‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459645

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ‘

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:55 น.

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ‘ โดนโทษจำคุก 7 ปี ดาวราหูเปลี่ยนดวงจะดี เดือนมีนา และมีโอกาสพลิกผัน หลังจากนี้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ชีวิตจะพลิกผัน ย้อนกลับไปอีกเส้นทางหนึ่ง   มีโอกาสที่จะแก้สถานการณ์ กลับคืนมาได้

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ  ชีวิตพลิกผัน  ผ่าดวง พุทธิพงษ์  รัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัล โดนโทษหนัก จำคุก 7   ปี   ดาวราหูเปลี่ยนดวงจะดี เดือนมีนา  และมีโอกาสพลิกผัน  เพราะช่วงจังหวะมีผลกระทบ ทั้งในรอบปี และในชีวิตของดวงชะตาขัดแย้ง   ประกอบกับตกเดือนแตกแยก  ที่จะต้องระวังเรื่องของคดีความ   ประกอบกับเวียนมาบรรจบ ต้องมีเหตุติดคุก  ติดตะรางหลังจากนี้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ชีวิตจะพลิกผัน ย้อนกลับไปอีกเส้นทางหนึ่ง   มีโอกาสที่จะแก้สถานการณ์ กลับคืนมาได้ 

ซินแสเข่ง   อาจารย์ชนม์ทรรศน์   ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย   จับยามวิเคราะห์ดวง คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศษฐกิจและสังคม  ต้องคดี ล้มล้างขวาง การเลือกตั้ง ปี 2556-2557 เป็นแกนนำ กลุ่มกปปส ร่วมกับ คุณสุเทพ  เทือกสุบรรณ และสมาชิกคนอื่นๆ  ในกลุ่ม รวม 39 คน   เจอความผิดหลายข้อหา   กบฏยุยงปลุกปั่น ให้หยุดงาน   บุกรุกสถานที่ราชการ   และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย กระด้างกระเดื่องกฏหมายบ้านเมือง  และขัดขวางการเลือกตั้ง และในการตัดสิน ของศาลอาญา  ได้มีการวินิจฉัย ถึงเหตุ และสรุปผลพิพากษา จำคุก เป็นระยะเวลา 7 ปี ทำให้ขาดสมาชิกภาพ ของการเป็นรัฐมนตรี  และสส. สิ้นสุดลง  เมื่อต้องคำพิพากษา   แต่ในดวงชะตานั้น ได้มีการวิเคราะห์ เจาะลึก ผ่าดวง ของคุณพุทธิพงษ์   ให้มีโอกาศคลี่คลายไปในทางที่ดี หากพ้นช่วงประมาณเดือน กุมภาพันธ์   และต่อเนื่องตลอดทั้งปี   ที่มีโอกาสที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  หรือมีการพิจารณาให้ผ่านวิกฤตินี้ได้ แต่ถ้าหากว่าในการพิจารณาคดีนั้น ตกอยู่ในปี 2565   ถือว่ามีผลกระทบ ในปี 2565   ที่อาจจะหนักมากกว่า การพิจารณาโทษปี   2564    ซึ่งเป็นเพียงแค่เล็กน้อย  ซึ่งความจริงแล้ว   ในดวงของวันเกิดก็มีผลกระทบ  ทำให้เกิดความขัดแย้งเป็นศัตรู  จากบุคคลผู้ไม่หวังดี  และรวมถึงเดือน  กพ.ที่มีผลปะทะทำให้มีเรื่องของแตกแยก   พลัดพราก   ตายจาก  ถ้ามีการปะทะกันเกิดขึ้น   ก่อให้เกิดการล่มสลายทั้งในหน้าที่ตำแหน่งและการงาน

ซินแสเข่ง  ให้ข้อเพิ่มเติม ถึงเรื่องคู่ชีวิต ของคุณพุทธิพงษ์  คือคุณ นุษบา   ปุณณกันต์ ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา   ที่สมพงษ์กัน ที่มีดวงเกื้อหนุนกัน ที่จะสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น การมีชีวิตคู่สามีภรรยา  ปีที่ถูกโฉลกกันถือเป็นวาสนา เช่นเดียวกับ คู่สามีภรรยา DJ แมน  และใบเตย   อาร์สยาม   ที่มีดวงสมพงษ์กันเปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกัน  หากช่วยกันจ้ำ  ช่วยกันพาย ก็ทำให้ถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วมากขึน  แต่อุปสรรคอาจจะมีคนอิจฉาริษยาไม่หวังดี ที่จะนำเรื่องของคุณนุษบา   ไปพูดในทางที่เสียหาย แต่ก็เชื่อว่า เพราะมีดวงของศัตรู ผู้ไม่หวังดี   และในด้านดีเสริมครอบครัวและหน้าที่การงานของสามีแล้ว   ที่จะสร้างครอบครัวให้เกิดความมั่นคงเกิดขึ้น ในชีวิตคู่มากกว่า

ใครจะมาเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงเด็กพิเศษ กินจุ เอาแต่ใจคนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459636

ใครจะมาเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงเด็กพิเศษ กินจุ เอาแต่ใจคนนี้

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:20 น.

ใครจะเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงของเด็กหัวโต กินจุ เอาแต่ใจคนนี้ เวลาที่ผ่านมา เราเลี้ยงเด็กผิดวิธีทำให้มีแต่ผลร้าย ใครกันแน่รังแกฉัน บทวิเคราะห์ โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ทันทีที่มีข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขาดคุณสมบัติ ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) เป็นสมาคมวิชาชีพครูสมาคมแรกที่ออกแถลงการณ์ เรื่อง คุณสมบัติที่จำเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดใจ ‘ณัฏฐพล-อดีตรมว.ศธ.’ หลังได้รับอิสรภาพ

โดยให้เหตุผลว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 45 กำหนดให้ไว้ เพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครูและส่งเสริมภูปัญญาท้องถิ่นศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ

เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการหล่อหลอมพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ให้มีคุณลักษณะที่ดี มีสมรรถนะที่จำเป็นของคนใน ศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในประชาคมโลก

และได้บรรยายคุณสมบัติของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ที่ต้องการไว้กว้างๆ ดังนี้

1.มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ตรวจสอบได้

2.มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านการศึกษา

3.เป็นผู้ความมุ่งมั่นที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อปวงชนชาวไทย

4.ให้ความสำคัญของวิชาชีพครู ต้องเป็นวิชาชีพควบคุม วิชาชีพชั้นสูง มีสภาวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและสังคม

5.ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานเด็กไทย ตามหลักสิทธิมนุษยชน เชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยสากล

ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใด ได้ดำเนินการขัดกับหลักดังกล่าวข้างต้น ข้อเรียกร้องบางข้อกำหนดไว้เป็นกฎหมาย บางข้อกำหนดไว้เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

แต่ก็ยังดีที่ปรากฏความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นบ้าง สำหรับองค์กรวิชาชีพครู ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือเป็นเพียงว่า คล้ายกับการขานชื่อนักเรียนก่อนที่ครูจะเข้าสอน เพื่อแสดงตัวกับผู้มีอำนาจ เท่านั้นเอง

สำหรับตัวของผู้เขียน มองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการ “รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้สำคัญที่สุด เพียงแต่เป็นผู้ที่เข้ามาติดตามนโยบาย กำหนดทิศทางการบริหารงาน พร้อมกับสร้างผลงานให้กับตัวเองเท่านั้น

ส่วนสาระสำคัญ ได้ถูกกำหนดไว้ทั้งหมดแล้ว ในแผนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น10 ปี หรือ 20 ปี แต่ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ โครงสร้างการบริหารงานที่สับสน การแบ่งอำนาจการบริหารงานที่ไม่ชัดเจน หลักสูตรการศึกษาที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยและคนไทย รวมถึงขนาดขององค์กรที่ใหญ่เกินไป การทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ ทำให้เกิดช่องว่างในการปฏิบัติงาน

ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนต่อไป ก็คงไม่สร้างความแตกต่างได้มากนัก เมื่อกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้เปรียบเหมือน เด็กพิเศษ มีบุคลิคลักษณะเป็นเด็กอ้วน หัวโต กินจุ เอาแต่ใจ ไม่ได้ดังใจก็เอาแต่ร้องไห้งอแง

หากอยากเห็นการศึกษาของชาติพัฒนาไปกว่านี้ ต้องยอมเป็นคนใจร้าย รับได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง แล้วลงมือทำทันที

เมินมาลัย ‘ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459630

เมินมาลัย’ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:06 น.

สมรภูมิเทศบาล ไม่มีมาลัย ไม่มีรถแห่ “ธนาธร” รับสภาพ เสียงดีแต่มีคะแนนไม่พอ ให้คว้าชัย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ปลายปีที่แล้ว ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. ไปหาเสียงจังหวัดไหน มาลัยดาวเรืองท่วมหัว โดยเฉพาะแถวภาคอีสาน ใครก็คิดว่า คณะก้าวหน้า ต้องได้ตำแหน่งนายก อบจ.ประมาณ 10 เก้าอี้ แต่หลังปิดหีบ นับคะแนน กลายเป็น “เสียงดีไม่มีคะแนน” หรือเสียงดีไม่มีคะแนนพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้
    ดังนั้น การเลือกตั้งเทศบาลทั่วประเทศ คณะก้าวหน้า จึงเลือกส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ในจังหวัดที่มีความพร้อมจริงๆ ไม่หว่านแห 42 จังหวัดเหมือนเก่า
    ที่เห็นชัดคือ ไม่มีตีฆ้องร้องป่าวทางสื่อโซเชียล ไม่มีการเดินสายปราศรัยหาเสียง ไม่ต้องเตรียมมาลัยดาวเรืองมาต้อนรับ 
    อย่างเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2564 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ย่องเงียบไปโคราช ทำการติวเข้มให้กับทีมผู้สมัครเทศบาลนครนครราชสีมา โดยมี ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา ให้การต้อนรับ
    จบภารกิจในห้องประชุม ก็ไม่มีคิวให้ธนาธรออกเดินเคาะประตูบ้านเหมือนตอนหาเสียงนายก อบจ. ธนาธรจึงกลับกรุงเทพฯ และแอบแวะถ่ายภาพกับ “ไผ่ ดาวดิน” ที่กำลังเดินทะลุฟ้าอยู่
    เมื่อส่องเข้าไปดูแฟนเพจเฟซบุ๊คของผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ในนามคณะก้าวหน้า ส่วนใหญ่ผู้สมัคร จะไม่นำภาพ “ธนาธร” มาประกบกับตัวเอง เหมือนตอนเลือกตั้งนายก อบจ. ซึ่งตอนนั้น ผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้าทุกคน ต้องมีภาพคู่กับหัวหน้าธนาธร
    แสดงว่า ผู้สมัครนายกเทศมนตรี ขอแค่แบรนด์ “ก้าวหน้า” แต่ไม่เอาแบรนด์ “ธนาธร”

++
เมืองนนท์โมเดล
++
    นับแต่มีการเปิดรับสมัครนายกเทศมนตรี และ ส.ท.ทั่วประเทศ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เพิ่งลงเดินพบปะชาวบ้านที่เมืองนนท์เท่านั้น 
    เหตุที่ไปเมืองนนท์ เพราะเป็นจังหวัดเดียวที่มีความพร้อมมากที่สุด ในการเลือกตั้งเทศบาล เพราะมีการส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี และ ส.ท.มากถึง 6 แห่ง
    โดยเฉพาะ ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี กลับมาลงสมัครนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด หวังฐานเสียงคนรุ่นใหม่ล้มแชมป์เก่า
    สำหรับ “วิชัย บรรดาศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด ในนามกลุ่มนายวิชัย ก็ไม่ธรรมดา เพราะยึดครองเทศบาลปากเกร็ดมาหลายสมัย 
    ผลเลือกตั้งเทศบาล 6 แห่งในเมืองนนท์ จะพิสูจน์กระแสธนาธร ในเขตปริมณฑลที่มีสภาพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ 

เมืองนนท์ ยังพึ่งแบรนด์ธนาธร

++
ขายตัวเอง
++
    ขณะที่สนามเมืองนนท์ ทีมผู้สมัครนายกเทศมตรี ทั้ง 6 เทศบาลยังขายแบรนด์ “ธนาธร” แต่สนามเทศบาลนครหาดใหญ่ “ประยูร วงศ์ปรีชากร” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในนามคณะก้าวหน้า กลับขายตัวเองและเพื่อน
    เริ่มจากการสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊ค “ประยูร x สมบูรณ์” หมายถึง ประยูร วงศ์ปรีชากร และสมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์ ที่คนหาดใหญ่รู้จักมากกว่าธนาธร 
    “ประยูร” ประธานผู้ก่อตั้งหอการค้าจังหวัดสงขลา และอดีต สท.หาดใหญ่ ที่คลุกคลีกับการเมืองท้องถิ่นมานาน ส่วน สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์ เจ้าของธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท 

หาดใหญ่ขายแพ็คคู่ 

    จากหาดใหญ่ขึ้นไปเชียงใหม่ “เหมา” ธีรวุฒิ แก้วฟอง ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ สังกัดคณะก้าวหน้า ก็ไม่มีภาพคู่กับธนาธร เขาโชว์เดี่ยว ความเป็น “เฮียเหมา” ผู้บุกเบิกคราฟต์เบียร์ในเชียงใหม่

เชียงใหม่ ขายเฮียเหมา 

    บวกประสบการณ์การเป็นข้าราชการอยู่ที่ศาลาจังหวัดเชียงใหม่มา 20 ปี เขาจึงตั้งกลุ่มเชียงใหม่ที่ดีกว่า เตรียมเล่นการเมืองท้องถิ่น ตอนหลัง คณะก้าวหน้า เชียงใหม่ มาขอแจมด้วย เลยกลายเป็นคณะก้าวหน้า เชียงใหม่ที่ดีกว่า 
    นี่คือตัวอย่างของการตลาดการเมืองท้องถิ่น ในยามที่แบรนด์ “ธนาธร” ไม่ขลัง เหมือนตอนเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562

ทุบตลาดเช้า ผุดตลาด ‘จีน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459588

ทุบตลาดเช้า ผุดตลาด ‘จีน’

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:57 น.

ทุบแล้ว ตลาดเช้าเวียงจันทน์ อายุ 60 ปี รัฐบาลลาวให้สัมปทาน “ทุนจีน” ผุดตลาดใหม่

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2564 แอดมินแฟนเพจเฟซบุ๊ค Gonzalo Cancino อัพสเตตัส “ตลาดเช้า 2021” พร้อมภาพชุดการรื้อถอนอาคารตลาดเช้า นครหลวงเวียงจันทน์

ตลาดเช้า” อาคารรูปทรงศาลาวัดขนาดใหญ่ มีอายุมากกว่า 60 ปี คนลาวและคนไทยต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี นับจากวันนี้ไป คงเหลือไว้แค่ตำนานให้เล่าขาน เพราะกลุ่มทุนจีน กำลังทุบสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ย่างกุ้งสปริง’22222’ล้านไล่ ‘ตั๊ดมะด่อ’
 

การทุบตลาดเช้า

อำลาตลาดเช้า

ตลาดเช้า ตั้งอยู่มุมด้านตะวันออกของถนนล้านช้าง และถนนคูเวียง ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ประกอบด้วยอาคาร Mall 1,Mall 2 อาคารตัว U ซึ่งเป็นอาคารหลังเก่าแก่ กำลังถูกทุบทิ้ง

สำหรับอาคารตัว U เป็นอาคารดั้งเดิมของตลาดเช้า มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะส่วนหลังคาแบบทรงสูง และป้านลมมีลวดลายเอกลักษณ์แบบลาว
นอกจากนั้น มีอาคารรูปทรงแบบเดียวกัน อยู่ตรงกลางตัว U แต่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว สร้างอาคารใหม่ สูง 4 ชั้น เมื่อปี 2552 โดยทุนจากสิงคโปร์

ตลาดจีน

เจ้าผู้ครองนครหลวงเวียงจันทน์ มีแผนพัฒนาพื้นที่ตลาดเช้า เป็นตลาดทันสมัย จึงอนุญาตให้กลุ่มทุนจีน เข้ามาบริหารจัดการตลาดใหม่

วันที่ 27 พ.ค.2563 บริษัท ฮัวซิน พัดทะนา จำกัด ได้เซ็นสัญญาสัมปทานพัฒนาตลาดเช้า ตึกตัว U (ตึกเก่า) ,ตึกมอลล์ 1 และตึกมอลล์ 2 โดยมูลค่าการลงทุน 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอายุสัมปทาน 40 ปี 

โครงการพัฒนาตลาดใหม่ แทนอาคารตัว U จะมีการสร้างตึกสูง 8 ชั้น มีเนื้อที่ 26,000 ตารางเมตร คาดว่าจะสำเร็จในปี 2568 

ตลาดเช้า ที่ยังมีตึกตัว U และตึกตัว I

ตำนานตลาดเช้า

– ยุคราชอาณาจักรลาว

ตลาดเช้า(ตึกเก่า) ตึกรูปตัว I ได้รับการออกแบบโดยเจ้าสุวันนะพูมา นายกรัฐมนตรี สมัยนั้น ซึ่งได้มีพิธีเปิดตลาดเช้าอย่างเป็นทางการ เมื่อ 10 พ.ค.2507 โดยมีท่านโง่น ชะนะนิกอน และทูตสหรัฐ ประจำลาว ร่วมเป็นประธานเปิด

การก่อสร้างตึกตลาดเช้า หลังแรก(ตึกตัว I) ได้รับทุนอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเวลานั้น สหรัฐได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลราชอาณาจักรลาวในทุกด้าน

– ยุค สปป.ลาว 

ต้นปี 2533 ได้มีการก่อสร้างอาคารตัว U เพิ่มใส่ทั้ง 3 ด้าน ซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น และที่เหมือนกันของตึกตัว I และตัว U คือมีหลังคาที่ลาดเอียง 
ระยะนี้ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้เปลี่ยนจากเศรษฐกิจสังคมนิยม มาสู่เศรษฐกิจกลไกตลาดเสรี ตามแนวคิดจินตนาการใหม่ ของประธานไกสอน พมวิหาน จึงมีการขยายตลาดเช้า ให้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง 

ปี 2552 ได้มีการสร้างอาคารใหม่ สูง 4 ชั้น เป็นศูนย์การค้า และมีที่จอดรถ ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างคือ Singapore Excalibur Group Pte Ltd บริษัทของสิงคโปร์ มูลค่าการก่อสร้าง 27 ล้านดอลลาร์ (ก่อสร้างยังไม่เสร็จ มีการเปิดใช้บางส่วน)

ตลาดเช้าหลังแรก เมื่อปี 2507

3 นิ้วพม่า สงคราม “ทานาคา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459568

3 นิ้วพม่า สงคราม “ทานาคา”

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:11 น.

ยุทธการทาแก้มด้วย “ทานาคา” ทั้งแผ่นดิน ม็อบพม่าปลุกสำนึกรักประชาธิปไตย รักวัฒนธรรมแก่เด็ก Gen Z 

++
สถานการณ์ในเมียนมา นับจากที่กองทัพทำรัฐประหารเข้ายึดอำนาจ และควบคุมตัวอองซานซูจี ผู้นำรัฐบาลพลเรือน ตลอดจนสมาชิกคนสำคัญของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2564 มีการชุมนุมประท้วงทุกวัน และอารยะขัดขืน หยุดงานทั่วทุกเมือง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เปิดตัว “ไป๋ 3 นิ้ว” ทีมการ์ดประชาชน

เป็นเวลากว่า 24 วัน ชาวพม่าตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ลงท้องถนนชุมนุมประท้วงทุกวันนอกจากนั้น ยังมี “ขบวนการอารยะขัดขืน” นัดหยุดงานทั้งในภาคเอกชนและราชการ    

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2564 กลุ่มผู้ชุมนุมในนามกลุ่มศิลปินดารานักแสดง ได้นัดหมายการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ตามแคมเปญ “สงครามทานาคา” โดยเรียกร้องชาวพม่าทาแก้ม ทาใบหน้าด้วยทานาคา ออกมาเดินขบวนและชุมนุมประท้วงอย่างสันติ    

ที่ย่านเลดัน ย่างกุ้ง จุดชุมนุมใหญ่ มีชาวพม่าได้นำตั้งจุดบริการประแป้งทานาคากันอย่างครึกครื้น บางรายยังใช้ทานาคาเขียนเป็นตัวหนังสือ “CDM” โดยแกนนำกลุ่มที่ทำกิจกรรมนี้ ต้องการสื่อถึงกลุ่มเด็ก Gen Z ให้เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม         

มิใช่แค่การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ หากแต่เป็นการปลูกฝังความเป็นชาติ ผ่านทานาคา    

มีข้อน่าสังเกตว่า การชุมนุมและเดินขบวนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในเมียนมา ในแต่ละวัน จะมีธีม มีแคมเปญ เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ทุกกิจกรรมนั้น ยังคงเดินตามแนวทางสันติวิธี    

ดังที่ทราบกัน เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผู้หญิงชาวพม่าคือ การทาแก้มและใบหน้าด้วยผงแป้งผสมน้ำสีขาวเหลือง ที่เรียกว่า “ทานาคา” แม้แต่หนุ่มๆ บางคน ก็เลือกใช้เครื่องประทินผิวที่ทำมาจากรากไม้ชนิดนี้เช่นกัน    

ชาวพม่าสืบทอดทอดภูมิปัญญาในเรื่อง ทานาคา มานับพันปี โดยเชื่อว่ามีความสะอาดปลอดภัย มีคุณสมบัติควบคุมสิวและรักษาบาดแผลบนใบหน้า    

เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของเมียนมา ได้ยื่นเสนอชื่อผลิตภัณฑ์ “ทานาคา” ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เพื่อพิจารณารับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลก 

ไพ่ตาย “หนู-ต่อ” ขยับ เขย่าขวัญ 3 ป. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459542

ไพ่ตาย “หนู-ต่อไ ขยับ เขย่าขวัญ 3 ป.

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:37 น.

“เสี่ยหนู” กับ “เสี่ยต่อ” จับขั้วรักษา “เก้าอี้” ค่ายสีน้ำเงินหวังได้เก้าอี้เพิ่ม ไพ่ตาย “3 ป.” จ่ายค่าเยียวยา คอลัมน์… ท่องยุทะภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
อลหม่านบ้านทรายทอง หลัง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอีเอส ,ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยคมนาคม และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษาธิการ ต้องพ้นตำแหน่ง จากคำพิพากษาของศาลอาญา สั่งจำคุกในคดี กปปส. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ภท.- ปชป. ผนึกกำลัง ” เฉลิมชัย”ย่องพบ” อนุทิน”ที่ก.สาธารณสุข คาดถกปรับครม.

เสี่ยต่อ กับซุ้มบุรีรัมย์ แนบแน่นมายาวนาน

เท่ากับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าง 3 ตำแหน่ง ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ “สึนามิ กปปส.” ก่อให้คลื่นลมปั่นป่วนทั้งในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล    

ส.ส.พลังประชารัฐ 90 คน ลงชื่อในหนังสือมอบอํานาจให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค มีอำนาจตัดสินใจ คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่าง    

นัยว่า ธงการเคลื่อนไหวหนนี้ มิเพียงแค่เรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ หากแต่ยังหวังให้เกิดการปรับ ครม.ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะแกนนำค่าย พปชร.บางกลุ่ม ต้องการริบเก้าอี้รัฐมนตรีมาจากค่ายประชาธิปัตย์    

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามนักข่าวสั้นๆ กรณีข่าวจัดสรรเก้าอี้ใหม่ว่า “..ตามหลักการ ควรจะจัดสรรโควตารัฐมนตรีเท่าเดิม เหมือนตอนที่ขอร่วมรัฐบาล”    

ฉะนั้น เช้าวันที่ 25 ก.พ.2564 นักข่าวประจำกระทรวงสาธารณสุข จึงเห็นภาพ “เสี่ยต่อ”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาพบปะพูดคุยกับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมี “เสี่ยตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ปชป.ร่วมพูดคุยอยู่ด้วย    

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ “เสี่ยต่อ” มาขอรับประทานอาหารเช้าร่วมกับ “เสี่ยหนู” ที่กระทรวงสาธารณสุข ในสถานการณ์ปรับ ครม.รอบใหม่ กำลังอลวนอลเวง

++
ดีลเก่าเขย่าซ้ำ
++
“นกมีขน คนมีเพื่อน” นี่คือลักษณะพิเศษของ “เสี่ยต่อ” จึงถูก “กัปตันอู๊ดด้า” เลือกมาเป็นเลขาธิการพรรค ในสถานการณ์พิเศษ    

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนตั้งรัฐบาลประยุทธ์ เวอร์ชั่นมาจากการเลือกตั้ง ที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” และ “เสี่ยต่อ” ได้นัดรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2562 โดยเสี่ยหนู โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทำงานกันอยู่นะครับ ไม่ได้มากินกันเฉยๆ ตามที่ได้พูดไว้ทุกอย่าง”    

เวลานั้น เป็นห้วงเวลาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยภูมิใจไทย ขอ 3 เก้าอี้ คมนาคม ,สาธารณสุข และท่องเที่ยว ส่วนประชาธิปัตย์ ขอจอง 2 เก้าอี้ พาณิชย์ และเกษตรฯ     

“ลุงป้อม” ก็ตัดสินใจยาก เพราะบรรดา “ขาใหญ่” ใน พปชร. ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย     

เสี่ยหนู กับเสี่ยโอ๋ แกนนำหลักของค่ายสีน้ำเงิน

เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก “เสี่ยหนู-เสี่ยต่อ” ในร้านอาหารคือ “เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ มือทำงานของเสี่ยต่อ และเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับ “นายใหญ่โรงโม่” บุรีรัมย์ มานานปี    

นักข่าวทุกสำนักได้รับข่าวแจกเรื่องการรวมตัว “ขั้วที่ 3” ของภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ รวม 103 เสียง(จำนวน ส.ส.ในเวลานั้น)    

ผู้วางแผนจัดฉาก “ขั้วที่ 3” ก็คือ “นายใหญ่บุรีรัมย์” ที่ต้องการเบรกเกมการต่อรองตำแหน่งจาก “กลุ่มสามมิตร” และอีกหลายซุ้ม ในค่ายพลังประชารัฐ ว่าอย่ามาแตะกระทรวงที่ 2 พรรคได้จองเอาไว้    

ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม “เพื่อนเฉลิมชัย” กับ “เพื่อนเนวิน” ได้เริ่มสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย    

“เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ได้รับมอบหมายจาก “เนวิน” ไปดำเนินการขยาย “สาขาพรรค” ในภาคใต้ เริ่มต้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ยันสตูล เสี่ยโอ๋ ต้องการดึง “เสี่ยต่อ” มาปักธงสีน้ำเงินที่ภาคใต้ตอนบน ประสานกับ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยึดฝั่งอันดามัน    

ตอนนั้น มีข่าวลือว่า ทีมเสี่ยต่อจะย้ายจาก ปชป.มาภูมิใจไทย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้ย้าย ทั้งกลุ่มยังอยู่พรรคเดิม แต่ก็มีใจผูกพันกันตามประสานกมีขน คนมีเพื่อน 

++
ปชป.ป่วน
++
คณิตศาสตร์การเมืองในชั่วโมงนี้ พรรคภูมิใจไทย มีจำนวน ส.ส.รวม 61 คน เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐ ที่มี 121 คน ขณะที่ ปชป.มีจำนวน ส.ส.เหลือเพียง 51 เสียงเท่านั้น     

เดิมพรรคภูมิใจไทย มีรัฐมนตรี 7 คน 8 ตำแหน่ง จึงมีข่าวว่า ค่ายสีน้ำเงินจะใช้ตัวเลข 61 เสียง อ้างความชอบธรรมที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่ม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เดิมมีรัฐมนตรี 7 คน 8 ตำแหน่ง อาจถูกริบโควต้าให้เหลือ 6 คน 7 ตำแหน่ง    

สถานการณ์ที่ง่อนแง่นของ ปชป. นักข่าวจึงได้เห็นภาพ “เสี่ยต่อ” ถ่อแพไปพบ “เสี่ยหนู” ที่กระทรวงสาธารณสุข    

ด้านหนึ่ง มีการปล่อยข่าวว่า ค่ายสีน้ำเงินต้องการให้ “3 ป.” เยียวยาศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม ที่ถูกโหวตงดเสียงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการเพิ่มโควต้ารัฐมนตรีให้กับภูมิใจไทย     

นัยว่า นี่เป็นไพ่ตาย ที่ 3 ป. ไม่สามารถปฏิเสธได้ 

ปรับ ครม. ‘ศึกชิงเก้าอี้’ ปะทุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459541

ปรับ ครม. “ศึกชิงเก้าอี้’ ปะทุ

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:17 น.

หลังจาก 3 รมต. พุทธิพงษ์ – ณัฏฐพล- ถาวร กระเด็นตกจากเก้าอี้ จึงได้เวลาที่จะต้องปรับ ครม. ท่ามกลางข่าว” 3 รัฐมนตรีช่วย” ยกระดับขึ้นนั่งเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการ” มาแรงสุดก็หนีไม่พ้น ร.อ.ธรรมนัส แต่อย่ามองข้าม”สันติ พร้อมพัฒน์” และ”พรรคเล็ก”อาจได้เก้าอี้ รมต.

หลังศาลอาญาตัดสินจำคุก 3 รัฐมนตรี (ค่าย กปปส.) ซึ่งรัฐมนตรีทั้ง 3 คน คือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจฯ, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ต้องหลุดจากตำแหน่ง ก็ได้เวลา “ปรับ ครม.” 

ไม่เพียงกลุ่มก๊วนต่างๆในพรรคพลังประชารัฐหรือภูมิใจไทย,ประชาธิปัตย์,ชาติไทยพัฒนา ต่างต้องการตำแหน่งรัฐมนตรี เหล่าบรรดาพรรคขนาดเล็กหลายพรรค ก็ร้องขอและจ้องเสียบตำแหน่ง”รัฐมนตรี” โดยเฉพาะหลังศึกซักฟอก ที่เห็นได้ชัดถึงคะแนนที่มีออกมา มี “งูเห่า” เกิดขึ้นระดับ “ฟาร์ม” ทั้งในฝั่งพรรครัฐบาล หรือฝั่งพรรคฝ่ายค้าน 

ปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลมีจำนวน 18 พรรค แต่มีพรรคที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีจำนวน 5 พรรค ส่วนอีก 13 พรรค ยังคงกิน”กล้วย”ไปพลางๆ  

ประเมินการ“ปรับครม.” หลัง 3 รัฐมนตรีสาย กปปส.หลุดจากครม.ว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้หารือกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในขั้นต้นก่อนที่จะไปหารือกับเเกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อจัดโผครม.ใหม่

ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ จะยึดโควต้าคืนจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้วเขย่าใหม่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์อาจโดนลดหนึ่ง-สองเก้าอี้ ,พรรคภูมิใจไทยที่ขยับเป็นพรรคอันดับสองใน ครม.ก็ขอโควตารัฐมนตรีเพิ่มหรือเเลกกับการขยับเพิ่มงบประมาณของบางกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูเเลเเทน เเต่ตอนนี้พลเอกประวิตร จะจัดการขั้นต้นในพรรคพลังประชารัฐไปก่อน 

ซึ่ง “เข้าทาง” พอดีกับกรณีที่เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ( 25 ก.พ.) มีความเคลื่อนไหวของ ส.ส. พลังประชารัฐที่รัฐสภา มีการล่ารายชื่อ ส.ส.ของพรรคได้เกือบ100 คนเพื่อแสดงจุดยืนในการปรับ ครม.ว่าไม่เห็นด้วยในการจะนำ”คนนอก”มาเป็นรัฐมนตรี โดยเป็นหนังสือขอมอบอำนาจให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลง

โดยหนังสือมีเนื้อหาว่า ด้วยข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ ที่ลงรายมือชื่อท้ายหนังสือนี้ มีความประสงค์ขอมอบอำนาจให้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลง หากหัวหน้าพรรคได้เลือกบุคคลใดให้เป็น”รัฐมนตรี”ให้ถือเป็นเด็ดขาดและให้ถือว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่ลงลายมือชื่อนั้นได้เห็นชอบด้วยทุกประการ 

การปรับ ครม. ครั้งนี้ ที่มีกระแสข่าวว่า 3 รัฐมนตรีช่วย คือ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.เเรงงาน ,นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรเเละสหกรณ์ จะขยับขึ้น “รัฐมนตรีว่าการ”  2 ตำเเหน่งเเทนนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรมว.ศึกษาธิการ เเละนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรมว.ดีอีเอส นั้น ความเป็นไปได้ที่นางนฤมลจะขึ้นชั้นน่าจะยากเพราะเพิ่งได้เป็น รัฐมนตรีช่วยเเรงงาน เเม้ “เเกนนำ3ป.”บางคนจะเมตตานางนฤมลก็ตาม
เเต่นางนฤมลอาจจะได้ย้าย ไปเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯเพราะนางนฤมล ใกล้ชิดนายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกฯและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ที่มีข่าวว่านางนฤมล จะไปทำหน้าที่เเทนนายณัฏฐพล โอกาสนี้เป็นไปได้ยากสำหรับนางนฤมล เพราะนายกฯ อาจเลือกเองที่เป็นไปได้ทั้ง”คนใน”และ”คนนอก”เพราะกระทรวงนึ้ตั้งเเต่ยุคคสช.เเละยุคเลือกตั้ง ภารกิจด้านการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ที่ดูเเล ส.ส.หลายพรรคนั้น ตอนนี้ถึงคราวขึ้นเป็น”รัฐมนตรีว่าการ” เป็น รมว.ดีอีเอส เเทนนายพุทธิพงษ์ เเละเข้ามาคุมภาค กทม.เเทน 2 เเกนนำ กปปส. คือ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในพรรคพลังประชารัฐเเล้ว
เพื่อไปช่วยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.เเบบอิสระเเต่พรรคพลังประชารัฐหนุนหลัง แต่หาก ร.อ.ธรรมนัส  ไม่ได้นั่ง รมว.ดีอีเอส  ก็จะไปนั่งเป็น “รัฐมนตรีว่าการ”ในกระทรวงอื่นที่ต้องไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล

เเต่ต้องรอว่า”กลุ่ม3ป.”จะอนุมัติหรือไม่เพราะมีผลดี-ผลเสียกับดุลในพรรคพลังประชารัฐหลายปัจจัย เนื่องจากกระเเสต้าน ร.อ.ธรรมนัส ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐเเละพรรคร่วมรัฐบาลก็มีพอสมควร หากขยับชั้น “รัฐมนตรีว่าการ”ให้ ร.อ.ธรรมนัส จริง จะเป็นการเพิ่มบารมี ร.อ.ธรรมนัส เเละอาจแผ่ขยายมาคุมพรรคพลังประชารัฐแทนพลเอกประวิตร

นอกจากนี้อย่าลืมมองบทบาทของนาย”สันติ  พร้อมพัฒน์” ที่เป็นเด็กดีของ “กลุ่ม3ป.”มาตลอดและดูเเลพรรคในฐานะ “ผอ.พรรค”

นอกจากนั้นยังมีสัญญาใจที่ให้กันไว้เเล้วว่าหากปรับครม.เกิดขึ้นนายสันติ จะได้โอกาสขยับเป็น “รัฐมนตรีว่าการ”มากที่สุดเเต่จะกระทรวงใดนั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ส่วนกลุ่มต่างๆในพรรคที่ยังไม่มีโควตา รมต.นั้น เช่น ส.ส.ภาคใต้ เชื่อว่า พลเอกประวิตร น่าจะใช้ความเป็นธรรม สร้างสมดุลในพรรคเเละครม.เเละพร้อมที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ คนที่ยังไม่มีโอกาสได้แสดงผีมือเพื่อสร้างคะเเนนนิยม

รวมทั้งพลเอกประวิตรน่าจะต้องการดูแล”พรรคเล็ก”ให้ได้โควตา”รัฐมนตรีช่วย”ด้วยเพราะไม่เคยเกเรกับรัฐบาล เเละโอกาสน่าจะเป็นของพรรคพลังท้องถิ่นไทของนายชัชวาลล์ คงอุดม

ดูกันชัดๆ…เปิดคำพิพากษา 39 จำเลย คดี กปปส. ตอบโจทย์รับโทษไม่เท่ากัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459494

ดูกันชัดๆ…เปิดคำพิพากษา 39 จำเลย คดี กปปส.  ตอบโจทย์รับโทษไม่เท่ากัน

25 กุมภาพันธ์ 2564 – 19:00 น.

นับเป็นคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาอ่านคำพิพากษาที่ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง และเป็น”บทเรียนราคาแพง”สำหรับผู้ชุมนุมและผู้คิดที่จะชุมนุมทั้งหลายว่า หากชุมชุมเกินขอบเขตที่ รธน.รองรับไว้ไปกระทำอะไรที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็ต้องรับโทษทัณฑ์

ศาลอาญามีคำพิพากษาไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ ( 24 ก.พ. )ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกแกนนำและแนวร่วม กปปส. รวม 39 คน เป็นจำเลย ซึ่งก็ถูกลงโทษจำคุกกันระนาว และยกฟ้องไป 12 คน

คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ได้สร้าง”บทเรียน-อุทาหรณ์” มากมายให้กับสังคม 

มาดูรายละเอียดคำพิพากษากันว่าจำเลยแต่ละคน กระทำผิดอะไรบ้าง โทษของแต่ละคนเป็นอย่างไร  ทำไมแต่ละคนถึงได้รับโทษไม่เท่ากัน 

นครโคราช “ทอน” เหิมชนกลุ่มสุวัจน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459457

นครโคราช “ทอน” เหิมชนกลุ่มสุวัจน์

25 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:44 น.

เจาะสนามเทศบาลนครย่าโม “กลุ่มสุวัจน์” ดันอดีตรัฐมนตรี ดับฝัน “เด็กธนาธร” 

++

สนามเลือกตั้งเทศบาลนครนครราชสีมา ปีนี้ มีสีสันและการต่อสู้ที่เข้มข้นมากกว่าสมัยที่แล้ว หลัง “สุรวุฒิ เชิดชัย” อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา หลายสมัย และหัวหน้ากลุ่มประสานมิตร ประกาศขอเว้นวรรค เนื่องจากต้องไปทำธุรกิจอู่ต่อรถโดยสารของครอบครัว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  โถ”ธนาธร”เกลียดตัวกินไข่

ธนาธร ติวเข้มทีมเทศบาลโคราช

เมื่อกลุ่มประสานมิตร ไม่ลงสนาม จึงทำให้อดีต ส.ท.ในสังกัดของตระกูล “เชิดชัย” กระจายตัวไปลงสมัครตามกลุ่มต่างๆ     

ชั่วโมงนี้ เซียนการเมืองโคราช ต่างวิเคราะห์สนามนายกเล็กโคราช โดยยกให้ หมายเลข 2 “ประเสริฐ บุญชัยสุข” อดีต รมว.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ในนามทีมโคราชชาติพัฒนา เป็นเต็งแชมป์    

“จักริน เชิดฉาย” อดีตประธานหอการค้า จ.นครราชสีมา เป็นเต็งสอง และตัวสอดแทรกหมายเลข 4 “ฉัตร สุภัทรวณิชย์” กลุ่มเทศบาลก้าวหน้า ซึ่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางมาแนะแนวทางการหาเสียงให้

ฉัตร ตัวแทนกลุ่มก้าวหน้า

++
อดีตประสานมิตร
++
เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2564 ที่ชญาดารีสอร์ท กลางเมืองโคราช “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมพบปะและติวเข้มให้กับทีมผู้สมัครเทศบาลนครนครราชสีมา โดยมี ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา เบอร์ 4 และทีมผู้สมัครทั้ง 4 เขต เข้าร่วมการติวเข้ม    

นับแต่พ่ายศึกเลือกตั้งนายก อบจ. 42 จังหวัด ส่งผลให้คณะก้าวหน้า ลดความร้อนแรงในสนามเลือกตั้งเทศบาล จากการตรวจสอบคร่าวๆ มีผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลในนามคณะก้าวหน้า ไม่กี่จังหวัด และหนึ่งในนั้น คือ นครราชสีมา  

“ธนาธร” บอกว่า เทศบาลนครนครราชสีมา เป็นหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งมีความหวังและเป็นเป้าหมายของคณะก้าวหน้า เพราะวัดผลคะแนนจากการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562 และเลือกตั้งนายก อบจ. 18 ธ.ค.2563 มีชาวเทศบาลโคราชสนับสนุนเป็นจำนวนมาก  

สำหรับฉัตร สุภัทรวณิชย์ นั้นมาจากตระกูลนักการเมืองท้องถิ่น ที่เคยทำงานร่วมกับกลุ่มประสานมิตร เขาเคยเป็น ส.ท. และพี่ชาย-พงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ เคยเป็นรองนายกเทศมนตรีฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว เขาลงสมัคร ส.อบจ.อำเภอเมือง เขต 1 ในนามคณะก้าวหน้า แต่สอบตก    

ประเสริฐ บุญชัยสุข

ธนาธรยังหวังว่า กระแสม็อบราษฎร อาจช่วยให้คนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประธานคณะก้าวหน้า ก็ต้องรับรู้ด้วยว่า คนเขตเทศบาลนครโคราชนั้น มีประวัติการต่อสู้มากับกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส.    

นี่คือโจทย์ของคณะก้าวหน้าที่เผชิญตลอดการหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. และเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คณะก้าวหน้าพ่ายเรียบ 

++
โคราชชาติพัฒนา
++
พลันที่มีข่าวว่า สุรวุฒิ เชิดชัย มาลงสนาม และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประกาศส่ง ประเสริฐ บุญชัยสุข ลงชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ในนามกลุ่มโคราชชาติพัฒนา ได้สร้างความฮือฮาให้แก่ยุทธจักรการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก    

“ประเสริฐ” เคยผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น โดยเริ่มจากการเป็น ส.จ. ,รองนายก อบจ.นครราชสีมา, รองประธานสภา อบจ.นครราชสีมา, ส.ส.นครราชสีมา 3 สมัย และรัฐมนตรีอุตสาหกรรม    

ทีมโคราชชาติพัฒนา

30 กว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มโคราชชาติพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา สร้างผลงานไว้ให้ชาวโคราชมากมาย ตั้งแต่สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้วางโครงสร้างพื้นฐานให้กับชาวโคราช เมื่อมาถึงยุคสมัย รศ.เชิดชัย โชครัตนชัย ลงสมัครนายกเทศมนตรี ในสังกัดกลุ่มโคราชชาติพัฒนา ก็ได้รับเลือกตั้งยกทีมปี 2547    

พูดถึงความเก๋าก็ต้องยกให้ “ประเสริฐ” และทีมงานสนับสนุนของพรรคชาติพัฒนา ที่แข็งแกร่งในพื้นที่เขตเทศบาลนครย่าโม

“ลูกหมี” หนักสุด วิบาก 4 ทหารเสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459426

“ลูกหมี” หนักสุด วิบาก 4 ทหารเสือ

25 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:54 น.

กปปส.เอฟเฟกต์ ส่งผล “กลุ่มทหารเสือลุงกำนัน” เข้าเรือนจำ ที่เจอหนักสุดคือ “ลูกหมี” เมืองชุมพร 9 ปี 24 เดือน คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++

“ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่สุดมากเท่าวันนี้ครับ”

สกลธี ภัททิยกุลรองผู้ว่าฯ กทม. และหนึ่งในแกนนำ กปปส. โพสต์เฟซบุ๊กทันที หลังฟังคำพากษาจบลง

เป็นที่ทราบกันดี ช่วงปี 2556-2557 ในการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส. “จั้ม”สกลธี ภัททิยกุล เป็นชุดเคลื่อนที่เร็วร่วมกับ “ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส และ “บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จนได้ฉายาว่า “สี่ทหารเสือ กปปส.” ที่สุเทพ เทือกสุบรรณ ให้ความไว้วางใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ด่วน.. ศาลอาญาพิพากษาจำคุก แกนนำ กปปส. – 3 รมต. พ้นตำแหน่ง

ลูกหมี สมัยเป็นแกนนำ กปปส.

“จั้ม” สกลธี ไม่ได้อยู่ใน 39 คน ที่เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ที่ศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2564 เนื่องจากสกลธีถูกฟ้องในคดีกบฏ ซึ่งศาลได้ยกฟ้อง พร้อมกับแกนนำ กปปส. อีก 3 คน คือ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม,เสรี วงษ์มณฑา และสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เมื่อปีที่แล้ว    

ย้อนเวลาไปเมื่อต้นเดือน เม.ย.2561 สกลธี ตกเป็นข่าวพร้อมณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ว่าเดินทางเข้าพบสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล    

ไม่นานนัก สกลธีได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามมาด้วยข่าวการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของ “ตั้น” และ “บี” ซึ่งกลายเป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งปี 2562

++
หลุดเก้าอี้รัฐมนตรี
++
ดังที่ทราบกัน ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่น ๆ จากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เฉพาะสุเทพ และชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร ตกเป็นจำเลยคดีก่อการร้ายด้วย
เฉพาะอดีต 4 ทหารเสือ กปปส. ต่างได้รับโทษแตกต่างกันคือ ชุมพล จุลใส จำคุก 9 ปี 24 เดือน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จำคุก 7 ปี และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จำคุก 6 ปี 16 เดือน

ผลแห่งคดี กปปส. ทำให้ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (7) ประเด็นคุณสมบัติพื้นฐานของรัฐมนตรี ต้อง “…(7) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท”    

ี ลูกหมี จั้ม และตั้น อดีต 4 ทหารเสือ

ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของ “ตั้น ณัฏฐพล” ได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อตอนเช้าวันที่ 25 ก.พ.2564 ว่า “เมื่อคืนส่งพี่ตั้นและนักสู้อีก 6 ท่าน ขึ้นรถไปเรือนจำ ทุกคนกำลังใจดี…. I’ve never been more proud of you. We did our best and no regret ja Nataphol Teepsuwan – ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ”    

ก่อนหน้านั้น “ทยา” โพสตเฟซบุ๊กว่า “Life goes on..ชีวิตต้องเดินต่อไป #นักรบย่อมมีบาดแผล #ยึดมั่นในอุดมการณ์ #ยอมรับคำตัดสินศาล”

++
ชุมพรสะเทือน
++
หลังฟังคำพิพากษาจบลง “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ทำดีที่สุดแล้วครับ น้อมรับคำพิพากษา สู้เพื่อแผ่นดินไทย” พร้อมกับภาพ “4 ทหารเสือ..ตั้น บี จั้ม ลูกหมี” ในอดีต     

ด้าน “ลูกช้าง” สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊คให้กำลังใจน้องชาย “ลูกหมี” ว่า “สู้นะน้องรัก และทุกๆท่านที่ต่อสู้เพื่อชาติ”    

กรณีของชุมพล จุลใส ในส่วนตำแหน่ง ส.ส.ที่ถือว่าขาดคุณสมบัติจากการต้องคำพิพากษาให้จำคุก หรือถูกคุมของโดยหมายศาล ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองชุมพร บางตำบล และอ.สวี บางตำบล)    

ปีที่แล้ว ลูกหมี ลูกช้าง และน้องเขย- นายกโต้ง ทำกิจกรรมปกป้องสถาบัน

การเลือกตั้ง ส.ส.ชุมพร ปี 2562 มี 3 เขตเลือกตั้ง แบ่งกันไป 2 พรรคคือ เขต 1 “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส พรรค ปชป. ,เขต 2 “เอก” สราวุธ อ่อนละมัย พรรค ปชป. และเขต 3 “ลูกช้าง” สุพล จุลใส พรรครวมพลังประชาชาติไทย    

หากมีการเลือกตั้งซ่อมแทน “ลูกช้าง” ใครจะลงสนามแทนเขา คงต้องให้ “จุลใสแฟมิลี่” ที่มี“ผู้ใหญ่เหมง” บุญธรรม จุลใส ประมุขบ้านใหญ่ให้ความเห็นชอบ    

วันนี้ นพพร อุสิทธิ์ ลูกเขยผู้ใหญ่เหมง เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง นายก อบจ.ชุมพร อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นการสานต่อภารกิจของอดีตนายก อบจ.ชุมพร ที่ชื่อ “ลูกช้าง” สุพล จุลใส    

สำหรับ “นายกโต้ง” นพพร เป็นสามีของ “นายกเปรี้ยว” สุจิตรา อุสิทธิ์ นายก อบต.นาสัก ซึ่งเป็นน้องสาว “ลูกหมี” สุพล และเป็นพี่สาว “ลูกช้าง” ชุมพล      

ฤาถึงคิว “นายกเปรี้ยว” จะต้องขยับจากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ