“ยุทธนา โพธสุธน-ต่อศักดิ์ อัศวเหม- จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” จ่อคิว นั่ง ส.ส. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460315

“ยุทธนา โพธสุธน-ต่อศักดิ์ อัศวเหม- จักพันธ์  ปิยพรไพบูลย์” จ่อคิว นั่ง ส.ส. 

6 มีนาคม 2564 – 13:36 น.

“ยุทธนา โพธสุธน-ต่อศักดิ์ อัศวเหม-จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์”จ่อคิว นั่ง ส.ส. หากศาลรัฐธรรนูญชี้ขาดว่า สมาชิกภาพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของจำเลย คดี กปปส. ‘พุทธิพงษ์ -ณัฏฐพล-อิสสระ’ สิ้นสุดลง ในส่วน ส.ส. เขตอย่าง” ถาวร-ชุมพล” ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน 

หลังจาก  5 จำเลยคดี กปปส. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์

และนายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน  ก่อนได้รับการอนุญาตจากศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว 

                                                    ยุทธนา โพธสุธน 

จึงมีประเด็นว่าทั้ง 5 คน ขาดสมาชิกภาพ ส.ส. แล้วหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 98 บัญญัติว่า  บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

 (6 )ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายศาล

และมาตรา 101 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลง เมื่อ 

 ( 6 ) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

ขณะนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 5 คน ขาดสมาชิกภาพ ส.ส. แล้วหรือยัง 

 ทั้งนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดกรณี ส.ส.  พ้นสมาชิกภาพ ไว้ว่า..

-หากเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ  อย่าง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ นายอิสสระ สมชัย  ให้ใช้วิธีเลื่อนลำดับผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น เข้ามาเป็น ส.ส. แทนที่

-หากเป็น ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง  อย่าง นายชุมพล จุลใส และ นายถาวร เสนเนียม ให้ใช้วิธี จัดการเลือกตั้งใหม่โดย กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน

 ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 5 ส.ส. ในคดี กปปส.  ขาดสมาชิกภาพ

ในส่วนของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นั้น นายยุทธนา โพธสุธน  บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 21 จะเข้ามาเป็น ส.ส. แทนที่ 

สำหรับ นายยุทธนา โพธสุธน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหลานของ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา

-นายต่อศักดิ์ อัศวเหม  บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 22 จะเข้ามาเป็น ส.ส. แทนที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

 นายต่อศักดิ์ อัศวเหม    เครือญาติตระกูลอัศวเหม เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม แกนนำกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า

 ส่วนทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ หรือ “เสี่ยไก่ชน” บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 26 จะเข้ามาเป็น ส.ส. แทนที่นายอิสสระ สมชัย

ทั้งนี้  เสี่ยไก่ชน-นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ เคยได้เลื่อนเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อมกราคม 2563 แทนนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ 

แต่คราวนั้น นายจักพันธ์ เป็น ส.ส.ได้เพียง 11 วัน ก็ต้องหลุดจาก ส.ส. เมื่อ กกต. มีมติประกาศผลการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายชาติชาย วรพิพัฒน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์

ส่งผลให้มีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ ถูกลดแต้ม ส.ส.บัญชีรายชื่อลง 1 คน นายจักพันธ์ จึงต้องหลุดจาก ส.ส. ดังนั้นหากคราวนี้ นายจักพันธ์ กลับเข้ามาเป็น ส.ส. อีกครั้ง แทนที่ นายอิสสระ หลายฝ่ายเชื่อว่า คงจะได้อยู่ยาว

ในส่วน ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง อย่างนายชุมพล จุลใส จ.ชุมพร เขต 1 และ นายถาวร เสนเนียม จ.สงขลา เขต 6 กกต. ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45 วัน 

ลุ้นกันต่อไปว่า “ยุทธนา -ต่อศักดิ์ -จักพันธ์ ” จะได้นั่งเก้าอี้ ส.ส. หรือไม่  

                                           ต่อศักดิ์ อัศวเหม

                                   จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์

ม็อบทะลุฟ้าจากราษฎรถึง Redem #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460312

ม็อบทะลุฟ้าจากราษฎรถึง Redem

6 มีนาคม 2564 – 12:58 น.

วันแห่งม็อบ ราษฎรเดินทะลุฟ้า ม็อบไม่มีแกนนำ Redem เคลื่อนเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    วันเสาร์ที่ 6 มี.ค.2564 มีม็อบเยอะ มากันทุกเฉดสี ทำเอาคนกรุงเทพฯ กังวลเรื่องความรุนแรง แถมในโซเชียล “เซเลบขาใหญ่” พยากรณ์ถึงขั้นนองเลือด 
    ม็อบแรก “แดงก้าวหน้า” เป็นเครือข่ายแดงวิทยุชุมชนเก่า พยายามจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มอาชีวะมาหลายรอบ แต่คนร่วมน้อย เที่ยวนี้ไม่รู้ว่า “แดงลำลูกกา” จะมาร่วมด้วยหรือเปล่า โดยพวกเขาจะออกเดินจากโลตัสรังสิต มาที่หน้า ร.11 รอ.บางเขน 
    ม็อบที่สอง “อาชีวะพิทักษ์ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” เป็นกลุ่มอาชีวะมีนบุรี และอาชีวะสมุทรปราการ เรียกร้อง 2 ข้อคือ ให้รัฐบาลลาออก และแก้รัฐธรรมนูญคืนอำนาจให้ประชาชน กลุ่มนี้ไม่เอาข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ 
    ตอนแรกจะนัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ตอนหลัง เปลี่ยนใจย้ายไปที่ ร.11 รอ. สมทบกับกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะไม่งั้นคนจะโหรงเหรง
    ม็อบที่สาม“กลุ่ม REDEM” นัดหมายชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว และเคลื่อนขบวนไปบริเวณศาลอาญารัชดา ทำกิจกรรมทิ้งขยะ คาดว่า จะมีคนหนุ่มสาวเข้าร่วมเยอะ เหมือนยุคม็อบไม่มีแกนนำ แต่ความเสี่ยงก็ตามมา หลายคนหวั่นมือที่สามแทรก
    ม็อบที่สี่ “เดินทะลุฟ้า” กิจกรรมของกลุ่มเอ็นจีโอ ร่วมกับกลุ่มราษฎร เดินจากขอนแก่นมาถึงแยกเกษตรฯ คาดหมายว่าจะไปสมทบกับม็อบ REDEM 
    ม็อบที่ห้า “กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน” และ “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน” (ศปปส.) นัดรวมพลทำกิจกรรมที่ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์

++
ม็อบไทย
++
    กิจกรรม “เดินทะลุฟ้า” ออกจากขอนแก่น มุ่งหน้ากรุงเทพฯ หลายคนนึกว่าเป็นเรื่องของ “ไผ่ ดาวดิน” คนเดียว แต่จริงๆแล้ว เจ้าภาพเดินทางไกลเที่ยวนี้คือ กลุ่มราษฎรและ People Go Network 
    หลายคนคงจำได้ เมื่อปี 2561 เครือข่าย People Go Network ได้จัดกิจกรรม “We walk เดินมิตรภาพ” เดินจากปทุมธานีไปขอนแก่น เพื่อให้กำลังใจ “ไผ่ ดาวดิน” ซึ่งตอนนั้น ถูกคุมขังชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีอาญา ม.112 
    เครือข่าย People Go Network ประกอบด้วยเอ็นจีโอสายสุขภาพ, นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน และนักวิชาการบางกลุ่ม นำโดย เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรม และหัวหน้าพรรคสามัญชน และนิมิตร เทียนอุดม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ 
    ไม่น่าแปลกใจที่ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) นักคิดคนดังจะร่วมเดินนำขบวนเดินทะลุฟ้า คืนอำนาจให้ประชาชนด้วย เนื่องจาก ส.ศิวรักษ์ ก็ต้องการให้มีการแก้ไข ม.112 มานานแล้ว 

ส.ศิวรักษ์ ร่วมให้กำลังใจเดินทะลุฟ้า 

    สำหรับกิจกรรมเดินทะลุฟ้า เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ร่วมคิดร่วมทำกับไผ่ ดาวดิน และทราย-อินทิรา เจริญปุระ พร้อมกับกลุ่ม unme of anarchy นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมุ่งหวังที่จะให้กำลังใจเพื่อน 4 คนในเรือนจำ และร่วมรณรงค์ให้ยกเลิก ม.112

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน 

    จะว่าไปแล้ว พวกเขามิได้คาดหวังถึงขั้นยกเลิก ม.112 เพียงแต่ต้องการเสียงสนับสนุนพรรคก้าวไกล ที่กำลังเสนอแก้ไข ม.112 ในสภาฯ
    ด้านหนึ่งที่เครือข่าย People Go Network กระโจนเข้าร่วมกลุ่มราษฎร ก็หวังที่จะขยายแนวร่วมให้กว้างขวาง มิจำกัดเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่เท่านั้น

ไผ่ ดาวดิน สนินสนมกับเลิศศักดิ์มานาน 

++
ม็อบฮ่องกง
++
    มีความชัดเจนว่า Redem ไม่ใช่เยาวชนปลดแอก แต่ลึกๆแล้ว Redem ก็เป็นการรวมตัวกันของแกนนำเยาวชนปลดแอก และสมาชิกกลุ่มนักเรียนเลวบางคน
    “REDEM-ประชาชนสร้างตัว” ซึ่งย่อมาจาก RESTART DEMOCRACY สร้างประชาธิปไตยให้เกิดใหม่อีกครั้ง มีกลิ่นอายซ้ายใหม่ มาตั้งแต่การเสนออุดมการณ์ค้อนเคียวเมื่อปลายปีที่แล้ว
    “การต่อสู้ของมวลชนที่มวลชนเป็นผู้ตัดสินใจได้เริ่มขึ้นแล้ว ถ้าไม่สู้ก็ต้องอยู่อย่างไทย แสวงหาวิธีใหม่ๆ ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะเผด็จการและนำไปสู่สังคมนิยมประชาธิปไตยเพื่อคนเท่ากันไปด้วยกัน”
    การออกแบบ “ม็อบไม่มีแกนนำ” แต่ใช้การสื่อสารผ่านเครื่องมือยุคดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องใหม่ “ม็อบฮ่องกง” ก็ทำมาแล้ว ซึ่งตอนหลัง ม็อบไม่มีแกนนำสไตล์ฮ่องกง กลายเป็น “ม็อบอนาธิปไตย” คนฮ่องกงเริ่มเบื่อหน่าย สุดท้ายแกนนำก็ถูกกวาดเข้าคุกจนหมด
    สืบเนื่องจาก “แอมมี่เอฟเฟกต์” เจอ ม.112 กรณีเผาพระบรมฉายาลักษณ์หน้าเรือนจำ จึงทำให้กลุ่ม Redem ออกแบบขนขยะไปทิ้งหน้าศาลอาญารัชดา และคาดหมายว่า กลุ่ม Redem จะมีกิจกรรมสุดพิสดารแถมตอนท้าย
    ผู้อาวุโสซ้ายไทยที่ผ่านงานจัดตั้งมาก่อน ต่างไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์ “ไม่มีแกนนำ ไม่มีการจัดตั้ง” เพราะสุ่มเสี่ยงเกิดอนาธิปไตยสูง และจะนำไปสู่การล้อมปราบ เหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม 2553
    บังเอิญว่า “ต่างรุ่น ต่างวัฒนธรรม” เสียงท้วงติง จึงไม่มีพลังเพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนแนวคิดม็อบเด็ก จึงต้องให้ม็อบ Redem เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทั้งที่รู้ว่า จุดจบคืออะไร?

สู้เผด็จการทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปกป้องประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460260

สู้เผด็จการทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปกป้องประชาชน

5 มีนาคม 2564 – 17:43 น.

กะเหรี่ยงลุกขึ้นสู้ ทหารเคเอ็นยู 2 กองพลน้อย ปกป้องมวลชนเดินขบวนต้านเผด็จการกองทัพเมียนมา

การชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารเมียนมา ย่างเข้าสู่เดือนที่ 2 ผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหว แม้จะสภาบริหารภาครัฐ (SAC) จะใช้กำลังตำรวจและทหารปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ราย บาดเจ็บนับพันคน
    วันที่ 5 ก.พ.2564 สำนักข่าว KIC (Karen Information Center) รายงานว่า ในเขตปกครองของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มีชาวกะเหรี่ยงหลายหมื่นคนออกมาแสดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมา ใน จ.มูตรอ หรือ จ.ผาปูน รวมถึง จ.กอกะเร็ก 

หลังจาก พล.อ.มูตูเซพอ (Mutu Say Poe) ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ขอยุติการเจรจาสันติภาพกับสภาบริหารภาครัฐ (SAC) และสนับสนุนประชาชนเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตยโดยสันติวิธี จึงมีชาวกะเหรี่ยงในเขตอิทธิพลของ KNU ออกมาจัดการชุมนุมและเดินขบวนแสดงพลังบ่อยครั้ง
    ดังเช่นวันที่ 5 มี.ค.2564 ชาวกะเหรี่ยง 13 หมู่บ้าน ใน จ.มูตรอ หรือ จ.ผาปูน ติดกับชายแดนไทย ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน ได้รวมตัวกันเดินขบวนต่อต้านเผด็จการทหาร เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้นำที่ถูกจับกุมทั้งหมด ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2551 
    ที่น่าสนใจ ระหว่างการเดินขบวนของชาวกะเหรี่ยง ได้มีกำลังทหารกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) สังกัดกองพลน้อยที่ 5 มาคอยดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน เสมือนเป็นการ์ดม็อบ

ทหารกะเหรี่ยง ร่วมรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม

    เช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงมากกว่า 5 พันคน ในพื้นที่ จ.กอกะเร็ก ติดกับชายแดนไทยด้าน จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี ได้เดินขบวนไปตามถนนในหมู่บ้าน พร้อมชูคำขวัญเช่น “ความสามัคคีของประชาชนและความสามัคคี”  

มวลชนชาวกะเหรี่ยง จ.มูตรอ 

 ในการนี้ พลจัตวาซอว์ ฟาโด ผบ.กองพลน้อยที่ 7 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ได้นำกำลังทหารกะเหรี่ยงออกมาดูแลขบวนมวลชน ตามนโยบายของ KNU ให้กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ปกป้องประชาชน

พลจัตวาซอว์ฟาโด ผบ.กองพลน้อยที่ 7 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง

ทหารกะเหรี่ยง กองพลน้อยที่ 7 จ.กอกะเร็ก

    นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 จังหวัด และมีกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ดูแลพื้นที่ ประกอบด้วย
    KNLA กองพลน้อยที่ 1 จ.ดูตะทู หรือพม่าเรียกว่า จ.สะเทิม กินพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงบางส่วน และซ้อนกับตอนบนของรัฐมอญ 
    KNLA กองพลน้อยที่ 2 จ.ตออู หรือพม่าเรียกว่า จ.ตองอู กินพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงตอนบน และภาคพะโคด้านตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน
    KNLA กองพลน้อยที่ 3 จ.เกลอะ-ลวีทู หรือพม่าเรียกว่า เญาง์เลบิน กินพื้นที่ภาคพะโคด้านตะวันออกบางส่วน
    KNLA กองพลน้อยที่ 4 จ.มะริด-ทวาย กินพื้นที่ภาคตะนาวศรี 
    KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.มูตรอ หรือพม่าเรียกว่า จ.ผาปูน กินพื้นที่ตอนบนของรัฐกะเหรี่ยง
    KNLA กองพลน้อยที่ 6 จ.ดูปลายา  กินพื้นที่ จ.กอกะเร็ก ทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง และตอนใต้ของรัฐมอญ
    KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน และ จ.กอกะเร็ก โดยกินพื้นที่ตอนกลางของรัฐกะเหรี่ยง

ศึกวัดบารมี พลังเมืองนคร “ชำนิ เทพไท กนกพร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460217

ศึกวัดบารมี พลังเมืองนคร “ชำนิ เทพไท กนกพร”

5 มีนาคม 2564 – 11:52 น.

ลึกกว่าเลือกตั้งซ่อมเขต 3 นี่คือศึกวัดบารมี ตระกูล “เสนพงศ์-เดชเดโช” ที่จะสยายปีกคุมเมืองคอน  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ช่วงเย็นวันที่ 5  มี.ค.2564 การหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช มาถึงฉากสำคัญ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ จะเปิดการปราศรัยใหญ่ปิดท้ายที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “เทพไท”โวยเจออำนาจมืดแทรก เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน

กนกพร เดชเดโช ภรรยาวิฑูรย์ เดชเดโช อดีตนายก อบจ.นครศรีธรรมราช

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. นำทีมขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่หลังสถานีรถไฟชะอวด ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของเมืองนี้    

ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. จะไปขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร     

“อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ผู้สมัคร ส.ส. พลังประชารัฐ เป็นคนพื้นที่ มีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.จุฬาภรณ์  เคยรับราชการอยู่ในละแวก อ.ชะอวด ,อ.จุฬาภรณ์ และอ.เฉลิมพระเกียรติ มาหลายสิบปี จึงเป็นที่รู้จักของชาวบ้านในเขต 3 เป็นอย่างดี     

“พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เปรียบในแง่ความเป็นคนพื้นที่ แต่ได้ชื่อ “ประชาธิปัตย์” มาการันตีความเป็น “พรรคของเรา คนของเรา”    


ส.ส.แทน ชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช

ส่วนเบื้องหลังฉากคือ ตระกูล “เสนพงศ์” เป็นพันธมิตรการเมือง “ศักดิเศรษฐ์-เดชเดโช” โดย 2 ตระกูลนั้น เกี่ยวดองหนองยุ่งเป็นเครือญาติกัน ในพื้นที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จึงได้เห็นบทบาทแม่ทัพหน้า “ส.ส.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช นำธงพลังเมืองนคร ออกศึกอย่างฮึกเหิม    

หาก “พงศ์สินธุ์” กำชัยในศึกเลือกตั้งซ่อม มิได้หมายความว่า ปชป.ภาคใต้ชนะเท่านั้น ยังเหมารวมถึง “กลุ่มพลังเมืองนคร” จะสยายปีกคลุมทั้งจังหวัด

++
อภิชาตหายไปไหน
++
จริงๆแล้ว เขตเลือกตั้งที่ 3  อ.พระพรหม, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ชะอวด และ อ.จุฬาภรณ์ ก็คือเขตเลือกตั้งที่ 4 อ.ชะอวด, อ.จุฬาภรณ์ และ อ.ร่อนพิบูลย์ (เฉพาะเทศบาล ต.ร่อนพิบูลย์ เทศบาลต.เขาชุมทอง ต.ร่อนพิบูลย์ ต.ควนพัง และต.ควนชุม)    

เลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 จำนวน ส.ส.นครศรีธรรมราช ลดจาก 9 คน เหลือ 8 คน จึงต้องจัดการแบ่งเขตใหม่ โดย ส.ส.เจ้าถิ่น อ.ชะอวด ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2535 จนถึงปี 2554 คือ “อภิชาต การิกาญจน์” คน ต.เคร็ง อ.ชะอวด    

เมื่ออดีต ส.ส.อภิชาต ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชป. จึงเปิดโอกาสให้ “เทพไท เสนพงศ์” ข้ามเขตมาลงสมัคร ส.ส.เขต 3 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.    

สองพี่น้องตระกูล “เสนพงศ์”

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ร่อนพิบูลย์, อ.ลานสกา, อ.ช้างกลาง และอ.นาบอน พี่ใหญ่-ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กับกนกพร เดชเดโช ภรรยาวิฑูรย์ เดชเดโช อดีตนายก อบจ.นครศรีธรรมราช 3 สมัย จับมือกันส่ง “สจ.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช (ลูกชายกนกพร) ลงสนามแทน อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช    

ดังนั้น เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่ชื่อ “อภิชาต” จึงหายไปจากเวทีผู้แทน 2 คน  

++
พลังเมืองนคร
++
ตอนเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กับเทพไท เสนพงศ์ จึงมีข้อตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุน “กนกพร เดชเดโช” มารดา ส.ส.แทน เป็นนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ในนาม “กลุ่มพลังเมืองนคร”    

ในที่สุด 3 ตระกูล (เสนพงศ์,ศักดิเศรษฐ์ และเดชเดโช) ก็ทำสำเร็จ “กนกพร” ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น    

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ผู้อาวุโส

ภารกิจต่อไปของ 3 ตระกูลนี้ ก็คือสนับสนุน อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ในศึกเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช     

แม้ “อภิชาต” จะเป็นผู้แทนมาก่อน แต่การลงชิงเก้าอี้นายกเล็กเมืองคอน ก็ไม่ง่าย เพราะเจอคู่แข่งคนสำคัญอย่าง “โกจู๋” วิฑูรย์ อิสระพิทักษ์กุล อดีตรองประธานสภาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช    

“โกจู๋” ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมแต้จิ๋ว นครศรีธรรมราช และเป็นกรรมการจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิมหากุศลใต้เต็กเซี่ยงตึ้งนครศรีธรรมราช     

เหนืออื่นใด รงค์ บุญสวยขวัญ, สายันห์ ยุติธรรม และสันหพจณ์ สุขศรีเมือง 3 ส.ส.นครศรีธรรมราช ต่างก็ยืนให้กำลังใจโกจู๋อยู่ข้างเวที    

ดังนั้น ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 จะมีผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน     

ถ้า “อาญาสิทธิ์” ชนะเลือกตั้งที่เขต 3 จะส่งผลสะเทือนต่อสนามนายกเล็ก ทำให้ “โกจู๋” มีโอกาสชนะ ทั้งทีมพลังเมืองนคร และทีมสมนึก 

ขัง “วันเดียว” ก็ขาด ส.ส. แล้ว…เปิด 3 คดีตัวอย่าง- เทียบจำคุก “กปปส.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460210

 ขัง”วันเดียว”ก็ขาด ส.ส. แล้ว…เปิด 3 คดีตัวอย่าง- เทียบจำคุก”กปปส.” 

5 มีนาคม 2564 – 10:34 น.

เถียงกันไม่ยอมจบกับกรณี 5 ส.ส. “พุทธิพงษ์-ณัฏฐพล-ถาวร-ชุมพล-อิสสระ” คดี กปปส. ว่าขาดสมาชิกภาพหรือยัง หลังจากถูกคุมขังในเรือนจำและภายหลังได้รับอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวออกมา.. แต่หากศึกษาจาก”คดีตัวอย่าง”ที่เคยตัดสินวางบรรทัดฐานไว้  ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจน

กรณีศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ส.ส.  ประกอบด้วย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์

และ นายอิสสระ สมชัย ส.ส. บัญชีรายขื่อ พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 64 และส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ สั่งตามคำร้องขอประกันตัวของจำเลยในคดีชุมนุมของกลุ่ม กปปส.  

ต่อมา 26 ก.พ. 64  ศาลอุทธรณ์  ให้ประกันตัว นายพุทธิพงษ์  นายณัฏฐพล  นายถาวร  นายชุมพล  และนายอิสสระ สรุป แล้วทั้ง 5 คน ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน 

ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือมายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ขอให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพส.ส. ทั้ง 5 คน มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ และ กกต. ก็ได้มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ กรณีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา อย่างคดี กปปส. การที่จะควบคุมตัวหรือขังจำเลยในเรือนจำได้นั้น จะต้องมี“หมายจำคุกจากศาล”  ทางเรือนจำ่จึงจะควบคุมตัวจำเลยไว้ได้ 

และที่จริงเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า การที่ทั้ง 5 คน ถูกคุมขังนั้นทำให้ขาด ส.ส. หรือไม่ หากศึกษาจาก“คดีสำคัญ” ที่เคยตัดสินวางบรรทัดฐานไว้แล้ว   

คดีแรก  คดี 3 กกต. พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภกับพวก อันโด่งดัง ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกเนื่องจากจัดการเลือกตั้งไม่ชอบ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น (ศาลเดียวกันกับที่พิพากษาจำคุก 5 ส.ส.ใน คดี กปปส. ) พิพากษาให้จำคุก 3 กกต. คือ พล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ  นายปริญญา นาคฉัตรีย์  และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กรณีจัดเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตใหม่ในวันที่ 23 เมษายน 2549 โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมคนละ 4 ปี

และพล.ต.อ. วาสนา นายปริญญา และนายวีระชัย ถูกขังอยู่ในเรือนจำ 3 วัน 3 คืน ก่อนศาลจะให้ประกัน และปล่อยตัวออกมา

รัฐธรรมนูญ 2540  ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 137(4) กำหนดว่า คนที่จะเป็น กกต. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 109 (4) ที่เขียนว่า “ต้องคำพิพากษาจำคุกและถูกควบคุมโดยหมายศาล”

ดังนั้น เมื่อ 3 กกต. ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 4 ปีและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ โดยถูกคุมขังเป็นเวลา 3 วัน จึงได้ประกันตัวออกมา  กกต.ทั้ง 3 คน พ้นจากตำแหน่งทันทีเมื่อศาลส่งตัวเข้าเรือนจำ ด้วยเหตุขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ(ไม่เกี่ยวกับถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง )

ทั้งนี้เพราะข้อความที่บัญญัติในมาตรา 109(4) ที่เป็นลักษณะต้องห้ามของคนเป็น กกต. คือ “ต้องคำพิพากษาจำคุกและถูกควบคุมโดยหมายศาล” ของรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น

เป็นลักษณะต้องห้ามเดียวกันกับคนเป็น ส.ส. ตามมาตรา 98(6) ที่เขียนว่า “ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ 

 ดังนั้นเมื่อ ส.ส. ถูกส่งเข้าเรือนจำ เพียง”วันเดียว”ก็หลุดจากตำแหน่งแล้ว

คดีที่สอง  เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่วางบรรทัดฐานไว้ เกี่ยวกรณี สมาชิกอบต.แห่งหนึ่ง ถูกศาลสั่งจำคุก วันรุ่งขึ้นจึงได้ประกันตัวออกมา แต่นายอำเภอ มีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่ง เพราะถูกคุมขังแล้ว ถือว่า ขาดสมาชิกภาพไปแล้ว สมาชิกอบต. คนนั้นจึงร้องต่อศาลปกครองสูงสุด 

ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินว่า สมาชิกภาพของ อบต.คนนั้นสิ้นสภาพไปตั้งแต่วันที่ถูกคุมขัง แม้ต่อมาจะได้ประกันตัวออกไป ก็ไม่ทำให้การเป็นสมาชิกภาพฟื้นกลับคืนมาได้

คดีดังกล่าวได้แก่ คำพิพากษาปกครองสูงสุดที่ อ. 2162/2559 ที่วินิจฉัยว่า แม้ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน แต่ศาลแขวงก็มีคำสั่งให้ส่งคำร้องของผู้ฟ้องคดีไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสั่ง โดยมิได้มีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวผู้ฟ้องคดี และมีหมายลงวันที่ 18 กันยายน 2555 จำคุกผู้ฟ้องคดีไว้ระหว่างอุทธรณ์

แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยผู้ฟ้องคดีชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลแขวงจึงมีหมายลงวันที่ 19 กันยายน 2555 ปล่อยตัวผู้ฟ้องคดีก็ตาม กรณีถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 45(4) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545  

สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลของผู้ฟ้องคดีจึงสิ้นสุดลง 

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการถูกคุมขังเพียง 1 วัน และต่อมาผู้ฟ้องคดีจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลของผู้ฟ้องคดีซึ่งสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายกลับฟื้นคืนมาได้แต่ประการใด

(ทั้งนี้ลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ( 4 ) ก็เขียนไว้เหมือนกับลักษณะต้องห้ามการเป็น ส.ส. คือ.. “ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายศาล” )

คดีที่สาม คือ คดีนายจตุพร พรหมพันธุ์  ส.ส.เพื่อไทย ถูกจำคุก ทำให้ขาดการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่งผลให้ขาด ส.ส. ไปด้วย

 สืบเนื่องจาก นายจตุพร ถูกฟ้องคดีอาญาในคดีก่อการร้าย ตอนแรกได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะ ส.ส.ที่จะไม่ต้องถูกจับกุมคุมขังในระหว่างสมัยประชุม จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างมีการพิจารณาคดี 

แต่ต่อมามีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ศาลจึงได้มีคำสั่งสั่งเพิกถอนสัญญาประกันและได้ควบคุมตัวนายจตุพรไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ่ในวันที่ 12 พฤษภาคม  2554 และนายจตุพร ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานานก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ต่อมาประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายจตุพร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่นายจตุพร  ต้องคุมขังโดยหมายศาล ทำให้ขาดการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง  และเมื่อขาดสมาชิกพรรคการเมือง จึงเป็นเหตุให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( ส.ส. ) สิ้นสุดลงไปด้วย  (เพราะว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง  )

“พุทธิพงษ์ -ณัฏฐพล“  เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ส่วน” ถาวร-ชุมพล -อิสสระ ” เป็น ส.ส. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

รัฐธรรมนูญและพ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 60 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและขาดสมาชิกภาพ ส.ส. ก็เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 2550

จากทั้ง 3 คดีตัวอย่างที่ยกมา มันชัดเจนพอหรือยัง

เจาะสนามชี้ชะตา ‘อาญาสิทธิ์’ ทัพ ‘บิ๊กป้อม’ ตีชะอวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460134

เจาะสนามชี้ชะตา ‘อาญาสิทธิ์’ ทัพ ‘บิ๊กป้อม’ ตีชะอวด

4 มีนาคม 2564 – 16:47 น.

ทัพหลวง พปชร. ลุยเมืองคอน หวังอุ้ม “อาญาสิทธิ์” โชว์บารมี “บิ๊กป้อม”

++
    นับถอยหลังเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช เขต 3 การต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล เต็มไปด้วยความเข้มข้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ ต่างยกทัพใหญ่ไปเปิดปราศรัยใหญ่ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช 
    วันที่ 5 มี.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมแกนนำพรรคจะลงพื้นที่ช่วย “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ผู้สมัครของพรรค โดยมีแผนจะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ที่โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร

พรรค พปชร.โปรโมตบิ๊กป้อมลงพื้นที่เมืองคอน

    สองปีมานี้ มีการเลือกตั้งซ่อมหลายจังหวัด พล.อ.ประวิตร ไม่เคยเดินทางไปช่วยหาเสียงผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดใดเลย และการเดินทางไปเขต 3 นครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นครั้งแรก 
    สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 3 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 151,290 คน แยกเป็น อ.ชะอวด 67,340 คน, อ.จุฬาภรณ์ 24,563 คน ,อ.เฉลิมพระเกียรติ 24,695 คน และ อ.พระพรหม 34,692 คน 
    จะเห็นได้ว่า จำนวนผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงที่ อ.ชะอวด มีมากเกือบ 7 หมื่นเสียง หากผู้สมัครรายใด เก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำที่อำเภอแห่งนี้ ย่อมมีโอกาสเข้าป้ายสูง
    ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 เทพไท เสนพงศ์ ได้ 33,310 คะแนน ส่วนอาญาสิทธิ์ ได้28,742 ห่างกัน 4,568 คะแนน ซึ่งอาญาสิทธิ์ทำคะแนนหล่นหายที่ อ.ชะอวด เยอะไปหน่อย จึงพ่ายแพ้

++
ประชานิยมลุงตู่
++
    ย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง ส.ส.นครศรีธรรมราช ทั้ง 8 เขต ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เบียดแทรกเข้ามาได้ 3 เขต
    เขต 1 รงค์ บุญสวยขวัญ, เขต 2 สัณหพจน์ สุขศรีเมือง และเขต 7 สายัณห์ ยุติธรรม นี่คือต้นทุนการเมืองของพลังประชารัฐ

อาญาสิทธิ์ พร้อมกับ 3 ส.ส.พลังประชารัฐ 

    ในรอบ 20 ปีผ่านมา สนามเลือกตั้งนครศรีธรรมราช ไม่เคยมีพรรคไหน มาเบียดแย่งเก้าอี้ ส.ส.ไปจากพรรค ปชป.ได้ แต่หนที่แล้ว กระแสลุงตู่ ช่วยให้พลังประชารัฐ เจาะ ปชป.ได้ถึง 3 เขต 
    ด้าน อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ จัดว่าเป็น “คนพื้นที่” เพราะมีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.จุฬาภรณ์  เคยรับราชการอยู่ในละแวกนี้มานาน ทั้งปลัด อ.ชะอวด ,ปลัด อ.จุฬาภรณ์ และปลัด อ.เฉลิมพระเกียรติ จึงเป็นที่รู้จักของชาวบ้านในเขต 3   เป็นอย่างดี ตรงข้ามกับตระกูล “เสนพงศ์” ที่มีบ้านเกิดอยู่ใน อ.เชียรใหญ่ 

อาญาสิทธิ์ คน อ.จุฬาภรณ์ รับราชการเกือบทุกอำเภอในเขต 3

    จุดแข็งของอาญาสิทธิ์นั้น น่าจะอยู่ที่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนหลักของรัฐบาลประยุทธ์ ประกอบกับช่วงนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างนิยมชมชอบโครงการ “เราชนะ” และ “คนละครึ่ง” จึงทำให้อาญาสิทธิ์หาเสียงง่ายขึ้น 
    อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และผู้อำนวยการดูแลการเลือกตั้ง ได้ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช นำทีม ส.ส.พลังประชารัฐ มาช่วยอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ หาเสียง 2 รอบแล้ว
    ฉะนั้น ทัพหลวงพลังประชารัฐ จะเดินทางไปมาถึงเมืองคอนวันศุกร์นี้ นำโดย “บิ๊กป้อม” คงทำให้ทีมงานอาญาสิทธิ์ มีความมั่นใจมากขึ้น 

โผล่มายังไง ‘ชัยวุฒิ’ สายเมืองสิงห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460123

โผล่มายังไง’ชัยวุฒิ’ สายเมืองสิงห์

4 มีนาคม 2564 – 15:21 น.

โผปรับ ครม.วุ่น ชื่อ “ชัยวุฒิ” โผล่โควตา กทม. งงกันทั้งพรรค เพราะลูกหลานแม่กิมลี้มาจากเมืองสิงห์

++
    ถึงนาทีนี้ โผปรับ ครม. ก็ยังไม่นิ่ง แม้จะมี 2 รายชื่อ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” และ “ตรีนุช เทียนทอง” หลุดออกมาจากสื่อเกือบทุกสำนัก
    ประเด็นที่ค้างคาใจของ ส.ส.พลังประชารัฐ จำนวนไม่น้อย ก็คือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้ข่าวว่า จะเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ แทน ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ โควตา กทม. 

ชัยวุฒิ ว่าที่รัฐมนตรี? 

    จริงๆแล้ว “ชัยวุฒิ” มีฐานการเมืองอยู่ที่สิงห์บุรี และมีน้องชาย-โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นส.ส.สิงห์บุรี เพียงแต่มีภรรยา-กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. เขต 1 พลังประชารัฐ เท่านั้นเอง
    เหตุใด ชัยวุฒิจึงดำน้ำจากสิงห์บุรี มาโผล่ที่เมืองกรุง ยังเป็นคำถามคาใจคนพลังประชารัฐ?
    แม้ปี 2561 ชัยวุฒิ จะพา สกลธี ภัททิยกุล ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และณัฏฐพล ทีปสุวรรณอดีต เข้าพบสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล สมัยรัฐบาลประยุทธ์ ภาค คสช. แต่ปี 2563 ชัยวุฒิ ก็เป็นคนออกโรงขับไล “สมคิด” และทีม 4 กุมาร 
    นัยว่า ช่วงหลังชัยวุฒิ ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ “สกลธี-พุทธิพงษ์-ณัฏฐพล” หากแต่เขากลับไปสนิทสนมกับ วิรัช รัตนเศรษฐ และกลุ่มอื่นๆ ในพรรคมากกว่า 

++
ลูกหลานแม่กิมลี้
++
    คนเมืองสิงห์รู้จัก “แม่กิมลี้” เป็นอย่างดี เพราะตระกูล “ธนาคมานุสรณ์” ทำมาค้าขายในเมืองสิงห์มายาวนาน มีทั้งร้านทองแม่กิมลี้ ,เคเบิ้ลสิงห์บุรี และร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า
    “ภรณี ธนาคมานุสรณ์” ทายาทแม่กิมลี้เป็นผู้บริหารธุรกิจในตระกูล และมีบทบาทสนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งระดับเทศบาล และ อบจ.สิงห์บุรี

แม่ภรณี ลูกสาวแม่กิมลี้ แห่งเมืองสิงห์ ถ่ายภาพกับลูกชาย 2 คน และลูกสะใภ้ 

    แม่ภรณีเป็นหัวคะแนนคนสำคัญของพรรคชาติไทยมาแต่ยุคของประเทือง วิจารณ์ปรีชา อดีต ส.ส.สิงห์บุรี หลายสมัย แต่มาถึงรุ่นลูก เริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์
    ชัยวุฒิ ลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 ตอนนั้น สิงห์บุรี มี 2 เขต ชัยวุฒิ ส.ส.เขต 1 พรรค ปชป. ส่วน พายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.เขต 2 พรรคไทยรักไทย
    ปี 2548 ส.ส.สิงห์บุรี เหลือเขตเดียว พายัพมากับประชานิยม เอาชนะชัยวุฒิไปได้ 
    ปี 2550 ชัยวุฒิตัดสินใจย้ายจาก ปชป.ไปพรรคชาติไทย ตามฐานการเมืองเดิมของตระกูลแม่กิมลี้ เอาชนะพายัพ พรรคพลังประชาชนไปได้
    เมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบ ชัยวุฒิถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ปลายปี 2552 เมื่อมีเลือกตั้งซ่อม โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ น้องชายกลับมาสวมเสื้อ ปชป. เอาชนะพายัพ ปั้นเกตุ ไปได้

โชนวุฒิ ส.ส.สิงห์บุรี

   ปี 2554 สุรสาล ผาสุข พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดงสิงห์บุรี ขี่กระแสยิ่งลักษณ์เอาชนะโชนวุฒิ ค่าย ปชป. ไปได้ 
    เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ชัยวุฒิย้ายจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ตัตเขาลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และช่วยหาเสียงให้โชนวุฒิ ที่สนามเมืองสิงห์ คว่ำสุรสาล ผาสุข ทำให้ลูกหลานแม่กิมลี้ กลับสู่สภาฯอีกรอบ
    ว่ากันว่า ชัยวุฒิ วาดหวังจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ตั้งแต่ปรับ ครม.ปีที่แล้ว หลังจากไล่ “สมคิด” กับ 4 กุมารพ้นพรรค พ้น ครม. แต่ไม่มีโควตา เลยต้องรอมาจนถึงรอบนี้

ข่าวลือเรื่อง “ล้มร่างรัฐธรรมนูญ” มาแรงมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460102

ข่าวลือเรื่อง “ล้มร่างรัฐธรรมนูญ” มาแรงมาก

4 มีนาคม 2564 – 13:13 น.

“ศาลรัฐธรรมนูญ”เตรียมวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยวิธีการเปิดทางให้ยกร่างใหม่นั้น ไม่สามารถทำได้หรือไม่ ส่งผลให้กระบวนการตั้ง ส.ส.ร.แท้งก่อนที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตวาระ 3 ท่ามกลางข่าวลือ ล้มร่างรัฐธรรมนูญ มาแรงมาก โดย .. ปกรณ์ พึ่งเนตร

กราบเรียนท่านศาล รธน.
ข่าวลือเรื่อง “ล้มร่างรัฐธรรมนูญ” มาแรงมาก 

ข่าวแจ้งว่าศาลรัฐธรรมนูญเตรียมจะวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยวิธีการเปิดทางให้ยกร่างใหม่นั้น ไม่สามารถทำได้ ส่งผลให้กระบวนการตั้ง ส.ส.ร.แท้ง เป็นการแท้งก่อนที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ที่นัดหมายกันไว้ราวๆ วันที่ 17 มี.ค. หรือช่วงกลางเดือน

ผมมองว่าการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นนี้เป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และเป็นการเล่นคำเหมือนพวกศรีธนญชัย ทำนองว่า มาตรา 256 ซึ่งมีถึง 9 อนุมาตรา เป็นเรื่องของหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปิดช่องให้ยกร่างใหม่ จึงอ้างว่าการแก้ไขเพื่อเปิดทางให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่สามารถทำได้ บางคนใช้คำแรงว่าเป็นการแก้แบบ “ลูกฆ่าแม่” เลยด้วยซ้ำ 
ถ้าใช้การเล่นคำแบบไม่ต้องสนตรรกะแบบนี้ ก็ต้องไปฟัง คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขาบ้าง ที่บอกว่านี่ไม่ได้เป็นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 (ฮา) 
แต่จริงๆ แล้วถ้าเราหลับตานึกถึงรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายทั่วๆ ไป คงไม่มีใครบ้าเขียนหลักเกณฑ์และวิธีการในการยกเลิกกฎหมายเอาไว้ในตัวบทของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ เลย ด้วยเหตุนี้การจะยกเลิกกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของสภา ในฐานะตัวแทนประชาชน และรับผิดชอบต่อประชาชน 
วิธีการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันก็คือ แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไข ซึ่งก็คือมาตรา 256 เพื่อให้สามารถตั้ง ส.ส.ร.เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
คำถามคือการแก้ไขแบบนี้มันขัดรัฐธรรมนูญตรงไหน และในอนุ 8 ของมาตรา 256 ก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ถ้าจะแก้ไขมาตรานี้ คือแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องนำไปทำประชามติก่อน ซึ่งก็หมายถึงนำไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่าจะยอมให้แก้หรือไม่ 
ถามแบบกวนๆ ก็คือ “แล้วศาลเกี่ยวอะไรไม่ทราบ?” 
การแก้ไขมาตรา 256 ย่อมสามารถกระทำได้ เพราะหากทำไม่ได้ ก็ต้องเขียนไว้ในมาตรา 255 แล้ว 
ย้อนไปดูมาตรา 255 บัญญ้ติว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้” 

ฉะนั้นการแก้ไขมาตรา 256 จึงทำได้ แต่จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ต้องผ่านประชามติจากประชาชนก่อน ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุสมผล ตรงตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ “เสียงของประชาชน” ใหญ่ที่สุด 
ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบให้มี ส.ส.ร.เพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับนั้น ผ่านการรับหลักการวาระ 1 จากรัฐสภามาแล้ว วันนี้ใครที่พูดว่าถ้าร่างใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ ก็ให้ไปแก้รายมาตรา ก็ต้องถามกลับว่าทำไมวันที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา 6-7 ร่าง เป็นร่างที่เสนอแก้รายมาตราถึง 4-5 ร่าง เหตุใดจึงไม่รับร่างแก้ไขรายมาตรา แต่มารับร่างแก้ไขแบบยกร่างใหม่ทั้งฉบับทำไม 
บอกตรงๆ คนในรัฐบาลพูดอะไรตอนนี้ก็มีแต่ลักลั่น สับปลับ กลับไปกลับมา ไม่ต่างอะไรกับไม้หลักปักเลน หาสาระอะไรให้ยึดเหนี่ยวไม่ได้เลย 
สุดท้ายหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะของการยกร่างใหม่ทำไม่ได้ ก็คงต้องหมายความว่าถ้าอยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถใช้กระบวนการทางรัฐสภาได้ ต้องไหว้วานให้ทหารปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหรืออย่างไร 
ตรรกะเหตุผลแบบนี้มันไปได้จริงๆ หรือ ฝากศาลท่านช่วยพิจารณา…


ที่มา : คอลัมน์โหมโรง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

รู้จัก “ตรีนุช” “เทียนทอง” ยุคใหม่บูรพาพยัคฆ์การเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460098

รู้จัก “ตรีนุช” “เทียนทอง” ยุคใหม่บูรพาพยัคฆ์การเมือง

4 มีนาคม 2564 – 12:59 น.

พลิกโผปรับ ครม. สัมผัสตัวเต็งเสนาบดีคนใหม่ “ตรีนุช” ลูกสาวกำนันกี-ขวัญเรือน เทียนทอง คนดีของลุงป้อม

++
กลางดึกคืนวันที่ 3 มี.ค.2564 สำนักข่าวใหญ่ระดับประเทศหลายแห่ง พร้อมอกพร้อมใจกันเสนอข่าวโผ ปรับ ครม. ชนิดไม่มีแตกแถว โดยอ้างว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสนอชื่อบุคคลที่เข้าข่ายจะเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคพลังประชารัฐ ไปให้นายกรัฐมนตรี 2 ชื่อ คือ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ “ตรีนุช เทียนทอง” ส.ส.สระแก้ว 5 สมัย 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เฮือกสุดท้าย “ป๋าเหนาะ” เดียวดายใต้เงาชิน

สองพี่น้อง ฐานิสร์-ตรีนุช ไปด้วยกัน ไปได้ไกล

เฉพาะ ส.ส.เหน่ง-ตรีนุช มีการระบุว่า จะได้นั่งกระทรวงวัฒนธรรม และอิทธิพล คุณปลื้ม ขยับลุกจากเก้าอี้ตัวเดิมไปนั่งกระทรวงดีอีเอส     

ชื่อนี้ หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าหลานสาว “ป๋าเหนาะ” จะได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งตามรายงานข่าวก็อธิบายถึงคุณสมบัติของตรีนุช เป็นเด็กดีของลุงๆ ไม่ดื้อ ไม่วิ่ง ไม่วอแว ก้มหน้าก้มตาทำงานในพื้นที่ จึงได้รับรางวัลตอบแทน    

การที่ “ลุงป้อม” หยิบชื่อ “ส.ส.เหน่ง” มาเป็นรัฐมนตรี สะท้อนภาวะผู้นำแบบลุงป้อม ที่รักใครรักจริง ไม่ทิ้งกัน     

การที่ “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง หัก “เสนาะ เทียนทอง” พาลูกชายลูกสาวย้ายออกจากเพื่อไทยมาสังกัดพลังประชารัฐ ตามคำของลุงป้อมนั้น เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของตระกูลเทียนทอง     

เวลานั้น สองพี่น้อง “ฐานิสร์-ตรีนุช” จึงยึดคติที่ว่า “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” และใช้เป็นชื่อแฟนเพจเฟซบุ๊กของพวกเขา ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 

กำนันกี ขวัญเรือน เทียนทอง

++
‘เทียนทอง’รุ่น 2
++
วันที่เสนาะ เทียนทอง ยังเบ่งบารมีอยู่ในพรรคไทยรักไทย ในฐานะนักปั้นนายกรัฐมนตรี จึงวางตัวหลาน 2 คนคือ “ฐานิสร์-ตรีนุช” เป็น ส.ส.สระแก้ว บวกกับ “สรวงศ์” ลูกชายคนโตของป๋าเหนาะ ส.ส.สระแก้ว 3 คนก็เป็นของตระกูลเทียนทอง มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ,พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย     

กระทั่งการเลือกตั้ง 2562 ที่ตระกูลเทียนทอง ต้องแข่งขันกันเอง เมื่อ “ป๋าเหนาะ” นำทีมเพื่อไทย ลงสนามชนกับทีมพลังประชารัฐ ที่มีน้องสะใภ้ “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง เป็นแม่ทัพ ผลเลือกตั้งก็ตามที่รู้กัน ป๋าเหนาะพ่ายยับ    

“พิเชษฐ์-ขวัญเรือน” มีบุตรชายหญิง 4 คน ได้แก่ หนึ่ง-ฐานิสร์,เหน่ง-ตรีนุช, หนุ่ย-อนุรักษ์ และบดี     

20 กว่าปีมานี้ ตระกูลเทียนทอง แบ่งพื้นที่ธุรกิจการเมืองกันชัดเจน โดย “เสนาะ” มอบหมายให้น้องชาย “พิเชษฐ์ เทียนทอง” ดูแลธุรกิจและการเมือง โดยใช้ อ.วัฒนานคร เป็นฐานบัญชาการ    

หลังพิเชษฐ์เสียชีวิต ภรรยา-ขวัญเรือนได้เข้ามาดูแลกิจการต่อ โดยมอบให้ลูกชายคนเล็ก “หนุ่ย-อนุรักษ์” กับบดี บริหารธุรกิจแทนบิดา ส่วนฐานิสร์กับตรีนุช เล่นการเมือง    

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “หนึ่ง-เหน่ง” สองพี่น้องตระกูลเทียนทองยุคใหม่ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล”  

ตรีนุช และคุณนายแม่ แห่งสระแก้ว

++
คุณนายแม่
++
ขวัญเรือน เทียนทอง ได้แนะนำตัวเองผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กขวัญเรือน เมื่อ 12 พ.ย.2563 ว่า “คุณแม่ลูกสี่ เกิดและโตที่วัฒนานคร เข้าสู่เส้นทางการเมืองครั้งแรกในบทบาทกำนันที่ตำบลบ้านเกิด “กำนันกี” คือชื่อเล่นและชื่อเรียกที่พี่น้องชาวสระแก้วเรียกขานอย่างติดปาก”    

กำนันกี ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.สระแก้ว พร้อมชูแคมเปญหาเสียงว่า “ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม”     

เนื่องจาก อบจ.สระแก้ว มีนายก อบจ.ชื่อ “ทรงยศ เทียนทอง” มายาวนานถึง 4 สมัย ซึ่งทรงยศเป็นลูกชายของวิทยา เทียนทอง น้องชายป๋าเหนาะ ดังนั้น กำนันกีจึงบอกคนสระแก้วให้รู้ว่า เธอลงสนามมาแล้ว หากได้รับเลือกตั้ง ก็รับประกันว่าไม่เหมือนเดิมแน่  

พ.ศ.นี้ อบจ.สระแก้ว มีนายก อบจ.ชื่อ ขวัญเรือน ที่คนสระแก้วเรียกขานเธอว่า “กำนันกี” หรือ “คุณนายแม่” นับหนึ่ง อบจ.สระแก้ว ยุคเทียนทองโฉมใหม่    

ขวัญเรือนเป็นกำนัน ต.วัฒนานคร มาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น มีผู้อพยพชาวเขมรนับแสนคนอาศัยอยู่ในศูนย์แถวตาพระยา-อรัญประเทศ สระแก้วจึงเป็นเมืองทหาร     

ด้วยเหตุนี้ กำนันกี จึงรู้จักมักคุ้นกับลุงป้อม ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ร.12 รอ. ค่ายไพรีระย่อเดช อ.เมืองสระแก้ว     

สรุปว่า การเมืองสระแก้ว ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นในชั่วโมงนี้ เป็นยุค “เทียนทอง” เวอร์ชั่นบูรพาพยัคฆ์ภาคการเมือง นำโดยกำนันกี เรียบร้อยแล้ว

ศึกคนกันเอง ‘ดอนทราย’ วิปโยค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460009

ศึกคนกันเอง’ดอนทราย’ วิปโยค

3 มีนาคม 2564 – 15:31 น.

เสียงปืนสนั่นโพธาราม สังเวย 1 ศพ ศึกเลือกตั้งเทศบาลดอนทราย เหตุแรงแค้นคนตระกูลเดียวกัน

++
    เลือกตั้งท้องถิ่นเมืองโพธาราม ตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อเกิดเหตุคดียิงวราพร เนียมรักษา ผู้สมัครนายกเทศบาลตำบลดอนทราย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย ภายในวัดท่ามะขาม 
    ต่อมา พนักงานสอบสวน สภ.โพธาราม ขออนุมัติศาลจังหวัดราชบุรีออกหมายจับ วันชัย เนียมรักษา ส.อบจ.ราชบุรี เขต อ.โพธาราม ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 

ครูนงค์-วราพร เนียมรักษา 

    ผู้ที่รับบทคนกลางคือ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี เนื่องจาก วันชาติ เนียมรักษา เป็น ส.จ.ในกลุ่มพัฒนาราชบุรี ขณะที่บุตรสาวของ วราพร เนียมรักษา ผู้เสียชีวิต ก็ทำงานอยู่ที่ อบจ.ราชบุรีเช่นกัน

กำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี

    ด้วยเหตุนี้ กำนันตุ้ยจึงพา “สจ.ชาติ” เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสู้คดี ส่วนเรื่องของคดีความก็ว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย วันเดียวกันนั้น กำนันตุ้ยเดินทางไปร่วมงานรดน้ำศพ วราพร เนียมรักษา เนื่องจากนัฏฐิรา เนียมรักษา ลูกสาวของวราพร รับราชการเป็นนักวิเคราะห์ นโยบายและแผนชำนาญการ อบจ.ราชบุรี
    กำนันตุ้ยยืนยันว่า “กลุ่มพัฒนาราชบุรีเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาจังหวัด ช่วยเหลือประชาชนชาวราชบุรีให้มีชีวิตที่ดีขึ้น” 

++
ตระกูล “เนียมรักษา” 
++
    เทศบาลตำบลดอนทราย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 12.9 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 8,062.50 ไร่ มีประชากรทั้งสิ้น 7,253 คน 2,652 ครัวเรือน ในจำนวน 9 หมู่บ้าน
    ประชากรในบางพื้นที่เป็นกลุ่มคนที่มีเชื้อสายลาวตี้ หรือชาวลาวเวียง เป็นกลุ่มคนที่มีเชื้อสายลาวจากกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองราชบุรี ตั้งแต่สมัยธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ 
    สมัยที่แล้ว “จิตรลดา เนียมรักษา” ภรรยาของ สจ.ชาติ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลดอนทราย เมื่อครบวาระ “จิตรลดา” ก็ลงสนามอีกครั้ง

ภรรยา ส.จ.ชาติ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลดอนทราย

    ส่วนคู่แข่งคนสำคัญของจิตรลดาคือ “ครูนงค์” วราพร เนียมรักษา ซึ่งเป็นภรรยาของพี่ชาย สจ.ชาติ
    ก่อนหน้าศึกเลือกตั้งเทศบาลดอนทราย มีการเลือกกำนัน ต.ดอนทราย แทน สจ.ชาติ ที่ลาออกไปสมัคร ส.อบจ.ราชบุรี โดยตอนแรก สจ.ชาติ วางตัวให้ลูกสาวที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนันแทน แต่พี่สะใภ้-วราพร  ทาบทามผู้ใหญ่ยิ่งพันธุ์  กันเกตุ  เข้าชิงตำแหน่งกำนัน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยกันโหวต ได้เสียงทั้งหมด 7 เสียง จาก 9 เสียง  
    นี่คือปมแค้น ที่ตำรวจคาดว่า เป็นมูลเหตุจูงใจให้ลงมือสังหารพี่สะใภ้ แต่ สจ.ชาติ ปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมกับนักข่าวว่า “ผมไม่ได้ทำ กับคนตายก็ดีกันมาตลอด” 

++
ราชสีห์ดอนทราย
++
    คนดอนทรายทราบดีว่า “สจ.ชาติ” หรือ วันชาติ เนียมรักษา เรียกตัวเองว่า “ราชสีห์ดอนทราย” 

ราชสีห์ดอนทราย หมายถึงกำนันชาติ หรือ สจ.ชาติ

    อดีตตำรวจ สภ.ทุ่งหลวง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น เป็นผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน ต.ดอนทราย โดยสนับสนุนภรรยา-จิตรลดา เนียมรักษา เป็นนายกเทศมนตรีตำบลดอนทราย สมัยที่แล้ว
    ปลายปีที่แล้ว กำนันชาติ ราชสีห์ดอนทราย ลงสมัคร ส.อบจ.ราชบุรี เขต อ.โพธาราม สังกัดกลุ่มพัฒนาราชบุรี ของกำนันตุ้ย ได้รับชัยชนะ จึงกลายเป็น “ส.จ.ชาติ” ผู้กว้างขวางแห่งโพธาราม
    พลันที่ปี่กลองเลือกตั้งเทศบาลดังขึ้น “จิตรลดา” ภรรยา ส.จ.ชาติ ลงสนามป้องกันแชมป์ โดยเจอผู้ท้าชิงมาแรงคือ “ครูนงค์” วราพร เนียมรักษา 
    คนดอนทราย 9 หมู่บ้าน ก็รู้จักมักคุ้นคนในตระกูล “เนียมรักษา” เป็นอย่างดี เมื่อ “สองสะใภ้” ของตระกูลดังลงชิงชัย ก็ทำเอา “หัวคะแนน” เดือดเนื้อร้อนใจไปตามๆกัน
    ใครจะเชื่อว่า ศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลดอนทราย จะกลายเป็น “สังเวียนเลือด” สังเวยชีวิต “ครูนงค์” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีฯ