‘แอมมี่’ เอฟเฟกต์ สะเทือนม็อบซ้ายใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459991

‘แอมมี่’ เอฟเฟกต์ สะเทือนม็อบซ้ายใหม่

3 มีนาคม 2564 – 12:52 น.

กองเชียร์ม็อบเซ็ง กรณี “แอมมี่” สะเทือนจังหวะก้าวและยุทธวิธี “ไม่มีแกนนำ” ของม็อบซ้ายใหม่ REDEM คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    แวดวงวิทยุใต้ดินแถวปารีส เปิดสายโฟนอินถกเถียงกันแบบไม่หลับไม่นอน หลังศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ “แอมมี่” ไชยอมร แก้ววิบูลพันธุ์ นักร้องนำวงเดอะ บอตทอม บูลส์ (The Bottom Blues) ตามหมายจับเลขที่ 429/2564 พร้อมพวกอีก 2 คน ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 
    หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเผาพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 28 ก.พ.2564 
    ก่อนหน้านั้น บรรดาขาเชียร์กลุ่มราษฎร หรือเยาวชนปลดแอก ยังมีวิวาทะเรื่องกลยุทธ์ม็อบ 28 กุมภา มีแกนนำหรือไม่มีแกนนำ แต่พอเกิดกรณีแอมมี่ หลายคนถึงกับออกอาการเซ็ง

แอมมี่ เจอเกมร้อน

++
โรคประจำศตวรรษ
++
    อันสืบเนื่องจาก กลุ่ม REDEM ประกาศจัดการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเดินขบวนไปยังบ้านพัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หน้ากองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารมหาดเล็กฯ รักษาพระองค์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2564 เกิดเหตุปะทะกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุม พร้อมกับมีการจับกุมผู้ร่วมชุมนุม จำนวน 22 คน
    เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2564 แอดมินเพจเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH โพสต์ว่า “การชุมนุมมวลชนกลุ่ม REDEM ซึ่งเสมือนกับระบบประชาธิปไตยทางตรงที่มวลชนร่วมกันโหวตผ่าน TELEGRAM ถึงการนัดชุมนุม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในไทยที่การเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ถูกตัดสินใจโดยมวลชน มวลชนร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมกัน..”
    แสดงว่า กลุ่ม REDEM ยังยืนยันถึงกลยุทธ์ “ไม่มีแกนนำ ไม่มีการ์ด” ในการชุมนุมมวลชนและเดินขบวน 

REDEM ม็อบไม่มีแกนนำ 

    กลุ่ม REDEM เกิดมาจากกลุ่มเยาวชนปลดแอกได้พูดคุยกัน และตัดสินใจเคลื่อนไหวที่มวลชนร่วมกันเป็นเจ้าของในชื่อ “REDEM-ประชาชนสร้างตัว” ซึ่ง REDEM ในที่นี้ย่อมาจาก RESTART DEMOCRACY สร้างประชาธิปไตยให้เกิดใหม่อีกครั้งไปด้วยกัน
    พวกเขาย้ำว่า “REDEM” เป็นการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตยที่คนเท่ากัน พวกเขาจึงประกาศข้อเรียกร้องที่มีฐานคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย
    “การต่อสู้ของมวลชนที่มวลชนเป็นผู้ตัดสินใจได้เริ่มขึ้นแล้ว ถ้าไม่สู้ก็ต้องอยู่อย่างไทย แสวงหาวิธีใหม่ๆ ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะเผด็จการและนำไปสู่สังคมนิยมประชาธิปไตยเพื่อคนเท่ากันไปด้วยกัน”

    ด้าน “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์อาวุโส โพสต์เฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk พูดถึงม็อบ REDEM ด้วยท่าทีเยี่ยงมิตร “ปัญหาการประสานงาน “ม็อบไม่มีแกนนำ” อาจต้องทบทวนกัน..” เพราะฝ่ายรัฐเองได้ยกระดับการจัดการกับม็อบแล้ว
    “ใบตองแห้ง” ประเมินขบวนการเยาวชนรุ่นใหม่ว่า “ในฝ่ายม็อบเอง จะให้กลับไปเหมือนเดิมก็คงยาก อารมณ์คนไม่เหมือนเดิมแล้ว ด้วยความโกรธ ฉะนั้นแม้ต้องสรุปบทเรียนก็อย่าโยนความผิดกัน ต้องคิดว่าจะแปรความโกรธมาแสดงพลังต่อต้านอย่างไร”
    ประเด็นข้อเสนอแนะจาก “คนรุ่นเก่า” ต่อคนรุ่นใหม่ มักจะถูกปฏิเสธจากนักกิจกรรมยุคดิจิตอล และเหนืออื่นใด พวกเขาเป็น “ซ้ายใหม่” ที่มีวิธีคิดแตกต่างซ้ายเก่า

++
วิจารณ์ม็อบเด็ก
++
    อดีตนักวิชาการ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ที่เฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เขามีข้อคิดความเห็นต่อม็อบราษฎร และม็อบเยาวชนปลดแอกมาเป็นระยะๆ
    หลังม็อบ 28 กุมภา “พิชิต” โพสต์เฟซบุ๊คว่า “การชุมนุมของเยาวชนตั้งแต่ต้นปีมีแนวโน้มปะทะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุหลักคือ แนวทางของรัฐที่มุุ่ง “ใช้ความรุนแรงทุกที่ทุกเวลาปราบม็อบให้สิ้นซาก” ฉะนั้น ไม่ว่าการชุมนุมจะเกิดขึ้นที่ไหน รูปแบบใด สันติสักแค่ไหน พยายามหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงและการเผชิญหน้าสักเพียงใด การปะทะก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้..”
    เนื่องจากแกนนำม็อบรุ่นใหม่ ถูกกระทำด้วยกระบวนการยุติธรรมเต็มอัตราตั้งแต่ตำรวจไปถึงอัยการและศาล ด้วยข้อหาอาญาทุกมาตราหลายสิบคดี
    “อารมณ์ของผู้มาชุมนุมปีนี้จึงเคร่งเครียด คับแค้นและโกรธมาก ต่างจากปีที่แล้วที่พวกเขายังเป็น “เยาวชนมุ้งมิ้ง ใส ๆ” การใช้กำลังรุนแรงจากฝ่ายรัฐบวกกับความโกรธของเยาวชนจึงปะทุเป็นการปะทะบนถนนที่สูญเสียมากขึ้น” 
    พิชิต จึงฝากแง่คิดไปถึงแกนนำม็อบว่า “ภูเขาของความโกรธ เกลียด แค้น ท้อแท้ สิ้นหวังของเยาวชน นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้จัดชุมนุมและบรรดาแกนนำที่ยังไม่ถูกคุมขังในวันนี้ว่า จะรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการของผู้ชุมนุมที่เปลี่ยนไปอย่างไร”
    ตอนท้าย พิชิตที่เคยร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงปี 2553 ตั้งคำถามว่า “เยาวชนวันนี้กำลังเดินไปบนเส้นทางเดียวกับคนเสื้อแดง..พวกเขากำลังเดินไปสู่สถานการณ์เดียวกับการสังหารหมู่คนเสื้อแดงพฤษภา 53 หรือไม่”

สภาประชาชน ฟัน “ตั๊ดมะด่อ” ก่อการร้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459905

สภาประชาชน ฟัน “ตั๊ดมะด่อ” ก่อการร้าย

2 มีนาคม 2564 – 15:42 น.

เลือดนองแผ่นดิน สภาสหภาพพม่า (CRPH) ตัวแทนประชาชน ฟัน “กองทัพ” เป็นองค์กรก่อการร้าย 

++
หลังกองทัพเมียนมา หรือ “ตั๊ดมะด่อ”เพิ่มข้อหายุยงให้เกิดความไม่สงบแก่ อองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ตามกฎหมายอาญา 505 เมื่ออองซาน ซูจี ต้องขึ้นศาลอีกครั้ง รวมแล้วเป็น 3 ข้อหา โดยก่อนหน้านั้น เจอข้อหาครอบครองวิทยุสื่อสาร นำเข้าผิดกฎหมาย และฝ่าฝืนข้อห้ามพบปะประชาชนช่วงโควิดระบาด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เสียงปืนแตก “ตั๊ดม่ะด่อ”  เข้มคุมอารยะขัดขืน

ผู้แทนสภาสหภาพ ออกมติกองทัพเมียนมา เป็นผู้ก่อการร้าย

คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (CRPH) ประกาศให้สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) เป็นกลุ่มก่อการร้าย ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ของเมียนมา     

นี่เป็นเกมตาต่อตา ฟันต่อฟัน ระหว่างกองทัพเมียนมา กับพรรคเอ็นแอลดี โดยมีประชาชนจำนวนมาก จัดการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี และอารยะขัดขืนต่อสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของกองทัพเมียนมา    

ที่มาของคณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw: CRPH) นั้น มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) 15 คน รวมตัวกันตั้งองค์กร ตัวแทนของ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง 2 สภาคือ สภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) และ สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw)     

คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (CRPH) เป็นตัวแทนของ ส.ส.ได้รับเลือกจากประชาชนเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2563 และมีสิทธิ์ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงาน ด้านกิจการระหว่างประเทศและการบริหารราชการอย่างเต็มที่    

พูดง่ายๆ คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (CRPH) ของฝ่ายประชาธิปไตย จึงเป็นองค์กรคู่ขนานกับสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของกองทัพเมียนมา 

ดร.ซา ซ่า ตัวแทนคณะกรรมการสภาสหภาพในยูเอ็น

++
รัฐบาลประชาชน
++
เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2564 คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (CRPH) ได้แต่งตั้ง ดร.ซา ซ่า เป็นตัวแทนในคณะกรรมาธิการสามัญสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกิจการสหประชาชาติ และ ถิ่น ลิน อ่อง เป็นตัวแทนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะตัวแทนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ     

ดร.ซา ซ่า ผู้แทน CRPH ในฐานะตัวแทนในคณะกรรมาธิการสามัญสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกิจการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ทางวิดีโอกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส แจกแจงแผนการของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่จะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาต่อสู้ระบอบเผด็จการทหาร และเตรียมขอสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหประชาชาติ ให้การรับรอง     

พร้อมกันนั้น ดร.ซา ซ่า ยังได้กล่าวตำหนิประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนว่า ไม่ยืนหยัดร่วมกับประชาชนชาวเมียนมา หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมา พบปะกันที่กรุงเทพฯ  

การเคลื่อนไหวของ รมต.ต่างประเทศ รัฐบาลทหารพม่า

++
องค์กรก่อการร้าย
++
ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้ออกประกาศโอนอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มาไว้ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานสำคัญต่างๆ     

พร้อมกัน กองทัพเมียนมา ได้ประกาศการจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council-SAC) ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 419 ซึ่งเป็นคณะที่มีบทบาทมากที่สุด ได้แก่สภาบริหารแห่งรัฐ จำนวน 11 คน     

พลันที่พรรคเอ็นแอลดี รณรงค์อารยะขัดขืน หยุดงาน ผละงาน และจัดการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ สภาบริหารภาครัฐ (SAC) จึงใช้กำลังตำรวจ และทหาร ดำเนินการสลายการชุมนุม กดดันให้ข้าราชการกลับเข้าทำงานตามปกติ    

ผลการปราบปรามของตำรวจและทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการจับกุมประชาชนแบบเหวี่ยงแห คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ (CRPH) จึงประกาศให้สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) เป็นกลุ่มก่อการร้าย ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ของเมียนมา    

ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามแผนการของพรรคเอ็นแอลดี ที่จะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว เพราะสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) หมดความชอบธรรม เป็นองค์การก่อร้าย และนานาชาติไม่ให้การยอมรับ

อิสาณเดือด “เพื่อนเนวิน” หนัก สู้สายเลือด “ชิดชอบ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459882

อิสาณเดือด “เพื่อนเนวิน” หนัก สู้สายเลือด “ชิดชอบ”

2 มีนาคม 2564 – 13:14 น.

สังเวียนเล็กแต่ “คนโต” ศึกเทศบาลตำบลปราสาทสายฟ้า ดวลเดือดระหว่าง “ชิดชอบ” กับ “เพื่อนเนวิน”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สมรภูมิเลือกตั้งท้องถิ่น “เทศบาล” ทั่วไทย อาจเงียบเหงาไปบ้าง เนื่องจากพรรคการเมือง ไม่ได้ประกาศตัวสนับสนุนผู้สมัครนายกเทศมนตรีอย่างเอิกเกริก เหมือนตอนเลือกตั้งนายก อบจ.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  พี่สาวเนวิน “อุชษณีย์ ชิดชอบ” พร้อมทีม ส.ท.ลงชิงเก้านายกเทศบาลตำบลอิสาณ

สำนักเทศบาลตำบลอิสาณ

กลุ่มก้าวหน้า ก็ปรับกลยุทธ์ใหม่ แกนนำอย่าง “ธนาธร-ปิยบุตร” ไม่เปิดหน้าเดินเคาะประตูบ้านให้เจอกระแสต้าน ปล่อยให้ผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสภาเทศบาล ดำเนินการกันเอง    

สำหรับสนามเลือกตั้งท้องถิ่นบุรีรัมย์ ผู้คนแถวถิ่นโรงโม่ ไม่ได้สนใจการเลือกตั้งเทศบาลเมืองบุรีรัมย์  หากแต่จับจ้องไปที่การเลือกตั้งเทศบาลตำบลอิสาณ     

ขณะนี้ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสภาเทศบาลตำบลอิสาณ มี 2 ทีมคือ กลุ่มเพื่อนเนวิน นำโดย “สุพจน์ สวัสดิ์พุทรา” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ หลายสมัย แข่งกับกลุ่มอิสาณรวมพลัง มีหัวหน้าทีมชื่อ “อุชษณีย์ ชิดชอบ” อดีต ส.ว.บุรีรัมย์     

สนามเล็กแต่ตัวแทนตระกูลดังแข่งขันกันเอง จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะฝ่ายหนึ่ง “เพื่อนเนวิน” กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกสาว “กำนันชัย ชิดชอบ” งานนี้ไม่มีฮั้ว สู้กันเลือดเดือดแน่

เสี่ยพจน์ อดีตนายกเทศมนตรีฯ หลายสมัย

++
ตำบลชิดชอบ
++
เทศบาลตำบลอิสาณ ห่างจากที่ว่าการ อ.เมืองบุรีรัมย์ ทางทิศตะวันตก ประมาณ 3 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 36.899 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 12,606 หลังคาเรือน    

แม้จะเป็นเทศบาลตำบล แต่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ โดยมีลักษณะเป็นเมืองปริมณฑลที่รองรับการขยายตัวของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ปัจจุบัน ตำบลอิสาณกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก    

เหนืออื่นใด ชัย ชิดชอบ นักการเมืองอาวุโสแห่งบุรีรัมย์ ย้ายจากสุรินทร์มาตั้งรกรากที่บุรีรัมย์ และเป็นกำนัน ต.อิสาณ อยู่หลายปี ก่อนจะเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2512    

อุชษณีย์ ลูกสาวปู่ชัย พี่สาวเนวิน หวังล้มแชมป์กลุ่มเพื่อนเนวิน

ดังนั้น บ้านศิลาชัย และโรงโม่หินศิลาชัย(1991) จึงอยู่ในพื้นที่เทศบาลตำบลอิสาณ รวมทั้งสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ,สนามช้างอารีนา ,บุรีรัมย์ คาสเซิล, โรงแรมอมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฯลฯ    

จะว่าไปแล้ว เทศบาลตำบลอิสาณ มีความคึกคักกว่าเทศบาลเมืองบุรีรัมย์หลายเท่า 

กลุ่มเพื่อนเนวิน เหนื่อยกว่าทุกครั้ง

++
สิบปีก็ยังไม่สาย
++
ปู่ชัย ชิดชอบ ผู้ล่วงลับ มีบุตร 6 คน และมีลูกสาวคนเดียวคือ “อุชษณีย์ ชิดชอบ” เป็นพี่สาวของเนวิน ชิดชอบ และศักดิ์สยาม ชิดชอบ      

ในวันรับสมัครนายกเทศมนตรี “อุชษณีย์” กล่าวว่า ตนเองมีความผูกพันกับพื้นที่ ต.อิสาณ เนื่องจากบิดาคือ ชัย ชิดชอบ เป็นอดีตกำนันตำบลอิสาณ ทำให้ตนเองซึมซับการทำงานของท้องถิ่นมาตั้งแต่เล็ก จึงทำให้มีความผูกพัน และก็ถึงเวลาแล้ว ตนก็มีความพร้อม และมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาตำบลอิสาณ ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านของตน 

พี่สาวเนวิน จุดกระแสเปลี่ยน

“อุชษณีย์” เคยเป็น ส.ว.บุรีรัมย์ และมีสามี พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ เป็นนายก อบจ.บุรีรมัย์ ซึ่งหลังได้รับตำแหน่งนายก อบจ.แล้ว พ.ต.อ.ชวลิต สั่งปลดรองนายก อบจ. 3 คน ซึ่งเป็นทีมของเนวิน จึงเป็นที่มาของรอยร้าวแผลลึกในตระกูลชิดชอบ     

มิเพียงเท่านั้น ศึกสายเลือดชิดชอบได้เกิดขึ้นอีก 2 ครั้ง คือ เลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ ปี 2550 “อุชษณีย์” ลงชิงชัยกับ “กรุณา ชิดชอบ” ตอนนั้นเป็นข่าวฮือฮาไปทั้งอีสานใต้ ผลปรากฏว่า กรุณาได้ได้ 270,388 คะแนน ชนะพี่สาวเนวิน ที่ได้ 93,875 คะแนน       

ปี 2555 “อุชษณีย์” ไม่ถอย ลงสมัครนายก อบจ.บุรีรัมย์ แข่งกับ “กรุณา” อีกสมัย หนนี้แพ้ยับเยิน เพราะภรรยาเนวิน ได้กว่า 4 แสนคะแนน ส่วนอุชษณีย์ ได้แค่ 25,769 คะแนน    

จากสังเวียน อบจ.บุรีรัมย์ “อุชษณีย์” หดเป้าลงมาเล่นสนามเล็กขนาด 36 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางกระแส “คนอิสาณอยากเปลี่ยน” จึงทำให้เธอมีความหวังขึ้นมา    

จะเปลี่ยนจริงหรือเปลี่ยนหลอกๆ อีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า ก็จะรู้กันว่า “อุชษณีย์” จะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่? 

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ เมียนมา ส่งผลขัดแย้งปะทะรุนแรงภายในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459848

ซินแสเข่ง   ผ่าดวงวิกฤติ เมียนมา ส่งผลขัดแย้งปะทะรุนแรงภายในประเทศ

2 มีนาคม 2564 – 08:15 น.

ซินแสเข่ง   ผ่าดวง  วิกฤติ เมียนมา  วิเคราะห์   ส่งผลขัดแย้งปะทะรุนแรงภายในประเทศ  ผู้นำทหาร ผบ.สูงสุด กับประธานาธิบดี ก่อรัฐประหาร Myanmar วนนางอองซานซูจี  เป็นดวงผู้นำที่ขาดการสนับสนุน   ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนด้วยตนเอง

ซินแสเข่ง   ผ่าดวง  วิกฤติ เมียนมา  วิเคราะห์   ส่งผลขัดแย้งปะทะรุนแรงภายในประเทศ  ผู้นำทหาร ผบ.สูงสุด กับประธานาธิบดี   ก่อรัฐประหาร Myanmar จากดาวมฤตยู  และดาวพระเคราะห์ทับดวงเมืองต่อเนื่อง  เส้นทางไม่ต่างกับไทยเหมือนกัน   ทำให้เกิดเหตุวิกฤติ  ก่อความสับสน รุนแรงอย่างต่อเนื่อง  2 ผู้นำผู้ก่อการ  ปธ. มหยิ่นซเว  และ  มิ่นอองหล่าย  ผบ.ทหาร  ดวงตกสร้างปัญหา   ส่วนนางอองซานซูจี  เป็นดวงผู้นำที่ขาดการสนับสนุน   ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนด้วยตนเอง  ถึงแม้จะเป็นปีเสริม หวังแก้สถานการณ์ แต่ทำอะไรไม่ได้

ซินแสเข่ง   อาจารย์ชนม์ทรรศน์   ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย    วิเคราะห์ผ่าดวง  วิกฤติ   สถานการณ์ดวงเมืองประเทศพม่า   ตามหลักโหราศาสตร์จีน   ดวงโลก  ดวงเมือง   ยังถูกปกคลุมด้วย  ดาวมฤตยู  และดาวพระเคราะห์  อย่างต่อเนื่อง  ทับดวงเมือง  เพราะเส้นทางเดินของดวงดาวนั้น ไม่ต่างจากดวงเมืองประเทศไทย ที่มีความใกล้เคียง  แต่มีความแตกต่างกับสถานการณ์   พม่าต่อต้านรัฐประหาร  ของไทยล้มสถาบันฯ   จึงทำให้เกิดความแตกแยก  วุ่นวาย สับสน ทั้งดวงคน  และดวงประเทศ        

อีกทั้งดวงผู้นำทหาร  พลเอกอาวุโส  มิ่นอ่องหล่าย  เป็นผู้ก่อการยึดอำนาจ  และดวงของผู้นำ  มิ่นอ่องหล่าย  เป็นดวงที่มักชอบสร้างความขัดแย้ง   สร้างความเป็นศัตรู สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น    ประกอบกับเป็นบุคคลที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย ในช่วงปีนี้มีผลกระทบ  จึงถือว่าเป็นปีแห่งการปะทะรอบปี   จึงก่อให้เกิดความเป็นศัตรู  กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง อย่างต่อเนื่องทั้งวันเดือนปีเกิด       

ส่วนประธานาธิบดีของพม่า มหยิ่นซเว  ที่รักษาการณ์  ก็ตกอยู่ในช่วงปีที่ทำให้เกิดปัญหาเบียดเบียน  ให้อึดอัดใจในการกระทำ สร้างความวิตกกังวล กับเรื่องที่ไม่เป็นไร้สาระจากการกระของตนเอง  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการกระทำของคนดวงตกเพราะการกระทำ  ทำให้บ้านเมืองจึงเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น         

ซินแสเข่ง  วิเคราะห์ต่อเนื่องดวงของ นางอองซานซูจี  เพิ่มเติมว่า   ถึงแม้นจะมีดวงงานราชการเข้ามาเกี่ยวข้องในดวงชะตา  แต่เพราะความจริงใจ  ซื่อตรงในการทำงาน  และเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย  ทะเยอทะยาน  ไม่นิ่งอยู่กับที่  แต่ไม่มีดวงที่จะได้รับการสนับสนุน ทำให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนด้วยตนเอง  ไม่มีใครที่จะจริงใจด้วย  นอกจากประชาชนรากหญ้าเท่านั้น

โลกล้อมพม่า “เอ็นแอลดี” รุก ตั้งรัฐบาลคู่ขนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459790

โลกล้อมพม่า “เอ็นแอลดี”  รุก ตั้งรัฐบาลคู่ขนาน

1 มีนาคม 2564 – 15:03 น.

กองทัพเมียนมาใช้ไม้แข็งปราบม็อบ พรรคเอ็นแอลดี เปิดเกมรุกของนานาชาติหนุนตั้ง “รัฐบาล” คู่ขนานสภาบริหารภาครัฐ

++
การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านรัฐบาลทหารเมียนมา นับวันจะมีความรุนแรงขึ้น เมื่อกองทัพและตำรวจ อ้างว่า ต้องจัดการกับพวกผู้ประท้วงก่อจลาจลอย่างเด็ดขาด และเรียกกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “ม็อบอนาธิปไตย”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

เหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ.2564 สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน และบาดเจ็บกว่า 30 คน แต่สื่อออนไลน์ในเมียนมาหลายสำนักบอกว่า มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 24 คน     

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้สมาชิกดำเนินการมากกว่าที่เป็นอยู่ และส่งสารอย่างชัดเจนถึงกองทัพว่า พวกเขาต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนชาวเมียนมาที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง และหยุดปราบปรามผู้ประท้วง    

ล่าสุด (วันที่ 1 มี.ค.2564) สภาภาคบริหารแห่งรัฐ หรือรัฐบาลทหารเมียนมา ได้แจ้งเพิ่มข้อหายุยงปลุกปั่น ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องแก่อองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ และวิน มิน อดีตประธานาธิบดี 

++
รัฐบาลเอ็นแอลดี
++
หลังกองทัพเมียนมา ยึดอำนาจรัฐบาลอองซาน ซูจี ที่มาจากการเลือกตั้งได้เพียง 5 วัน  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) 15 คน ได้จัดตั้งคณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw: CRPH) ต่อมา มี ส.ส.พรรคประชาธิปไตยรัฐคะยา (KSDP) 1 คน และพรรคแห่งชาติตะอาง (TNP) 1 คนเข้าร่วมด้วย    

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2564 คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ได้แต่งตั้ง ดร.ซา ซ่า เป็นตัวแทนในคณะกรรมาธิการสามัญสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกิจการสหประชาชาติ และ ถิ่น ลิน อ่อง เป็นตัวแทนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะตัวแทนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ     

ดร.ซา ซ่า ผู้แทน CRPH ในฐานะตัวแทนในคณะกรรมาธิการสามัญสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกิจการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ทางวิดีโอกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส แจกแจงแผนการของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่จะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาต่อสู้ระบอบเผด็จการทหาร และเตรียมขอสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหประชาชาติ ให้การรับรอง     

พร้อมกันนั้น ดร.ซา ซ่า ยังได้กล่าวตำหนิประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนว่า ไม่ยืนหยัดร่วมกับประชาชนชาวเมียนมา หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้มีการพบปะกับ วุ่นนะ หม่อง ลฺวิน รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร     

ถ้อยแถลงของ ดร.ซา ซ่า บ่งบอกความพยายามของพรรคเอ็นแอลดี ที่หวังจะสถาปนาโครงสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมาแข่งขันกับคณะผู้นำทหารของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพื่อช่วงชิงการยอมรับจากนานาชาติ แต่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย     

เนื่องจากกองทัพเมียนมา ยังมีมหาอำนาจอย่างจีน และรัสเซีย รวมถึงเพื่อนบ้านบางประเทศก็เริ่มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งบ่งชี้ว่าทิศทางการทูตกำลังเปลี่ยนไปเข้าทางฝ่ายทหารมากขึ้น 

++
ซาซ่าคือใคร?
++
บล็อกเกอร์ “บก.เงาลาย” ได้อธิบายเรื่องราวของ “ดร.ซา ซ่า” ชาวชิน จากหมู่บ้านไลลินปี่ ชุมชนที่โดดเดี่ยวใกล้ชายแดนอินเดีย  เขตเมืองมะตูปี่ แขวงมีนตั๊ด ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐชิน หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ในเมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ดร.ซา ซ่า ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Health and Hope Foundation เพื่อดำเนินกิจกรรมการพัฒนาในรัฐชิน ฝึกชาวบ้านให้เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน     

ระหว่างเลือกตั้ง 8 พ.ย.2563 ดร.ซา ซ่า มีบทบาทเป็นผู้นำในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเอ็นแอลดี ในรัฐชิน     

ส่วนถิ่น ลิน อ่อง อาศัยอยู่ในรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเมียนมา ในปี ค.ศ.1996 และ ค.ศ.1998 และการปฏิวัติผ้าเหลืองปี ค.ศ.2007 เขายังเป็นนักโทษการเมือง

ไร้เงา “กปปส.” ดุลเปลี่ยน 3 ป.เป็นรองสีน้ำเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459759

ไร้เงา “กปปส.”  ดุลเปลี่ยน 3 ป.เป็นรองสีน้ำเงิน

1 มีนาคม 2564 – 11:02 น.

ดุลการเมืองเปลี่ยน เมื่อไร้ กปปส.ในรัฐบาลประยุทธ์ จึงเป็นจังหวะและโอกาสของค่ายสีน้ำเงิน  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สึนามีการเมืองเรื่อง กปปส. ส่งผลสะเทือนไปถึง “3 ป.” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่า กำเนิด กปปส.นั้น เกี่ยวโยงมาถึงการเกิดขึ้นของ คสช. ที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2557 คั่นด้วยการเลือกตั้งปี 2562 ก่อนจะเป็น “รัฐบาลประยุทธ์” เวอร์ชั่นรัฐธรรมนูญ 2560

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ปรับ ครม. “ศึกชิงเก้าอี้” ปะทุ

สุเทพ และอนาคตของ รปช. จะไปยังไง

ส.ว.บางกลุ่มจึงมองว่า ผลแห่งคดี กปปส. ทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยน เหมือนว่าเวลานี้ ในกระดานอำนาจ เหลือเพียง “3 ป.” กับฝ่ายระบอบทักษิณ (เพื่อไทย และอดีตไทยรักไทย)     

คอลัมนิสต์การเมืองสำนักข่าวหัวเขียว อ่านขาดสถานการณ์ร้อน จึงวิเคราะห์การปรับ ครม.ครั้งใหม่ว่า “โฟกัสไปที่ภูมิใจไทยก่อน ความเหนียวแน่นและหนาแน่นของภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข และครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ชื่อและยี่ห้อนี้รับประกันคุณภาพในการเล่นการเมือง ถึง สาม ป. จะได้เปรียบ เรื่องของโครงสร้างภาพรวมแต่ ด้านการเมือง แล้วเสียเปรียบร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมาผูกติดกับ กปปส. ก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่คล่องตัว และต้องคอยรับช่วงของวิบากกรรมที่ กปปส. ทำเอาไว้ในอดีตด้วย”    

ถอดรหัสจากบทความชิ้นนี้ หมายความว่า “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” นำโดย เนวิน ชิดชอบ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล มีความได้เปรียบเหนือ “บ้านป่ารอยต่อ”     

หากวันข้างหน้า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 ของรัฐสภา เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ค่ายสีน้ำเงิน อาจพลิกเดินเกมสภา เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลอีกรอบ    

3 สหายแห่งค่ายสีน้ำเงิน

++
กลืนเลือด
++
หลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อพอจับความได้ว่า ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ซึ่งอดีตแกนนำ กปปส.อีก 7 คน ก็คงคิดอ่านไว้ล่วงหน้าไม่ต่างกัน

หลังเลือกตั้งปี 2562 “ลุงกำนัน” รู้สึกผิดหวังที่พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ ส.ส.ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อรวมกัน 5 คน แต่ก็ได้ร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับโควต้ากระทรวงแรงงาน     

มีเหตุต้องปรับ ครม.ปีที่แล้ว พรรคลุงกำนันถอยจากแรงงาน ไปคุมกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรี อว.

สำหรับ ณัฐฏพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษาธิการ ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยคมนาคม แม้จะได้ตำแหน่งจากโควต้าพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาก็คือ อดีต กปปส.     

วันนี้ ทั้ง 3 คน หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้เหลือ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีในโควต้า กปปส.คือ อาจารย์อเนก ส่วนอีก 3 เก้าอี้คงต้องจัดสรรปันส่วนกันไปในกลุ่มมุ้งต่างๆ ของเครือข่ายลุงป้อม 

มวลชนมาต้อนรับ ส.ส.ลูกหมี กลับบ้านชุมพร

++
คนใจนักเลง
++
เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2564 หน้าลานพระบรมรูปพระปิยะมหาราช ชาวชุมพรประมาณ 2 พันคน ได้มารวมตัวกัน เพื่อให้กำลังใจ ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ หลังต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นตัดสินพ้นสภาพ ส.ส.     

“วันนี้ผมฝากให้พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันสนับสนุนท่าน นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะบ้านเมืองเราต้องเดินหน้าต่อ ส่วนเรื่องคดีความของผม ก็ให้ว่าไปตามกฎหมาย” บางถ้อยคำของ “ส.ส.ลูกหมี” ที่บอกกล่าวกับคนชุมพร    

“ผมถูกมากกว่าเพื่อน ทั้งหมดรวม 9 ปี 24 เดือน แต่ไม่เป็นไร ผมบอกแล้วว่าถ้าผมไปต่อสู้ ผมจะเดินสุดทาง เมื่อกลับถึงบ้าน ผมบอกภรรยาผมว่า “เราต้องอดทน” เราต้องปฎิบัติตามกฎหมาย”    

วันนั้น “ส.ส.ลูกช้าง” สุพล จุลใส และ “นายกโต้ง” นพพร อุสิทธิ์ ก็มาให้กำลังใจ “ส.ส.ลูกหมี” พร้อมกับทีมงาน “จุลใสแฟมิลี่”     

สไตล์คนใจถึงพึ่งได้แบบ “ส.ส.ลูกหมี” จึงไม่มีคำโอดครวญหลุดออกมาจากปาก แม้จะรู้อยู่แก่ใจในหลายเรื่อง แต่ก็เก็บงำไว้ ซึ่งต่อหน้ามวลชนที่มารอต้อนรับ ส.ส.ลูกหมียังฝากทุกคนให้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่

มิตรเทียม ‘พิธา’ ล่างูเห่า สะเทือนรัง ‘หนู’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459693

มิตรเทียม’พิธา’ ล่างูเห่า สะเทือนรัง ‘หนู’

28 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:10 น.

ไม่ยอมจบ “พิธา” พาทีมล่างูเห่า กระทบชิ่งค่ายสีน้ำเงิน เตรียมฟอร์มทีมยึดเชียงราย

++
“ศัตรูที่อยู่ต่อหน้า ยังน่ากลัวน้อยกว่ามิตรจอมปลอมที่อยู่ด้วยกัน” คำคมบาดลึกที่สะเทือนทั้งยุทธจักรการเมือง  

อันเนื่องจากโปรแกรมวันหยุดยาว “ก้าวไกล ก้าวไปตวยกั๋น @เชียงใหม่-เชียงราย” ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และชาวคณะ เริ่มจากวันเสาร์ที่ 27 ก.พ.2564 ทีมก้าวไกล ไปตั้งต้นที่เขต 6 อ.แม่สาย ก่อนจะมาจบที่เขต 1 อ.เมืองเชียงราย

นี่คือปฏิบัติการ “ขอโทษประชาชน” กรณีที่ น.พ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย เขต 1 เเละ พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เขต 6 โหวตไว้วางใจให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 

สมัยที่มี ส.ส.อนาคตใหม่ แหกมติพรรคและย้ายสังกัด แกนนำพรรคสีส้ม ก็ออกตามล่า “งูเห่า” ในพื้นที่แบบนี้ เช่นที่เขต 8 เชียงใหม่ และเขต 3 ปทุมธานี

ศัตรูที่อยู่ต่อหน้า ยังน่ากลัวน้อยกว่ามิตรจอมปลอมที่อยู่ด้วยกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคก้าวไกล จะต้องเร่งเดินหน้า แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวเเม่สาย เชียงราย เราจะคัดกรองผู้สมัครที่เก่งกว่า เจ๋งกว่า โดนกว่า เพื่อมาเติมนโยบายใหม่ๆให้กับชาวแม่สายอย่างตรงจุด

การเดินทางมาเชียงรายเที่ยวนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกลจึงฝากวาทะข้างต้น ที่กลายเป็นพาดหัวข่าวหลายสำนัก

พิธา และ ส.ส.ต้น แห่ง อ.แม่สาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมินมาลัย’ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’
 

++
ตระกูล “จงสุทธนามณี” 
++

พลิกแฟ้มเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย ปี 2562 เขต 1 อ.เมืองเชียงราย เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) พลิกเอาชนะตัวเต็ง 2 คนคือ สามารถ แก้วมีชัย พรรคเพื่อไทย(ลาออกจากเพื่อไทยแล้ว) และ รัตนา จงสุทธานามณี พรรคพลังประชารัฐ

เขต 6 อ.แม่สาย, อ.เชียงแสน และ อ.ดอยหลวง พีรเดช คำสมุทร พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) เฉือนชนะอิทธิเดช แก้วหลวง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่า แค่ 200 แต้ม

มองไปข้างหน้า เขต 1 เชียงราย รัตนา จงสุทธานามณี อาจย้ายกลับเพื่อไทย ส่วนสามารถ แก้วมีชัย คงต้องไปสังกัดพรรคใหม่ “หมอเอก” เอกภพ เจอศึกหนักแน่

เขต 6 อิทธิเดช แก้วหลวง อดีต ส.ส.เชียงราย 4 สมัย คงต้องขอแก้มืออีกครั้ง และ “ส.ส.ต้น” พีรเดช ก็เหนื่อยไม่แพ้หมอเอกที่เขต 1 

ทั้ง “หมอเอก” และ “ส.ส.ต้น” ที่ทำงานในพื้นที่ย่อมทราบดีว่า การสวมเสื้อตัวเดิมลงสนามในวันที่ไม่มี “ธนาธร” เป็นหัวหน้าพรรคนั้น คะแนนไม่ได้ไหลมาเหมือนเก่าแน่ จึงต้องหาบ้านหลังใหม่

สำหรับผู้ที่จะดูแลพื้นที่เชียงรายของพรรคก้าวไกล พิธามอบให้ กัญจน์พงศ์  จงสุทธนามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วน จ.เชียงราย ร่วมทำงานกับทีมงานก้าวไกลต่อไป 

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี เป็นคนในตระกูลการเมืองดังแห่งเชียงราย และดูหน่วยก้านก็ถือว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ มีอนาคตคนหนึ่ง

พิธาพาทีมขอโทษประชาชน ทั้งเขต 1 และเขต 6

++
การเมืองเชียงราย
++
เมืองเชียงราย มี 4 ตระกูลการเมืองดังคือ “ติยะไพรัช”, “เตชะธีราวัฒน์”, “วันไชยธนวงศ์” และ “จงสุทธนามณี” 

การเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เมื่อปลายปีที่แล้ว 3 ตระกูล “ติยะไพรัช”, “เตชะธีราวัฒน์” และ “จงสุทธนามณี” จับมือกันถล่ม “วันไชยธนวงศ์” ที่มีตระกูล “โพธสุธน” เป็นแนวร่วม

จบเกม “อทิตาธร วันไชยธนวงศ์” ชนะ “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” เรียกว่า แผ่นดินไหวที่เชียงรายสะเทือนถึงนครดูไบ 

ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” นำโดย “เสี่ยโป๊ย” สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคชาติพัฒนา ก่อนจะย้ายมาพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน เมื่อการเลือกตั้งปี 2554 “สมบูรณ์” พาลูกชายลูกสาว “สุธีระ-อทิตาธร” ย้ายจากค่ายทักษิณ ตาม “เนวิน ชิดชอบ” ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ก็สอบตก

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อสมบูรณ์พาลูกสาวกลับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง จึงถูก “คนแดนไกล” ปฏิเสธ และให้ลูกสาวของวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย 

ตระกูลวันไชยธนวงศ์ จึงหยัดยืนบนลำแข้งตัวเอง โดยใช้ชื่อทีม “สจ.นก” โดยมี “สจ.เล็ก” สุธีระพงศ์ วันไชยธนวงศ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ และมีตระกูล “โพธสุธน” ซึ่งปักหลักทำธุรกิจแถวชายแดนไทย-เมียนมา ได้หนุนช่วย สจ.นก อีกแรง

สภากาแฟเชียงราย จึงวิเคราะห์ว่า “หมอเอก” และ “ส.ส.ต้น” อาจผนึกกำลังกับ “วันไชยธนวงศ์” ลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ก็เป็นได้ 

เพราะเสี่ยโป๊ย แห่ง อ.เทิง อาจหวนคืนค่ายสีน้ำเงิน เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “นายใหญ่โรงโม่” มานานปี

เสี่ยหนู กำลังวางแผนยึดเชียงราย

วัคซีนโควิด-19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459074

วัคซีนโควิด-19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้หรือไม่

28 กุมภาพันธ์ 2564 – 09:00 น.

คอลัมน์… ลึกลับโลกมนุษย์ โดย ดร.บีจี

          คนไทยบางส่วนลังเลใจอยู่ว่าจะ ฉีด “วัคซีนโควิด 19 ” ดีหรือไม่? เพราะวงการแพทย์ทั่วโลกยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดไหนดีกว่า ยี่ห้อไหนปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีข่าวเรื่องผลข้างเคียงวัคซีนออกมาเรื่อย ๆ เกิดคำถามว่า  “ถ้าวัคซีนมาแล้วจะฉีดป่ะ  วัคซีนโควิด 19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้ไหม 

          สำหรับคำถามแรก บรรดาหมอ ๆ ตบเท้าตบมือยืนยันว่า กลุ่มเสี่ยงให้ฉีดไปเลย เพราะไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว อย่างน้อยช่วยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ลดอาการป่วยที่รุนแรงได้ ส่วนคำถามต่อไปที่ว่า “ฉีดวัคซีนโควิด 19 ซ้ำ 2 ยี่ห้อ..ได้ไหม?”  หมายถึงถ้าฉีดวัคซีนโควิดของฟรียี่ห้อที่รัฐบาลจัดหามาให้แล้ว ในอนาคตวงการแพทย์พัฒนาวัคซีนมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เป็น ยี่ห้อใหม่หรือบริษัทใหม่ จะสั่งซื้อมาฉีดซ้ำได้ไหม         

       ไปฟังคำตอบจากแพทย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านนี้ 2 ท่าน …

     ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี  ยอมรับว่าตอนนี้เป็นเรื่องลึกลับพอสมควร เพราะยังไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะสรุปชัดเจนว่าการฉีดวัคซีนโควิด 19 ยี่ห้อต่างกัน มีผลข้างเคียงอย่างไร จากการวิเคราะห์ข้อมูลเท่าที่เผยแพร่ออกมา วัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มหรือ 2 โดส เมื่อฉีดเข็มแรกโดสแรกของยี่ห้อหนึ่งไปแล้ว และโดสที่ 2 จำเป็นต้องฉีดบริษัทเดียวกัน หรือยี่ห้ออื่นได้หรือไม่       

         “เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้”

        เนื่องจากการทำงานของวัคซีนโควิดคือเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อจัดการเชื้อโควิค 19  ถ้ารับโดสแรกไปแล้ว น่าจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาระดับหนึ่ง เมื่อเว้นระยะประมาณ 1 เดือน ถ้าฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อ ก็จะยิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันขึ้นไปอีก ไม่น่ามีปัญหาอะไรมากนัก

        ต้องเข้าใจก่อนว่า วัคซีนที่ฉีดไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19 ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค สำหรับใครที่เผอิญไปรับเชื้อร้ายตัวนี้เข้าร่างกาย และช่วยป้องกันการกระจายของเชื้อโรคสู่คนอื่นด้วย

        ส่วนใครที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ยี่ห้อใดไปเรียบร้อยแล้ว 2 โดส เวลาผ่านไปสักพัก อาจหลายเดือนหรือเป็นปี แล้วอยากฉีดวัคซีนยี่ห้อใหม่ เพราะเชื่อว่าพัฒนาประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั้น คำตอบของ “นพ.อมร” คือ  “ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน”  เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงอันตรายหรือข้อห้ามออกมา แต่ว่าฉีดซ้ำแล้วช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เพิ่มมากอีกเท่าไรนั้น คงต้องรอการพิสูจน์จากงานวิจัยหรือการวิเคราะห์ผลกลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบนี้อย่างรายละเอียด

         สอดคล้องกับความคิดเห็นของ  ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่วิเคราะห์ให้ฟังว่า ตอนนี้คนไทยมีโอกาสสูงเหมือนกันที่อาจได้ฉีดวัคซีน 2 โดส ยี่ห้อไม่เหมือนกันหรือต่างบริษัท เพราะถ้าวัคซีนชุดแรกมาถึงประเทศไทยเมื่อไร นโยบายคือกระจายฉีดให้กลุ่มเสี่ยงไปหมดเลยในโดสแรก เช่นถ้ามา 2 ล้านโดส ก็จะฉีดไปเลย 2 ล้านคน ส่วนโดสที่ 2 นั้น ต้องรอการส่งมอบในรอบต่อไป ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็คงได้ยี่ห้อเดิม แต่ถ้ามีอะไรติดขัดก็อาจได้ฉีดโดสที่ 2 เป็นวัคซีนยี่ห้อต่างกัน   

         จากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ คนที่ฉีดวัคซีนโดสแรกไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง และวัคซีนโดสที่ 2 ช่วยเพิ่มมากขึ้นไปอีกตามประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ

        “ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่ามีปัญหาถ้าจะฉีดต่างยี่ห้อกัน”  เพียงแต่ เรื่องลึกลับที่ยังพิสูจน์กับไม่ได้คือ ปัญหาการกลายพันธ์ของเชื้อโควิด 19 ถ้ากลายพันธุ์ไปมาก ๆ วัคซีนที่ผลิตตอนนี้ อาจไม่ได้ผล หรือได้ผลน้อยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เอาเป็นว่าในวันนี้ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ฉีดไปก่อน เพราะช่วยให้อาการไม่หนักมาก ถ้าเกิดไปติดเชื้อ ช่วยให้อัตราผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลลดลง ส่วนอนาคตเชื้อโควิด19 จะกลายพันธุ์ไปขนาดไหน ค่อยมาว่ากันอีกที”

       ส่วนคำถามสำหรับคนที่ฉีดครบ 2 โดสแล้ว อนาคตอยากฉีดยี่ห้ออื่นซ้ำ นพ.ธีระวัฒน์ ตอบว่า น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ผลข้างเคียงในร่างกายที่แสดงว่าวัคซีนกำลังทำงาน เช่น อาการปวดแขนหรืออาการบวมบริเวณที่ฉีด อาจเป็นมากกว่าปกติ 

        หลังจากฟังหมอชื่อดังทั้ง 2 ท่านข้างต้นแสดงความเห็นแล้ว

    สรุปเบื้องต้นได้ว่า การฉีดวัคซีนโควิด19 จำนวน 2 โดสที่มียี่ห้อต่างกันมีความเป็นไปได้ และ ถ้าฉีดยี่ห้อใดครบ 2 โดสแล้ว อยากไปฉีดซ้ำยี่ห้ออื่นก็ทำได้…ยกเว้นกรณีที่มีคำเตือนหรือคำห้ามจากองค์กรแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมา

        ส่วนร่างกายจะสร้างภูมิคุ้นกันได้ดีพุ่งขึ้นแค่ไหนคงต้องรอข้อมูลพิสูจน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

     ตัวอย่างของรัฐบาลอังกฤษ เตรียมฉีดวัคซีน 2 โดส ปรากฏว่าเชื้อโควิด 19 ระบาดรุนแรงมาก เลยเปลี่ยนนโยบายสั่งให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไปเข้าคิวฉีดโดสแรกให้จำนวนมากที่สุด ส่วนโดสที่ 2 กลายเป็นว่ามาไม่ทัน ต้องรอนานกว่า 2 เดือน…

        ขณะที่รัฐบาลอเมริกาซีเรียสเรื่องฉีดให้ครบ 2 โดส จึงใช้วิธีล็อกวัคซีนออกเป็นชุด ใครที่ได้รับการฉีดโดสแรกแล้ว การันตีว่าได้โดส 2 ฉีดตามกำหนดแน่นอน เพราะเก็บตุนวัคซีนให้แล้ว ไม่ต้องลุ้นระทึกว่าโดสที่ 2 จะได้ฉีดหรือไม่

        วินาทีนี้ห้องแล็ปชื่อดังทั่วโลกกำลังแข่งขันเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 กับแบบไม่หลับไม่นอน ตัวเลขล่าสุดแจ้งชื่อวัคซีนออกมาแล้วประมาณ 100 ชื่อ แต่ที่ผลิตสำเร็จออกมาแจกจ่ายหรือขายให้รัฐบาลทั่วโลกอย่างแพร่หลายตอนนี้ มีเพียง 6 ชื่อคือ 

    1 วัคซีนของ “ไฟเซอร์” จากอเมริกา ประสิทธิผล 95% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 21 วัน    2. วัคซีนของ “โมเดอร์นา” จากอเมริกา ประสิทธิผล 94.5% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 28 วัน    3.วัคซีนของ “แอสตราเซนเนกา” จากอังกฤษ ประสิทธิผล 62-90% ฉีด 2 โดสห่างกัน 28 วัน   4. วัคซีน “สปุตนิค วี” จากรัสเซีย ประสิทธิผล 92% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 14-21 วัน   5. วัคซีนของ “ซิโนฟาร์ม” จากจีน ประสิทธิผล 79% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 21 วัน  6. วัคซีน “ซิโนแวค” จากจีน ประสิทธิผล 62-78% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 28 วัน 

           ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาเชื่อว่า ในอนาคต “วัคซีน” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวหรือคำตอบสุดท้ายที่จะปกป้องโลกมนุษย์จากไวรัสร้ายกาจตัวนี้ เพราะข้อมูลกลายพันธุ์อย่างลึกลับรวดเร็วของ “เชื้อโควิด 19” ยังเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ..นับเป็นความท้าทายสุด ๆ ของมนุษย์ในการร่วมมือกันไขปริศนานี้ให้สำเร็จ !?!

กะเหรี่ยงปฏิวัติ ต้านระบอบ ‘ตั๊ดมะด่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459653

กะเหรี่ยงปฏิวัติ ต้านระบอบ ‘ตั๊ดมะด่อ’

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:22 น.

แนวรบตะวันตกเดือด กะเหรี่ยง KNU ปะทะทหารพม่า ปกป้องชาวกะเหรี่ยงลุกต้านเผด็จการ “มินอ่องหล่าย”

++
    ชื่อของ “สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” (Karen National Union – KNU) กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น ในช่วงที่ประชาชนชาวเมียนมา ทุกชาติพันธุ์ลุกฮือชุมนุมและเดินขบวนต่อต้านสภาบริหารภาครัฐ หลัง “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพเมียนมา ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลอองซานซูจี

กองทัพกะเหรี่ยง KNU

ที่รัฐกะเหรี่ยง ประชาชนได้จัดการชุมนุมใหญ่ ในเมืองผาอัน ,เมืองกอกะเร็ก และเมืองเมียวดี 
    เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2564 เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ (KNU) ,กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army – (KNLA ) และกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย  (Democratic Karen Buddhist Army -DKBA) จัดกำลังคุ้มครองมวลชนชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นคน ที่เคลื่อนพลทางรถยนต์ เพื่อมาชุมนุมต้านเผด็จการทหารในเมืองเมียวดี

ทหาร KNU คุ้มครองมวลชนลุกฮือต้านทหารพม่า

    นอกจากนั้น การชุมนุมของชาวกะเหรี่ยงที่เมืองกอกะเร็ก ก็มีทหาร KNU และ KNLA คอยอารักขาด้านความปลอดภัยให้ขบวนมวลชนทุกครั้ง ซึ่งไม่มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไหน ได้เข้ามาดูแลมวลชนเหมือน KNU 

ขบวนมวลชนกะเหรี่ยง

วันที่ 26 ก.พ.2564 ทหารกะเหรี่ยง KNU สังกัดกองพล 6 ได้ปะทะกับทหารพม่า (ตั๊ดมะด่อ) ทางใต้ของเมืองกอกะเร็ก ส่งผลให้ทหารเมียนมา เสียชีวิต 3นาย ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยผู้เสียชีวิตคนหนึ่งคือ พ.ต.ซานส่อ รอง ผบ.พัน.คร.357 นขต.บก.ควบคุมทางยุทธการที่ 12 เมียวดี  
    หลังการปะทะ มีการเจรจาพูดคุยของทั้งสองฝ่าย แต่การเจราจาไม่สำเร็จทำให้ ทหารเมียนมาได้เสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่อีก คาดว่า อาจมีการสู้รบขึ้นมาอีกครั้ง
    อนึ่ง พล.อ.มูตู เซโพ ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เพิ่งพูดคุยกับเจ้ายอดศึก แห่งสภากอบกู้รัฐฉาน(RCSS/SSA) ได้มีมติตกลงกันในนาม “10 กลุ่มหยุดยิง” ขอพักการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มกองทัพเมียนมา และสนับสนุนการชุมนุมประท้วงของประชาชนอย่างสันติวิธี

ปรับ ครม.’พลังประชารัฐ’ มังกรซ่อนพยัคฆ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459649

ปรับ ครม.’พลังประชารัฐ’มังกรซ่อนพยัคฆ์

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:23 น.

พลังประชารัฐ แหล่งรวม “นักเลือกตั้ง” มีทั้งมังกร และพยัคฆ์ ปรับ ครม.ล่อกันเละ

++
    ธรรมชาติของ “นักเลือกตั้ง” ยามที่ต้อง “ปรับคณะรัฐมนตรี” ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน หนีไม่พ้น “คณิตศาสตร์การเมือง” ว่าด้วยการคำนวณจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 
    เดิมทีนักวิเคราะห์ก็มองว่า การปรับ ครม.น่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน เม.ย. แต่บังเอิญสึนามิการเมืองเรื่อง กปปส. ทำให้ต้องปรับ ครม.เร็วกว่าที่คิด 
    เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ มีเก้าอี้รัฐมนตรีว่าง 2 ตำแหน่ง คือ รมว.ศึกษาธิการ กับ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จึงเกิดความอลหม่านขึ้น 
    เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ มีกำเนิดจากนักเลือกตั้ง หลายกลุ่มหลายก๊วน ส่วนใหญ่ก็คือ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักไทย 

++
กลุ่มสามมิตร
++
    กลุ่มสามมิตร โดยการนำของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ถือเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่มาสร้างพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่แรก
    แม้กลุ่มสามมิตร จะผิดหวังไม่ได้ตำแหน่งตามที่กลุ่มตนเองต้องการ เพราะสมศักดิ์ หวังนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ และสุริยะ อยากได้ รมว.พลังงาน มาแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาล
    ส่วนอนุชา กว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี และคั่วเลขาธิการพรรค ก็รอคอยมาเกือบปี ต้องใช้เทคนิคส่วนตัวมุดเข้า “บ้านป่ารอยต่อ” และได้รับความไว้วางใจในที่สุด 
    การปรับ ครม.เที่ยวนี้ จึงมีข่าวการขยับตัวของกลุ่มสามมิตรน้อยมาก นอกเสียจาก “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ที่มีข่าวเก้าอี้จะหาย ได้มาขอปรับทุกข์กับสมศักดิ์ และอนุชา

สมศักดิ์ กลุ่มสามมิตร

++
กลุ่มผู้กอง
++
    สภาพพรรคพลังประชารัฐ หลังเลือกตั้งเหมือนพรรคไทยรักไทยยุคแรกๆ คือ มี ส.ส.หน้าใหม่เยอะ พวกเขาขี่กระแส “ลุงตู่” เข้าสภาฯ จึงเรียกว่า “ส.ส.นกแล” 
    “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” อาจเสียงไม่ดังมากนัก เนื่องจากในภาคเหนือ ได้ ส.ส.ไม่ที่นั่ง และภาคอีสาน ก็ได้มาแค่ ส.ส.เขต 1 คนที่ขอนแก่น แต่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล “ผู้กองธรรมนัส” ใช้ความเป็นคนใจถึงพึ่งได้ เข้ามาดูแลพรรคเล็ก (1 ที่นั่ง) รวมถึงการเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง “ส.ส.นกแล” จำนวนหนึ่ง 
    เมื่อ “ผู้กองธรรมนัส” เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก ทั้งงานหลวง ทั้งงานราษฏร์ ผู้กองทำได้เข้าเป้า จน “ลุงป้อม” ไว้ใจ 

ผู้กองธรรมนัส ที่โตเร็วกว่าเพื่อน 

    หลังปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ ผู้กองธรรมนัส หันไปจับมือกับ “สันติ พร้อมพัฒน์” ผู้ดูแลกลุ่มเพชรบูรณ์ และเจ้าของตึกที่เป็นสำนักงานใหญ่ของพลังประชารัฐ ในวันนี้ พ่วงด้วย “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” กลายเป็น “กลุ่ม 3 ช.” (3 รัฐมนตรีช่วย) 

สันติ กลุ่มเพชรบูรณ์ 

    นาทีนี้ ต้องบอกว่า “กลุ่ม 3 ช.” ถูกจับตามองมากที่สุด นักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักต่างยกให้เป็น “เต็งหนึ่ง” จะได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็น “รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ” และ “รัฐมนตรีดีอีเอส” แถมอาจได้ “รัฐมนตรีแรงงาน” อีกตำแหน่งหนึ่ง
    นอกจากกลุ่มสามมิตร และกลุ่ม 3 ช. ก็ยังมีอีกหลายก๊วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ, กลุ่มเสี่ยเฮ้ง, กลุ่มชลบุรี(กำนันเป๊าะ) ,กลุ่มปากน้ำ,กลุ่ม กทม. และกลุ่มด้ามขวานไทย
    ดังที่รู้กัน องค์ประกอบของพลังประชารัฐ มีทั้งอดีต ส.ส.ส่วนใหญ่ ที่มาจากพรรคเพื่อไทย และ “ส.ส.นกแล” จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มก๊วนต่างๆ ตลอดเวลา 
    กลุ่ม “ส.ส.นกแล” จึงเปรียบเสมือนหางเครื่อง ที่วิ่งไปขึ้นวงดนตรีวงไหนก็ได้ ที่หัวหน้าวงดูแลลูกน้องอย่างดี ถึงพวกเขาจะส่งเสียงโวยวาย แต่ก็ไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะให้ “ลุง” ทั้งหลายให้ความสนใจ 
    จวบจนมาถึงวันนี้ พรรคพลังประชารัฐ จึงไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทยในอดีต ที่มีหลากหลายกลุ่มก๊วน และยามใดที่มีการปรับ ครม. ก็วิ่งกันฝุ่นตลบ