ย้อนเส้นทางการเมือง “เอ๋ ปารีณา” ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462066

ย้อนเส้นทางการเมือง “เอ๋ ปารีณา” ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

25 มีนาคม 2564 – 14:27 น.

ย้อนเส้นทางการเมือง “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส. ราชบุรี ก่อนที่ ศาลฎีกา รับคำร้อง ป.ป.ช. พิจารณา ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

หลังจากที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่ง รับคำร้องยอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) ที่ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.เขต 3  จังหวัดราชบุรี และ มีคำสั่ง ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่  พร้อมนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง ในวันที่ 30  เม.ย. ที่จะถึงนี้ 

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

เส้นทางชีวิตทางเมืองของ  “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส. ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ  เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2548  ในสังกัดพรรคไทยรักไทย ตามรอยบิดา  “ทวี ไกรคุปต์” อดีต ส.ส. ราชบุรี  7 สมัย ที่ปูทางไว้ให้หลังจาก “ปารีณา” ลงจากเวทีนางงาม ต่อมา “ทวี” พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง จึงวางมือทางการเมือง และตัดสินใจส่งลูกสาว “ปารีณา” ลงสนามการเมือง ภายใต้สีเสื้อพรรคไทยรักไทย ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง “เอ๋ ปารีณา” ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี  และได้รับความไว้ใจ รับเลือกเป็น ส.ส. ราชบุรี ติดต่อกัน 4 สมัย  ในปี 2548 , ปี 2550 , ปี 2554 และ ปี 2562 ภายใต้สังกัดพรรค ไทยรักไทย จากนั้น ย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทย  พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ  ตามลำดับ 

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง หลังจากที่ “ปารีณา” จบการศึกษาระดับ ปริญญาเอก จากสหรัฐอเมริกา “ปารีณา” เคยเข้าประกวดนางสาวไทย ในปี 2544  โดยเข้ารอบ 10 คนสุด แต่ได้รับรางวัลอื่นพ่วงมาอีกหลายรางวัล ทั้ง นางงามมิตรภาพ ,นางงามขวัญใจภาคกลาง ,ขวัญใจประชาชน และยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว 

ในด้านชีวิตส่วนตัวของ “ปารีณา”  เคยผ่านการสมรส กับ นายอุปกิต ปาจรียางกูร  มีบุตรด้วยกัน 3 คน ก่อนที่จะหย่าร้างกัน

การทำงานในหน้าที่ ส.ส. เขต 3 ในพื้นที่ อ.โพธาราม และ อ.จอมบึง ในสายตาประชาชน “ปารีณา” ลงพื้นที่และช่วยงานชาวบ้านตามร้องขอและเป็นกันเอง รวมไปถึงเป็นคนคุยเก่ง ยิ้มเก่ง และทำตัวติดดิน ชาวบ้านแถวจอมบึง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส.ส.ที่ลงพื้นที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ 

“เอ๋ ปารีณา” เคยเรียกพาดพิงถึง “ช่อ พรรณิการ์ วาณิช” สมาชิกพรรค อนาคตใหม่ ในขณะนั้น  โดยใช้คำว่า “อีช่อ”   จนถูกทำให้สื่อสังคมวิจารณ์ว่าเป็นการใช้คำหยาบคาย ซึ่ง “ปารีณา” ให้เหตุผลว่า “อีช่อ” เป็นคำท้องถิ่นและเป็นคำที่ใช้ในบ้านของตน นอกจากนี้  ในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแท็กถึงปารีณามากมาย เช่น “#ปารีณาค้าอาวุธ” รวมถึงวิจารณ์การใช้คำผิด ๆ ของเธออีกด้วย 

ไม่เพียงเท่านี้้ “ปารีณา” ยังเคยโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นจนทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในกระแสสังคมอีกหลายครั้ง 

ปารีณา”  เคยโชว์สเต็ป เต้นผ่านแอปพลิเคชั่น “TikTok” และโชว์สกิลสำเนียงอังกฤษ ฝากข้อความถึง “มารีญา พูลเลิศลาภ” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017  ที่ออกมาแสดงความเห็นกรณี นายวันเฉลิม  แต่ชาวเน็ต กลับแสดงความเห็นในทำนองว่าฟังเธอพูดไม่รู้เรื่อง  

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

สำหรับ คดีรุกที่ป่าสงวน ของ “ปารีณา” นั้น เกิดขึ้นจากการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)ได้รวบรวมพยานจนมีหลักฐาน เข้าข่ายการกระทำความผิด “4 ข้อหา” ประกอบไปด้วย

1. ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และ 31 ร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

2. ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

3. ความผิดตามประมวลกฎหมายฐาน กระทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน บริเวณที่มีการประกาศหวงห้าม หรือ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน โดยกระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต

และ 4.ความผิดตาม พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 ร่วมกันประกอบกิจการน้ำบาดาลในเขตน้ำบาดาลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน ในเขตน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศึกเขากระโดง ลูกสาว “ปู่ชัย” สู้ “เพื่อนเนวิน” แพ้ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462052

ศึกเขากระโดง ลูกสาว “ปู่ชัย” สู้ “เพื่อนเนวิน” แพ้ไม่ได้

25 มีนาคม 2564 – 13:45 น.

ศึกเลือกตั้งเทศบาล จับตาสนามเขากระโดง “ลูกสาวกำนันชัย” จะโค่น “เพื่อนเนวิน” ได้หรือไม่ คอลัมนฺ์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
จู่ๆ ก็เป็นข่าวครึกโครม เมื่อสำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอข่าว “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า โผล่บุรีรัมย์มาช่วยหาเสียงให้ กาญจนา เขียวรัมย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

อุชษณีย์ หัวหน้ากลุ่มอิสาณรวมพลัง

มีข้อน่าสังเกต ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ทั่วประเทศ คณะก้าวหน้า ปรับกลยุทธ์การต่อสู้ในสนามท้องถิ่น โดยหันไปเล่น “เกมจรยุทธ์” กระจายผู้สมัครลงชิงชัยในสนาม “เทศบาลตำบล”     

อย่างเช่นกรณีส่งกาญจนา เขียวรัมย์ อดีตข้าราชการเทศบาลตำบลหนองตาด ชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด ซึ่งคู่แข่งก็คือ ณรงค์ ประพิณ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด เครือข่ายกลุ่มเพื่อนเนวิน     

ถัดจาก เทศบาลตำบลหนองตาด ไปทางทิศตะวันออกก็คือ เทศบาลตำบลอิสาณ ที่มีศึกเดิมพันศักดิ์ศรี “คนกันเอง” การต่อสู้จึงเข้มข้น และฝ่ายแชมป์เก่า จะแพ้ไม่ได้

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “ลูกสาวกำนันชัย”

++
ลูกสาวกำนันชัย
++
ในป้ายหาเสียง “อุชษณีย์ ชิดชอบ” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ ประกาศชัดว่าเป็น “ลูกสาวคนเดียวของกำนันชัย ชิดชอบ” ซึ่งเธอเป็นพี่สาวของเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม    

“อุชษณีย์” ย้ำว่า ตนผูกพันกับพื้นที่  ตำบลอิสาณมานาน เนื่องจากบิดาเป็นอดีตกำนัน ทำให้ซึมซับการทำงานของท้องถิ่นตั้งแต่เป็นเด็ก วันนี้มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงาน เพื่อพัฒนาตำบลอิสาณ ที่เป็นถิ่นฐานที่ครอบครัวชิดชอบ ได้ดูแลรับใช้พี่น้องชาวบุรีรัมย์ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 50 ปี     

หัวหน้ากลุ่มอิสาณรวมพลัง จึงชูคำขวัญ “สานต่อแนวคิดของพ่อกำนันชัย” และเดินหน้าหาเสียงอย่างจริงจัง เพื่อลบคำครหาว่า สู้ไม่จริง     

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “เพื่อนเนวิน”

ด้านคู่แข่งของ อุชษณีย์ ชิดชอบ ก็คือ “สุพจน์ สวัสดิ์พุทรา” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ หลายสมัย สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน     

“สุพจน์” เป็นเด็กสร้างของเนวิน และเป็นมือทำงานในพื้นที่ เพราะ ต.อิสาณ เป็นหัวใจของตระกูลชิดชอบ    

เทศบาลตำบลอิสาณ เป็น 1 ใน 8 เทศบาลตำบลที่อยู่ชายขอบ อ.เมืองบุรีรัมย์ และในการเลือกตั้งเทศบาลหนที่แล้ว นักการเมืองท้องถิ่น สาย “เพื่อนเนวิน” ยึดครองได้หมด    

แม้เทศบาลตำบลอิสาณ จะมีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 36.899 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 12,606 หลังคาเรือน แต่ทุกวันนี้ ต.อิสาณ กลายเป็น “ขุมทองธุรกิจท่องเที่ยวและกีฬา”อาทิ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ,สนามช้างอารีนา ,บุรีรัมย์ คาสเซิล, โรงแรมอมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฯลฯ    

มินับ บ้านใหญ่ศิลาชัย และโรงโม่หินศิลาชัย(1991) ที่อยู่ในพื้นที่ ต.อิสาณ มายาวนานเท่ากับอายุปู่ชัย     

ดังนั้น ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ ย่อมเป็นคนที่ “เนวิน ชิดชอบ” ไว้วางใจที่สุด และสวัสดิ์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารเทศบาลฯ มา 2 สมัยแล้ว 

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “เพื่อนเนวิน”

++
ที่ดินเขากระโดง
++
ช่วงนี้ ต.อิสาณ ยังมีเรื่องร้อนๆ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายค้านหยิบยกกรณีพิพาทที่ดินสองข้างทางรถไฟเขากระโดง มาถล่มรัฐบาลประยุทธ์     

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2564 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ทำหนังสือถึงนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. เรื่อง ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณที่ดินเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยขอให้การรถไฟฯ ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่ออกโดยไม่ชอบตามกฎหมาย    

โดยมีข้อมูลจากการอภิปรายไม่ไว้วางรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 18-19 ก.พ.2564 อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 2560 และปี 2561 ได้พิพากษาว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นที่ดินของการรถไฟฯ    

หากมีการเดินหน้าเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินจริง ย่อมส่งกระทบถึงฐานธุรกิจในพื้นที่ ต.อิสาณ และประชากรในเขตเทศบาลฯ จำนวนหนึ่งคงเดือดร้อนไปตามๆกัน    

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลตำบลอิสาณ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค.2564 จึงมีความสำคัญยิ่ง สำหรับกลุ่มเพื่อนเนวิน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461994

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

24 มีนาคม 2564 – 17:22 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ แทน รมต. ต้องคดี เตรียมฝ่าวิกฤติฝ่ายค้านชำแหละ 2 รมช. 2 รมว. ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ  แทน รมต.  ต้องคดี  เตรียมฝ่าวิกฤติฝ่ายค้านชำแหละ  2  รมช.  2  รมว.  ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปดวงแข็งสุด รมว.สาว กระทรวงศึกษาธิการ  ทั้งจังหวะ  และโอกาสส่งผลให้รับตำแหน่งท่ามกลางวิกฤติการเมือง ส่วนรมช.ชาย  น่าจะได้กระทรวงพาณิชย์  สินิตย์  เลิศไกร  เพราะจังหวะเหมือนไม้ส่งต่อ ได้นั่งเก้าอี้แล้วมั่นคง  ส่วนอีกสองตำแหน่งต้องจับตาให้แน่น  เพราะดวงชะตาเบียดเบียนให้อึดอัดใจที่ทั้งกระทรวงก็ตกดวงศัตรู  ไม่น่าโยกตำแหน่งช่วงมรสุม  ที่จะมีโอกาสวุ่นวายได้

ซินแสเข่ง อาจารย์ ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ผ่าดวง วิกฤติ รัฐบาลประยุทธ์  2 / 4  ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป  ทั้งดวงตกเป็นศัตรู  โยกคราวนี้จะราบรื่นหรือไม่ต้องจับตา  รมช. วีรศักดิ์  รมต. กระทรวงคมนาคม  แทนคุณถาวร  ตกดวงเส้นทางไม่ราบรื่นเท่าที่ควรมีดวงขัดแย้ง  แตกแยกวุ่นวานสับสน ก่อให้เกิดการปะทะ  ทั้งการบริหารงาน  เส้นทางไม่ราบรื่น  เจอแต่อุปสรรคที่จะต้องแก้ไข  อีกทั้งเส้นทางกระทรวงก็ไม่ใช่ของท่านวีรศักดิ์

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

ส่วน  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คุณชัยวุฒิ  มาคราวนี้ตกดวงชะตาเจอปัญหา  เบียดเบียน  ให้เดือดเนื้อร้อนใจ  สร้างความอึดอัดกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง   ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน  อีกทั้งมีเรื่องจากบุคคลอื่นที่สร้างปัญหาในเรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว  แต่งานนี้ดิจิทัล  ไม่ใช่งานของ  ท่านชัยวุฒิแน่นอน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

 แต่ รมช.  สินิตย์  เลิศไกร  ช่วย กระทรวงพาณิชย์  ก็ถือว่าเป็นจังหวะและโอกาส ได้ทั้งวัน   เดือน  ปี   เกิด  ส่งผลในตำแหน่งหน้าที่การงานเสริมดวงชะตาให้มั่นคงให้เกิดขึ้น เพราะได้ทั้งโอกาสและได้ทั้งกระทรวง  ที่สามารถนำพาความสำเร็จให้ไปยังเป้าหมายของกระทรวงได้สำเร็จ  

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

แต่ผู้ที่เหมือนโชคดีได้รางวัลที่ 1  เป็นของกระทรวงศึกษาธิการ  คุณตรีนุช  จะกล้วยจะหอมหวานอย่างไร  เมื่อโอกาสมาถึงตามจังหวะก็ต้องรับไว้ก่อน  แต่อุปสรรคที่จะต้องแก้ไขต่อจากท่านณัฏฐพล  นั้นมีมาก  หรือพูดง่ายๆว่าต้องอดทนเมื่อดวงท่านรับกับงานนี้แล้ว  ก็ต้องลุยให้ถึงที่สุด  เพราะบาดแผลหลายแห่งที่มากอดีตนั้นมีมากกว่า  แต่ถึงอย่างไรก็ท่านตรีนุชก็มีความพยายามอยู่แล้วก็ภาวนาให้ท่านทำให้สำเร็จดั่งที่ตั้งใจไว้ให้ทุกประการ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

ซินแสเข่ง   ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการเลือกรัฐมนตรีที่จะสามารถบริหารกิจการ ของกระทรวง ให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นนั้น บางครั้งก็ต้องดูว่ารัฐมนตรีท่านนี้ ท่านมาถูกทางหรือไม่ ถ้าหากว่ามาไม่ถูกทางการที่จะบริหารงานไปสู่ความสำเร็จนั้นก็คงจะเป็นไปได้ยากแต่ถ้าหากว่า ท่านรัฐมนตรีเลือก ในกระทรวงที่ถูกทางก็จะมีโอกาสส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ อีกทั้งปัจจัยสำคัญของรอบอายุ   ในช่วงจังหวะรอบอายุรอบอายุต้องไม่เข้าเคราะห์   หรือเจอปีปะทะให้ร้ายขัดแย้งแตกแยก  ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการบริหารงานของกระทรวงนั้นๆให้ผ่านพ้นไปได้

โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35 สามัคคี ‘สี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461989

โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี ‘สี’

24 มีนาคม 2564 – 17:07 น.

มาแล้ว สามัคคีทุกสี “ม็อบไล่ประยุทธ์” ยึดแคมเปญตะเพิดคนตระบัดสัตย์ เหมือนพฤษภา 2535

++
    ไม่เกี่ยวกับม็อบราษฎร ม็อบรีเด็ม ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หากแต่เป็นเรื่องคนรุ่นใหญ่ ผ่านสมรภูมิบนท้องถนนมาแล้ว ทั้งเดือนพฤษภา 2535, ม็อบเสื้อเหลือง, ม็อบเสื้อแดง และม็อบ กปปส.
    เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2564 อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แถลงว่า ในวันศุกร์ที่ 26 มี.ค.2564 ญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ และ 30 องค์กรประชาธิปไตย จัดกิจกรรม “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ให้ภาคประชาชนร่วมหาทางออกให้ชาติบ้านเมือง ณ  ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าว ถนนสามเสน 

 โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี 'สี'

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ 

    สำหรับรายชื่อวิทยากรที่จะเข้ามาร่วมงานในวันนั้น เรียกได้ว่าเป็นงาน “สามัคคีสี” เริ่มจาก
โดยมีวิทยากร อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์  ประธาน นปช. ,สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, ธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง. ,ปรีดา เตียสุวรรณ์  เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม และวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน 
    ดูหน้าตาวิทยากรแล้ว ก็ล้วนแต่คนคุ้นเคยกันมา ตั้งแต่ยุคก่อนแบ่งขั้วสี “เหลือง-แดง”  

++
โมเดลพฤษภา 35
++
    ด้าน “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ย้อนรอยพฤษภาทมิฬ 35 ว่า หน้าประวัติศาสตร์เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น มาจากการ “ตระบัดสัตย์” เพียงเรื่องเดียว จึงทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาขับไล่ แล้วอำนาจจึงพังพาบลงไป ส่วนขณะนี้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปนั้น เป็นเพราะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมมีขบวนการสมคบคิดขัดขวางร่างแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไม่รับผิดชอบ เท่ากับเป็นการตระบัดสัตย์ต่อสัจวาจาที่ให้กับประชาชน
    “ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมาจัดการแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ยาวนานที่สุดในประเทศ หากทำให้สิ่งที่ถูกต้อง ประชาชนเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ จะอยู่เป็นชาติไม่มีใครว่า แต่เมื่อตระบัดสัตย์แล้วยังอยู่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะเป็นคนไทย”
    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหลอมรวมหัวใจคนไทยทั้งชาติ อาจไม่ได้เห็นด้วยกันหมด ส่วนขบวนการต่อไปนี้ต้องเปิดกว้างกันมากที่สุด แม้เราเคยเจ็บปวด มีความร้าวรานมากันทั้งนั้น แต่เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพอย่างนี้อีกต่อไปไม่ได้
    สรุปว่า บนท้องถนนจะมี “ม็อบเด็ก” ที่ยังยืนหยัดในแนวทางเดิม ที่เน้นการปฏิรูปสถาบันฯ และ “ม็อบผู้ใหญ่” ที่ไล่ประยุทธ์อย่างเดียว ไม่แตะเรื่องสถาบัน

 โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี 'สี'

จตุพร สามัคคีทุกสีเสื้อ

++
สภาที่ 3
++
    การรวมตัวกันของอดีตนักเคลื่อนไหวพฤษภา 2553 นั้น เริ่มต้นที่ “สภาที่ 3” เมื่อกลางปี 2563 โดยมี “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เป็นผู้ประสานงาน และได้มีการจัดเวทีสาธารณะสภาที่ 3 (The Third Council Speak) อยู่หลายหนแล้ว
    เวลานั้น “อดุลย์” ให้สัมภาษณ์สื่อว่า กลุ่มสภาที่ 3 ไม่มีแนวคิดล้มรัฐบาล แต่วิทยากรที่เชิญมาพูดในเวที จะช่วยให้คำแนะนำและสะท้อนความคิดเห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจส่งต่อไปยังรัฐบาล
    ในวาระครบรอบ 28 ปี เหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 “อดุลย์” ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยฉันทามติของรัฐสภาและประชาสังคมร่วมกันในอนาคต และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามเสียงเรียกร้องของประชาชน
    ระยะหลัง “อดุลย์” และ “ตู่ จตุพร” ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยครั้งขึ้น อาจเรียกได้ว่า นับแต่เสร็จศึกเลือกตั้ง “ตู่” ก็ถอยออกจากพรรคเพื่อชาติ และมาพบปะ “เพื่อนพ้องน้องพี่” คนรุ่นพฤษภา 35 และนักกิจกรรมผู้อาวุโส แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง
    โปรดติดตาม “ม็อบผู้ใหญ่” ไล่ประยุทธ์ จะไปได้ไกลแค่ไหน? และจะหลอมรวมกับ “ม็อบเด็ก” ได้หรือไม่?

ธิดาโพลล์อนาคต ‘นปช.’ ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461979

ธิดาโพลล์อนาคต ‘นปช.’ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

24 มีนาคม 2564 – 15:24 น.

เปิดแล้ว “ธิดาโพลล์” คนเสื้อแดงเสียงข้างมาก อยากให้เปลี่ยนแกนนำ แต่ก็เปลี่ยนไม่ได้

++
    ปลายปีที่แล้ว มีกระแสเรียกร้องจากคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน นปช. เนื่องจาก “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ มีทัศนะที่เป็นลบต่อกลุ่มราษฎร กลุ่มเยาวชนปลดแอก และไปหาเสียงนายก อบจ.เชียงใหม่ ช่วยบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ แข่งกับคนของพรรคเพื่อไทย 
    “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธานที่ปรึกษา นปช. ซึ่งในปัจจุบัน คุมสื่อออนไลน์ “ยูดีดีนิวส์” จึงริเริ่มทำการสำรวจความเห็นคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เกี่ยวกับอนาคตองค์กร นปช. 
    ทำไมต้องเป็น “ยูดีดีนิวส์”? คำตอบคือ ยูดีดีนิวส์ มีช่องทางสื่อสารครบ ทั้ง Twitter,Blog ,Facebook ,Youtube, Telegram, Tik Tok เป็นต้น 

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

ธิดา สมัยเป็นประธาน นปช.

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2564 อาจารย์ธิดา ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความเห็นของคนเสื้อแดงดังนี้
    ชุดที่ 1 เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเสรีผ่านโซเชียลมีเดียของสมาชิก นปช. และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย “ยูดีดีนิวส์” ถือเป็นภารกิจในการทำหน้าที่สื่ออย่างสร้างสรรค์ จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจาก Line ยูดีดีนิวส์, Facebook เพจยูดีดีนิวส์, เพจ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, เพจ จตุพร พรหมพันธุ์, เพจ นพ.เหวง โตจิราการ โดยเริ่มรวบรวมความคิดเห็นตั้งแต่วันที่มีการเปิดประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่  27 ธ.ค. 63 ถึง 10 ม.ค. 64 จำนวนทั้งสิ้น 1,183 ความเห็น

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

วันนี้ ธิดายังมีบทบาทคุมสื่อ UDD news

    จากความคิดเห็นเหล่านี้ ยูดีดีนิวส์ สามารถแยกได้เป็น 2 ประเด็นหลัก ๆ คือแสดงความเห็นเรื่อง “ยุบ” หรือ “ไม่ยุบ” องค์กรนปช. และปัญหาการนำองค์กรโดยเน้นไปที่ตำแหน่งประธาน นปช. ซึ่งสรุปผลได้ ดังนี้
    1.การดำรงอยู่ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
    -ไม่ควรยุบ 960 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 95.7
    -ควรยุบ  43 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ   4.3
    2.ปัญหาการนำองค์กรโดยเน้นที่ตำแหน่งประธานนปช.
   – ควรเปลี่ยน 937 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 99.9
   – ไม่ควรเปลี่ยน 1 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ   0.1 

ข้อมูลชุดที่ 2 จากแบบสอบถามสู่ Google Form
    เพื่อให้เป็นระบบในการประมวลผลมากขึ้น “ยูดีดีนิวส์” ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์โดย Google Form ได้มีการตั้งคำถามใน 3 ประเด็น และสามารถมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้ด้วย โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 64 ถึง 12 มี.ค. 64 จำนวนทั้งสิ้น 2,169 ความเห็น
    1.ท่านคิดว่าควรยุบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่?
    -ไม่ควรยุบ 2,017 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 95.4
    -ควรยุบ 97 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 4.6
    2.ควรปรับเปลี่ยนคณะนำของ นปช. หรือไม่?
    -ควรเปลี่ยน 1,816 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 89.1
    -ไม่ควรเปลี่ยน 223 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 10.9
    3.ท่านเห็นด้วยกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ของ นปช. คือ การเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็น ของประชาชนไทยอย่างแท้จริง และนโยบาย 7 ข้อของ นปช. หรือไม่?
    -เห็นด้วย 1,894 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 91.5
    -ไม่เห็นด้วย 177 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 8.5

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

ตัวอย่างผลโพลล์ นปช.

    สรุป อาจารย์ธิดาก็บอกผ่านยูดีดีนิวส์ว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า “ยูดีดีนิวส์” จะเป็นผู้ตัดสินการดำรงอยู่ขององค์กร นปช. แต่อย่างใด เป็นเพียงการนำข้อมูลที่มวลสมาชิก นปช. , คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย และประชาชนทั่วไปที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อ นปช. เสนอต่อสาธารณชนเพื่อทราบต่อไป
    พูดง่ายๆ องค์กร นปช.ยังดำรงอยู่ แถม จตุพร และผองเพื่อน ยังเป็นแกนนำ นปช.ต่อไป

“ครูเหน่ง” เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461949

“ครูเหน่ง” เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

24 มีนาคม 2564 – 11:39 น.

สระแก้วยุคกำนันกี “ตรีนุช” เข้าป้าย “เสมา 1” ตามสโลแกน “ไปกับลุงป้อม ไปได้ไกล” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เป็นครั้งแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี 3 รัฐมนตรีหญิง ประกอบด้วย “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ และ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  รู้จัก “ตรีนุช” “เทียนทอง” ยุคใหม่บูรพาพยัคฆ์การเมือง

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

ครูเหน่ง สระแก้ว

คนแถวภาคตะวันออกแอบแซวเล็กๆ “รัฐมนตรีว่าการ สระแก้ว รัฐมนตรีช่วย ปราจีนบุรี” นั่นหมายถึง ครูเหน่ง คนสระแก้ว และครูโอ๊ะ คนปราจีนฯ    

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป 2544 “ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทอง ในฐานะหัวหน้าซุ้มวังน้ำเย็น เพิ่งยกกำลังพลมาอยู่พรรคไทยรักไทย จึงส่งหลานสาว “เหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง ลงสนามสระแก้วเป็นหนแรก โดยก่อนหน้านั้น ก็มีหลานชาย “หนึ่ง” ฐานิสร์ เทียนทอง เป็น ส.ส.มา 2 สมัยแล้ว    

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หนึ่ง-ฐานิสร์ ได้เป็น รมช.อุตสาหกรรม และ รมช.มหาดไทย โควต้าเสนาะ เทียนทอง แต่วันนี้ เหน่ง-ตรีนุช เป็น รมว.ศึกษาธิการ โควต้าบ้านป่ารอยต่อฯ    

วันที่สองพี่น้อง “หนึ่ง-เหน่ง” ก้าวออกจากร่มเงา “ป๋าเหนาะ” พวกเขาเขียนคำขวัญไว้ว่า “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” และชั่วโมงนี้ ตระกูล “เทียนทอง” สายกำนันกี ก็ไปได้ไกลจริงๆ 

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

กำนันกี ขวัญเรือน เทียนทอง

++
คุณแม่ลูกหนึ่ง
++
“ตรีนุช” วัย 49 ปี ลูกสาวของพิเชษฐ์ เทียนทอง และขวัญเรือน เทียนทอง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการเงินการลงทุน และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Western Illinois University สหรัฐอเมริกา เธอสมรสกับ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข มีบุตรชาย 1 คน    

ชีวิตการเมืองของ “เหน่ง-ตรีนุช” ส.ส.สระแก้ว 5 สมัย แยกเป็นพรรคไทยรักไทย 2 สมัย, พรรคประชาราช 1 สมัย, พรรคเพื่อไทย 1 สมัย และพรรคพลังประชารัฐ    

“ป๋าเหนาะ” คือผู้มีพระคุณที่ให้โอกาสเธอได้เป็น ส.ส. แต่ผู้ที่เป็นต้นแบบทางการเมืองของเธอ ต้องยกให้มารดา “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว     

“กำนันกี” แห่งบ้านใหญ่เขาฉกรรจ์ เป็นผู้ดูแลฐานเสียงให้ “ป๋าเหนาะ” มายาวนาน และเป็นคนปั้นลูกชายลูกสาวมาแต่ก้าวแรกบนถนนการเมือง     

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

ส.ส.เหน่ง เจอป้ายหาเสียงสมัยแรก

เลือกตั้งทั่วไปปี 2562 “กำนันกี” ตัดสินใจครั้งสำคัญ ทำเอาคนสระแก้วช็อกเล็กๆ เมื่อ “หนึ่ง-เหน่ง” ทิ้งป๋าเหนาะ ทิ้งพรรคเพื่อไทย ตามคำแนะนำของมารดา     

อย่าลืมว่า สระแก้วคือเมืองทหาร โดยเฉพาะ “3 ป.” ก็เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ. ที่รับผิดชอบปราจีนบุรี และสระแก้ว ย่อมมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูล “เทียนทอง” มาแต่ยุคเสนาะ เทียนทอง จนถึงยุคกำนันกี    

การเลือกตั้ง ส.ส.สระแก้วครั้งที่แล้ว จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง “เทียนทอง” สายป๋าเหนาะ กับ “เทียนทอง” สายกำนันกี ปรากฏว่า สายป๋าเหนาะแพ้ราบคาบ    

เมื่อเข้ามาเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ สองพี่น้องจากสระแก้ว ก็ไม่ได้ไปขึ้นตรงกับมุ้งไหน ซุ้มไหน เพราะเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อ” 

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

หนึ่ง-เหน่ง สองพี่น้องตระกูลเทียนทอง

++
หวยออกสระแก้ว
++
ช่วงการปรับ ครม. “ประยุทธ์2/4” มีแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐพอสมควร เพราะหลายก๊กหลายก๊วน เริ่มขยับดันคนตัวเองเข้าไปแทนตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้กองธรรมนัส และกลุ่มสามมิตร    

ในที่สุด “พี่น้อง 3 ป.” คุยกัน เพื่อสยบคลื่นลมในพรรค จากนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ส่งชื่อ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กับ ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว ไปให้นายกรัฐมนตรี แม้จะมีเสียงทักท้วงบ้าง แต่ก็ไม่มีกล้างัดข้อกับลุงป้อม     

เดิมที มีข่าวชัยวุฒิ จะไปดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และตรีนุช จะไปนั่งเป็น รมว.วัฒนธรรม แทนอิทธิพล คุณปลื้ม ที่จะโยกไปเป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แต่ดูเหมือน “ชัยวุฒิ” จะเป็นของแสลง ของร้อนที่กระทรวงศึกษาฯ หวยเลยไปออกที่ตรีนุชแทน    

เหตุปัจจัยหลักที่ทำให้ “ตรีนุช” กลายมาเป็น “ครูเหน่ง” หรือ “เสมา 1”     

ประการแรก ความเป็น “เทียนทอง” ยุคไร้เงาเสนาะ และชัยชนะทั้งในสนามเลือกตั้ง ส.ส. และนายก อบจ.สระแก้ว เป็นสิ่งที่ “3 ป.” ต้องตอบแทน และยึดบ้านใหญ่เขาฉกรรจ์ไว้เป็นฐานการเมืองในอนาคต    

ประการที่สอง ความประสงค์ส่วนตัวของลุงป้อม ที่จะสยบแรงกระเพื่อมภายในพรรค ระหว่างก๊กต่างๆ    

ประการที่สาม หากดัน “ชัยวุฒิ” เป็น รมว.ศึกษาธิการ ก็เหมือนเงาของ “ตั้น กปปส.” จะเป็นตำบลกระสุนของกลุ่มนักเรียนเลว และกลุ่มราษฎร จึงต้องดัน “ตรีนุช” ขึ้นมา      

ส่วนเรื่องความสามารถในการบริหารงานด้านการศึกษา ก็ดูว่า “ครูเหน่ง” จะมีใครเป็นทีมงานบ้าง

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/461901

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

23 มีนาคม 2564 – 18:53 น.

จับตากะเหรี่ยงสายแข็ง กองพลที่ 5 ตัวแปร “กองทัพสหพันธรัฐ” หลังเบรกการส่งเสบียงทหารเมียนมา

กรณีสำนักข่าวชายขอบ อ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า มีกลุ่มคนฝั่งไทยจำนวนหนึ่งได้จัดส่งมอบข้าวสารและเสบียงอาหารให้แก่กองกำลังทหารเมียนมา ที่ตั้งที่ฐานปฏิบัติการอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน โดยเป็นข้าวสารจำนวนอย่างน้อย 700 กระสอบ 

โดยข้าวสารจำนวนดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งในตอนแรก ไม่มีผู้ใดแสดงความเป็นเจ้าของข้าวสาร ทั้งทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยง ต่อมา ฝ่ายทหารเมียนมา เขต จ.ผาปูน ก็ยอมรับว่า เป็นเสบียงอาหารของทหารเมียนมา ที่ถูกส่งมาให้ทหารที่ประจำการแถวนั้น

เหตุที่ทหารเมียนมา ไม่ยอมมาขนข้าวสารไป เพราะนายพาโดมานมาน โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ประจำกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) กองพลน้อยที่ 5 พื้นที่ จ.ผาปูน หรือมูตรอ (Mutraw) ได้ออกคำประกาศกรณีกองทัพเมียนมาภาคตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งข้าวสาร 700 กระสอบ พร้อมด้วยเนื้อกระป๋อง น้ำมันพืช และใบชาแห้งถูกลำเลียง โดยรถยนต์บรรทุกจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ไปส่งที่ริมชายหาดแม่น้ำสาละวิน ด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้เพื่อส่งให้ทหารเมียนมาตามฐานปฏิบัติการริมแม่น้ำสาละวินนั้น ทางกองพลน้อยที่ 5 จะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น หากเสบียงอาหารทั้งหมดผ่านไปยังพื้นที่ของ KNU

พูดง่ายๆว่า ถ้าทหารเมียนมา มาขนเสบียงจากริมฝั่งสาละวิน ก็จะผ่านพื้นที่ของ KNLAกองพลน้อยที่ 5 ซึ่งทหารกะเหรี่ยงไม่ยอมให้ผ่านอยู่แล้ว ดังคำประกาศข้างต้น

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

        กองพลน้อยที่ 5 จัดงานวันปฏิวัติกะเหรี่ยง เมื่อปลายเดือน ม.ค.64

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
รบสิบทิศ76 ปี ‘ตั๊ดมะด่อ’ผ่า 6 กองทัพภาค

KNU สายแข็ง 

ดังที่ทราบกัน สภาพการนำภายในสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน มี พล.อ.มูตูเซพอ ตู เซพอ ซึ่งเป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเต็งเส่ง มาตั้งแต่ปี 2555

กลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 7 ตัดสินใจเจรจาสันติภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา รวมทั้งปฏิรูปทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ด้านกลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.ผาปูน หรือ จ.มูตรอ นำโดยนอว์ซิปโปรา เส่ง รองประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง โดยแกนนำสำคัญในกลุ่มนี้คือ พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 5 

กลุ่มกองพลน้อยที่ 5 ไม่ไว้ใจในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา และเรียกร้องให้เมียนมาเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

                           ทหารกะเหรี่ยงกองพลน้อยที่ 5
 

                                      ทหารหญิงกะเหรี่ยง

อย่างไรก็ตาม กองพลน้อยที่ 5 ได้ร่วมลงนามหยุดยิง ช่วงที่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในปี 2559 เพราะประเมินว่า อองซานซูจี จะผลักดันให้แผนสันติภาพมีความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564 ตรงกับวันครบรอบปีที่ 72 ของการปฏิวัติกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ในพื้นที่หมู่บ้านทีลอ ซิ ท่า อ.แดวโล จ.มือตรอ 

พล.ต.จอ มื่อ ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 5 กล่าวว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ เรามีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ด้วยการพูดคุย ด้วยแนวทางทางการเมือง แต่ไม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเมียนมา ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยและพัฒนาแนวทางสันติภาพอีก 

หลัง พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ก่อการรัฐประหาร ชาวกะเหรี่ยงใน จ.มือตรอ หรือ จ.ผาปูน ได้จัดการชุมนุมต่อต้านเผด็จการ โดยการสนับสนุนของ KNLA กองพลน้อยที่ 5

ขณะที่พรรคเอ็นแอลดี พยายามแสวงหาความร่วมกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อยุติระบอบการปกครองโดยกองทัพเมียนมา ปรากฏว่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ให้การตอบรับข้อเสนอจากพรรคเอ็นแอลดี ด้วยความกระตืนรือล้น

ตัวแทนของพรรคเอ็นแอลดี กำลังขายฝันเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” ต่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อต่อกรกับทหารเมียนมา และปกป้องประชาชนให้พ้นเงื้อมมือเผด็จการ 

น่าจับตา KNLA กองพลน้อยที่ 5 อาจเป็นกองกำลังสหพันธรัฐชุดแรกๆ ที่ร่วมกับประชาชนเมียนมาลุกฮือล้มการปกครองเผด็จการทหาร

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. “หลักการปล่อยชั่วคราว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461867

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. “หลักการปล่อยชั่วคราว”

23 มีนาคม 2564 – 13:53 น.

“โฆษกศาล” ทำความเข้าใจ ปชช.กระบวนการปล่อยชั่วคราว เผยสถิติย้อนหลัง 4 ปีศาลเน้นปล่อย ขังเท่าที่จำเป็น ชี้ หากยื่นเเล้วยังไม่ได้ประกันต้องยื่นเหตุผลใหม่ หักล้างคำสั่งได้ ออกเครื่องมือลดเหลื่อมล้ำ ลดเงื่อนเวลาเปิด 24 ชั่วโมง ยกเคสบางกลอยใช้ทุกเครื่องมือ

การขับเคลื่อนนโยบาย 5 ส. คือ เสมอภาค-สมดุล-สร้างสรรค์-ส่งเสริม-ส่วนร่วม ของนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ที่จุดมุ่งหมาย การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิในการขอประกันตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปล่อยตัวชั่วคราว(หลังได้รับการประกันตัว) ศาลยุติธรรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ครั้งนายไสลเกษ วัฒนพันธ์ เป็นประธานศาลฎีกา ที่ได้วางนโยบายที่เรียกว่า ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นทุกขั้นตอน

การปล่อยชั่วคราวก็คือ การไม่ขังถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ โดยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เข้าถึงโอกาสที่ขอประกันตัวต่อศาลได้มากขึ้นและง่ายขึ้น

จะเห็นว่าการขอประกันตัวของชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ได้ตั้งแต่ชั้นตำรวจ ถึงชั้นศาล กฎหมายให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 48 ชั่วโมง จากนั้นต้องนำตัวมาฝากขังต่อศาลจนกว่าจะฟ้องหรือพิจารณาคดีเสร็จ ฉะนั้น ระยะเวลาที่จะถูกคุมขังอยู่ในอำนาจศาลจึงค่อนข้างยาวนาน การปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวในชั้นศาลจึงมีความสำคัญกว่า เพราะว่าถ้าไม่ได้ประกันตัวในชั้นศาลก็จะถูกคุมขังนานกว่าขั้นตอนของตำรวจ

ที่ผ่านมา การขอประกันตัวของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม มักต้องใช้หลักประกัน ไม่ว่า เงินสด ที่ดิน หรือหลักทรัพย์อื่น แต่พอต้องใช้หลักประกัน ก็ทำให้ชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่มีหลักทรัพย์ กลายเป็นไม่มีโอกาสขอประกันตัว หมายถึงไม่ได้ขอประกันตัวเลย ไม่ใช่ศาลไม่ให้ประกันนะ แต่เขาไม่ยื่นขอประกัน ฉะนั้นถ้ายังยึดติดกับการใช้หลักทรัพย์ในการขอประกันตัว คนกลุ่มนี้ก็ไม่มีโอกาสใช้สิทธิขอประกันตัว

จุดนี้จึงกลายเป็นโจทย์ของนโยบายประธานศาลฎีกา ว่าจะทำอย่างไร ให้การขอประกันตัวง่ายขึ้นและก็ไม่ต้องไปติดยึดกับการใช้หลักประกัน ศาลจึงปักหลักตั้งต้นจากจุดนี้ก่อน 

เรื่องที่ 2 คือ “เวลา” ที่เป็นข้อจำกัด เมื่อการทำงานมีวันหยุด แต่โอกาสที่ชาวบ้านจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยและถูกคุมขังในระหว่างการดำเนินคดีอาญาไม่ได้มีวันหยุดด้วย หากถูกจับตัววันเสาร์ก็ถูกคุมขังตั้งแต่วันเสาร์ แต่วันอาทิตย์ราชการไม่มีใครทำงาน ศาลก็ปิดทำการ จะเปิดทำการอีกครั้งก็วันจันทร์ จึงยังเป็นสุญญากาศเรื่องเวลา นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา ในขณะนั้นจึงมีนโยบายที่เรียกติดปากว่าความยุติธรรมไม่มีวันหยุด  ทุกวันนี้ศาลยุติธรรมเปิดทำการให้ประชาชนสามารถมายื่นขอขอประกันตัวได้ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

แต่ถึงเเม้ไม่มีวันหยุดก็จริง ก็ยังมีเวลาหยุดหลัง 16.30 น. ในตอนกลางคืนศาลปิดยื่นขอประกันไม่ได้แล้ว นางเมทินี ประธานศาลฎีกาปัจจุบัน จึงต่อยอดให้มีการยื่นขอประกันตัวออนไลน์ ทำให้เเม้หลัง 16.30 น. ศาลปิดทำการแล้ว แต่ระบบบริการออนไลน์ของศาลเปิดตลอด 24 ชั่วโมง  ชาวบ้านสามารถยื่นขอประกันได้ทางออนไลน์ หลัง 18.30 น. จนถึงเช้าก่อน 08.30 น. ก็สามารถยื่นเข้ามาได้ตลอดเวลา พอ 08.30 น. เมื่อศาลเปิดทำการก็จะได้พิจารณาคำขอประกันได้ทันที

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ปล่อยตัว 15 แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา (30 พ.ย.)

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ปล่อยตัว 18 แกนนำ ‘ราษฎร’ จากกรณีชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย -สาดสี เมื่อ 13 ต.ค.2563

ยกระดับเป็นการประกันตัวแบบไม่มีเวลาหยุด ที่ประชาชนสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตรงนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องเวลาหมดไปเปราะหนึ่ง

มาถึงตรงนี้ เราขอย้อนไปดูปัญหาเรื่องการที่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เพราะถ้ายังก้าวไม่ข้ามปัญหานี้ก็จะแก้ปัญหาเรื่องโอกาสประกันตัวได้ยาก แม้จะเปิดให้ขอประกันได้ 24 ชั่วโมง คนกลุ่มเดิมคือกลุ่มที่ไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์ก็จะไม่ได้ขอประกันตัวอยู่ดี เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องเวลาสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้ แต่เป็นเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ เราต้องแก้ให้ถูกจุด จึงต้องทราบก่อนว่าหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ศาลจะให้ประกันตัว หรือไม่ให้ประกันตัว อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108-108/1 เป็นเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาในการปล่อยชั่วคราว

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การให้หรือไม่ให้ประกัน กฎหมายให้ศาลใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ให้ดูความหนักของข้อหา ดูว่าปล่อยไปแล้วจะหลบหนีหรือเปล่า จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอย่างอื่นไหม นี่เป็นเกณฑ์ของกฎหมายที่ศาลใช้พิจารณาคำขอประกันทุกเรื่องซึ่งต้องอาศัยข้อมูล

ที่ผ่านมา ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิธีให้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันเอาไว้ นอกจากนี้ กระบวนการยื่นคำขอประกันจะต้องยื่นคำร้องต่อศาล ต้องกรอกข้อมูลหลายอย่าง ต้องมีเอกสารเช่น ภาพถ่าย แผนที่ สำเนาโฉนดที่ดินแนบมาประกอบ  ปกติคนยื่นคำร้องขอประกันให้จะเป็นญาติหรือคนรู้จัก  ลองนึกภาพว่า ถ้าคนที่ถูกจับมาคนเดียวไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อนตามมาด้วย ก็อาจไม่ได้ขอประกันเพราะไม่มีคนมาติดต่อยื่นให้ จะยื่นเองก็ทำไม่เป็น ยิ่งต้องใช้เอกสารอีกเยอะแยะ เผลอๆ ถูกจับมาบัตรประชาชน ยังไม่ได้พกติดตัวมาเลย  

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"
ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

อุปสรรคมากมายไม่ว่าเรื่องที่ต้องใช้หลักประกัน ข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ หรือความยุ่งยากในขั้นตอนการทำคำขอประกันหรือเอกสารที่ต้องใช้  ชาวบ้านบางคนอาจเขียนหนังสือไม่ถนัด ตอนนี้ทุกศาลจึงมีคำร้องขอประกันที่สามารถเขียนเองง่าย ๆ แค่เขียนชื่อตัวเองหรือพิมพ์ลายนิ้วมือและไม่ต้องแนบเอกสารอะไรมาเลย  เราเรียกกันว่าคำร้องใบเดียว ให้ทุกคนยื่นคำขอประกันได้เอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมายื่นให้ก็ได้   คำร้องใบเดียวเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้ในการขยายโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญามีสิทธิได้รับประกันตัว

เมื่อก่อน การให้วางหลักประกันในการประกันตัวเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่หนี การหนีหรือไม่หนีเป็นเรื่องความเสี่ยงของเหตุการณ์ในอนาคต เราต้องแก้ตรงต้นเหตุ ว่าทำอย่างไรให้ศาลมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอที่จะประเมินว่าคนไหนเสี่ยงจะหนีหรือไม่หนี เสี่ยงต่ำ เสี่ยงสูง เป็นการประเมินความเสี่ยงคือการเอาข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน มาประกอบเพื่อทำนายอนาคตนั่นเอง เช่น คนนี้ถูกจับมาฝากขัง ศาลก็ดูข้อมูลในอดีตว่าเคยทำผิดอะไรมาก่อนหรือไม่ มีครอบครัวมีที่อยู่หลักแหล่ง หน้าที่การงานเป็นอย่างไร เอาสิ่งเหล่านี้มาประกอบหรือประเมินด้วยวิธีการทางสถิติว่าคนนี้ถ้าให้ประกันตัวไปมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีสูงหรือจะไปยุ่งกับพยานหลักฐานมากน้อยขนาดไหน 

ตรงนี้คือการประเมินความเสี่ยงซึ่งเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ทุกศาลมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินความเสี่ยงมาจาก 3 แหล่งหลัก ๆ คือ 1. ข้อมูลจากฐานข้อมูลของศาลเอง เช่น ประวัติคดีอื่นว่ามีคดีจากที่อื่นหรือไม่ 2.ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเอง เช่น ข้อมูลส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่ อาชีพ 3.ข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น หน่วยงานราชการ ประวัติการคุมประพฤติ หรือถามความเห็นจากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว นำข้อมูลที่ได้จากทั้ง 3 ส่วนมาประกอบประเมินค่าความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับไหน เพื่อประกอบดุลพินิจของศาลว่าควรให้ประกันตัวหรือไม่และถ้าจะให้ประกัน  จะต้องให้วางหลักประกันหรือไม่  หรือควรมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่   การประเมินความเสี่ยงถือเป็นเครื่องมือประเมินที่ศาลนำมาใช้เพื่อลดการใช้หลักประกัน เพราะปัญหาที่เราพูดกันคือการใช้หลักประกัน ถ้าเป็นคนยากจนก็เข้าไม่ถึงโอกาสขอประกันตัว แต่ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้วไม่มีปัญหาศาลก็ปล่อยได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อะไรมาประกันตัวเลย

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

อีกเครื่องมือหนึ่ง ที่ศาลใช้เกี่ยวกับการประกันตัวคือ การใช้กำไล EM ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ประเมินความเสี่ยงแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยบางคนหากดูแล้วค่อนข้างที่จะมีความเสี่ยงหรือมีความจำเป็น ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขการให้ประกันตัว เพิ่มด้วย ไม่ว่าจะใช้หลักประกันหรือไม่ใช้หลักประกัน เงื่อนไขอื่นที่ศาลอาจกำหนดเพิ่ม เช่น ห้ามออกนอกประเทศ ห้ามไม่ให้เข้าใกล้ หรือเข้าไปในที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ก็แล้วแต่ความเสี่ยงที่มีขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคน ถ้าจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขก็ทำได้ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกำหนด  ถ้าเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำกัดเดินทางหรือจำกัดที่อยู่ก็มีเครื่องมือมาสอดส่องว่าทำตามเงื่อนไขหรือไม่ เช่น ให้ปล่อยชั่วคราวแต่วางเงื่อนไขห้ามออกจากบ้านหลังจาก22.00 น.หรือห้ามไม่ให้ไปอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายเพราะเกรงว่าจะไปทำร้ายกันอีก  เป็นการวางเงื่อนไขใดที่เกี่ยวกับพื้นที่หรือการเดินทาง สามารถสั่งติดกำไลem  เพื่อเฝ้าระวังอีกชั้นหนึ่งได้ด้วย

3.การตั้งผู้กำกับดูแล เป็นมาตรการตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 บางครั้งการติดอีเอ็มดูความเคลื่อนไหวผ่านจอมอนิเตอร์อาจสู้การใช้คนสอดส่องดูแลไม่ได้  บางคนศาลให้ประกันไปโดยวางเงื่อนไขให้มารายงานตัวเป็นระยะๆ แต่ก่อนต้องมารายงานตัวที่ศาล เดี๋ยวนี้สามารถสั่งให้ไปรายงานตัวที่ผู้ใหญ่บ้านได้เลย ผู้ใหญ่บ้านยังช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมได้ด้วยว่าอย่าให้ไปทำอะไรผิด อย่าให้ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน อันนี้เป็นกลไกของกฎหมายอีกชิ้นหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ

ถ้าใช้ 3 เครื่องมือนี้แล้วตอบได้ว่าคนนี้สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ก็ให้ประกันตัวไปได้โดยไม่ต้องมีการเรียกเงินหรือหลักประกัน ทั้งหมดนี้คือกลไกการทำงานของการปล่อยชั่วคราวภายใต้นโยบายของนางเมทินี ชโลธร ที่เป็นนโยบายที่ว่าทำอย่างไรที่จะลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นโดยการปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยทุกเรื่อง เพราะการปล่อยหรือไม่ปล่อยชั่วคราวเป็นดุลพินิจของศาลตามหลักกฎหมาย ส่วนโยบายเป็นเรื่องการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสในการปล่อยโดยใช้ทุกกลไกของกฎหมายมาขับเคลื่อน โดยที่กำลังทำอยู่คือส่งเสริมให้ทุกศาลทั่วประเทศใช้เครื่องมือและกลไกตามกฎหมาย เปิดทำการศาล เเละการยื่นขอประกันตัวทำได้ง่าย ลดการใช้หลักประกัน ถ้าทำได้เต็มรูปเเบบจะเกิดภาพรวมที่สังคมสงบสุขด้วย เพราะปล่อยไปแล้วความเสี่ยงว่าสังคมจะเดือดร้อนจากผู้ต้องหาหรือจำเลยไปทำอันตรายก็จะน้อยลงหรือไม่มี

ยกตัวอย่าง กรณี 22 ชาวบ้านบางกลอย ที่ได้ใช้ทุกแทบทุกกลไกที่กล่าวมา ทั้ง 22 คนเป็นผู้ต้องหาชั้นสอบสวน ถ้าใช้ระบบเก่าในการประกันตัว ที่การยื่นประกันต้องเขียนคำร้อง มีเอกสารประกอบ บัตรประชาชน สำเนาโฉนด สำเนาบัตรสมุดเงินฝากซึ่งเป็นเอกสารจำนวนมาก ถ้าบางคนไม่มีความรู้เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออกก็ไม่สามารถทำขั้นตอนนี้ก็ไปต่อไม่ได้ ไม่สามารถขอประกันตัวได้ แต่กรณีนี้ศาลจังหวัดเพชรบุรีใช้คำร้องใบเดียวมาบริการให้ คือส่งไปให้ลงชื่อจากที่คุมขังเลยแล้วส่งกลับมาเเละก็มีคำสั่งให้ประกันตัวได้ออกมาในวันเดียวกัน ที่ทำได้รวดเร็วเพราะใช้คำร้องใบเดียวซึ่งใช้ง่ายมาก เพียเซ็นชื่อหรือบางคนพิมพ์ลายนิ้วมือมา มีคนรับรองว่าเป็นลายนิ้วมือผู้ต้องหาจริงก็ใช้ได้เเล้ว  เเละกรณีนี้เป็นการปล่อยตัวในวันหยุดราชการ ก็มีคนสงสัยว่าศาลทำงานวันหยุดด้วยเหรอ เรื่องการให้ประกันตัวในหยุดศาลดำเนินการมาตั้งแต่วันที่1 ม.ค.63 โดยได้รับความร่วมมือจากทางกรมราชทัณฑ์ มีประชาชนรู้บ้าง เเต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้ จึงต้องฝากสื่อมวลชนช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่า ศาลทำงานเรื่องการปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวไม่มีวันหยุด  หรือถ้าใครสะดวกที่จะยื่นคำขอประกันตอนกลางคืนก็สามารถยื่นทางออนไลน์ใช้ระบบ cios ของศาลได้ตลอด24ชั่วโมง

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ชาวบ้านบ้านกลอย 22 ราย ได้รับการปล่อยตัวด้วยเงื่อนไข ห้ามกลับไปบุกรุกพื้นที่พิพาท รายงานตัวต่อผู้ใหญ่บ้าน ทุก 12 วัน

กรณีของบางกลอย เราก้าวพ้นอุปสรรคในเรื่องเวลาเพราะทำในวันหยุดได้  แต่ลองนึกดูว่าถ้าต้องใช้เงินประกันตัว คนละ 50,000 บาท  22 คนต้องใช้ เงินนับล้านบาท  เงินมากขนาดนี้ชาวบ้านไม่มีแน่ๆ  แต่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ให้ประกันตัวทุกคนแบบไม่ต้องใช้หลักประกันแม้แต่บาทเดียว  เพียงแค่ให้ทำสัญญาประกันไว้ว่าถ้าคนไหนหลบหนีหรือทำผิดเงื่อนไขค่อยปรับคนนั้น 50,000 บาท พร้อมกับวางเงื่อนไขไม่ให้กลับเข้าไปในพื้นที่ในระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เข้าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุชั่วคราวมากกว่า  ศาลไม่ได้ห้ามเด็ดขาดหรือถาวร  ขอแค่ ระหว่างพิจารณาคดีซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน อย่าเพิ่งเข้าไปในพื้นที่ เพราะยังโต้แย้งสิทธิกันอยู่ว่าเข้าไปอยู่ได้หรือไม่ ทำนองเดียวกับการวางเงื่อนไขว่าไม่ให้ไปก่อภยันตรายประการอื่น

คำว่า “ภยันตราย” ตามกฎหมายไม่ได้หมายถึงเฉพา ไปตีไปต่อยไปฆ่าใคร เเต่หมายถึงไปทำซ้ำกับสิ่งที่โต้แย้งกันอยู่หรือที่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น ก็ห้ามไว้ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี แล้วก็แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาสอดส่องดูแลให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดด้วย ถือว่ากรณีประกันตัวของคนบางกลอยเป็นตัวอย่างที่ใช้เครื่องมือตามกฎหมายเกือบครบ ที่ขาดคือไม่ได้ยื่นขอประกันทางออนไลน์กับไม่ต้องใส่กำไล EM  แต่ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนกัน เพราะว่าการตั้งคนมาสอดส่องดูเเลกับการติด EM นั้นมีจุดประสงค์เดียวกัน  แต่การติด EM ก็เหมือนใส่นาฬิกาติดตัวตลอดเวลามีผลกระทบกับการใช้ชีวิตบ้าง ศาลจึงเลือกใช้วิถีทางที่กระทบสิทธิน้อยที่สุดโดยใช้คนสอดส่องดูแลแทนการติดอีเอ็ม ถือเป็นแนวทางการให้ประกันตัวที่น่าสนใจมาก

“เรื่องคดีความหรือขั้นตอนของศาล  คนที่ไม่ได้มีคดี คงไม่มีใครมาศึกษาหาข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะไม่มีใครเตรียมตัวว่าวันหนึ่งจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่เมื่อถึงคราวตกเป็นผู้ต้องหาจริงๆแล้ว ก็หาข้อมูลไม่ทัน  ทุกคนต้องช่วยกันเผยแพร่เรื่องที่มีประโยชน์เช่นนี้ให้รู้กันอย่างทั่วถึง” คำกล่าวของ สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

จากสถิติการประกันตัวในคดีอาญาของศาลยุติธรรมด้วยว่า ในปี พ.ศ.2564 ปรากฏข้อมูลสถิติการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ล่าสุดช่วงเดือนมกราคม (วันที่ 1-31 ม.ค.64) ดังนี้ จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณาทั้งสิ้น 19,550 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 18,076 คดีคิดเป็นร้อยละ 92.46 

ขณะที่สถิติการปล่อยชั่วคราวย้อนหลัง 4 ปี ปรากฏข้อมูลการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนี้ ปี 2563 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณาทั้งสิ้น 237,875 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 217,094 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.26

ปี 2562 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 217,903 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 200,713 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.11  

ปี 2561 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 235,404 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 214,444 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.10 

ปี 2560 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 227,687 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 212,653 คดี คิดเป็นร้อยละ 93.40 

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำถึงการขอปล่อยชั่วคราวด้วยว่า จากสถิติคดีจึงเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหลัก จะไม่อนุญาตเฉพาะบางกรณีเท่านั้น แต่ไม่ว่ากรณีใด ๆ หากยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแล้วศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ขอประกันยังสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำร้องได้อีก หรือจะยื่นเป็นคำร้องใหม่ก็ได้ แต่ต้องแสดงเหตุผลใหม่ หรือเหตุผลที่จะหักล้างเหตุผลเดิมของศาล ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ได้

คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461845

คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง

23 มีนาคม 2564 – 13:07 น.

มหากาพย์เขากระโดง ยืดเยื้อกว่า 20 ปี ตระกูล “ชิดชอบ” เกี่ยวข้องอย่างไร คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สัปดาห์ที่แล้ว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ,นิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและดำเนินคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม เนื่องจากมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์พวกพ้องและญาติ กรณีบุกรุกที่ดินรถไฟเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่กว่า 5,000 ไร่เศษ ซึ่งรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแล ร.ฟ.ท. กลับไม่เพิกถอนโฉนดตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถือเป็นการจงใจไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง….  เปิดคำร้องข้อกล่าวหายื่น ป.ป.ช.สอบ “ศักดิ์สยาม” เอื้อพวกพ้อง-ญาติ ไม่ถอนโฉนดรุกเขากระโดง

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ทยอยยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา    

ในศึกซักฟอกช่วงกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กรณีที่ดินของการรถไฟเขากระโดง    

เวลานั้น ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงทันที    

กล่าวโดยสรุปว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนฟ้องการ รฟท. โดยประชาชน 35 รายไปขอออกโฉนด ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะที่ดินแปลงที่มีข้อพิพาท และศาลตัดสินว่าพื้นที่ของ 35 คนเป็นของ รฟท. แต่จะไปทึกทักว่าที่ดินรอบๆ แปลงอื่นรอบๆ เป็นของ รฟท. ซึ่งตามหลักธรรมาภิบาลหลักกฎหมายแล้วทำไม่ได้ เพราะต้องงดูเอกสารสิทธิเป็นรายๆ ไป ถือเป็นแนวทางการทำงานของ รฟท.    

ศุภชัย ใจสมุทร พยายามย้ำว่า อย่าเอาคำพิพากษาดังกล่าวตีความว่าครอบคลุมทุกแปลงซึ่งไม่ใช่ความจริง    

หากไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับตระกูล “ชิดชอบ” กับที่ดินรถไฟเขากระโดง ย้อนหลังไปประมาณ 20 ปี จะพบว่า จะมีข่าวการเปิดปมเรื่องข้อพิพาทที่ดินการรถไฟมาโดยตลอด กลายเป็น “ประเด็นการเมือง” ถึงขั้นมีการฟ้องร้องกันก็หลายคดี

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

ทางรถไฟสายเขากระโดง

++
ทางรถไฟเขากระโดง
++
นักท่องเที่ยวที่ไปชมสนามฟุตบอล และสนามแข่งรถที่บุรีรัมย์ จะคุ้นกับชื่อ “เขากระโดง” สัญลักษณ์แห่งเมืองภูเขาไฟ โดยมีปากปล่องภูเขาไฟที่สูงจากระดับน้ำทะเล 230 เมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยว    

หลายคนคงเคยชมคลิปรถไฟสายเขากระโดง วิ่งผ่านชุมชน และเลียบสนามฟุตบอลช้างอารีน่า นี่คือ ทางรถไฟสายบุรีรัมย์–เขากระโดง หรือทางแยกเขากระโดง     

ทางแยกเขากระโดงเป็นเส้นทางรถไฟขนส่งหินระยะสั้น ในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ เริ่มจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ไปยังลานเก็บกองหินเขากระโดง โดยหินดังกล่าวจะใช้สำหรับโรยทางของกิจการรถไฟ     

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว มีการก่อสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาจนถึงอุบลราชธานี จึงมีการประกาศพระราชกฤษฎีเขตที่ดินสร้างทางรถไฟ กำหนดให้ที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งผลิตศิลา เพื่อนำไปสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ     

ด้วยเหตุนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงเป็นเจ้าของที่ดินสองข้างทางรถไฟสายเขากระโดง ซึ่งระยะหลังๆ มีประชาชนบุกรุกที่ดินบ่อยครั้ง และพื้นที่บางส่วนการรถไฟได้เปิดให้ประชาชนเช่าใช้    

ที่ดินของการรถไฟสายเขากระโดง อยู่ในเขตการปกครองของ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นเขตเทศบาลตำบลอิสาณ     

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

เนวิน ชิดชอบ

60 ปีที่แล้ว ชัย ชิดชอบ โยกย้ายครอบครัวจากสุรินทร์ มาตั้งรกรากที่เมืองบุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็นกำนัน ต.อิสาณ อยู่หลายปี ก่อนจะลาออกไปเล่นการเมือง ต่อมา กำนันชัยขอประทานบัตรระเบิดหินในเขตเขากระโดง ป้อนโรงโม่หินศิลาชัย 1991 อันเป็นธุรกิจในครอบครัว     

เมื่อกำนันชัย เป็น ส.ส.บุรีรัมย์ ก็มักเจอคู่แข่งทางการเมือง นำประเด็นที่ดินการรถไฟฯ เขากระโดงมาโจมตีอยู่เป็นระยะๆ 

++
การเมืองเขากระโดง
++
เลือกตั้งทั่วไป 2535/1 กำนันปั้นลูกชาย เนวิน ชิดชอบ เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็น ส.ส.อีก 2-3 สมัย เนวินก็เปลี่ยนจาก ส.ส.บ้านนอก เป็น “ดาวสภา” และขยับเป็นรัฐมนตรี     

ปี 2544 สมัยรัฐบาลทักษิณ ภาคแรก เนวินยังสังกัดพรรคชาติไทย ส่ง นที ขลิบทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ แทนตัวเอง และช่วงปลายรัฐบาล มีข่าวเนวินจะกลับมานั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรฯแทนนที ก็เจอการตรวจสอบแบบเข้มข้น มีภาคประชาชนบุรีรัมย์เริ่มคุ้ยปมการครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งเวลาต่อมา เนวินย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และกลายเป็นมือทำงานให้ทักษิณ เรื่องที่ดินเขากระโดงก็เงียบหายไป  

ถัดมา ยุครัฐบาลพลังประชาชน อลงกรณ์ พลบุตร สมัยเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกาะติดเรื่องนักการเมืองบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง จนมีเรื่องฟ้องร้องกับเนวิน ชิดชอบ อยู่หลายปี    

ในวันที่ทีมงานภูมิใจไทย และข้าราชการกระทรวงคมนาคม ออกมาแถลงชี้แจงประเด็นที่ดินการรถไฟฯ ซึ่งถูกนำไปอภิปรายในสภาฯ ศุภชัย ใจสมุทร ที่รับเป็นทนายความคดีหมิ่นประมาทให้เนวิน ชิดชอบ กรณีพิพาทเขากระโดงช่วงปี 2550 จึงขมวดไปที่ประเด็น “ที่ดินของประชาชนตรงนั้นหลายร้อยครอบครัว มีการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีหลักฐาน รฟท.รับรองแนวเขต ดังนั้น อย่าพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าที่ดินทุกแปลงที่นั่นเป็นที่ดินของ รฟท.และครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”    

สำหรับกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และคณะฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและดำเนินคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม เรื่องจะจบแบบเนวิน ชิดชอบ หรือไม่? ก็ต้องติดตามกันต่อไป 

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่ ‘สีพันดอน’ วืดนายกฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461777

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่’สีพันดอน’ วืดนายกฯ

22 มีนาคม 2564 – 16:50 น.

การเมืองลาวยุคสายเหนือ “พันคำ วิพาวัน” คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไผเป็นไผ ในคณะรัฐมนตรีลาวชุดใหม่ อ่านได้เลย ที่นี่ที่เดียว

การเมืองลาวมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลุ่มอำนาจสายเหนือขึ้นมาเป็นแผง คว้าตำแหน่งประธานประเทศ และนายกรัฐมนตรี ส่วนสายใต้ “สอนไซ สีพันดอน” บุตรชายคำไต สีพันดอน ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม

ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือในแวดวงการเมืองลาวว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของลาว จะตกเป็นของ “สอนไซ สีพันดอน” รองนายกรัฐมนตรี และบุตรชาย ท่านคำไต สีพันดอน อดีตประธานประเทศลาว ผู้มากบารมี แต่ในที่สุด แกนนำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เห็นควรให้สอนไซ ที่เป็นคนหนุ่มรอคอยไปก่อน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                           สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากสถานการณ์สากล ที่เผชิญกับโควิดระบาด เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองในอาเซียนเริ่มสับสนวุ่นวายจากเหตุการณ์ในเมียนมา กลุ่มผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จึงเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้นำรัฐบาลต้องได้คนมีความกล้าหาญ มีวิสัยทัศน์ ซื่อสัตย์ต่อพรรคและการปฏิวัติ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อท่านทองลุน สีสุลิด ขึ้นเป็นประธานประเทศ ก็ต้องทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีที่ไว้ใจได้อย่างท่านพันคำ วิพาวัน ซึ่งเป็นคนแขวงหัวพันเหมือนกัน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                          ท่านคำพัน วิพาวัน นายกรัฐมนตรีลาว

ขนบการเมืองลาว

วันที่ 22 มี.ค.2564 ตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครบรอบ 66 ปี และเป็นวันเปิดประชุมสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 9 นัดปฐมฤกษ์ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ อาทิ เลือกตั้งประธานสภาแห่งชาติ,เลือกตั้งประธานประเทศ และรองประธานประเทศ และเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ตามการเสนอของประธานประเทศ

วาระแรก สมาชิกสภาแห่งชาติ จำนวน 163 คน ได้ทำการเลือก ท่านไซสมพอน พมวิหาน   บุตรชายอดีตประธานไกสอน พมวิหาน เป็นประธานสภาแห่งชาติ พร้อมรองประธานสภาฯ อีก 4 คนได้แก่นางสุนทอน ไซยะจัก, จะเลิน เยยปาวเฮ่อ ,สุวอน เลืองบุนมี และคำใบ ดำลัด          

วาระถัดมาเป็นการเลือกประธานประเทศ สปป.ลาวคนใหม่ แทนท่านบุนยัง วอละจิด ก็เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ท่านทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เป็นประธานประเทศ สปป.ลาว ส่วนรองประธานประเทศ 2 คนคือ นางปานี ยาทอตู้ และบุนทอง จิดมะนี

ช่วงที่ท่านทองลุน สีสุลิด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการยอมรับจากประชาชนลาวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับแต่วันที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนลาวในโลกออนไลน์ยกย่องให้ท่านทองลุน เป็นนายกฯขวัญใจประชาชน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

 ่                      ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว

สายทฤษฎี

วาระสำคัญของ สปป.ลาว ก็มาถึง เมื่อท่านทองลุน สีสุลิด ในฐานะประธานประเทศ ได้เสนอชื่อท่านพันคำ วิพาวัน เป็นนายกรัฐมนตรี 

“พันคำ วิพาวัน” นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 14 เม.ย.2494 ที่บ้านกาง เมืองซำเหนือ แขวงหัวพัน เริ่มทำการปฏิวัติตั้งแต่เป็นเยาวชน และได้เป็นสมาชิกพรรคสมบูรณ์ เมื่อปี 2519

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                             ประวัติท่านพันคำ วิพาวัน

ปี 2518-2520 ท่านพันคำ เป็นพนักงานอยู่กระทรวงศึกษา กีฬาและธรรมการ
 ปี 2520-2526  เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหภาพโซเวียต
 ปี 2526-2528 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการเมืองบำรุงทฤษฎีการเมืองของกระทรวงศึกษา กีฬา และธรรมการ
 ปี 2528-2531 เรียนต่อปริญญาเอก ด้านทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน ที่สหภาพโซเวียต
 ปี 2531-2539 เป็นรองผู้อำนวยการวิทยาครูเวียงจันทน์
 ปี 2541 เป็นรองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 ปี 2548 เป็นเจ้าแขวงหัวพัน 
 ปี 2554-2558 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และกีฬา
 ปี 2559-2564 เป็นรองประธานประเทศ

โฉมหน้า ครม.ใหม่ 

สำหรับรายนามคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของท่านพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรี
 1.พันคำ วิพาวัน         นายกรัฐมนตรี
 2.พล.อ.จันสะหมอน จันยาลาด  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีป้องกันประเทศ
 3.สอนไซ สีพันดอน     รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแผนการและการลงทุน
 4.กิแก้ว ไขคำพิทูน     รองนายกรัฐมนตรี
 5.วิไล หล้าคำฟอง       รัฐมนตรีป้องกันความสงบ
 6.สะเหลิมไซ กมมะสิด   รัฐมนตรีต่างประเทศ 
 7.บุนโจม อุบนปะเสิด     รัฐมนตรีการเงิน
 8.คำแพง ไซสมแพง       รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้า
 9.เวียงสะหวัด สีพันดอน  รัฐมนตรีโยธาธิการและขนส่ง
 10.เพ็ด พมพิทัก              รัฐมนตรีกสิกรรมและป่าไม้ 
 11.ดาววง พอนแก้ว         รัฐมนตรีพลังงานและบ่อแร่
 12.นางสวนสะหวัน วิยะเกด    รัฐมนตรีแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
 13.พุด สิมมาลาวง           รัฐมนตรีศึกษาธิการและกีฬา
 14.นางบุนคำ วอละจิด      รัฐมนตรีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
 15.บ่อเวียงคำ วงดาลา      รัฐมนตรีโทรคมนาคมและการสื่อสาร
 16.ทองจัน มะนีไซ             รัฐมนตรีภายใน
 17.ไพวี  สีบัวลิพา              รัฐมนตรียุติธรรม
 18.นางใบคำ ขัดติยะ        รัฐมนตรีแรงงานและสวัสดิการสังคม
 19.บุนแฝง พูมมะไลสิด      รัฐมนตรีสาธารณสุข
 20.คำเจน วงโพสี    รัฐมนตรี หัวหน้าห้องว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                               โฉมหน้ารัฐมนตรี 17 กระทรวง