับที่ดินแปลงอื่นๆ รวมทั้งสนามช้างอารีน่า วิศวกรของการรถไฟฯ เคยรับรองแนวเขตว่าเป็นที่ดินที่มีประชาชนอาศัยอยู่ก่อนนานแล้ว”

เปิดหนังสือคนรถไฟเส้นทาง 100 ปีที่ดินเขากระโดง

หนังสือที่สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของเอกชนบนเขากระโดงนั้น อ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระราชกฤษฎีกา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อยืนยันว่า ที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

โดยเนื้อหาของหนังสือ ระบุว่า “ตามที่ได้มีการอภิปรายเพื่อลงมติไม่วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2464 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการอภิปรายประเด็นกรณีรัฐมนตรี และเครือญาติพวกพ้อง บุกรุกที่ดินพิพาทบริเวณเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวมีความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เช่น คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 / มติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เป็นข้อยุติแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งได้มาโดย พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2462 ที่ให้กรมรถไฟหลวง ตรวจและวางแนวทางรถไฟ ตั้งแต่นครราชสีมาไปยังบุรีรัมย์ จนถึงอุบลราชธานี

โดยได้แต่งตั้งข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดิน ดำเนินการปักหลักเขตที่ดินไว้ให้เห็นว่าเป็นเขตที่ดินของกรมรถไฟ และจัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งที่ดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าห้ามผู้หนึ่งผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ

ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อน 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ไปยกให้หรือขายซื้อ แลกเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด / ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากข้าหลวงพิเศษ

และกรมรถไฟหลวงเห็นว่า การก่อสร้างทางรถไฟมีความจำเป็นต้องใช้หินโรยทาง จึงวางแนวและดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไปลำเลียงหินที่บริเวณเขากระโดงและบ้านตะโก อันเป็นแหล่งระเบิดและย่อยหิน มีระยะทาง 8 กิโลเมตร ในช่วง 4 กิโลเมตรแรก มีผู้เป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 18 ราย มีความกว้างจากแนวกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ 15-20 เมตร

ส่วนอีก 4 กิโลเมตรต่อไปจนถึงบริเวณที่มีการระเบิดและย่อยหิน เป็นป่าไม้เต็งรังโปร่ง ไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยในช่วง 4 กิโลเมตรหลัง มีความกว้างจากแนวกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ 1,000 เมตร มีการจัดทำแผนที่และจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินระบุไว้ในแผนที่ด้วย ตามแผนที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมา ถึงอุบลราชธานี

ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กิโลเมตร 375-650 โดยข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดินได้จัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 842-876 / 2560 กรณีราษฎร 35 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟฯเพื่อขอออกโฉนด และเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 8019 / 2561 กรณีราษฎร 2 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟฯเพื่อขอออกโฉนด

โดยทั้ง 2 คดี ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นแนวเดียวกันพิพากษาว่า ที่ดินเป็นของการรถไฟฯ ไม่สามารถออกโฉนดได้ ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน ทั้งให้ชำระค่าเสียหายกับการรถไฟฯ

ซึ่งแนวของคำพิพากษาเป็นลักษณะชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตามแผนที่ทั้งแปลงจำนวน 5,083 ไร่ 50 ตารางวา เป็นพื้นที่ของการรถไฟฯ ห้ามผู้ใดเข้ามาบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์ได้ โดยถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้เป็นตามกระบวนการ

โดยตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11 ) พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

มาตรา 61 เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือจดแจ้งเอกสารรายการ จดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้

(ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด)

มาตรา 62 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดหรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย

จากข้อยุติที่เป็นข้อกฎหมายตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่สรุปว่าที่ดินบริเวณพื้นที่เขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ 50 ตารางวา เป็นที่ดินของการรถไฟฯโดยชอบตามกฎหมาย และตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายต้องดำเนินการสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดที่ออกโดยไม่ชอบ

ดังนั้น สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) จึงขอเรียนมายังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานของกรมที่ดิน เพื่อโปรดพิจารณาให้กรมที่ดินดำเนินการตามกฎหมายเพิกถอนเอกสารสิทธิกับผู้บุกรุกในพื้นที่บริเวณเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ทั้งหมด เพื่อรักษาไว้ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่สงวนหวงห้ามไว้ เพื่อประโยชน์ของกิจการรถไฟฯและประชาชนคนไทยต่อไป